มงคลที่ ๒๐.สำรวมจากการดื่มน้ำเมา
ของมึนเมา ทุกชนิด พิษคล้ายเหล้า
ใครเสพเข้า น่าตำหนิ สติเสีย
เกิดโรคร้าย แรงร้อน กายอ่อนเพลีย
ใครงดเสีย เป็นสุข ไปทุกวัน.
Home sitemap Dhamma World Wide Web
Contact Us
ภาษาไทย
English
 
หน้าแรก กวีธรรมะ เว็บบอร์ดธรรมะไทย คำถาม/กระทู้ ที่ 6751

ทำไมต้อง อิติปิโสแบบถอยหลัง


วันนี้ได้พบพระธุดงค์รูปหนึ่ง ดิฉันได้ทำบุญด้วยปัจจัยจำนวนหนึ่ง และท่านก็ได้ให้พรที่ยาวมาก ๆ
และแจกกระดาษที่พิมพ์ด้วยคาถาอิติปิโส แบบถอยหลัง และบอกว่าท่องนะแล้วจะดีมาก ๆ

มาอ่านดูแล้วยากจังและสงสัยว่าทำไมต้องแบบถอยหลัง แต่แบบปกติดิฉันก็ชำนาญอยู่ค่ะ
เป็นความแตกต่างกันตรงไหนคะ


ขอถามผู้รู้ค่ะ

malai ส่งเมล์ถึง malai [DT03274][ วันพุธ ที่ 23 พฤษภาคม 2550 เวลา 16:40 น. ]

สวัสดีครับ คุณ malai

-พระธุดงค์รูปนั้นยังปักกลดอยู่ไหมครับ
หรือพบขณะเดินทาง
ไม่ใช่อะไรหรอกครับ
ถ้ายังอยู่แนะนำให้ถามท่านดู เพราะท่านบอกว่าท่องนะจะดีมากๆ ที่ว่าดีนั้นดีอย่างไร ?
ถามต่ออีกว่า ทำไมคะท่าน ต้องอิติปิโสฯ ถอยหลังด้วย ท่องถอยหลังต่างจากท่องเดินหน้าอย่างไรคะ ?

กรัชกาย [DT02422] [ 23 พ.ค. 2550 เวลา 18:59 น. ] [ 1 ]






     ได้ฟังคำ      นำพา      วาจาท่าน
ให้สะท้าน      วิญญา      อนิจจาเอ๋ย
สิ่งควรรู้      ท่านไม่รู้      อดสูเลย
กลับเอื้อนเอ่ย      ทิฏฐิ      ผิดที่ทาง

     เป็นภิกษุ      พึงตาดี      ชี้นำโยม
ช่วยเป็นโคม      ส่องเป็น      เห็นสิ่งขวาง
เป็นประทีป      สุกสว่าง      กลางเส้นทาง
ช่วยโยมสร้าง      ก่อมัคคผล      จนนิพพาน

     ทิฏฐิเป็น      มิจฉา      น่าอดสู
ยึดความรู้      ผิดผิด      ติดสังสาร
เอาคาถา      มาเป็นมนต์      ตามคนพาล
เอามาสาน      สอนโยม      โถมผิดทาง

     คำบูชา      พุทธเจ้า      เข้าสรณะ
เพื่อจักละ      วิจิกิจฉา      มาขัดชวาง
พุทธคุณ      หนุนธรรม      นำตรงทาง
นี่กลับสร้าง      มิจฉาธรรม      ถลำไป

     อย่าเชื่อถือ      คำนั้น      นั่นเลยนะ
ฝึกตบะ      ให้จิตตั้ง      ยังกุศล
สงัดกาม      อกุศล      ดลจิตตน
จิตหลุดพ้น      โดยฌาน      ญาณปัญญา

     จงถือแก่น      พรหมจรรย์      ให้มั่นไว้
น้อมดวงใจ      ไปทางมรรค      จักดีกว่า
ยึดมรรคแปด      เป็นทาง      อย่างศาสดา
ทรงสัจจา      รักษาศีล      มั่นไว้เทอญ


เจริญในธรรมครับ.
แก่นไม้ [DT02103] [ 23 พ.ค. 2550 เวลา 19:34 น. ] [ 2 ]

-ความเห็นส่วนตัวนะคร้าบ อาจไม่ตรงกับพระธุดงค์นึกคิดไว้ก็ได้ หรืออาจไม่ตรงกับใครๆ อื่นอีกก็เป็นได้
กรณีเช่นนี้ อยู่ที่มุมมองของแต่ละท่าน
-มุมที่กรัชกายมอง คือมองเข้ามาภายในตน ซึ่งก็ได้แก่การฝึกจิตฝึกสมาธิฝึกจำเป็นต้นนั่น

คือว่าเมื่อเราท่องตามปกติจนชำนาญแล้วแคล่วคล่องดีแล้ว ความรู้สึกจะคุ้นๆ ธรรมดาๆไป เหมือนไม่มีอะไรยากแล้ว ไม่ต้องใช้วิริยะอุตสาหะมากเหมือนเมื่อก่อนแล้ว สมาธิก็ดูทรงๆอยู่ตัว
เมื่อคุ้นๆ ก็สวด สวดบางทีก็สวดไม่ระมัดระวัง สวดตามคล่องไปแล้ว

ผู้ต้องการจะฝึกจิตฝึกสมาธิให้สูงยิ่งขึ้นอีก ก็จึงท่องจำถอยหลังอีกบ้าง
ฝึกจำสิ่งใหม่ๆ วิริยะขันติก็เพิ่มขึ้น จิตใจก็ไม่ประมาทระมัดระวังอยู่กับบทสวดยิ่งขึ้น สมาธิก็พัฒนาขึ้นอีกขั้นหนึ่ง...

ผิดถูกอย่างไรโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านนะคร้าบ
กรัชกาย [DT02422] [ 23 พ.ค. 2550 เวลา 21:17 น. ] [ 3 ]

เมื่อมีเป้าหมายดังว่านั้นจึงนำ อิติปิโส สวดปกติ-สวดถอยหลังให้คุณ malai ดู
ตามลำดับดังนี้

วิญญูหีติ: อ่านออกเสียง วิญญูฮีติ

อิติปิโส: ปกติ (อนุโลม)
ดังนี้

อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะ สัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู
อนุตตะโร ปุริสะธัมมะสาระถิ สัตถาเทวะมนุสสานัง พุทโธภะคะวาติ

สะวากขาโต ภะคะวะตาธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ยะทิทังจัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ.
กรัชกาย [DT02422] [ 23 พ.ค. 2550 เวลา 21:20 น. ] [ 4 ]

อิติปิโส (ถอยหลัง-ปฏิโลม)
ดังนี้....

ติสากัสโล
ตังเขตญักปุญ
รังตะนุตอะ
โยณีระกะลีชะอัญ
โยเณยขิทัก
โยเนยหุปา
โยเนยหุอา
โฆสังกะวะสา
โตวะคะภะ
สะเอ
ลาคะปุคสะริปุ
ฐะอัฏ
นิคายุสะริปุ
ริตาจัตทังทิยะ
โฆสังกะวะสา
โตวะคะภะ
โนปันฏิปะจิมีสา
โฆสังกะวะสา
โตวะคะภะ
โนปันฏิปะยะญา
โฆสังกะวะสา
โตวะคะภะ
โนปันฏิปะชุอุ
โฆสังกะวะสา
ภะคะวะโต
โนปันฏิปะสุ

ติหีญูวิญ
โพตัพทิเว
ตังจัตปัจ
โกยินะปะโอ
โกสิปัสหิเอ
โกลิกาอะ
โกฐิทิฏสัน
โมธัม
ตาวะคะภะ
โตขาวากสะ

ติวาคะภะ
โธพุท
นังสานุสมะวะเท
ถาสัต
ถิระสามะธัมสะริปุ
โรตะนุตอะ
ทูวิกะโล
โตคะสุ
โนปันสัมณะระจะชาวิช
โธพุทสัมมาสัม
หังระหะ
วาคะภะ
โสปิติอิ.
กรัชกาย [DT02422] [ 23 พ.ค. 2550 เวลา 21:22 น. ] [ 5 ]



สวัสดีค่ะคุณมาลัย และคุณกรัชกาย

การสวดมนต์ เป็นการระลึกและสรรเสริญพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ
..เพื่อทำศรัทธาให้มั่นคงต่อพระรัตนไตรเจ้าค่ะ
....และเป็นสมาธิ แต่ยังไม่ถึงระดับสัมมาสมาธิ (สัมมาสมาธิต้องเป็นระดับปฐมฌานขึ้นไป)

ถ้าสวดมนต์ ถอยหลัง ถ้าแปลตามบาลี ไม่มีคำแปล และความหมายใดๆ
กลายเป็นโมหะ ความยึดติดกับคำสวดโดยไม่มีเหตุผลอันควรเลยเจ้าค่ะ..

เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงบัญญัติ

กลายเป็นให้ยึดติดทำตามๆกัน เพราะ หลงว่าเป็น คุณวิเศษ
...เรียกว่า "สีลัพพตุปาทาน" ความยึดมั่นศีลและ
วัตรด้วยอำนาจกิเลส, ความถือมั่นศีลพรต คือธรรมเนียที่ประพฤติกันมาจนชินโดยเชื่อว่าขลังเป็นเหตุ
ให้งมงาย, คัมภีร์ธัมมสังคณีแสดงความหมายอย่างเดียวกับ "สีลัพพตปรามาส"

(จากหนังสือ พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์" ของท่านพระพรหม


เจริญในธรรมเจ้าค่ะ
หนูนิด [DT0114] [ 23 พ.ค. 2550 เวลา 23:10 น. ] [ 7 ]

เป็นเพียงอุบายหนึ่งในการฝึกจิตให้เป็นสมาธิ ........... วิธีอื่นๆก็มี แล้วแต่จริตใคร...........
นกน้อย [DT03717] [ 24 พ.ค. 2550 เวลา 11:43 น. ] [ 8 ]

สวัสดีครับ คุณหนูนิด
ถ้ากรัชกายพูดอะไรตรงๆ ขออภัยด้วยนะครับ

ถ้าสวดมนต์ ถอยหลัง ถ้าแปลตามบาลี ไม่มีคำแปล และความหมายใดๆ
กลายเป็นโมหะ ความยึดติดกับคำสวดโดยไม่มีเหตุผลอันควรเลยเจ้าค่ะ..


แก้คำผิดก่อน หังระหะ แก้เป็น หังระอะ = อะระหัง

จะเสกอิติปิโสถอยหลังให้เดินหน้าเป็นตัวอย่าง แล้วให้คุณหนูนิดแปลนะครับ

ติสากัสโล = โลกัสสาติ
ตังเขตญักปุญ = ปุญญักเขตตัง
รังตะนุตอะ = อะนุตตะรัง
โยณีระกะลีชะอัญ = อัญชลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ.

ฯลฯ

โธพุทสัมมาสัม = สัมมาสัมพุทโธ
หังระอะ = อะระหัง
วาคะภะ = ภะคะวา
โสปิติอิ = อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ

แปลได้แล้วครับ
กรัชกาย [DT02422] [ 24 พ.ค. 2550 เวลา 12:41 น. ] [ 9 ]



นมัสการเจ้าค่ะ และสวัสดีทุกท่านค่ะ

มดตัวนิด เคยได้ยิน มาบ้างค่ะ เรื่องการสวดอิติปิโสถอยหลัง ก็เพิ่งเคยได้ยินน่ะคะ ไม่ค่อยมีความรู้เท่าไรนัก แต่โดยส่วนตัว การสวดอิติปิโส เป็นการสวดมนต์ เพื่อระลึก และสรรเสริญ คุณของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งการสวดย้อนหลังนั้น ไม่อยากจะแนะนำเลยค่ะ

แต่ถ้า อยากจะลองสวดดู เพื่อฝึกสติ ฝึกสมาธิ นั่นก็เป็นอีกเหตุผลนึงค่ะ เพราะการสวดอิติโสย้อนหลัง ต้องใช้สมาธิสูงพอสมควรค่ะ ในการสวด เป็นการฝึกสติ และสมาธิได้ดีเหมือนกันค่ะ

แต่อย่าไปหวังว่า นั่นจะเป็นคาถาทำให้เราประสบความสำเร็จอย่างนั้นอย่างนี้เลยค่ะ เพราะทุกอย่างจะถูกดำเนินไปตามกรรมของตนเองอยู่แล้ว ไม่ว่า จะได้ดี หรือได้ร้าย กรรมจะเป็นตัวกำหนด ทั้งกรรมในอดีต และปัจจุบัน........ตนนั้นแล ย่อมเป็นที่พึ่งแห่งตน...........ถ้าอยากได้ดี ก็ต้องทำดีไว้ค่ะ

เจริญในธรรมค่ะ
มดตัวนิด www.dhamma-books.com [DT0009] [ 24 พ.ค. 2550 เวลา 12:59 น. ] [ 10 ]

ขอแก้ค่ะ

มดตัวนิด เคยได้ยิน มาบ้างค่ะ เรื่องการสวดอิติปิโสถอยหลัง ก็เพิ่งเคยได้ยินน่ะคะ

เป็น

มดตัวนิด เคยได้ยินเรื่องสวด ชินนบัญชร ย้อนหลังมาบ้างค่ะ ส่วนเรื่องสวดอิติปิโสถอยหลัง ก็เพิ่งเคยได้ยินน่ะค่ะ
มดตัวนิด [DT0009] [ 24 พ.ค. 2550 เวลา 13:02 น. ] [ 11 ]

-พระพุทธเจ้าตรัสว่า ธรรมที่พระองค์ตรัสรู้นั้นมีมากมายเหมือนใบไม้ทั้งป่า (ธรรมศัพท์เดียวโดดๆคลุมทุกสรรพสิ่ง)
แต่ธรรมที่เป็นไปเพื่อการดับทุกข์นั้นมีอยู่กำมือเดียว (แยกเป็นโลกุตรธรรม)

ธรรมแบ่งเป็น 2 คือ โลกียธรรม กับ โลกุตรธรรม

โลกียธรรม ธรรมสำหรับชาวบ้าน ถึงแม้จะเป็นขั้นโลกีย์ แต่ก็เป็นฐานให้กับโลกุตรธรรมได้ เหมือนเหยียบบันไดทีละขั้นๆ ฉะนั้น

เมื่อทำความเข้าใจถูกต้องเสียแต่ขั้นนี้แล้ว จิตใจก็จะดำเนินไปถึงธรรมะขั้นสูงได้ไม่ยากนัก
เช่นสวดมนต์ ก็รู้ว่าสวดเพื่ออะไร ทำแล้วสวดแล้วธรรมะข้อไหนเกิด อิทธิบาท 4 มี ฉันทะ วิริยะ
จิตตะ วิมังสา เป็นต้นเกิด สติสัมปัชชัญญะเกิด ทำให้เป็นคนมีความจำดีไม่ขี้หลงขี้ลืม

-จะปฏิบัติกรรมฐานเดินจงกรม ก็รู้ว่าเดินทำไม นั่งขัดสมาธิหลับตาทำไมเพื่ออะไร
นับลูกประคำก็รู้นับทำไม เป็นต้น

เมื่อเข้าใจถูกต้องแล้ว จะอยู่ท่าไหนอิริยาบถใด ทำอะไรๆ ก็ธรรมเจริญทุกอิริยาบถ


กรัชกาย [DT02422] [ 24 พ.ค. 2550 เวลา 14:14 น. ] [ 12 ]



ธรรมะสวัสดีค่ะคุณกรัชกาย @^_^@..

หลักศิลา ดั่งภูผา นั่นมีอยู่
ดำรงคู่ พุทธศาสน์ นำวิถี
ไม่โอนเอน อ่อนไหว ไหลนที
ด้วยหลักมี ที่ยึด ประพฤติงาม

เป็นศิลา ตอกย้ำ ค้ำรากฐาน
สืบผ่านการ สองพันปี อย่าผลีผลาม
หากกาลนั้น เป็นหลัก ปักเลนทราม
เรายึดตาม พุทธธรรม อยู่อย่างไร?

แต่หมู่ชน มากมาย ล้นโมหะ
ตบแต่งคละ ความฟุ้งซ่าน ดูเฉไฉ
มุ่งปรุงแต่ง ตามจริต ศรีธนนท์ชัย
ยึดตามใจ ตนคิด ผิดความธรรม

พระพุทธองค์ ทรงประเสริฐ เลิศปัญญา
รู้มิจฉา ในจิต ผิดทางสัมฯ
"สีลัพพตปรามาส" หนึ่งในสิบ สังโยชน์ธรรม
ผูกมัดกรรม สรรพสัตว์ ในโลกีย์...

****@^_^@****



ดิฉันได้รับทราบว่า มีกระแสว่า การสวดมนต์ถอยหน้า ถอยหลัง ว่าจะนำมาซึ่งคุณวิเศษได้
จึงขอทำความเข้าใจค่ะว่า เป้าหมายของการสวดมนต์นั้น(ทำเหตุ) เป็นผลให้เกิดความศรัทธมั่นคง
ในพระรัตนไตย และยังเกิดสมาธิได้เช่นกันค่ะ แต่ผลมิใช่คุณวิเศษที่มีการโฆษณากันตามกระแสนะค่ะ...
อีกประการคือ จะเป็นการติดยึด เป็นมิจฉาทิฐิ ถ้าจิตไปยึดรูปแบบเช่นนั้น ผลคือเป็นมิจฉาสมาธิในภาย
หลัง แล้วจะกลายเป็นไปยึดติดกับธรรมทีมัดสัตว์ไว้กับทุกข์ คือ "ลีลัพพตปรามาส"

ผู้มีความรู้ทางธรรม จึงควรยึดหลักของพระธรรมวินัย(คำสั่งสอนของพระพุทธองค์ในพระไตรปิฎก)
ที่เป็นหลักไว้ค่ะ อย่าได้ไหลตามกระแสไปกับเขาด้วย...(แม่ปูเดินนำ ลูกปูก็เดินตาม)

เจริญในธรรมเจ้าค่ะ
หนูนิด [DT0114] [ 24 พ.ค. 2550 เวลา 14:22 น. ] [ 13 ]

เห็นด้วยกับคุณนกน้อยที่ว่า เป็นเพียงอุบายหนึ่งในการฝึกจิตให้เป็นสมาธิ

เพราะการสวดย้อนหลังต้องใช้สมาธิอย่างมาก ถ้าใครสามารถสวดย้อนหลังได้ ก็เป็นเครื่องแสดงว่าบุคคล
นั้นต้องมีสมาธิเป็นอย่างมาก

แต่ไม่ใช่ว่าสวดย้อนหลังแล้ว จะทำให้ตัวเองนั้น กินดีอยู่ดี ร่ำรวย ในพริบตา

มิเช่นนั้นถ้าพวกโจรชั่วที่สวดมนต์ย้อนหลังได้ ก็คงจะลอยนวลอยู่อย่างนั้นแล
เปา ส่งเมล์ถึง เปา [DT02687] [ 24 พ.ค. 2550 เวลา 14:43 น. ] [ 14 ]

การท่องอิติปิโสแบบถอยหลัง เป็นคาถาที่ใช้ในการหายตัว ผู้ใดที่เข้าถึงสมาธิดดยการท่องอิติปิโสแบบถอยหลังแล้ว ผู้อื่นจะมองไม่เห็นตัวเรา ดังนั้น คาถานี้ไม่ควรนำมาท่องในอิริยาบท ที่กำลังเดินอยู่ เพราะจะทำให้เกิดอันตรายกับชีวิตได้ อ้างจาก หนังสือธรรมนิยายสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ชุด ความหลงในสงสาร ของอาจารย์ สุทัสสา อ่อนค้อม ซึ่งเป็นลุกศิษย์ผู้ใกล้ชิดของ พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อ จรัญ ฐิตธมฺโม)
ริชชี่ [DT03496] [ 24 พ.ค. 2550 เวลา 14:49 น. ] [ 15 ]



ขอถามท่านกรัชกายผู้รอบรู้ครับ

ถ้าธรรมะมีความหมายตามที่ท่านกรัชกายกล่าว

แล้วพระธรรมเทศนาที่ว่า

สัพพะทานัง ธัมมะ ทานัง ชินาติ การให้ธรรมะเป็นทานชนะการให้ทั้งปวง

สัพพังระสัง ธัมมะ ระโส ชินาติ รสของพระธรรมเลิศกว่ารสทั้งปวง

สัพพังระติง ธัมมะ ระตี ชินาติ ความยิรดีในพระธรรมย่อมชนะความยินดีทั้งปวง

ตัณหักขโย สัพพะทุกขัง ชินาติ การดับสนิทซึ่งตัณหาย่อมชนะทุกข์ทั้งปวง


คำว่าธรรม ในที่นี้ของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างตามที่ท่านกรัชกายกล่าวมาจริง ๆ น่ะหรือครับ ???

ธรรมะเป็นสิ่งภายในหรือสิ่งภายนอกกันแน่ครับ ???.
ย.อยากรู้ [DT02095] [ 24 พ.ค. 2550 เวลา 15:13 น. ] [ 16 ]

ความต่อจากห้อง 12 ครับ

-แต่ปัจจุบันกาลหาเป็นเช่นว่านั้นไม่ คือว่าเรามองธรรมะล้วนๆ ซึ่งเกิดขึ้น ณ ภายในจากการทำสิ่งนั้นๆ จากการไหว้พระ สวดมนต์ ทำกรรมฐานเป็นต้น ไม่เห็น

เมื่อเป็นดังนี้...
จึงใครไม่รู้จำต้องใช้วัตถุเครื่องจูงใจเข้าช่วย เช่นใช้ความร่ำรวยลาภสักการะผีสางนางไม้ เป็นต้น มาช่วยจูงศรัทธา มาช่วยทำกรรมฐาน เป็นต้น

ที่เห็นๆ ในปัจจุบันเรื่องจตุรคาม-รามเทพ ไม่ว่าใครจะทำรุ่นไหนขึ้นมาสักรุ่นหนึ่งจะตั้งชื่อรุ่นว่า... รวย (...) จนไม่รู้ว่าจะรวยอะไรกันแล้วซ้ำๆ กันไปหมด

คุณมดตัวนิดเชื่อไหมว่าเดี๋ยวนี้จตุคามรุ่นโคตรรวยมีแล้ว พูดง่ายๆว่า ของคนอื่นรวยธรรมดาๆ แต่ของข้า ฯ รุ่นโคตรรวย 555

-กรรมฐานก็เช่นกัน บอกกันสอบกันด้วยธรรมะล้วนๆ แท้ๆ คนไม่ค่อยเข้าใจ ไม่ค่อยสนใจ จึงต้องเอาสิ่งลึกลับดังกล่าวมาขู่บ้าง มาล่อบ้าง คนทำทำไปกลัวไป ทำไปอยากได้ไป

-บางคนตั้งใจทำตั้งใจกำหนดรู้อารมณ์ประสบกับสภาวธรรม ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะไม่เคยพบมาก่อน
กรัชกายจึงนำมาท่านตรงนี้สักตัวอย่างหนึ่ง สหายธรรมเห็นประการใด และจะช่วยเขาอย่างไร ?
ดังนี้ ครับ

คือเวลาที่นั่งสมาธิหนูจะรู้สึกเสียวแปลบที่หน้าอก จนบางทีนั่งไม่ได้เป็นแบบนี้มาตั้งแต่อยู่ ม.2 ตอนนี้หนูเรียนมหาวิทยาลัยแล้วรู้สึกจิตใจฟุ้งซ่านวุ่นวาย จึงหันมาสวดมนต์ หนูรู้สึกดีค่ะ เพราะช่วยลดความฟุ้งซ่านในใจลงได้ แต่เวลาที่หนูนั่งสมาธิหนูจะรู้สึกเสียวที่หน้าอกเหมือนมีอะไรจะมาแทงหน้าอกเราเหมือนโดนดาบจ่อไว้เป็นแบบนี้มานานมากๆ หนูรู้สึกว่ามันทรมานจังค่ะ ไม่รู้จะทำยังไงดี มีอยู่วันนึงหนูพยายามทำสมาธิจากอาการเสียวเริ่มเป็นเจ็บหน้าอก มันอึดอัดมากจนหนูต้องออกจากสมาธิมันทำให้หนูฟุ้งซ่านเดินพล่านไปหมดเลยค่ะ หนูเลยบอกพ่อ พ่อบอกว่าให้กำหนดจิตดูมันให้กำหนดรู้หนอและดูมันต่อไปเรื่อยๆ หนูก็เลยนั่งซักพักและไปทำต่ออย่างที่พ่อบอก ผลก็คือรู้สึกว่าอาการนั้นหายไปแต่รู้สึกว่าเสียวที่คอต่อเหมือนคอเราโดนสังกะสีแหลมๆจ่ออยู่ หนูก็ทำเหมือนเดิม จากวันนั้นมารู้สึกว่าอาการเหล่านั้นเบาลง แต่ก็ยังคงเป็นอยู่แต่ไม่มากแล้วค่ะ นั่งได้แล้วแต่มันก็เป็นอะไรที่มารบกวนจิตใจเรา หนูควรจะทำยังไงดีคะ ช่วยบอกทีค่ะ
กรัชกาย [DT02422] [ 24 พ.ค. 2550 เวลา 15:21 น. ] [ 17 ]



" การท่องอิติปิโสแบบถอยหลัง เป็นคาถาที่ใช้ในการหายตัว ผู้ใดที่เข้าถึงสมาธิดดยการท่องอิติปิโสแบบถอยหลังแล้ว ผู้อื่นจะมองไม่เห็นตัวเรา ดังนั้น คาถานี้ไม่ควรนำมาท่องในอิริยาบท ที่กำลังเดินอยู่ เพราะจะทำให้เกิดอันตรายกับชีวิตได้ อ้างจาก หนังสือธรรมนิยายสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ชุด ความหลงในสงสาร ของอาจารย์ สุทัสสา อ่อนค้อม ซึ่งเป็นลุกศิษย์ผู้ใกล้ชิดของ พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อ จรัญ ฐิตธมฺโม) ..."

ริชชี่ [DT03496] [ 24 พ.ค. 2550 เวลา 14:49 น. ] [ 15 ]

******


นี่ไงคะคุณกรัชกาย... ตัวอย่างที่ดิฉันกล่าวถึง มาพอดี (คิๆ)
คิดหลงตามๆกันมา ....คราวนี้ไปเอานิยายมาผสมด้วยหละ ...
ไม่เดินในทางมรรคกันแล้ว เห็นไหมคะ? ที่ดิฉันเปรียบเทียบไว้ใน คห.ไว้

ติดวัฏฏะสังสาร ไม่พ้นทุกข์สักที

"สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม" เช่นนี้แล.....

เจริญในธรรมเจ้าค่ะ
หนูนิด [DT0114] [ 24 พ.ค. 2550 เวลา 15:38 น. ] [ 18 ]



สวัสดีค่ะกระทู้นี้ เริ่ม hot ขึ้นทุกทีๆ ค่ะ

จากคำถามว่า ทำไมต้องอิติปิโสย้อนหลัง มาเป็นคำถามที่ว่า
[DT03274][ วันพุธ ที่ 23 พฤษภาคม 2550 เวลา 16:40 น. ]

สัพพะทานัง ธัมมะ ทานัง ชินาติ การให้ธรรมะเป็นทานชนะการให้ทั้งปวง
สัพพังระสัง ธัมมะ ระโส ชินาติ รสของพระธรรมเลิศกว่ารสทั้งปวง
สัพพังระติง ธัมมะ ระตี ชินาติ ความยิรดีในพระธรรมย่อมชนะความยินดีทั้งปวง
ตัณหักขโย สัพพะทุกขัง ชินาติ การดับสนิทซึ่งตัณหาย่อมชนะทุกข์ทั้งปวง
คำว่าธรรม ในที่นี้ของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างตามที่ท่านกรัชกายกล่าวมาจริง ๆ น่ะหรือครับ ???
ธรรมะเป็นสิ่งภายในหรือสิ่งภายนอกกันแน่ครับ ???.
ย.อยากรู้ [DT02095] [ 24 พ.ค. 2550 เวลา 15:13 น. ] [ 16 ]


เรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จตุคาม-รามเทพ เป็นเรื่องของความเชื่อความศรัทธาของคนน่ะค่ะ มดตัวนิดไม่ขอเข้าไปก้าวก่ายดีกว่าค่ะ คุณกรัชกราย แต่ที่แน่ๆ รุ่นที่บอกว่า รวย โคตรรวย อะไรทำนองนี้ ก็เห็นเขารวยกันจริงๆ นะคะ .....แต่....คนทำรวยค่ะ รวยเห็นๆ เลยล่ะ แล้วรวดเร็วทันใจซะด้วยสิคะ...อิอิอิ

ทั้งนี้ทั้งนั้น มดตัวนิด ก็ต้องขอยืนยัน นั่งยัน และนอนยัน อยู่ดีว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีคำว่า บังเอิญ ทุกอย่างย่อมล้วนแล้วแต่กรรมที่แต่ละคนสร้าง และทำ ทั้งอดีต และปัจจุบันทั้งนั้น ถ้าทำแย่แสนแย่ ก่ออกุศลกรรมไว้มากมาย สักวันเมื่อผลของกรรมดีของเขาหมดลง รับรอง.....พูดแล้วสยองแทนค่ะ

ท่านทั้งหลายก็ต้องไม่ลืมว่า พระพุทธองค์ ทรงสอนให้ละ ไม่ใช่สอนให้ยึด การจะแขวนพระเครื่อง พระจะศักดิ์สิทธิ์ ก็เมื่อคนประพฤติดี ถูกต้องตามกุศลกรรม ความศักดิ์สิทธิ์ หาใช่อื่นไกล ก็เกิดขึ้นมาจากตัวเองด้วยกันทั้งนั้นล่ะค่ะ.........มดตัวนิด อยากจะขอเชิญชวนทุกท่าน ให้ดำเนินรอยตามพระพุทธองค์ และพระสาวกทั้งหลาย เดินตามรอยทางแห่งมรรค เพื่อผลคือนิพพาน เจ้าค่ะ

สำหรับ กรณีตัวอย่างที่คุณกรัชกายนำมานั้น มดตัวนิด ว่า เด็กเขากำลังเกิดนิวรณ์ขึ้น อารมณ์กรรมฐาน อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้น บางคนก็เกิดขึ้นรุนแรง บางคนก็เกิดขึ้นน้อย ขึ้นอยู่กับผัสสะของแต่ละคนว่า จะไปรู้สึกมากตรงไหน อาการก็จะเกิดหนักขึ้นตรงนั้น ทางที่เมื่อมันเกิดก็รู้ว่าเกิด แต่อย่าไปสนใจใส่ใจดีกว่าค่ะ มันจะเกิดความฟุ้งซ่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในนิวรณ์ขัดขวางผลของการปฏิบัติเปล่าๆ....อันนี้ มดตัวนิดก็ต้องขอออกตัวไว้ก่อนค่ะ ว่า มดตัวนิด เป็นเพียงเด็กน้อยกรรมฐานเท่านั้น หาใช่ผุ้เชี่ยวชาญชำนาญแต่อย่างใด

เจริญในธรรมค่ะ
มดตัวนิด [DT0009] [ 24 พ.ค. 2550 เวลา 16:16 น. ] [ 19 ]



และแจกกระดาษที่พิมพ์ด้วยคาถาอิติปิโส แบบถอยหลัง และบอกว่าท่องนะแล้วจะดีมาก ๆ

เดาคะเดา...ที่พระท่านบอกว่าดีมากๆอาจจะหมายถึง ท่องแล้วจะมีสติรู้ว่าท่องอะไรอยู่
ถ้าท่านยังไม่ไปไหน ลองถามดูอย่างที่คุณกรัชกายว่าดีไหมคะ

หมูแดง [DT03558] [ 24 พ.ค. 2550 เวลา 16:57 น. ] [ 20 ]



ขอแสดงความเห็นในมุมมองของผมนะครับ
ในการเรียนในทางพระพุทธศาสนานั้น เวลาที่จะท่องจำอะไรทีนั้น
จะเริ่มฝึกจำแบบอนุโลมก่อน แล้วมาฝึกท่องแบบปฏิโลมต่อไป
เหมือนมูลกรรมฐานที่พระอุปฌาชย์ท่านจะให้แก่ภิกษุผู้บวชใหม่นะครับ
ว่า เกสา โลมา นขา ทันตา ตะโจ เมื่อท่องได้แล้ว ท่านก็จะให้ท่องกลับกันว่า ตะโจ ทันตา นขา โลมา เกสา
เมื่อท่องทวนไปทวนได้ก็จะจำได้แม่นยำและไม่ลืมลำดับก่อนหลังของสิ่งที่ท่องไปครับ

แต่ในการท่องแบบทวนลำดับหรือแบบปฏิโลม นั้น จะเห็นว่าไม่ได้ท่อง ว่าโจตะ ตาทัน ขานะ มาโล สาเกนะครับ เพราะไม่มีความหมายทางบาลีครับ

อย่างถ้าไปอ่านในเรื่องปฏิจสมุทบาทในวิสุทธิมรรคที่มีการไล่ลำดับ ก็ไล่เป็นคำๆไปครับ ไม่สลับคำในระหว่างกลางครับ

สำหรับ คาถาอิติปิโส นั้น ถ้าจะท่องแบบถอยหลังนั้น น่าจะท่อง ว่า โลกัสสาติ ปุญญักเขตตัง ... โส อิติปิ มากกว่านะครับ

ผมเคยนำวิธีนี้มาฝึกสอนภาษาไทยให้กับเด็กในญี่ปุ่น และใช้กับตัวเองเวลาท่องศัพท์ด้วยครับ พบว่าการท่องแบบ อนุโลม และปฏิโลม ทำให้จำได้แม่นขึ้น และรู้ลำดับของคำได้ดีขึ้นครับ

สำหรับการท่องแบบถอยอนุโลมและปฏิโลมคู่กันนั้น จะทำให้มีความแม่นยำในการจำพระสูตร และตกหล่นได้ยากครับ จึงเป็นประเพณีของพระในสมัยโบราณที่ ท่านท่องพระสูตรแบบ ปากเปล่า ถ่ายทอดกันด้วยการจำตามกันมาในสมัยโบราณครับ สำหรับผมคิดว่าในช่วงแรกน่าจะเป็นการท่องเป็นคำๆ ไม่ได้สลับพยัญชนะในคำ นะครับ แต่มาภายหลังน่าจะมีผู้ไม่เข้าใจภาษาบาลีมาท่องแบบย้อนพยัญชนะที่อยู่ในภาษาบาลีจึงทำให้เกิดการท่องแบบ ที่คุณกรัชกาย ลงมาให้นะครับ แต่การท่องแบบนี้ ให้ผลในเรื่องความแม่นยำในการจำเช่นเดียวกันครับ เพียงแต่ท่องยากกว่าเยอะครับ

ซึ่งถ้าไม่เข้าใจความหมาย ก็เพียงแค่อาศัยบทสวดเป็นตัวทำให้ใจจรดจ่อเกิดสมาธิแบบหยาบๆขึ้นนะครับ ซึ่งถ้าอธิฐานจิตในอำนาจสมาธิโดยมีจิตมุ่งมั่นด้วยแรงศรัทธาแล้วก็อาจจะทำให้เกิดฤทธิอ่อน ๆ เกิดประสบการณ์ทางธรรมได้เช่นเดียวกันครับ
และอีกอย่างหนึ่งเนื่องด้วยคุณของพระรัตนตรัยไม่มีประมาณ เมื่อท่องแบบย้อนหลังแล้วทำให้จิตดิ่งผูกกับพระรัตนตรัยได้ ก็อาจจะทำให้จิตตั้งมั่นมากกว่าท่องตามความคุ้นของปาก เมื่อนำไปอธิษฐานก็ย่อมทำให้มีกำลังของจิตที่มากกว่าครับ
สำหรับผมแล้วไม่ว่าจะสวดแบบใดก็ตามหากเรานำจิตไปผูกกับคุณของพระรัตนตรัย และทำให้จิตมีกำลังของสมาธิแล้ว ก็ดีทั้งสิ้นครับ

เจริญธรรมครับ
รุจิ [DT02250] [ 24 พ.ค. 2550 เวลา 17:59 น. ] [ 21 ]

ติสากัสโล
ตังเขตญักปุญ
รังตะนุตอะ
โยณีระกะลีชะอัญ
โยเณยขิทัก
โยเนยหุปา
โยเนยหุอา
โฆสังกะวะสา
โตวะคะภะ
สะเอ
ลาคะปุคสะริปุ
ฐะอัฏ
นิคายุสะริปุ
ริตาจัตทังทิยะ
โฆสังกะวะสา
โตวะคะภะ
โนปันฏิปะจิมีสา
โฆสังกะวะสา
โตวะคะภะ
โนปันฏิปะยะญา
โฆสังกะวะสา
โตวะคะภะ
โนปันฏิปะชุอุ
โฆสังกะวะสา
ภะคะวะโต
โนปันฏิปะสุ

ติหีญูวิญ
โพตัพทิเว
ตังจัตปัจ
โกยินะปะโอ
โกสิปัสหิเอ
โกลิกาอะ
โกฐิทิฏสัน
โมธัม
ตาวะคะภะ
โตขาวากสะ

ติวาคะภะ
โธพุท
นังสานุสมะวะเท
ถาสัต
ถิระสามะธัมสะริปุ
โรตะนุตอะ
ทูวิกะโล
โตคะสุ
โนปันสัมณะระจะชาวิช
โธพุทสัมมาสัม
หังระหะ
วาคะภะ
โสปิติอิ
.....................................
สวัสดีครับคุณรุจิ (คิกๆ)
สนใจปัญหาอย่างนี้เหมือนกันหรอครับ

อิติปิโสถอยหลังตามที่ลงไว้นี้ ตัวอักษรคลื่อนที่ไปไหนสักตัว อยู่ที่เดิมทุกตัว

ลองสวดจากข้างล่างขึ้นไปสิครับ เริ่มจากขวาไปซ้าย
กรัชกาย [DT02422] [ 24 พ.ค. 2550 เวลา 19:42 น. ] [ 22 ]

เติมไม่ที่...: ตัวอักษรคลื่อนที่ไปไหนสักตัว= ตัวอักษรไม่เคลื่อนที่ไปไหนสักตัว
กรัชกาย [DT02422] [ 24 พ.ค. 2550 เวลา 19:48 น. ] [ 23 ]

คุณ malai เจ้าของกระทู้ หายไปไหน คิดอย่างไร ได้ข้อสรุปสำหรับตนในเรื่องนี้อย่างไร บอกกันบ้างนะครับ
อ้อยถึงปลายแล้วฮิฮิ
กรัชกาย [DT02422] [ 25 พ.ค. 2550 เวลา 05:00 น. ] [ 24 ]



ผู้ชายที่แสดงธรรมผิดพุทธพจน์แล้ว รู้จักขอโทษ ปรับปรุงแก้ไข
เขาเรียกผู้ชายเช่นนั้นว่า


สุภาพบุรุษ


ส่วนผู้ชายที่แสดงธรรมผิดพุทธพจน์แล้ว
..ไม่..รู้จักขอโทษ..ไม่รู้จักแก้ไขปรับปรุงตนเอง..ไม่รู้จักฟังคำแนะนำของบัณฑิต
แถมยังพยายามหาเหตุผลผิด ๆ มาสนับสนุนตนเอง แบบข้าง ๆ คู ๆ
เขาเรียกผู้ชายเช่นนั้นว่า



ผู้ชายกะล่อน


ผู้ชายเช่นนั้นไม่เหมาะที่จะแสดงธรรมเลย.
ย.อยากรู้ [DT02095] [ 25 พ.ค. 2550 เวลา 09:16 น. ] [ 25 ]

ติสากัสโล
ตังเขตญักปุญ
รังตะนุตอะ
โยณีระกะลีชะอัญ
โยเณยขิทัก
โยเนยหุปา
โยเนยหุอา
โฆสังกะวะสา
โตวะคะภะ
สะเอ
ลาคะปุคสะริปุ
ฐะอัฏ
นิคายุสะริปุ
ริตาจัตทังทิยะ
โฆสังกะวะสา
โตวะคะภะ
โนปันฏิปะจิมีสา
โฆสังกะวะสา
โตวะคะภะ
โนปันฏิปะยะญา
โฆสังกะวะสา
โตวะคะภะ
โนปันฏิปะชุอุ
โฆสังกะวะสา
ภะคะวะโต
โนปันฏิปะสุ

ติหีญูวิญ
โพตัพทิเว
ตังจัตปัจ
โกยินะปะโอ
โกสิปัสหิเอ
โกลิกาอะ
โกฐิทิฏสัน
โมธัม
ตาวะคะภะ
โตขาวากสะ

ติวาคะภะ
โธพุท
นังสานุสมะวะเท
ถาสัต
ถิระสามะธัมสะริปุ
โรตะนุตอะ
ทูวิกะโล
โตคะสุ
โนปันสัมณะระจะชาวิช
โธพุทสัมมาสัม
หังระอะ
วาคะภะ
โสปิติอิ
...............................
หรอครับ คุณ ย. อยากรู้

กระทู้ถามว่า "ทำไมต้องอิติปิโสแบบถอยหลัง" เขาถามอย่างนี้ ถูกนะครับ
เมื่อเขาถามมาก็ตอบไปตามโจทก์

ต่างคนต่างตอบต่างแสดงความเห็นกันไป ตามที่ปรากฏอยู่นั่น

-กรัชกายก็แสดงความเห็นตามกระทู้ถามตามความเห็นของตน
คุณ ย.อยากรู้ เป็นต้น ก็แสดงความเห็นตามแนวความคิดที่คุณ ย.อยากรู้ มี

ที่แสดงความเห็นเห็นกันมา ตรงกับความคิดคนหนึ่ง ขัดกับความเห็นคนหนึ่ง ซึ่งก็เป็นธรรมดา
ฯลฯ
สุดท้าย คุณรุจิ กรัชกายถูกพาดพิงจึงบอกว่า ลองสวดจากล่างขึ้นบนจากซ้ายไปขวาๆๆ ก็อิติปิโสธรรมดา
ท่องลงมาจะเรียก อิติปิโสถอยหลัง หรืออะไรสุดแท้แต่
สุดท้ายก็ถามเจ้าของกระทู้ว่า มีความเห็นอย่างไร ? ต่อประเด็นนี้

แล้วคุณ ย. อยากรู้เคืองกรัชกายประเด็นไหน จึงเข้ามาแสดงความเป็นสุภาพบุรุษหรอครับ
กรัชกาย [DT02422] [ 25 พ.ค. 2550 เวลา 10:34 น. ] [ 26 ]



อิทธิวิธญาณ
[๑๓๓] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส
อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออิทธิวิธี เธอบรรลุ
อิทธิวิธีหลายประการ คือ คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้ปรากฏ
ก็ได้ ทำให้หายก็ได้ ทะลุฝากำแพงภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นดำลง
แม้ในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศ
เหมือนนกก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจ
ทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๙ สุตตันตปิฎกที่ ๑ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค

*****************************************************

จากพระไตรปิฎกข้างต้น
ไม่มีเรื่องการท่องอิติปิโสเลย
เกิดจากการเข้าไปตามองค์ฌานล้วนๆ

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สิ่งที่ไม่เป็นธรรมเป็นไฉน สิ่งที่เป็นธรรมเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเห็นผิดเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรมความเห็นชอบเป็นสิ่งที่เป็นธรรม
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความดำริผิด เป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรมความดำริชอบเป็นสิ่งที่เป็นธรรม
ดูกรภิกษุทั้งหลาย การเจรจาผิดเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม การเจรจาชอบเป็นสิ่งที่เป็นธรรม
ดูกรภิกษุทั้งหลาย การงานผิดเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม การงานชอบเป็นสิ่งที่เป็นธรรม
ดูกรภิกษุทั้งหลาย การเลี้ยงชีพผิดเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม การเลี้ยงชีพชอบเป็นสิ่งที่เป็นธรรม
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความพยายามผิดเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม ความพยายามชอบเป็นสิ่งที่เป็นธรรม
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความระลึกผิดเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม ความระลึกชอบเป็นสิ่งที่เป็นธรรม
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความตั้งใจผิดเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม ความตั้งใจชอบเป็นสิ่งที่เป็นธรรม
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความรู้ผิดเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม ความรู้ชอบเป็นสิ่งที่เป็นธรรม
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความพ้นผิดเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม ความพ้นชอบเป็นสิ่งที่เป็นธรรม
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่ไม่เป็นธรรมและสิ่งที่เป็นธรรม บุคคลควรทราบ
สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์และสิ่งที่เป็นประโยชน์ บุคคลควรทราบ ครั้นทราบสิ่งที่ไม่
เป็นธรรม และสิ่งที่เป็นธรรม สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์และสิ่งที่เป็นประโยชน์แล้ว
พึงปฏิบัติตามสิ่งที่เป็นธรรมและสิ่งที่เป็นประโยชน์เถิด คำที่เรากล่าวดังนี้ เรา
กล่าวแล้วเพราะอาศัยเหตุนี้ ฯ

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ สุตตันตปิฎกที่ ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต

[๑๐๑] พระพุทธเจ้าข้า บุคคลได้ชื่อว่าตรัสรู้"ธรรม"เป็นไฉน
บุคคลเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า นี้คือขันธปัญจกที่เกิดแล้ว ครั้นเห็น
เช่นนั้นแล้ว ย่อมหลุดพ้นเพราะความหน่าย เพราะคลายความกำหนัด เพราะ
ความดับ เพราะไม่ถือมั่นซึ่งขันธปัญจกที่เกิดแล้ว ย่อมเห็นด้วยปัญญาโดยชอบ
ตามความเป็นจริงว่า ขันธปัญจกนี้เกิดเพราะอาหารนั้น ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว
ย่อมหลุดพ้นเพราะความหน่าย เพราะคลายความกำหนัด เพราะความดับ เพราะ
ไม่ถือมั่นซึ่งขันธปัญจกที่เกิดเพราะอาหารนั้น ย่อมเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตาม
ความเป็นจริงว่า สิ่งใดเกิดแล้ว สิ่งนั้นมีความดับเป็นธรรมดา เพราะอาหารนั้น
ดับไป ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมหลุดพ้นเพราะความหน่าย เพราะคลายความ
กำหนัด เพราะความดับ เพราะไม่ถือมั่นซึ่งขันธปัญจกซึ่งมีความดับเป็นธรรมด

บุคคลชื่อว่าได้ตรัสรู้ "ธรรม"!!แล้ว

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๖ สุตตันตปิฎกที่ ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค

*****************************************************

คุณกรัชกาย
จากพระไตรปิฏกข้างต้น
ธรรมไม่ใช่ทุกสรรพสิ่ง
ธรรมเป็นทุกสรรพสิ่งเป็นความคิดของพวก โรแมนติซึ่มนะครับ

ดังนั้นโลกีย เอามาปนกับโลกุตรไม่ได้ครับ
พระพุทธองค์แยกแล้วว่าอะไรเป็นธรรมอะไรไม่ใช่ธรรม

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ที่สำคัญคือ
เลิกสวดมนต์ถอยหลังโดยที่ท่านไม่รุ้ความหมายได้แล้ว
เพราะตอนแรกอิติปิโสความหมายดี
แต่ถ้าเป็นโสปิติอิก็มิอาจทราบได้ว่าความความว่าเช่นไร
เผื่อจับพลัดจับพรูไปย้อนคำแล้วความหมายออกมาลามกอกุศล
จะไม่ดีต่อผุ้สวดเอง

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เรียนทุกท่านตามตรงว่า
หากจะแสดงธรรม
จงมีความรู้อน่างถูกต้องในข้อธรรมนั้นจริงๆ
มิใช่ไปยกคนพูดคนโน้นคนนี้มา
เพราะถ้าไม่รู้จริงจะเป็นความอันตรายใหญ่หลวงมาก
บางทีเป้นโมหจริตเป็นถึงอบายไปเลยก้มีได้


ขอรับ

**********************************

ข้าพเจ้า [DT0069] [ 25 พ.ค. 2550 เวลา 11:00 น. ] [ 27 ]




ถ้าสวดมนต์ ถอยหลัง ถ้าแปลตามบาลี ไม่มีคำแปล และความหมายใดๆ
กลายเป็นโมหะ ความยึดติดกับคำสวดโดยไม่มีเหตุผลอันควรเลยเจ้าค่ะ..

หนูนิด [DT0114] [ 23 พ.ค. 2550 เวลา 23:10 น. ] [ 7 ]



จะเสกอิติปิโสถอยหลังให้เดินหน้าเป็นตัวอย่าง แล้วให้คุณหนูนิดแปลนะครับ

ติสากัสโล = โลกัสสาติ
ตังเขตญักปุญ = ปุญญักเขตตัง
รังตะนุตอะ = อะนุตตะรัง
โยณีระกะลีชะอัญ = อัญชลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ.

ฯลฯ

โธพุทสัมมาสัม = สัมมาสัมพุทโธ
หังระอะ = อะระหัง
วาคะภะ = ภะคะวา
โสปิติอิ = อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ

แปลได้แล้วครับ

กรัชกาย [DT02422] [ 24 พ.ค. 2550 เวลา 12:41 น. ] [ 9 ]


เขาถามว่า
ติสากัสโล .....แปลได้ไหม.....แปลว่าอะไร?
ตังเขตญักปุญ .....แปลได้ไหม.....แปลว่าอะไร?
รังตะนุตอะ.....แปลได้ไหม.....แปลว่าอะไร?
โยณีระกะลีชะอัญ .....แปลได้ไหม.....แปลว่าอะไร?

ฯลฯ

โธพุทสัมมาสัม.....แปลได้ไหม.....แปลว่าอะไร?
หังระอะ.....แปลได้ไหม.....แปลว่าอะไร?
วาคะภะ.....แปลได้ไหม.....แปลว่าอะไร?
โสปิติอิ .....แปลได้ไหม.....แปลว่าอะไร?

แปลได้แล้วครับ

กรัชกาย [DT02422] [ 24 พ.ค. 2550 เวลา 12:41 น. ] [ 9 ]


ก็ช่วยแปลให้ผู้อ่านท่านได้รู้กันบ้าง






-พระพุทธเจ้าตรัสว่า ธรรมที่พระองค์ตรัสรู้นั้นมีมากมายเหมือนใบไม้ทั้งป่า (ธรรมศัพท์เดียวโดดๆคลุมทุกสรรพสิ่ง)
แต่ธรรมที่เป็นไปเพื่อการดับทุกข์นั้นมีอยู่กำมือเดียว (แยกเป็นโลกุตรธรรม)

ธรรมแบ่งเป็น 2 คือ โลกียธรรม กับ โลกุตรธรรม .....


กรัชกาย [DT02422] [ 24 พ.ค. 2550 เวลา 14:14 น. ] [ 12 ]



ขอถามท่านกรัชกายผู้รอบรู้ครับ

ถ้าธรรมะมีความหมายตามที่ท่านกรัชกายกล่าว

แล้วพระธรรมเทศนาที่ว่า

สัพพะทานัง ธัมมะ ทานัง ชินาติ การให้ธรรมะเป็นทานชนะการให้ทั้งปวง

สัพพังระสัง ธัมมะ ระโส ชินาติ รสของพระธรรมเลิศกว่ารสทั้งปวง

สัพพังระติง ธัมมะ ระตี ชินาติ ความยิรดีในพระธรรมย่อมชนะความยินดีทั้งปวง

ตัณหักขโย สัพพะทุกขัง ชินาติ การดับสนิทซึ่งตัณหาย่อมชนะทุกข์ทั้งปวง


คำว่าธรรม ในที่นี้ของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างตามที่ท่านกรัชกายกล่าวมาจริง ๆ น่ะหรือครับ ???

ธรรมะเป็นสิ่งภายในหรือสิ่งภายนอกกันแน่ครับ ???.
ย.อยากรู้ [DT02095] [ 24 พ.ค. 2550 เวลา 15:13 น. ] [ 16 ]

ดูดี ๆ นะครับผมเข้ามาถามกรัชกายครับครับ
ดูดี ๆ นะครับผมเข้ามาถามกรัชกายครับครับ
ดูดี ๆ นะครับผมเข้ามาถามกรัชกายครับครับ
ดูดี ๆ นะครับผมเข้ามาถามกรัชกายครับครับ






ต่างคนต่างตอบต่างแสดงความเห็นกันไป ตามที่ปรากฏอยู่นั่น

-กรัชกายก็แสดงความเห็นตามกระทู้ถามตามความเห็นของตน
คุณ ย.อยากรู้ เป็นต้น ก็แสดงความเห็นตามแนวความคิดที่คุณ ย.อยากรู้ มี

......................
แล้วคุณ ย. อยากรู้เคืองกรัชกายประเด็นไหน จึงเข้ามาแสดงความเป็นสุภาพบุรุษหรอครับ

กรัชกาย [DT02422] [ 25 พ.ค. 2550 เวลา 10:34 น. ] [ 26 ]


อืมม การอ้างว่าเป็นความคิดเห็นนี่ก็ดีนะครับ
ไม่ต้องรับผิดชอบต่อคำตอบของตน
ผิดก็ได้ถูกก้ได้

ผู้อ่านเขาต้องการคำตอบที่ถูกต้อง
ถ้าผู้ถามเข้ามาอ่านคำตอบแล้วยังไม่รู้ว่าถูกต้องหรีอไม่ถูกต้อง แล้วเราจะมาอ่านคำตอบเหล่านี้ไปทำไมกัน

ทางเว็ปกรุณาลบทิ้งได้แล้วครับ



ผมเป็นสุภาพบุรุษหรือไม่ ก็ขอเชิญ กรัชกาย แสดงความคิดเห็นมาได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่ครับ



.................................................
ผู้ชายกะล่อน


ผู้ชายเช่นนั้นไม่เหมาะที่จะแสดงธรรมเลย.
ย.อยากรู้ [DT02095] [ 25 พ.ค. 2550 เวลา 09:16 น. ] [ 25 ]



สำหรับคำตอบนี้ของผมเป็นคำตอบเลยครับ
ไม่ใช่ความคิดเห็นเพราะผมรับผิดชอบในเหตุและหลของคำตอบ.
ย.อยากรู้ [DT02095] [ 25 พ.ค. 2550 เวลา 11:17 น. ] [ 28 ]



ผมรับผิดชอบในเหตุและหลของคำตอบ.
ย.อยากรู้ [DT02095] [ 25 พ.ค. 2550 เวลา 11:17 น. ] [ 28 ]

ขอแก้ไขครับ


ผมรับผิดชอบในเหตุและ ผลของคำตอบ.
ย.อยากรู้ [DT02095] [ 25 พ.ค. 2550 เวลา 11:17 น. ] [ 28 ]
.
ย.อยากรู้ [DT02095] [ 25 พ.ค. 2550 เวลา 11:25 น. ] [ 29 ]

กรัชกายไม่ได้บอกหรือบังคับให้ใครสวด แต่ถ้าจะสวดก็รู้ว่า สวดทำไม เพื่ออะไร เป็นต้น สวดอย่างมีจุดหมาย ดังที่แสดงความเห็นไว้ ช่องที่ 17 ลองพิจารณาดู

ดังนั้นโลกีย เอามาปนกับโลกุตรไม่ได้ครับ
พระพุทธองค์แยกแล้วว่าอะไรเป็นธรรมอะไรไม่ใช่ธรรม


ธรรมะแบ่งเป็น 2 คือ โลกียธรรม กับ โลกุตรธรรม

ถ้าต้องการให้รู้แน่ว่าอะไรเป็นธรรม อะไรไม่ใช่ธรรม ก็แบ่งอีก เป็นธรรมะ และ อธรรม

แล้วก็จึงอธิบายไปตามหัวข้อที่แยกนั้น










กรัชกาย [DT02422] [ 25 พ.ค. 2550 เวลา 11:33 น. ] [ 30 ]

กระทู้นี้ HOT จังอ่ะ คิคิๆ

เห็นคุณ กรัชกาย บอกว่าแปลได้แล้ว

ขอถามหน่อยสิครับ แปลยังไงหรอครับ ผมงง

เพราะผมโง่เขลาผมจึงใคร่ถามครับ ขอบคุณครับ
เปา ส่งเมล์ถึง เปา [DT02687] [ 25 พ.ค. 2550 เวลา 11:35 น. ] [ 31 ]



@@ อนุโมทนาค่ะหลานเจต (ข้าพเจ้า) ..@^_^@..(น้าหนูนิดนึกไม่ออกจริงๆค่ะว่า
ตอนน้าอายุ 18 จะได้ปัญญาเสี่ยวหนึ่งของหลานตอนนี้รึป่าว..สาธุค่ะ)

****

พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนให้ รู้จักการทำเหตุ..ผลย่อมปรากฏ

ทำเหตุกุศล ผลย่อมเกิดกุศลวิบาก

ทำเหตุอกุศล ผลย่อมเกิด อกุศลวิบาก...

***คำสอนของศาสนอื่น หรือลัทธิอื่นๆมากมาย ก็เป็นเช่นเดียวกัน คือทำดีได้ดี ทำชั่วก็ย่อมได้ชั่ว
(แต่ต้องเป็น ดี-ชั่ว ที่พระเจ้าเขาบัญญัติเท่านั้น)
มองผิวเผินพระพุทธศาสนา ก็ไม่เห็นจะแตกต่างกับศาสนาอื่นๆเลย ....เคยคิดเช่นนั้นไหมคะ?

@ แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่เจ้าค่ะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสอนธรรมที่ลึกซึ้งละเอียดปราณีตไปกว่านั้น
แม้แต่ทำดี ก็ให้ละดีนั่น เพื่อไม่ก่อให้เกิด กิเลส ตัณหา อุปาทาน ติดให้ก่อภพชาติให้ไปสร้างทุกข์ใหม่
อีกต่อไป...

*นิพพานัง ปะระมัง วะทันติ พุทธา...ผู้รู้ทั้งหลาย กล่าวพระนิพพานว่าเป็นธรรมอันยิ่ง*

*บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่ให้ทานเพราะเหตุแห่งสุข อันก่อให้เกิดอุปธิเพื่อภพต่อไป แต่บัณฑิตเหล่านั้นย่อมให้ทาน เพื่อความหมดสิ้นอุปธิ เพื่อนิพพานอันไม่มีภพอีกต่อไปโดยส่วนเดียว

*บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่รักษาศีลเพราะเหตุแห่งสุข อันก่อให้เกิดอุปธิเพื่อภพต่อไป แต่บัณฑิตเหล่านั้นย่อมรักษาศีล เพื่อความหมดสิ้นอุปธิ เพื่อนิพพานอันไม่มีภพอีกต่อไปโดยส่วนเดียว

*บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่เจริญฌานเพราะเหตุแห่งสุข อันก่อให้เกิดอุปธิเพื่อภพต่อไป แต่บัณฑิตเหล่านั้นย่อมเจริญฌาน เพื่อความหมดสิ้นอุปธิ เพื่อนิพพานอันไม่มีภพอีกต่อไปโดยส่วนเดียว

*บัณฑิตเหล่านั้นมุ่งนิพพาน มีจิตเอนไปในนิพพาน น้อมจิตไปในนิพพาน ย่อมให้ทาน ย่อมรักษาศีล ย่อมเจริญฌาน บัณฑิตเหล่านั้นย่อมเป็นผู้มีนิพพานเป็นเบื้องหน้า เหมือนแม่น้ำทั้งหลายไหลไปสู่ทะเลฉะนั้น

*****

และ.....ถึงแม้จะทำกรรมด้วยความไม่รู้ ทำตามๆกันมา ทำตามบอกเล่า ทำด้วยโมหะ
(ทำด้วยอวิชชา)...แต่นั่น ก็ถือว่าได้ทำเหตุ(กรรม)ไปแล้ว >>ผลย่อมปรากฎเป็น วิบากกรรม
ไม่มีการยกเว้น ดั่งนั้น ผู้ที่มีความรู้ธรรม จึงควรทำตนเป็นกัลยาณมิตรต่อผู้อื่น ..ด้วยการให้ธรรม..
..มิใช่ให้ "ทำอย่างฉัน"(ความ"คิด"ของฉัน)

ถ้ามีผู้ตั้งตน แสดงตนว่าเป็นบัณฑิต มากมายในบ้านเมือง สามารถชักจูงหมู่คนหลงผิดในพระธรรม
คำสอน ไม่มีความตั้งตรงในคำสอนแล้ว..ยืนกระต่ายขาเดียว ยึดถือ ความเห็นของตนว่าถูกต้อง
โดยไม่คำนึงถึงคำสอนของพระพุทธองค์
แล้วจะมาถกเถียงเรื่องการนำพระพุทธศาสนาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ .......ทำไมเล่า???
(ขออภัยค่ะ ไม่ได้ตั้งใจ แต่ต้องการให้เมืองไทยเป็นเมืองพุทธแท้ ไม่ใช่ลัทธิอื่นที่อาศัยพุทธ)

ใครจะหลงอย่างไร ผู้เป็นบัณฑิต ไม่ควรหลงไปตามกระแสกับเขาไปด้วย
แต่ควรชี้แนะ แนะนำในสิ่งที่ตรงตามพระธรรม


ด้วยความเป็นกัลยาณมิตรเจ้าค่ะ

เจริญในธรรมค่ะ
หนูนิด [DT0114] [ 25 พ.ค. 2550 เวลา 12:14 น. ] [ 32 ]



1.โลกียธรรมไม่มีในพระไตรปิฎก

2.ในพระไตรปิฎกมีแต่คำว่าโลกียสุข
ซึ่งสุขในเจดตวิมุตตนั่นมีโลกีย์ก็จริงแต่ก็ต้องทำ
ให่แจ้งโลกุตรจึงจะเป็นสุขใน"ธรรม"เพราะโลกีย์สุขมีความเสื่อมเป็นที่ตั้ง

(อ้างอิง- พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ สุตตันตปิฎกที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค )

3.ถ้าต้องการให้รู้แน่ว่าสิ่งใดคือธรรมสิ่งใดไม่ใช่ธรรม
ข้าพเจ้าก็ได้ยก"พระพุทธวจนะ"มาให้พิจารณาแล้ว
แต่ท่านคงไม่ได้อ่าน!!

4.คำว่า"อธรรม"แปลว่า"ไม่ใช่ธรรม"

อ้างอิง-ที่แสดงความเห็นเห็นกันมา ตรงกับความคิดคนหนึ่ง ขัดกับความเห็นคนหนึ่ง ซึ่งก็เป็นธรรมดา ฯลฯ
กรัชกาย [DT02422] [ 25 พ.ค. 2550 เวลา 10:34 น. ] [ 26 ]
5.คิดว่าเรื่องการให้ความเห็นผิดๆที่ไม่ตรงกันะรรมดาเหรอครับ!!!
การให้ความเห็นทางธรรม มีแต่ ผิดกับถูก นี่ไม่ใช่ปัญหาการเมืองนะครับ
ถ้าผิดก้คือผิดถูกก็คือถูกครับ
ผิดไปนิดเดียวก็อาจหมายถึงมิจฉทิฐฏิได้เลย
น่ากลัวจะไปอบายกันง่ายๆนะครับ
เหมือนการแพทย์นะครับ ถ้าผิดคือ"ตาย"
ธรรมะไม่ใช่ปัญหาถกกันเล่นๆเช่นดั่งการเมืองนะครับ

ขอรับ

********************************************
ข้าพเจ้า [DT0069] [ 25 พ.ค. 2550 เวลา 12:22 น. ] [ 33 ]

ถ้าสวดมนต์ ถอยหลัง ถ้าแปลตามบาลี ไม่มีคำแปล และความหมายใดๆ
กลายเป็นโมหะ ความยึดติดกับคำสวดโดยไม่มีเหตุผลอันควรเลยเจ้าค่ะ..

หนูนิด [DT0114] [ 23 พ.ค. 2550 เวลา 23:10 น. ] [ 7 ]

(กรัชกาย)
จะเสกอิติปิโสถอยหลังให้เดินหน้าเป็นตัวอย่าง แล้วให้คุณหนูนิดแปล นะครับ

ฯลฯ
โธพุทสัมมาสัม = สัมมาสัมพุทโธ
หังระอะ = อะระหัง
วาคะภะ = ภะคะวา
โสปิติอิ = อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ฯลฯ



คุณ ย.อยากรู้ อ่านไม่รอบคอบข้าม..วลีที่ว่า แล้วให้คุณหนูนิดแปล ที่ขีดเส้นใต้

เมื่อคุณนิดว่า แปลไม่ได้....

กรัชกายว่าได้ และก็รู้ว่าแปลได้มาแต่ต้นแล้ว เพราะบทสวดมิได้เคลื่อนที่ไปไหน

เมื่อว่าไม่ได้ กรัชกายก็จึงเรียงศัพท์...ดังที่ปรากฏอยู่ในเข้าที่แล้วให้คุณนิดแปล ตามเจตนาของกรัชกาย แต่ต้น

“แปลได้แล้วครับ”

กรัชกายก็ยึดเจตนาเดิม เพราะเขาว่าแปลไม่ได้ เรียงศัพท์ให้แล้วแปลสิประมาณนี้

ถ้ากรัชกายจะแปลเองก็แปลให้เลยไม่พูดว่า “แปลได้แล้วครับ” หรอก แปลให้เลยว่า...

แม้เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง ฯลฯ ...

แปลได้มิใช่แปลไม่ได้ดังคุณนิดเข้าใจ
กรัชกาย [DT02422] [ 25 พ.ค. 2550 เวลา 12:30 น. ] [ 34 ]



หังระอะ = อะระหัง
อะระหัง----แปลว่าผุ้ไกลจากกิเลส
แล้ว หังระอะ------แปลว่าอะไรหรืออะครับ

ถ้าอย่างไร
ก็กรุณาแปลแบบที่ท่านสวดย้อนมา
จากบาลีเป็นไทยให้ทั้งหมดด้วยนะครับ
ถ้าแปลไม่ได้ก็เลิกอ่านสวดแบบย้อนเถอะนะครับ

เดี๋ยวการย้อนจะทำพิษครับ
ดังคำไทย
"ขี้เล่น" กับ "เล่นขี้"

ขอรับ

*******************************
ข้าพเจ้า [DT0069] [ 25 พ.ค. 2550 เวลา 12:42 น. ] [ 35 ]



อิอิ......

-พระพุทธเจ้าตรัสว่า ธรรมที่พระองค์ตรัสรู้นั้นมีมากมายเหมือนใบไม้ทั้งป่า (ธรรมศัพท์เดียวโดดๆคลุมทุกสรรพสิ่ง)
แต่ธรรมที่เป็นไปเพื่อการดับทุกข์นั้นมีอยู่กำมือเดียว (แยกเป็นโลกุตรธรรม)

ธรรมแบ่งเป็น 2 คือ โลกียธรรม กับ โลกุตรธรรม .....


กรัชกาย [DT02422] [ 24 พ.ค. 2550 เวลา 14:14 น. ] [ 12 ]



สีสปาสูตร
เปรียบสิ่งที่ตรัสรู้มีมากเหมือนใบไม้บนต้น

เล่มที่ ๑๙


[๑๗๑๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ สีสปาวัน ใกล้เมืองโกสัมพี ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคทรงถือใบประดู่ลาย ๒-๓ ใบด้วยฝ่าพระหัตถ์ แล้วตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมา แล้วตรัสถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ใบประดู่ลาย ๒-๓ ใบที่เราถือด้วยฝ่ามือกับใบที่บนต้น ไหนจะมากกว่ากัน?

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใบประดู่ลาย ๒-๓ ใบ ที่พระผู้มีพระภาคทรงถือด้วยฝ่าพระหัตถ์มีประมาณน้อย ที่บนต้นมากกว่า พระเจ้าข้า.

พ. อย่างนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่เรารู้แล้วมิได้บอกเธอทั้งหลายมีมาก ก็เพราะเหตุไรเราจึงไม่บอก เพราะสิ่งนั้นไม่ประกอบด้วยประโยชน์ มิใช่พรหมจรรย์เบื้องต้น ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับ ความสงบ ความรู้ยิ่ง ความตรัสรู้ นิพพาน เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่บอก. ....


พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงใช้คำว่า

.....สิ่งที่เรารู้แล้วมิได้บอกเธอ....ไม่ได้บอว่า...ธรรม...เลยครับ กรัชกาย

พ. อย่างนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่เรารู้แล้วมิได้บอกเธอทั้งหลายมีมาก ......


[๑๗๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งอะไรเราได้บอกแล้ว เราได้บอกแล้วว่า

นี้ทุกข์
นี้ทุกขสมุทัย
นี้ทุกขนิโรธ
นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา

ก็เพราะเหตุไรเราจึงบอก
เพราะสิ่งนั้นประกอบด้วยประโยชน์
เป็นพรหมจรรย์เบื้องต้น
ย่อมเป็นไปเพื่อความหน่าย
ความคลายกำหนัด
ความดับ
ความสงบ
ความรู้ยิ่ง
ความตรัสรู้
นิพพาน
เพราะฉะนั้น เราจึงบอก

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ
เธอทั้งหลายพึงกระทำความเพียรเพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า
นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.
.
ย.อยากรู้ [DT02095] [ 25 พ.ค. 2550 เวลา 12:45 น. ] [ 36 ]

แล้ว หังระอะ------แปลว่าอะไรหรืออะครับ

เดินหน้าแปลแล้วจะให้แปลถอยหลังอีกกำ

ก็บอกแล้วว่า เราจะสวดอะไร ทำอะไร ต้องรู้ต้องเข้าใจว่าสวดทำไม เพื่ออะไร
เมื่อสวดเดินหน้าแล้ว ก็สวดถอยหลังหรือปฏิโลมบ้าง
เพื่อย้ำให้เกิดสติสัมปชัญญะเกิดสมาธิ อยู่บทสวดนั้นจะเอาคำแปลอีกแระ

เหมือนเรานับลูกประคำ เป็นต้น
มีคนถามว่า นับทำไมหรอ ลูกประคำแปลว่า อะไร
คงต้องถามกลับบ้างว่า คนถามสติดีป่าว

ตอบอย่างนี้โดนข้อหาผู้ชายกะล่อนอีก 55
บางสิ่งบางอย่างก็ไม่มีคำแปล เพราะเขามีเจตนาว่า สิ่งนั้นๆวัตถุนั้นๆ เมื่อโยคีเพ่งพินิจแล้วสมาธิเกิดก็ทำไป เพราะเจตนาอยู่เจริญสมาธิครับ

กรัชกาย [DT02422] [ 25 พ.ค. 2550 เวลา 13:16 น. ] [ 37 ]

....สิ่งที่เรารู้แล้วมิได้บอกเธอ ไม่ได้บอกว่า...ธรรม...เลยครับ กรัชกาย

“สิ่ง” ตามความเข้าใจของ คุณย. อยากรู้ หมายถึงอะไร ?

กรัชกาย [DT02422] [ 25 พ.ค. 2550 เวลา 13:43 น. ] [ 38 ]



โอว....อะไรกันคะนี่ มาดูอีกทีจะ 40 แล้ว อ้อ...จำนวน คห.นะคะ ไม่ใช่อายุ อิอิอิ

ภาษาไทย เวลาเขียนนี่ ต่างจากเวลาพูดจริงๆ ค่ะ ขาด ประธาน กิริยา และกรรมไป หรือเรียงลำดับไป ความหมายเป็นอัดผิดเพี้ยน.....แล้วถ้าเป็นภาษาบาลีแล้วก็ ..... ประชาชนชาวไทย คงจะเข้าใจยากนักค่ะ จริงไหมคะ คุณกรัชกาย เพราะฉะนั้น อย่าไปแปลเลยค่ะ ....... เอาเป็นว่า

แนะนำให้สวดเดินหน้าดีกว่าค่ะ รู้ความหมายแน่ๆ จะได้ซาบซึ้งถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ถ้าใครอยากสวดถอยหลัง แถมอยากรู้คำแปลอีก คงต้องไปหาคำแปลกันเอง แต่ถ้าแปลแล้ว กลายเป็นแบบหลานเจตว่า "ขี้เล่น" กับ "เล่นขี้" อันนี้ อย่าดีกว่านะคะ ....หุ หุ หุ

ข้อควรพึงกระทำอีกประการของชาวพุทธบริษัท ทั้งหลาย น่าจะศึกษาและปฏิบัติตามพระไตรปิฎกดีกว่านะคะ เพราะพูดกันไปพูดกันมา กลายเป็นความคิดของตัวเอง ซึ่ง เสี้ยวหนึ่งของความอริยะบุคคลก็ยังไม่ได้เกิดขึ้นในตัวเองเลย ซึ่งอาจจะพลาดพลั้งจูงมือกันไปแบบผิดๆ อย่างน้อย ก็กางแผนที่พระไตรปิฎกเอาไว้ก่อนดีกว่าค่ะ

ขอแสดงความคิดเห็นอีกหนึ่งความคิดเห็นเจ้าค่ะ



มดตัวนิด [DT0009] [ 25 พ.ค. 2550 เวลา 13:55 น. ] [ 39 ]

คำว่า "สิ่ง" ในที่นี้ก็น่าจะหมายถึง สิ่งนั้นไม่ประกอบด้วยประโยชน์ มิใช่พรหมจรรย์เบื้องต้น ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับ ความสงบ ความรู้ยิ่ง ความตรัสรู้ นิพพาน เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่บอก. ....

...ความเห็นที่ 36 ของคุณ ย.อยากรู้ ก็บอกทุกอย่างแล้วนิครับ ไม่น่าถามอีกนะครับ

ที่ผมให้ความหมายแทนคุณไป ถูกต้องหรือไม่ครับคุณ ย.อยากรู้ ถ้าไม่ถูกต้อง ผมต้องขออภัยอย่างสูงด้วยครับ

ขอบคุณครับ
เปา ส่งเมล์ถึง เปา [DT02687] [ 25 พ.ค. 2550 เวลา 13:55 น. ] [ 40 ]



“สิ่ง” ตามความเข้าใจของ คุณย. อยากรู้ หมายถึงอะไร ?


กรัชกาย [DT02422] [ 25 พ.ค. 2550 เวลา 13:43 น. ] [ 38 ]




ก็มีทั้งสิ่งที่เป็นธรรมะ และไม่ใช่ธรรมะ
หรือสิ่งที่เป็นประโยชน์และสิ่งไม่เป็นประโยชย์แก่การตรัสรู้....ฯลฯ....
.........
.........


กรัชกายครับ
พระพุทธศาสนานั้นสอน 4 เรื่องหลักครับ
1. รูป
2. จิต
3. เจตสิก
4. นิพพาน


ก็คงแนะนำ...กรัชกาย...ได้เพียงเท่านี้
ผมเป็นพุทธบริษัทอันเกิดจากพระไตรปิฎกแบบเถรวาท
ผมเชื่อถือคำสอนในพระไตรปิฎก
ปฏิบัติไปตามคำสอนของพระอริยเจ้าและพระพุทธเจ้า ที่ปรากฏในพระไตรปิฎกโดยเคารพ
ในพระไตรปิฎกกล่าวว่า พระธรรมหมายถึงสิ่งใดผมก็ศึกษาและปฏิบัติไปตามทางนั้น
ไม่บัญญัติอะไร ๆ ขึ้นมาใหม่ เพราะปัญญาไม่ถึงครับ
ปัญญาของพระอริยเจ้าและพระพุทธเจ้าเปรียบประดุจเขาพระสุเมร
ปัญญาผมเป็นดั่งเมล็ดงาครับ ไม่อาจไปเทียบครับ และไม่มีหนทางที่จะไปเทียบได้ด้วยครับ
ผมไม่เอาปัญญาความรู้ความเข้าใจของผมไปวัดปัญญาของพระอริยเจ้าและพระพุทธเจ้าครับ
ผมไม่คัดค้านคำสอนของพระพุทธเจ้า


บัญญัติทางความรู้ในโลกปัจจุบันจากโรงเรียนและจากมหาวิทยาลัย
และบัญญัติความรู้ทางพุทธศาสนานั้นต่างกันครับ

สิ่งที่กรัชกายเชื่อและเข้าใจเป็นอย่างหนึ่ง กรัชกายต้องปรับให้ถูกตรงกับพระไตรปิฎก
ไม่ใช่ไปดึงพระไตรปิฎกมาให้เข้าใจตามที่กรัชกายเข้าใจ
เอาปัญญาของกรัชกายเป็นเกณฑ์ของพระไตรปิฎกไม่ได้ครับ



กรัชกายละทิฏฐิเสียเถอะครับ
ทุก ๆ คนหวังดีต่อกรัชกาย ต้องการให้กรัชกายเดินถูกทาง
มีสัมมาทิฏฐิ เดินไปตามมรรคมีองค์ 8


กรัชกายจะรับไมตรีจากชาวเว็ปธรรมะไทยหรือไม่
ผมคงหวังไม่ได้ครับ และไม่ได้หวังด้วยครับ
แต่เพราะกรุณาจึงสนทนากับกรัชกาย


เจริญในธรรมครับ.
ย.อยากรู้ [DT02095] [ 25 พ.ค. 2550 เวลา 14:48 น. ] [ 41 ]




ธรรมะ คือจิต


การปฏิบัติธรรม คือการอบรมจิต หรือการฝึกจิต


กุสลา ธัมมา ธรรมที่เป็นกุศลในจิต
อกุสลา ธัมมา ธรรมที่เป็น อกุศลในจิต
อัพพยากตา ธัมมา ธรรมที่เป็นผลจากกุศลจิต (กุศลวิบากจิต ) และอกุศลจิต ( อกุศลวิบากจิต )

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมุ่งหมายคำว่าธรรมะ คือจิต และสภาวะธรรมที่เกิดขึ้นในจิตเท่านั้น
คำว่าผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา
ทรงหมายถึงการเห็น อรหัตตผลจิต
เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงบรรลุอรหัตตผล
พระสาวกทั้งหลายผู้บรรลุ อรหัตตผลตามพระองค์ จึงชื่อว่า เห็นธรรม และเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าครับ



สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม,
พระธรรมนั้นใด, เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสไว้ดีแล้ว ;

สันทิฏฐิโก,
เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติ พึงเห็นได้ด้วยตนเอง ; ....ก็คือกุศลจิตและธรรมที่เป็นกุศลในจิต

อะกาลิโก,
เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้ ไม่จำกัดกาล ; ....ก็คือกุศลจิตและธรรมที่เป็นกุศลในจิต

เอหิปัสสิโก,
เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด ; ....ก็คือกุศลจิตและธรรมที่เป็นกุศลในจิต

โอปะนะยิโก,
เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว ; ....ก็คือกุศลจิตและธรรมที่เป็นกุศลในจิต

ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ,
เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน ; ....ก็คือกุศลจิตและธรรมที่เป็นกุศลในจิต


ตะมะหัง ธัมมัง อะภิปูชะยามิ,
ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิ่ง เฉพาะพระธรรมนั้น ;
ตะมะหัง ธัมมัง สิระสา นะมามิ,
ข้าพเจ้านอบน้อมพระธรรมนั้น ด้วยเศียรเกล้า ;


ในแต่ละวันทุกอริยาบททั้งทำงานและไม่ทำงาน พึงมีสัมมาสติอบรมจิตให้เป็นไปเพื่อการละความยินดียินร้ายในนามรูป ละรูปสัญญา ละปฏิฆะสัญญา และละนานัตตะสัญญา คือความยึดมั่นถือมั่นในนามรูปว่าตัวว่าตน

เพราะจิตที่เป็น อกุศลและมิจฉาสติ นั้น จะชักนำจิตให้พัวพันอยู่ในนามรูปด้วยราคะบ้าง ด้วยโทสะบ้าง ด้วยโมหะบ้าง มิจฉาสติจะชักนำจิตให้ตามรู้ตามคิดตามพิจารณานามรูป ไม่ปล่อยไม่วาง ฟุ้งไปตามนามรูปที่ปรากฏด้วยผัสสะนั้น

การปฏิบัติธรรมก็คือการฝึกจิตอบรมจิตให้เป็นไปเพื่อการละ เมื่อละได้วางได้จิตก็เป็นกุศล จิตใจมีความผ่องใสเบิกบาน การทำงานด้วยจิตที่เป็นกุศลย่อมสำเร็จและคุณภาพ จิตที่เป็นกุศลได้แก่
กามาวจรกุศลจิต 8
รูปาวจรกุศลจิต 5
อรูปาวจรกุศลจิต 4
และ โลกุตตระกุศลจิต 4


เจริญในธรรมครับ.

แก่นไม้ [DT02103] [ 10 พ.ค. 2550 เวลา 08:11 น. ] [ 71 ]
.
ย.อยากรู้ [DT02095] [ 25 พ.ค. 2550 เวลา 14:52 น. ] [ 42 ]




พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสว่า
" ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา "

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งอยู่ในอรหัตตผลจิต
บุคคลใดบรรลุอรหัตตผลจิต
บุคคลนั้นนั่นแหละเป็นผู้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า.......


ย.อยากรู้


.....................................................................


ในอรหัตตมัคค อรหัตตผลจิต ก็มีสภาวะธรรมที่ชื่อว่า สัทธา / ศรัทธา




มรรคจิตดวงที่ ๔ .....อรหัตตมัคค


[๒๗๓] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?

โยคาวจรบุคคล เจริญฌานเป็นโลกุตตระ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลก นำไปสู่นิพพาน
เพื่อบรรลุภูมิที่ ๔ เพื่อละรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชา ไม่ให้มีเหลือ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯลฯ มีอยู่ในสมัยใด

ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา " สัทธินทรีย์ " วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ มนินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ อัญญินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ " สัทธาพละ " วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ หิริพละ โอตตัปปพละ อโลภะ อโทสะ อโมหะ อนภิชฌา อัพยาปาทะ สัมมาทิฏฐิ หิริ โอตตัปปะ กายปัสสัทธิ จิตตปัสสัทธิ กายลหุตา จิตตลหุตา กายมุทุตา จิตตมุทุตา กายกัมมัญญตา จิตตกัมมัญญตา กายปาคุญญตา จิตตปาคุญญตา กายุชุกตา จิตตุชุกตา สติ สัมปชัญญะ สมถะ วิปัสสนา ปัคคาหะ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น

สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ



[๒๗๔] อัญญินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย
ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด
ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศาตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างเหมือนปัญญา ความสว่าง คือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค เพื่อรู้ธรรมที่รู้แล้ว เพื่อเห็นธรรมที่เห็นแล้ว เพื่อบรรลุธรรมที่บรรลุแล้ว เพื่อทราบธรรมที่ทราบแล้ว เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ทำให้แจ้งแล้ว ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า อัญญินทรีย์ มีในสมัยนั้น ฯลฯ นี้ชื่อว่า อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มี อยู่ในสมัยนั้น

สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล

มรรคจิตดวงที่ ๔ จบ.

โลกุตตรกุศลจิต จบ.




วิบากแห่งมรรคจิตดวงที่ ๔.....อรหัตตผล


[๔๗๐] ธรรมเป็นอัพยากฤต เป็นไฉน?
โยคาวจรบุคคล เจริญฌาณเป็นโลกุตตระ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน
เพื่อบรรลุภูมิที่ ๔ เพื่อละรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชา ไม่ให้มีเหลือ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อัญญินทรีย์ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล (......อรหัตตมัคค )

โยคาวจรบุคคล สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน ชนิดสุญญตะ เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯลฯ อันเป็นวิบาก เพราะกุศลฌานเป็นโลกุตตระ
อันได้ทำไว้แล้ว ได้เจริญไว้แล้วนั้นแล อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อัญญาตาวินทรีย์ ฯลฯ
อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น

สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นอัพยากฤต (......อรหัตตผล )


อัญญาตาวินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?

ความรู้ทั่ว ความรู้ชัด กิริยาที่รู้ชัด ซึ่งธรรมทั้งหลายที่รู้ทั่วถึงแล้วนั้นๆ ความวิจัย
ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนด เฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศาตรา ปัญญาเหมือน ปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า อัญญาตาวินทรีย์ มีในสมัยนั้น ฯลฯ หรือ นามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น

สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นอัพยากฤต.


ธรรมเป็นอัพยากฤต เป็นไฉน?

โยคาวจรบุคคล เจริญฌานเป็นโลกุตตระ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน
เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิที่ ๔ บรรลุปฐมฌาน บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ บรรลุตติยฌาน ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ บรรลุปัญจมฌาน เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา เป็นฉันทาธิบดี ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ดังนี้

กุศล ฯลฯ ชนิดสุญญตะ เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา เป็น ฉันทาธิบดี ดังนี้ วิบาก ฯลฯ เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา เป็นฉันทาธิบดี ดังนี้

กุศล ฯลฯ ชนิดอนิมิตตะ ฯลฯ เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา เป็นฉันทาธิบดี ดังนี้ วิบาก ฯลฯ เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา เป็นฉันทาธิบดี ดังนี้

กุศล ฯลฯ ชนิดอัปปณิหิตะ ฯลฯ เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา เป็นฉันทาธิบดี ดังนี้ วิบาก ฯลฯ เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา เป็นฉันทาธิบดี ดังนี้

วิบาก ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา " สัทธินทรีย์ " วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ มนินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ อัญญาตาวินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ " สัทธาพละ " วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ หิริพละ โอตตัปปพละ อโลภะ อโทสะ อโมหะ อนภิชฌา อัพยาปาทะ สัมมาทิฏฐิ หิริ โอตตัปปะ กายปัสสัทธิ จิตตปัสสัทธิ กายลหุตา จิตตลหุตา กายมุทุตา จิตตมุทุตา กายกัมมัญญตา จิตตกัมมัญญตา กายปาคุญญตา จิตตปาคุญญตา กายุชุกตา จิตตุชุกตา สติ สัมปชัญญะ สมถะ วิปัสสนา ปัคคาหะ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ
สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นอัพยากฤต.



โลกุตตรวิบาก จบ



[๒๐๗] สัทธินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?

ศรัทธา กิริยาที่เชื่อ ความปลงใจเชื่อ ความเลื่อมใสยิ่ง ศรัทธา อินทรีย์คือศรัทธา
สัทธาพละ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัทธินทรีย์ มีในสมัยนั้น.


[๒๒๔] สัทธาพละ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?

ศรัทธา กิริยาที่เชื่อ กิริยาที่ปลงใจเชื่อ ความเลื่อมใสยิ่ง ศรัทธา สัทธินทรีย์ กำลัง
คือศรัทธา ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัทธาพละ มีในสมัยนั้น.



เจริญในธรรมครับ.

แก่นไม้ [DT02103] [ 10 พ.ค. 2550 เวลา 10:05 น. ] [ 73 ]
.
ย.อยากรู้ [DT02095] [ 25 พ.ค. 2550 เวลา 14:58 น. ] [ 43 ]



เหมือนเรานับลูกประคำ เป็นต้น
มีคนถามว่า นับทำไมหรอ ลูกประคำแปลว่า อะไร
คงต้องถามกลับบ้างว่า คนถามสติดีป่าว

กรัชกาย [DT02422] [ 25 พ.ค. 2550 เวลา 13:16 น. ] [ 37 ]

*************************************************

1.การสวดมนต์
สวดเพื่อในเกิดสมาธิในคำที่เป็นกุศล
และเพื่อสรรเสริญรับพระไตรรัตน์มาเป็นสติ
ดังนั้น การสวดถอยหลังของคุณถ้าเกิดความหมายมันออกมาไม่ดี ดัง ขี้เล่น ที่ข้าพเจ้ายกไปแล้ว
ก็หมายความว่าคุณกลายคำหยาบโลนนั้นต่อหน้าพระพุทธรูป
หนำซ้ำเทวดาอารักษ์ที่จะมาอนุโมทนากับคุณ
ก็คนเผ่นแนบเป็นแน่แท้

2.การนับลูกประคำก็เพื่อให้เกิดสมาธิเช่นเดียวกับการสวดมนต์
แต่มันคนละเรื่องกับการสวดมนต์ถอยหลัง

3.ข้าพเจ้ากำลังชี้ให้เห็นว่าถ้าไม่รุ้ความหมายจริง
ของสอ่งที่สวดถอยหลังไปนั้นอย่างเพิ่งได้สวดเลย
ข้าพเจ้ามิได้กล่าวถึงความหมายของการนับลูหประคำใดๆทั้งสิ้น

4.การนับลูกประคำมิได้เสียหาย
เพราะไม่ได้เปล่งความหมายอะไรออกมา
แต่การสวดมนต์นั่นเปล่งเสียงออกมา
แล้วถ้าเสียงที่เปล่งออกมานั้นเป็นถ้อยคำไม่ดี
ก็จะเป็นวจีกรรมไป


ข้าพเจ้าขอยุติเรื่องการสวดมนต์ถอยหลังไว้เพียงเท่านี้
และจะไม่แก้ไขความดื้อรั้นของคุณกรัชกายในเรื่องนี้อีก

**********************************************

ก็บริษัทที่ดื้อด้านไม่ได้รับการสอบถามแนะนำ
เป็นไฉน ภิกษุในบริษัทใดในธรรมวินัยนี้ เมื่อผู้อื่นกล่าวพระสูตรที่ตถาคตภาษิต
ไว้ซึ่งลึกล้ำ มีอรรถอันลึกล้ำ เป็นโลกุตระ ปฏิสังยุตด้วยสุญญตธรรม
ไม่ตั้งใจฟังให้ดี ไม่เงี่ยหูลงสดับ ไม่เข้าไปตั้งจิตไว้เพื่อจะรู้ทั่วถึง อนึ่ง ภิกษุเหล่า
นั้นไม่เข้าใจธรรมที่ตนควรเล่าเรียนท่องขึ้นใจ แต่เมื่อผู้อื่นกล่าวพระสูตรที่กวีได้
รจนาไว้ เป็นคำกวี มีอักษรวิจิตร มีพยัญชนะวิจิตร มีในภายนอก ซึ่งสาวก
ได้ภาษิตไว้ ย่อมตั้งใจฟังเป็นอย่างดี เงี่ยหูลงสดับ เข้าไปตั้งจิตไว้เพื่อจะรู้ทั่วถึง

อนึ่ง ภิกษุเหล่านั้นย่อมเข้าใจธรรมที่ตนควรเล่าเรียน ท่องขึ้นใจ ภิกษุเหล่านั้น
เรียนธรรมนั้นแล้ว ไม่สอบสวน ไม่เที่ยวไต่ถามกันและกันว่า พยัญชนะนี้
อย่างไร อรรถแห่งภาษิตนี้เป็นไฉน ภิกษุเหล่านั้นไม่เปิดเผยอรรถที่ลี้ลับ ไม่
ทำอรรถที่ลึกซึ้งให้ตื้น และไม่บรรเทาความสงสัยในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัย
หลายอย่างเสีย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัทนี้เรียกว่าบริษัทดื้อด้านไม่ได้รับการสอบถามแนะนำ

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๐ สุตตันตปิฎกที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต

***************************************

ขอรับ
ข้าพเจ้า [DT0069] [ 25 พ.ค. 2550 เวลา 16:07 น. ] [ 44 ]

HOt จริงๆ

เอาเป็นว่า คุณกรัชกาย ทำถ้วยชาให้ว่างเปล่าเสียก่อนเถอะครับ

ถ้าคุณยังไม่ทำให้ถ้วยชาว่างเปล่าเสียก่อน เห็นทีจะเติมชาลงไปอีกไม่ได้แน่ครับ

...ขอบคุณครับ...
เปา ส่งเมล์ถึง เปา [DT02687] [ 25 พ.ค. 2550 เวลา 16:41 น. ] [ 45 ]

เอาธรรมไปอีกครับ
ท่านเคยไหมชื่อย่อยๆเหล่านั้น

ธรรม
รูปธรรม+ นามธรรม
โลกียธรรม+โลกุตรธรรม
สังขตธรรม + อสังขตธรรม
กุศลธรรม- อกุศลธรรม- อัพยากตธรรม

เมื่อท่านต้องการอธิบายธรรมให้แคบลงจะเติมคำขยายเข้ามา
(โลกียสุข+โลกุตรสุข)

กรัชกาย [DT02422] [ 25 พ.ค. 2550 เวลา 16:45 น. ] [ 46 ]

ขอบพระคุณในคำชี้แนะของสหายธรรมทุกๆ ท่านอย่างจริงใจนะครับ โดยเฉพาะท่านเปา

-กรัชกายก็ไม่เคยปฏิเสธ สิ่งที่สหายธรรมยกมาพูดมานะ มิได้คัดค้านหรือไม่เห็นด้วย ก็ถูกมุมหนึ่ง

แต่จะมีอยู่เพียงเท่านั้นก็หาไม่ มีอีกเยอะแยะ สุดแต่ว่าใครจะเห็น..หรือไม่ ตาดีก็เห็น ตาบอดก็ไม่เห็น

ดังคนตาบอดคลำช้าง พวกเราคลำ ๆ ถูกตรงไหนมัน ก็ว่านี่ละช้างล่ะ ฯลฯ ช้างมีลักษณะอย่างนี้ ๆ เป็นต้น

เป็นไปได้ไหมว่า พวกเราตาบอด ว่าไหม ?

หรือว่าตาดี



กรัชกาย [DT02422] [ 25 พ.ค. 2550 เวลา 17:05 น. ] [ 47 ]



ตาดีครับ
ย.อยากรู้ [DT02095] [ 25 พ.ค. 2550 เวลา 17:57 น. ] [ 48 ]

สิ่งที่ คุณกรัชกรายพูดถึงตาบอดคลำช้าง นั้น ถ้าขอพูดตามพระไตรปิฎกก็เหมือนคนที่ไม่รู้จักแก่นไม้ แล้วก็หยิงใบไม้บ้าง กิ่งไม้บ้าง สะเก็ดไม้บ้าง เปลือกไม้บ้าง แล้วก็คิดว่าเป็นแก่นไม้เลยนะคะนี่.....เอ คล้ายกันหรือเปล่าอะคะ......ที่เขียนไว้ในพระไตรปิฎก น่ะค่ะ[url]http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/r.php?B=12&A=6310&w=แก่นไม้[/url]

ส่วนมดตัวนิด ไม่ยอมรับว่า ตัวเองตาบอดค่ะ เพราะยังมองเห็นอยู่ เพียงแต่ ถ้าเปรียบกับทางธรรม มดตัวนิดยังลืมตาอยู่ในความมืดค่ะ มองเห็นความจริงแค่ลางๆ ต้องอาศัยแสงแห่งพระธรรมนำทาง บวกด้วยแผนที่ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ โดยมีพระสาวกเขียนขึ้นมาให้ พุทธบริษัทรุ่นหลังได้ศึกษา....คุยกันประสามิตรนะคะ หรือแต่ละท่านว่าอย่างไรบ้างคะ

เจริญในธรรมค่ะ
มดตัวนิด [DT0009] [ 25 พ.ค. 2550 เวลา 18:00 น. ] [ 49 ]



ข้าพเจ้าก็ตาดีครับ
ข้าพเจ้าทราบว่าช้างก็ชคือช้างครับ
ไม่ได้ตาบิดคลำช้างแต่อย่างใด
และอาศัยเทียนแห่งะรรม นำชีวิตครับ

******************************************

ขอรับ
ข้าพเจ้า [DT0069] [ 25 พ.ค. 2550 เวลา 18:25 น. ] [ 50 ]

ตาบอดก็เดินทางผิดทาง (ทางชั่ว)

ตาดีก็เดินทางธรรม

ในที่นี้ไม่มีใครตาบอดหรอกครับ คุณก็ไม่ตาบอดหรอกคุณกรัชกาย
เปา ส่งเมล์ถึง เปา [DT02687] [ 25 พ.ค. 2550 เวลา 19:22 น. ] [ 51 ]

ตาดีด้วยกันทุกคน สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ
นิพฺพานปจฺจโย โหตุ.

กรัชกาย [DT02422] [ 25 พ.ค. 2550 เวลา 19:26 น. ] [ 52 ]

เห็นพูดกันถึง เรื่องตาดี ตาบอด ก็ขออนุญาติเอานิทานเซ็นเรื่องหนึ่งมาฝากซะเลย คิ คิ ๆ

เรื่องของคนตาบอด
ท่านอาจารย์บันเกอิ เป็นพระเซ็นที่โด่งดังมากในญี่ปุ่น มีลูกศิษย์มากมายทุกระดับทุกประเภท รวมทั้งคนตาบอดในเรื่องนี้ด้วย คนตาบอดคนนี้ไปมาหาสู่ท่านอาจารย์เป็นประจำ คืนหนึ่งแกก็มาวัดตามปกติ และอยู่สนทนากับท่านอาจารย์จนดึก บังเอิญคืนนั้นเป็นคืนเดือนมืด ตอนลากลับบ้านท่านอาจารย์จึงให้คนหาเทียนไข จุดใส่โคมกระดาษแบบญี่ปุ่น ให้แกเดินถือกลับบ้าน

"ไม่ต้องหรอกครับ กลางคืนหรือกลางวัน สำหรับผมแล้วก็เหมือนกัน ผมกลับบ้านเองได้เพราะผมชินทางแล้ว" คนตาบอดบอกท่านอาจารย์

"เอาไปเถอะ ถือไปนี่ไม่ได้สำหรับตัวเธอ แต่เผื่อไว้ให้คนอื่นเห็น จะได้ไม่มาเดินชนเพราะมันมืดออกอย่างนี้" ท่านอาจารย์แนะ

แล้วคนตาบอดก็ถือโคมเดินกลับบ้าน ค่อยๆ เดินคลำทางไปช้าๆ พอไปได้สักพักใหญ่ แกก็ตกใจ เพราะได้ยินเสียงคนกำลังวิ่งสวบๆ สวนทางมาจะชนแก แกจึงเอ็ดตะโรขึ้นว่า

"อะไรๆ จะรีบไปไหนกันล่ะพ่อคุณ ตามไฟส่องให้แล้วนะนี่ มองไม่เห็นเรอะ ?"

"อะไรได้ เทียนของท่านมอดไหม้ดับหมดแล้ว" เสียงตอบมา

ทันทีที่ได้ยินว่าหมดเชื้อไฟที่จะตามส่องได้อีกแล้ว ดวงตาภายในของแกก็สว่างโพลงขึ้นทันที ณ ที่แกยืนอยู่นั่นเอง ต่อจากนั้น แกก็เป็นคนตาบอดที่บอดแต่ดวงตาเท่านั้น ส่วนตาในของแกไม่ได้บอดไปด้วยอีกเลย

ระหว่างคนตาดีและคนตาบอด ในแง่ของการหลุดพ้น ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครจะรู้จักโลกนี้ได้กว้างไกลพิศดารกว่าแล้วจะจบก่อน แต่อยู่ที่ว่าสิ่งที่ตนว่ารู้นั้นรู้แจ้งหรือไม่ต่างหากขณะนี้ตาท่านดีไม่บอด แต่ใจท่านบอดอยู่หรือเปล่า ?
เปา ส่งเมล์ถึง เปา [DT02687] [ 26 พ.ค. 2550 เวลา 10:13 น. ] [ 54 ]

สวัสดีค่ะทุกท่าน ดิฉันมาลัยได้กลับมาอ่านความคิดเห็นของทุกท่านแล้วซาบซึ้งใจมากค่ะ
เหมือนดิฉันเอาปัญหาโลกแตกมาให้ท่านขบคิด ยังไงไม่รู้ แต่อีกแง่มุมหนึ่งก็มองได้ว่ามันมีปัญหาจริง
แล้วมีคำตอบแบบต่างมุม เพราะถ้าเราอยู่มุมเดียวกันหมด ก็อาจเอียงได้ (ดิฉันก็คิดไปตามประสาคนนอก
สังเวียน) ห้ามโกรธนะจ๊ะ เพราะทุกคนเป็นกัลยณมิตรต่อกันไงคะ ดิฉันได้เดินมองหาพระธุดงค์รูปนั้นอยู่
หลายวัน ณจุดเดิม เพราะเป็นเส้นทางที่ดิฉันใช้สัญจรประจำ แต่ก็ยังไม่พบเลยค่ะ

ท่านทุกคนเป็นบุคคลที่น่าชมเชยมากค่ะ ที่สละเวลาเพื่อตอบปัญหาข้อข้องใจของผู้ที่ไม่รู้
เพราะกว่าท่านจะรู้ได้มากขนาดนี้ ก็ต้องร่ำเรียนกันมามากมายอยู่ ดิฉันเคารพความคิดเห็นของทุกท่านค่ะ
ดิฉันกำลังอ่านหนังสือชื่อ สมาธิในพระพุทธศาสนา แต่งโดย ดร พี. วชิรญาณมหาเถระ และก็ได้พบกับ
ความจริงหลายอย่างเกี่ยวกับตัวเองและพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ เป็นอีกเล่มหนึ่งที่ดีมากสำหรับ
ผู้ที่เริ่มศึกษาพระธรรม

โอกาสหน้าถ้าความรู้ดิฉันพัฒนาขึ้น เราคงได้แลกเปลี่ยนทัศนะกันบ้างนะคะ

malai [DT03274] [ 25 พ.ค. 2550 เวลา 22:44 น. ]



(ทีมงาน จัดแบบรูป คห.ที่บกพร่องให้ใหม่) [DT02104] [ 26 พ.ค. 2550 เวลา 11:52 น. ] [ 55 ]

ว่างๆ นั่งทบทวนกระทู้ฮอตฮิต “ทำไม ต้องอิติปิโสแบบถอยหลัง”
พบข้อความที่ขีดเส้นใต้ไว้....

คุณมาลัยเป็นปิดกระทู้ถูกต้องแล้ว
แต่กรัชกายขออนุญาตเจ้าของกระทู้ เพราะเห็นความเข้าใจผิดของสมาชิกบางคน ถ้าไม่ชี้แจงเกรงจะเกิดความเสียหาย....

4.การนับลูกประคำมิได้เสียหาย
เพราะไม่ได้เปล่งความหมายอะไรออกมา
แต่การสวดมนต์นั่นเปล่งเสียงออกมา
แล้ว ถ้าเสียงที่เปล่งออกมานั้นเป็นถ้อยคำไม่ดี
ก็จะเป็นวจีกรรมไป


เออ ! เขา เข้าใจอะไรผิดหรอป่าวนี่
นึกทบทวนดู
ตรงไหนหนอถ้อยคำที่ไม่ดีจะเป็นวจีกรรม....

ถึงบางอ้อ...ใช่แล้วคงเป็นศัพท์นี้... วิญญูหีติ
กรัชกายไปก๊อบมาจากกระทู้....

“บทสวดอิติปิโสท่องว่ายังไงคะ”
๒. ธรรมคุณ
สวากขาโต ภะคะวะตาธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตังเวทิตัพโพ u]วิญญูหิติ

-คุณจิตอิสระ นำบทสวดธรรมคุณเขียนว่า วิญญูหิติ
บอกดังๆว่าผิด เขียนวิญญูหิติ ผิด ไม่ถูก
ที่จริงเป็น วิญญูหีติ

ไปถามใครก็ได้ที่รู้ภาษาบาลีนะ ไม่ต้องเขียนหลบเช่นนั้น
ในหนังสือสวดมนต์เขียนถูกแล้ว อย่าไม่แก้ของเขา ด้วยความเข้าใจผิดของเรา

ศัพท์เดิม วิญญูหิ + อิติ เมื่อสนธิกันจึงเป็นวิญญูหีติ ตามหลักสนธิ

ท่านก็กลัวอย่างที่พวกเราซึ่งไม่มีพื้นฐานภาษามคธกลัวกันนี่ล่ะ แต่จะไปเขียน วิญญูหิติ หลบไม่ได้ ผิดหลักไวยากรณ์ แต่เวลาสวดท่านให้ออกเสียง ฮ นกฮูกตา...โต
โปรดรับทราบโดยทั่วกัน
โลกัสส+อิติ = โลกัสสาติ
ภะคะวา+อิติ = ภะคะวาติ

ยังมีอีกหลายศัพท์ที่เขียนอย่างนั้น แต่เวลาเปล่งเสียงเป็นตัว ฮ ทั้งหมด
เช่นดังใน ธัมมะสังคิณีมาติกาว่า หีนา ธมฺมา มชฺฌิมา ธมฺมา ปณีตา ธมฺมา

และในพระวิภังค์ว่า สุขุมัง วา หีนัง วา ปะณีตัง วา ฯลฯ

กรัชกายก็บอกแต่ต้นแล้ว เพราะกลัวเข้าใจผิดกัน แต่ก็ยังคิดเลยเถิดตามความหมายภาษาของตนๆจนได้

กรัชกาย [DT02422] [ 26 พ.ค. 2550 เวลา 13:20 น. ] [ 56 ]



..."ด้วยความเคารพครับท่านประธาน....กระผมขอแย้งครับ..ผู้ตอบ ตอบไม่ตรงประเด็นครับ!! "

*******@!*๐*!@******

อู๋ย ขออภัยเจ้าค่ะ ดิฉันคิดว่า ขณะนี้อยู่ที่ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร
คุณกรัชกาย เหมาะไปเล่นการเมืองมากเลยค่ะ..คิๆ

**ไม่เอา อย่าซีเรียส!!****

หนูนิด [DT0114] [ 26 พ.ค. 2550 เวลา 13:52 น. ] [ 57 ]

พอดีไม่มีไรทำ เบื่อๆกับการ(เล่นเกมส์) 555 เลยเข้าเวปมาหาไรอ่านดู เลยเจอ ขอแจมด้วยละกัน

ข้าเจ้ามิได้เข้าข้างฝ่ายใด แต่ด้วยอุตสาหะ เห็นกระทู้ ฮอต กะเลยเอามั่ง ^^ การท่อง อิติปิ โส ถอยหลัง ถ้าพูดแกมตลก เขาว่ามันมีเรื่องเล่ามา (แต่จำไม่ค่อยได้ ) คือเอาเอาไว้สะเดาะกุญแจ อิอิมีเรื่องเล่าแกมตลกมานะคับ

แต่จริงๆ ก็เหมือนอย่างท่านที่ตอบกระทู้ด้านบนคับ (ลืมชื่อแระ) การท่องจำในทางพระพุทธศาสนานั้นมี 2 แบบ แบบ 1 อนุโลม แบบ 2 ปฏิโลม

อนุโลมก็คือท่องตามปกติธรรมดา ปฏิโลมคือการท่องย้อนหลังมาหน้า แต่มิใช่กลับคำ กลับพยัญชนะน้าขอรับ

อย่างเช่น ที่เมื่อตอนบวชพระ เกสา โลมา เป็นต้น กลับเป็น โลมา เกสา เป็นต้นค้าบบ

แล้วหัวข้อต่อมา ที่เป็นประเด็นสำคัญ ความหมายของคำว่า "ธรรม"

เท่าที่ได้อ่านทัศนคติของแต่ละท่านมาก็มีหลายทัศนะ แต่ประเด็นที่ท่าน "ข้าพเจ้า" ยกมา อ้างที่มาคือพระไตรปิฎก ก็ถูก

ธรรม คือ คำสอนของพระพุทธเจ้า เหมือนอย่างที่เราๆ ท่านๆ รู้กัน มิใช่สิ่งที่เอาไว้โต้แย้งกัน (ปรัชญา) แต่มีไว้สำหรับชีทางให้เห็นความจริง วิธีทำเนิน การประพฤติปฏิบัติ

อ้าาา เขียนมากกะเหนื่อยนะเนียะ ><"

ขอต่อละกัน ^^...

"ธรรม" คือ สิ่งที่มีอยู่แล้วตาม ทำมะดา (ธรรมดา) ของมันเอง แต่ว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้ค้นพบ เป็นผู้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งในข้อ หลักการ หลักเกณฑ์ เหล่านั้น แล้วนำเอาหลักเหล่านั้นที่มันมีอยู่แล้วแต่ว่าคนส่วนใหญ่มองไมเห็นกัน มาสอนเหล่าชนที่มองไม่เห็น

ยกตัวอย่างเช่นที่ท่านทั้งหลายยกมากัน คือคำว่า "อริยสัจ4" "ปฏิจจสมุปบาท" อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นต้น คำเหล่านี้มันมีของมันอยู่แล้วตามปกติธรรมดา แม้แต่ชื่อเรียกก็เป็นเพียงโวหารที่ไว้ใช้สื่อสารกันให้เข้าใจ เช่นว่า ชื่อ นายก นาย ข เป็นต้น

ประเด็นคือ ท่านทั้งหลายโต้แย้งกันข้อว่า "ธรรม" ฉะนั้นใครที่อยากเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง แต่ไม่มีเวลาไปค้นในพระไตรปิฎก ก็ลองหาดูหนังสือชื่อ "พุทธธรรม" ของท่านอาจารย์ พระพรหมคุณาภรณ์ จากห้องสมุดต่างๆก็ได้นะคับ เช่น หอสมุดแห่งชาติ( อาจได้เจอกันก็ได้ เพราะข้าเจ้า เข้าห้องสมุดบ่อย( อิ_อิ

พูดมาก็เยอะแระ ชักเหนื่อย อิ_อิ ว่างๆ ถ้าขยันจาพยายามมาอ่าน มาเสวนาด้วยกับทุกคนน้าาค้าบบ

สรุป อิติปิ โส ถอยหลัง เป็นความเชื่อส่วนบุคคล เราต้องใช้พิจารณาญาณให้ดีก่อนจะตัดสินใจว่า ใครพูดถูกพูดผิด ข้าเจ้าก็เชื่อนะว่า อิติปิ โส ถอยหลังเอาไว้ท่องตอนสะเดาะกุญแจ แต่ว่า.... ลองทะไหร่ก็ไม่เห็นออกเลย ><" เขินจัง สงสัยจิตจาไม่นิ่งพอ อิ_อิ นี่เป็นความเชื่อส่วนบุคคลนะคับ เชื่อได้ แต่อย่างหลงงมงาย

ฐานทตฺโต ภิกฺขุ ส่งเมล์ถึง ฐานทตฺโต ภิกฺขุ [124.120.96.17] [ 6 ธ.ค. 2551 13:10 น. ] [ 59 ]

 แสดงความคิดเห็น
กิจกรรมธรรมะในสวน
จำนวนคนอ่าน 1699 คน 
* โปรดอ่านกฎกติกาก่อนการแสดงความคิดเห็น *

๑.โปรดงดเว้นการแสดงหลักธรรมที่ขัดต่อหลักพระไตรปิฎก
๒.
โปรดงดเว้นการใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบัน หรือบุคคลอันเป็นที่เคารพ
๓.ทีมงานธรรมะไทยขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น หรือระงับการเป็นสมาชิก โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ

ขอเชิญร่วมตอบคำถาม หรือ แสดงความคิดเห็น
ข้อความ * :
 
อ้างอิง :
   พระไตรปิฎก   พจนานุกรมพุทธศาสตร์   พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน
   
การแสดงผล :
จัดชิดซ้าย จัดกึ่งกลาง จัดชิดขวา
ไอคอนพื้นฐาน : 
 แทรกลิงค์ URLแทรกรูปย่อหน้าตัวหนาตัวเอียงเส้นใต้สีแดงสีเขียวสีน้ำเงินสีส้มสีชมพูสีเทา    
โดย * :
E-mail :
ส่งไฟล์ภาพ : ( สมาชิกเว็บฯ สามารถ upload ภาพได้ครับ )
สมาชิก : ล๊อกอินสมาชิก
 
Security Code
รหัสความปลอดภัย
 

เว็บบอร์ดธรรมะไทย
กวีธรรมะ
ปิดหน้าต่างนี้
หน้าแรก พระพุทธศาสนา ประวัติพระพุทธสาวก หัวข้อธรรม ธรรมปฏิบัติ ศาสนพิธี วันสำคัญทางศาสนา ทศชาติชาดก วิทยุธรรมะไทย
พุทธศาสนสุภาษิต พจนานุกรมพุทธศาสน์ ทำเนียบวัดไทย คลังแสงแห่งธรรม พระพุทธศาสนาในเมืองไทย ข่าวธรรมะ กิจกรรมธรรมะ สมุดเยี่ยม
ธรรมะไทย - dhammathai.org Users Online = 8, this page = 3