สับสนอยากได้คำตอบอะไรบางอย่าง

 wasawaum   

1.ความสุขทางพุทธศาสนา เป็นความรู้สึกแบบไร
2.ความสุขทางโลก เป็นความรู้สึกแบบไร
3.อะไรคือความสุขที่แท้จริง
4.หากคนเราเกิดมาเพื่อแสวงหาทางพ้นทุกข์ ก็แสดงว่าการเกิดเป็นทุกข์ หากไม่เกิดก็ไม่ทุกข์
แล้วทำไมคนถึงอยากมีลูก ทำไมคนไม่อยากตาย จิตใต้สำนึกคนส่วนใหญ่ทำไมกลัวตาย หากการเกิดมาบนโลกคือทุกข์ ทำไมบนโลกมีทั้งเสียงหัวเราะและร้องให้
5.นิพพานมีความรู้สึกหรือไม่ นิพพานคือธรรมชาติหรือไม่ นิพพานคือสิ่งมีชีวิตหรือไม่
6.ปัจจุบันดูเหมือนโลกกำลังจะตาย โลกก็เป็นสิ่งมีชีวิตใช่หรือไม่ โลกก็มีกรรมใช่หรือไม่ โลกเป็นเพียงภาพมายาใช่หรือไม่ จิตมนุษย์ปรุงแต่งให้เป็นโลกใช่หรือไม่
7.จิตคือพลังงานใช่หรือไม่ จิตจะไม่มีวันสลายใช่หรือไม่ มีแค่เกิดกับนับเท่านั้นแต่ก็เป็นจิตดวงเดิมใช่หรือไม่ เหมือนกับเปิดปิดไฟใช่หรือไม่
8.เมื่อโลกตายคนที่ยังไม่ไปนิพพานจะไปเกิดที่ไหนหรือ
9.การเกิดตายเป็นธรรมชาติหรือ
10.ทำไมคนเราต้องทำร้ายกันหรือทำดีต่อกันอะไรเป็นเหตุให้ความรู้สึกคนมีมากมายในตัวคนเดียวกัน
11.ผมบ้าหรือเปล่าที่ถามแบบนี้
***ตั้งแต่ผมเจอเรื่องร้ายๆในชีวิตที่ผ่านมา ผมมีคำถามอะไรเกิดขึ้นมากมาย อาการอย่างนี้ช่วยกันวิเคราะห์หน่อยว่าผมเป็นอะไร*** ขอบคุณ ทุกท่าน




ต้องขอออกตัวก่อนว่าไม่ใช่ผู้รู้ เพียงแต่ตอบตามตำราที่ได้อ่านมาดังนี้

คนเราต้องมาเกิดเพราะกิเลสพามาเกิด
กิเลสตัวเป้งๆเลยคือ ตัณหา ซึ่งแยกเป็น 3 คือ
กามตัณหา ต้องการใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เช่น อยากสวย อยากหล่อ กินของอร่อย
ภวตัณหา ต้องการมี ต้องการเป็น เช่น อยากเป็นเศรษฐี
วิภวตัณหา ต้องการไม่ให้มี ไม่ให้เป็น เช่น ไม่อยากพิการ

**********
เรื่องนิพพาน ตอบไม่ได้ครับ ยังห่าง

****
จิต เป็น นามธรรม เกิด และ ดับ ต่อเนื่อง เป็น จิตดวงใหม่ที่สืบต่อกัน

จิตเดิม คือ สภาพที่จิตยังไม่ถูกปรุงแต่ง หรือ มักจะเรียกว่า จิตว่าง

****
เมื่อโลกแตกสลาย จะเหลือ สวรรค์ชั้นพรหมสุทธาวาส และ นรกขั้นอเวจี แค่ 2 อย่าง
คือสัตว์โลกจะไปอาศัยอยู่ พรมโลก หรือ อเวจี เท่านั้น
ต่อมาโลกเริ่มก่อตัว มีดินมีฝนตก กลิ่นง้วนดินจะหอมลอยไปถึงพรหมโลก
แล้วพรหมเทพก็จะลงมาเสพกลิ่นง้วนดิน แล้วก็มีกายค่อยๆหยาบขึ้นจนกลายเป็นมนุษย์
ตามตำราเข้าเล่ามาอย่างนี้แหละครับ รายละเอียดต้องเปิดตำรามาเล่า ยาวมาก
*****
ความสุขที่แท้จริง ต้องถึงเองครับ ยิ่งอยากมีสุข ยิ่งไม่พบสุข
สุขได้เมื่อไร้ตน
****
คุณไม่บ้าหรอกครับ
ถ้าได้บวชคุณต้องบรรลุแน่ๆเลย
******



สิ่งมีชีวิตทุกชนิด เริ่มต้นมาจากอวิชชาและภวตัณหา
อวิชชา เป็นกิเลสตัวสำคัญที่สุด เป็นยอดกิเลส ดั่งพระพุทธภาษิตว่า"อวิชฺชา ปรมํ มลํ อวิชชาป็นมลทินอย่างยิ่ง"
ส่วน ภวตัณหา หมายถึง เจตจำนงเพื่อเกิดเป็นสิ่งมีชีวิต ซึ่งได้แก่ กรรม อันเป็นโครงสร้างภายในดวงจิต
กิเลสและกรรมเป็นปัจจัยให้วิญญาณธาตุเกิดเป็นสัตว์ ในจุดเริ่มแรกเกิดเป็นสิ่งมีชีวิต ประกอบด้วย 3 ปัจจัยคือ 1. กิเลส
2.อภิสังขาร(กรรม)
3.วิบาก(ขันธ์)

ปัจจัยทั้งสามนี้พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติศัพท์ เรียกว่า "สังสารจักร" และ "วัฏจักร" สิ่งทั้งสามพาสัตว์ท่องเที่ยวเกิดตายในสังสารวัฏ(โลก)ตลอดกาลยาวนาน จนนับชาติไม่ถ้วน ต้องนับกาลเวลาเป็นอสงไขยกัป อสงไขยปี
อวิชชาและภวตัณหา เป็นเครื่องผูกสัตว์โลกไว้ในโลก เครื่องผูกนี้แน่นเหนียวมั่นคง ยากที่จะแก้ให้หลุดได้ ต้องศึกษาให้รู้จักจุดที่มันผูก จึงจะรู้จักทางแก้ พระผู้มีพระภาคทรงบอกจุดที่อวิชชาสถิตไว้แล้ว เรียกว่า "อวิชชาอัฏฐวัตถุกา" แปลว่า "อวิชชาสถิตในวัตถุแปด" ดังต่อไปนี้

1. ปุพฺพนฺเต อญาณํ ความไม่รู้จุดเริ่มต้นแห่งการเกิดเป็นสิ่งมีชีวิต
2. อปรนฺเต อญาณํ ความไม่รู้จุดสุดท้ายแห่งสิ่งมีชีวิต
3. ปุพฺพนฺเตปรนฺเต อญาณํ ความไม่รู้จุดตอนกลาง จากจุดเริ่มต้นไปยังสุดท้ายของสิ่งมีชีวิต
4.ปฏิจฺจสมุปฺปาเท อญาณํ ความไม่รู้จักเหตุปัจจัยแห่งสุขและทุกข์ที่เกี่ยวโยงกันเหมือนสายโซ่
5.ทุกฺเข อญาณํ ความไม่รู้จักทุกข์ที่แท้จริง
6. ทุกฺขสมุทเย อญาณํ ความไม่รู้จักเหตุให้เกิดทุกข์ที่แท้จริง เหตุแห่งทุกข์ที่แท้จริง ได้แก่ ตัณหาทั้งสาม คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา
7. ทุกฺขนิโรเธ อญาณํ ความไม่รู้จักพระนิพพาน อันเป็นภูมิจิตดับทุกข์ที่แท้จริง
8. ทุกฺขนิโรธคามินีภปฏิปทาย อญาณํ ความไม่รู้จักปฏิปทาที่พาบรรลุพระนิพพาน ปฏิปทานี้ ได้แก่ พระอริยมรรคแปด


อวิชชาเกิดจากความไม่สงบของจิต วิธีแก้ต้องแก้ที่จุดแรกคือ ทำความสงบของจิต ได้แก่ การเจริญสมาธิจนบรรลุฌานขั้นใดขั้นหนึ่ง ฌานขั้นที่สี่ ชื่อ จตุตถฌาน ดีที่สุด เพราะอวิชชาดับในฌานนี้เป็นการชั่วคราว จากนั้นจึงอาศัยฌานเจริญวิปัสสนา เพื่อแก้อวิชชาในวัตถุแปดให้หมดไป ถ้าแก้อวิชชาไม่หมดก็จะวนกลับมาสู่สังสารวัฏต่อไปใหม่ วนไปเวียนมาในสังสารวัฏจนเป็นวัฏจักร


ที่มา: ธรรมะ ของอดีตพระอริยคุณาธาร (เส็ง ปุสฺโส),โลกทิพย์ ฉบับที่ 147 ปีที่ 8 กุมภาพันธ์ 2532





1.ความสุขทางพุทธศาสนา เป็นความรู้สึกแบบไร

วิมุตติสุข.


2.ความสุขทางโลก เป็นความรู้สึกแบบไร

ความสุขจากบุญปรุงแต่งขันธ์ 5.


3.อะไรคือความสุขที่แท้จริง

วิมุตติสุข.


4.หากคนเราเกิดมาเพื่อแสวงหาทางพ้นทุกข์ ก็แสดงว่าการเกิดเป็นทุกข์ หากไม่เกิดก็ไม่ทุกข์ แล้วทำไมคนถึงอยากมีลูก ทำไมคนไม่อยากตาย จิตใต้สำนึกคนส่วนใหญ่ทำไมกลัวตาย หากการเกิดมาบนโลกคือทุกข์ ทำไมบนโลกมีทั้งเสียงหัวเราะและร้องให้

สังขารเกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย
วิญญาณเกิดเพราะสังขารเป็นปัจจัย
นามเกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย
อายตนะที่ ๖ เกิดเพราะนามเป็นปัจจัย
ผัสสะเกิดเพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย
เวทนาเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย
ตัณหาเกิดเพราะเวทนาเป็นปัจจัย
อุปาทานเกิดเพราะตัณหาเป็นปัจจัย
ภพเกิดเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย
ชาติเกิดเพราะภพเป็นปัจจัย
ชรามรณะเกิดเพราะชาติเป็นปัจจัย
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้
.



5.นิพพานมีความรู้สึกหรือไม่ นิพพานคือธรรมชาติหรือไม่ นิพพานคือสิ่งมีชีวิตหรือไม่

1.สอุปาทิเสสนิพพาน
นิพพานยังมีอุปาทิเหลือ, ดับกิเลสแต่ยังมีเบญจขันธ์เหลือ คือนิพพานของพระอรหันต์ผู้ยังมีชีวิตอยู่, นิพพานในแง่ที่เป็นภาวะดับกิเลสในจิต คือ โลภะ โทสะ โมหะในจิตดับ

2.อนุปาทิเสสนิพพาน
นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ, ดับกิเลสไม่มีขันธ์ 5 เหลืออยู่ คือ สิ้นทั้งกิเลสและชีวิต หมายถึง พระอรหันต์สิ้นชีวิต, นิพพานในแง่ที่เป็นภาวะดับภพดับขันธ์;



6.ปัจจุบันดูเหมือนโลกกำลังจะตาย โลกก็เป็นสิ่งมีชีวิตใช่หรือไม่ โลกก็มีกรรมใช่หรือไม่ โลกเป็นเพียงภาพมายาใช่หรือไม่ จิตมนุษย์ปรุงแต่งให้เป็นโลกใช่หรือไม่

ถ้าโลกคือหมู่สัตว์
บูญ ( ปุญญาภิสังขาร ) และบาป ( อปุญญาภิสังขาร )ปรุงแต่งหมู่สัตว์

ถ้าโลกคือวัตถุ
สสารและพลังงานปรุงแต่งโลก.



7.จิตคือพลังงานใช่หรือไม่
จิตคือวิญญาณขันธ์
พลังงานเป็นองค์ประกอบหนึ่งของจิตได้แก่สัทธาพละ วิริยาพละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ หิริพละ และโอตตัปปะพละ แต่ไม่ใช่พลังงานแบบฟิวชั่นหรือฟิชชั่น.

จิตจะไม่มีวันสลายใช่หรือไม่
จิตตสังขารดับได้เพราะเหตุ.
มีแค่เกิดกับนับเท่านั้นแต่ก็เป็นจิตดวงเดิมใช่หรือไม่
จิตเป็นดวงใหม่ตลอดเวลา แต่คุณภาพคล้ายคลึงกันได้.
เหมือนกับเปิดปิดไฟใช่หรือไม่
ไม่ใช่หรอกนะ.


8.เมื่อโลกตายคนที่ยังไม่ไปนิพพานจะไปเกิดที่ไหนหรือ

พรหมโลกชั้นสุภกิณหกาของผู้เจริญเมตตาแล้วบรรลุฌาน 3 ละเอียด.อายุขัย 64 กัป



9.การเกิดตายเป็นธรรมชาติหรือ

เป็นธรรมชาติของขันธ์ 5 ที่เกิดตาย.


10.ทำไมคนเราต้องทำร้ายกันหรือทำดีต่อกันอะไรเป็นเหตุให้ความรู้สึกคนมีมากมายในตัวคนเดียวกัน

เพราะกรรมวิบากเป็นปัจจัย
1.ก่อเวรต่อกันมาก่อน ก็จ้องจะทำร้ายกัน
2.ทำบุญร่วมกันมา ก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน.




11.ผมบ้าหรือเปล่าที่ถามแบบนี้
***ตั้งแต่ผมเจอเรื่องร้ายๆในชีวิตที่ผ่านมา ผมมีคำถามอะไรเกิดขึ้นมากมาย อาการอย่างนี้ช่วยกันวิเคราะห์หน่อยว่าผมเป็นอะไร*** ขอบคุณ ทุกท่าน

โดย : [DT07534] 29 ก.ย. 2551 12:53 น.

สาธุ สาธุ สาธุ ท่านเป็นผู้ใฝ่เรียนรู้เจ้าค่ะ.


1.ความสุขทางพุทธศาสนา เป็นความรู้สึกแบบไร
- สุขทุกข์แบบโลกคือ แบบที่เรารู้จักกันนั่นแหละครับ
แต่สุขจากศาสนาพุทธก็อีกอย่างหนึ่ง
ทั้งสองแบบ ใช้คำว่าสุขเหมือนกัน แต่คนละความหมาย


คุณเคยมีอะไรที่รู้สึกว่าเสียไปแล้วรู้สึกโล่ง ไร้ความผูกพันธ์ไหมคับ
หมายถึง เมื่อเสียสิ่งนั้นไปแล้วกลับโล่ง
เหมือนอุจจาระออกไปน่ะคับ
นั่นแหละ สุขแบบศาสนาพุทธ


อย่างอุจจาระมันนอนอยู่ในตัวเรา
พอเสียมันไปถ่ายออกไป เราก็สบาย โล่ง หมดภาระกับมัน มันก็ไม่เป็นภาระกับเรา



เราทุกข์เพราะว่า เราคิดว่า อยากจะถ่ายมันออกเดี่ยวนี้
แต่เอาเข้าจริง เราบังคับมันไม่ได้


เวลาสุขเราก้อยากจะกอดเอาไว้ ถือครองเอาไว้นานๆ แต่ในที่สุดก้ทำไม่ได้
เวลาทุกข์ก็อยากจะสลัดออกไปเสียโดยไว แต่ในที่สุดก้ทำไม่ได้
เราบังคับทุกขืสุขตามเราใจไม่ได้เลย


แต่ถ้าลองนึกถึงว่า การอุจจาระออกไปนี้ เราก้ทำไปทุกวัน ซื่อๆ เรื่อยๆไปอย่างนั้น
ยินดีกับการถ่ายไหม ก็ไม่ใช่
ยินร้ายกับการถ่ายไหม ก็ไม่ใช่อีก
แต่ทำไปอย่างนั้น เป้นหน้าที่ กลับมีวความสุข เป็นประโยชน์อย่างมาก
ลองกลั้นไม่ถ่ายดูสักระยะ จะรู้ว่าเรามีความทุกข์มาก ที่เราไม่ทำหน้าที่

ความสุขจากพุทธธรรมก็ทำหน้าที่แบบนี้แหละ
คือถ้าเรามไ่ทำหน้าที่ตามธรรมชาติ เราจะทุกข์
ทุกข์เพราะเราฝืนหน้าที่
อยากให้การอึมาถึงไวๆ หรืออยากให้การอึยับยั้งไว้ก่อน

อยากให้อนาคตมาถึงไวๆ
หรือยากให้อดีตกลับมาอีก
ฝืนธรรมชาติแบบนี้ เลยทุกข์





2.ความสุขทางโลก เป็นความรู้สึกแบบไร
- แบบที่เราๆท่านๆ เขา้ใจนั่นแหละครับ


3.อะไรคือความสุขที่แท้จริง
- คือการไม่มีความสุข หรือ ความทุกข์ เกิดขึ้นในใจ
เหมือนถ่ายอุจจาระนั่นแหละ
จะว่ามีความสุขก็ไม่ใช่ จะว่ามีความทุกข์ก็ไม่ใช่
แต่ถ่ายออกไปแล้วมีประโยชน์ เป้นประโยชน์
เรียกว่าเป้นความสุขจากการไม่มี

(การที่จะทำให้ตัวเราไม่ยินดียินร้ายอะไรนั้น ไม่ได้อาศัยแค่การคิด(ทฤษฎี)แล้วเราจะสามารถละวางได้จริงล
แต่เกิดจากการปฏิบัติธรรม(ภาคปฏิบัติ) จนสามารถละวางความสุขความทุกข์ลงไปได้จริงๆ)


4.หากคนเราเกิดมาเพื่อแสวงหาทางพ้นทุกข์
ก็แสดงว่าการเกิดเป็นทุกข์ หากไม่เกิดก็ไม่ทุกข์
แล้วทำไมคนถึงอยากมีลูก ทำไมคนไม่อยากตาย จิตใต้สำนึกคนส่วนใหญ่ทำไมกลัวตาย หากการเกิดมาบนโลกคือทุกข์ ทำไมบนโลกมีทั้งเสียงหัวเราะและร้องให้


- มันเป้นธรรมชาติครับ
เหมือนสัตว์ป่า ถามว่าทำไมเสือชอบกินเนื้อ ทำไมมันไม่กินผัก
ทำไมปลามันต้องอยู่ในน้ำ ทำไมมันไม่อยู่บนบก

สัตว์กับคนเหมือนกันครับ มีสุข มีทุกข์ เหมือนกัน

แต่มีเฉพาะคนเท่านั้นที่มันมีปัญญามากกว่าสัตว์
กล่าวคือมีความคิด สัตว์มันไม่มีความคิดแบบมนุษย์

มนุษย์เราก็เลยใช้ความสามารถในการคิดนั้น มาสร้างมีอะไรต่อมิอะไรมากมายขึ้นมา
พัฒนาวิทยาศาสตร์ขึ้นมา เอาชนะความยากลำบากตามธรรมชาติ
พัฒนารูปแบบความสุขขึ้นมา

เหมือนดนตรียุคแรกๆ เราแค่เคาะท่อนไม้แลวัสดุทั่วไป จังหวะก้ยังไม่มีด้วยซ้ำไป
ต่อมาก็มีกลองสำริด
ต่อมาเริ่มมีเสียงสูงๆต่ำๆ
เดี๋ยวนี้เรามีระนาด มีเปียโน

คนยุคดึกดำบรรพ์ไม่ได้ยินเสียงเปียโนไม่ตาย
แต่ถ้ายุคเรานี้เกิดมีคนสั่งให้ทำลายเสียงเปียโนให้หมด
งานนี้คงเรื่องใหญ่ คนไม่ยอมมีจำนวนมาก

นี่คือเราพัฒนาเครื่องมือและรูปแบบทางความสุขขึ้นมา แล้วเราก้ยึดติดกับมัน
รูปแบบก็คล้ายๆสัตว์คือกลัวทุกข์ ชอบสุข เหมือนสัตว์ทุกอย่าง

ธรรมชาติเป้นอย่างนี้แหละครับ
ถามว่าทำไม คงตอบลำบาก
เราได้แต่มองตามความเป็นจริงไปว่า มันเป้นของมันอย่างนี้



5.นิพพานมีความรู้สึกหรือไม่ นิพพานคือธรรมชาติหรือไม่ นิพพานคือสิ่งมีชีวิตหรือไม่

ครุบาอาจารย์ท่านอธิบาย ผมจำมาตอบนะว่า
- ไม่มีความรู้สึกครับ คนเราตายไปแล้ว ร่างกายไม่มีแล้ว ย่อมไม่มีความรู้สึก
- เป็นธรรมชาติครับ คือมีอยู่แล้ว มีอยู่จริง มีจริงทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต แต่เราไม่มีความสามารถจะเห็นเอง
- นิพพานเป็นสภาวะ
เมหือนคำว่า...บ้าน ถามว่าตรงไหนคือบ้าน เราก้ชี้ไม่ถูก ชี้ตรงไหนก็ไม่ใช่บ้าน
แต่พอไม่ชี้ แล้วเรียกทั้งยวงนั้นว่าบ้าน
เรียกว่า หาตัวบ้านไม่เจอ แต่มีบ้านอยู่จริง

นิพพานเหมือนกัน มันมีอยู่ แต่ไม่มีตัว
คล้ายๆกัน

เหมือนความรัก มันไม่ใช่สีชมพู สีแดง รูปัวใจ การให้ การแต่งาน ฯลฯ
เรานิยามลงไปเลยว่าอะไรคือความรักก็ไม่ได้
แต่เรารู้ว่าความรักมีจริง และแยกแยะได้ว่าอะไรคือความรัก อะไรไม่ใช่



เหมือนปลาถามเต่าว่า บนบกมีจริงหรือ
เต่าก้ต้องตอบว่ามี แต่ปลามันก็ไม่ผิดที่จะถามอย่างนั้น
แต่เพระพุทธเจ้าเป็นเต่าที่สามารถสอนให้ปลาพัฒนาตัวเองจนขึ้นบกมาดูเองได้
ที่พระพุทธเจ้าสอนอยู่นี้ เป็นเรื่องของตำราครับ
แต่ถ้าเราไม่ลงมือปฏิบัติ ปลาก็เป็นปลาท่องตำราที่เต่าเล่าให้ฟัง
ไม่มีวันขึ้นบกมาดูได้


6.ปัจจุบันดูเหมือนโลกกำลังจะตาย โลกก็เป็นสิ่งมีชีวิตใช่หรือไม่ โลกก็มีกรรมใช่หรือไม่ โลกเป็นเพียงภาพมายาใช่หรือไม่ จิตมนุษย์ปรุงแต่งให้เป็นโลกใช่หรือไม่


วัตถุทุกอย่าง มันมีอยู่ของมันอย่างนั้นแหละครับ
เราเองที่เข้าไปรับรู้รับทราบแล้วเอามาเป้นภาระ

ถ้าเราไปถามมดหมูหนุลิง ว่าโลกนี้มีชีวิตไหม
มันคงทำหน้าเอ๋อ เพราะมันไม่รู้ว่าโลกในความหมายที่เราถามมันคืออะไร
ดังนั้น โลกจึงไม่มีชีวิตสำหรับพวกเหล่าสัตว์นั้น
โลกจึงไม่ตาย ไม่มีโลก
มันเลยไม่ทุกข์ใจเพราะมันไม่รู้เรื่องโลก
แต่คนดันไปทุกข์ใจเพราะใส่ชีวิตเข้าไปให้โลก สงสารดลก กลัวโลกตาย
ความคิดทั้งนั้นเลยครับ ที่ปรุงแต่งขึ้นมา แล้วก็เอามาขบคิดไปตามจริตความเชื่อแล้วร้างอารมณ์ทุกข์ขึ้นมา




7.จิตคือพลังงานใช่หรือไม่ จิตจะไม่มีวันสลายใช่หรือไม่ มีแค่เกิดกับนับเท่านั้นแต่ก็เป็นจิตดวงเดิมใช่หรือไม่ เหมือนกับเปิดปิดไฟใช่หรือไม่

- ไม่ใช่พลังงานครับ
- จิตเกิดและดับเป็นขณะ ดังนั้นชั่วขณะจิตหนึ่งจบไป ก็เท่ากับมันสลายครับไปแล้ว 1 จิต
แต่ธรรมชาติจิตมันมีจิตใหม่เกิดมาทันจิตเดิมที่เพิ่งดับไปตลอดเวลา
เราเลยมองว่ามันเป็นจิตดวงเดียว

เหมือนภาพในฟิลืมภาพยนตร์
ใน 1 วินาที มีถึง 24 ภาพ
เอามาวิ่งต่อกันด้วยความเร้ว 24 ภาพต่อ 1 วินาที
เราเลยมองว่าภาพนี้เป็นภาพเดียวกัน
ทั้งๆที่ความจริงไม่ใช่
มันแยกกันอยู่

ผู้ที่มีสติธรรมม ขั้นสูง
หมายถึงสติที่เกิดจากการปฏิบัติ
จะสามารถมองเห็นสิ่งเหล่านี้ได้
ผู้ที่ปฏิบัติขั้นสุง สามารถแยกแยะได้เด็ดขาดเลยล่ะครับ


8.เมื่อโลกตายคนที่ยังไม่ไปนิพพานจะไปเกิดที่ไหนหรือ

ขึ้นอยู่กับจิตสุดท้ายตอนตาย ว่าเป้นจิตดี หรือไม่ดี

กุศลจิต-จิตดี ... ทำให้ไปเกิดเป็นจิตของคน ไม่ครองร่างคน หรือไปเกิดเป้นเทวดาชั้นต่างๆ

อกุศลจิต- จิตไม่ดี ... ทำให้ไปเกิดในภพภูมิอื่นที่เหลือ คือเช่น เปรต อสุรกาย สัตว์นารก สัตวืต่างๆ




9.การเกิดตายเป็นธรรมชาติหรือ

- เป็นจริงครับ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
มันจะเป็นความจริงอย่างนี้ไปอีก
ถ้ามีความเกิด ต้องมีความตาย
ถ้าไม่มีความเกิด ย่อมไม่มีความตาย
มีเกิด ย่อมมีดับ
ไม่มีอะไรเกิดแล้วอยู่ตลอดไป
ไม่มีอะไร ดับ โดยไม่มีความเกิด


10.ทำไมคนเราต้องทำร้ายกันหรือทำดีต่อกันอะไรเป็นเหตุให้ความรู้สึกคนมีมากมายในตัวคนเดียวกัน

- ก็เพราะตันหาครับ เป็นตัวขับเคลื่อน
ตันหา คือความอยาก

จิตใจเป้นต้นกำเนิดของกรรม
เมื่อใจมีความอยาก มันก้จะสั่งให้ร่างกายเราทำสิ่งนั้น สิง่นี้ พูดสิ่งนั้นสิ่งนี้

อย่างเราจะทำอาหารไปให้ใครกิน
เจตนาในการทำอาหารเรามีแค่สองแบบ คือ เจตนาดี กับ เจตนาไม่ดี
1. เจตนาดี แต่ขาดปัญญา ก็เลยทำอาหารสุ่มสี่สุ่มห้า รู้ไม่ถึงการณ์ เลยทำอาหารที่ไม่มีประโยชน์ไปให้เขากิน ทำให้เขาท้องเสีย เขาไม่รับ
แม้ว่าตัวเองอุตส่าห์คิดว่าดีแล้วนะ แต่เพราะปัญญามันมีแค่นั้น เลยเป้นอย่างนั้น

ผลของการกระทำนี้ ผลของกรรมนี้ ก็ให้ผลสองอย่าง
- ถ้าเราไปทำกรรมกับคนที่เข้าใจเรา รักเรา เขาก้จะไม่ถือโทษโกรธเรา เพราะเข้าใจเจตนาเรา
- แต่ถ้าดันไปทำกับคนอีกพวก เขาก้โกรธเรา โทษเรา เรียกว่าทำดีไม่ได้ดี


2. กรณีที่ 2 ..... เจตนาดี และมีปัญญา
เลยได้อาหารดีๆ ไปให้เขากิน
แต่ดันได้ผลสองแบบอีก
- คนที่พอใจเรา ยินดีกับเรา
- คนที่ไม่พอใจเรา อาจจะเพราะเขาไม่ชอบขี้หน้าเรา ไม่ชอบอาหารของเรา

3. เจตนาไม่ดี ไม่มีปัญญา
โอ อันนี้ไม่ต้องอธิบาย คงอาการหนักทั้งคนให้คนรับ

4. เจตนาไม่ดี มีปัญญา
อันนี้อันตราย เอายาพิษใส่ขนมมาให้เรากิน
แถมเรายังยินดีขอบใจเขาอีก

จะเห็นได้ว่า มันเป็นตันหาของคน
ตันหาตัวเรา ตันหาตัวเขา
นี่ยกตัวอย่างมาแค่ 2 คนนะ
ไม่รวมว่าเราอยู่ในสังคม ไม่รู้กดี่คนต่อกี่คนร้อยพ่อพันแม่

จึงไม่ควรจะไปกังวลคนอื่น
ขอให้สำรวจตัวเราก็พอ ให้มีเจตนาดี และประกอบด้วยปัญญา

บางทีการมีปัญญา ไม่ใช่ว่าเราต้องลงมือทำอะไร
แต่อาจจะเป็นวิธีง่ายๆ คือการวางเฉย

อย่างพระพุทธเจ้า ใครมาถามซี้ซั้ว ไม่เกี่ยวกับศาสนาพุทธ ท่านจะวางเฉย
อย่างมีคนมาถามเรื่องจักรวาลกำเนิด โลกกำเนิด
ท่านไม่ตอบเลย เพราะไม่ช่วยให้เราพ้นทุกข์

การที่ใครในสังคมเขาจะพูดอะไรยังไง ทำอะไรยังไง
เราก็ไม่พึงจะเอามาเป้นธุระในความคิดของเราให้มาก
วางเฉยก็เป็นการทำความดีเหมือนกัน เป้นปัญญาเหมือนกัน

ความจริงอยากจะบอกเสียด้วยซ้ำไปว่า สุดยอดของปัญญาคือการวางเฉยนี่แหละ
คนเขาเข้านิพพานได้ เพราะเขาละวางได้หมดทุกสิ่งทุกอย่างจนไม่เหลืออะไรให้วาง






11.ผมบ้าหรือเปล่าที่ถามแบบนี้
***ตั้งแต่ผมเจอเรื่องร้ายๆในชีวิตที่ผ่านมา ผมมีคำถามอะไรเกิดขึ้นมากมาย อาการอย่างนี้ช่วยกันวิเคราะห์หน่อยว่าผมเป็นอะไร*** ขอบคุณ ทุกท่าน

- นี่แหละ คนมีปัญญา ดีแล้วครับ มีแววจะเข้าถึงธรรมะลำดับสูง

ถ้าเป้นพวกเชื่อฝังหัว เชื่ออะไรง่ายๆ
พวกนี้เข้ารีดเข้าพงไปแล้ว กู่ไม่กลับ เชื่อแล้วเชื่อเลยฝังหัว
อะไรผิดไปจากที่เชื่อก็ปิดใจไม่รับทันที
พวกนี้ปิดประตูนิพพานไปแล้ว









 เปิดอ่านหน้านี้  2715 


  แสดงความคิดเห็น


Go to top

จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย