สับสนกับคำต่อไปนี้ครับ เมตตาช่วยอธิบายให้ด้วย

 asd   

คำค่อไปนี้ได้ยินบ่อยแต่ไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริง สับสนครับว่าแต่ละคำมีความหมายว่าอย่างไรหรือต่างกันอย่างไร เป็นคำที่เกี่ยวกับพระ สับสนครับ ได้โปรดเมตตาเรียงลำดับความสำคัญให้ด้วย คือคำว่า ภิกษุ สมณะ นักบวช สามเณร พระ นักพรต (หากคำถามที่ถามมาไม่เกี่ยวข้องกันกรุณาตัดออกไปให้ด้วย หรือคำไหนขาดไปขอให้เพิ่มเติมให้ด้วยครับ) เผื่อต่อไปจะได้เข้าใจที่ถูกต้อง และขอเป็นคำตอบที่เข้าใจง่ายๆครับ กราบขอบพระคุณครับ




ภิกษุ-สมณะ-พระ-สงฆ์


คำว่า"ภิกษุ-สมณะ-พระ-สงฆ์" ที่ดูเหมือนเป็นคำธรรมดาที่ใช้เรียกนักบวชได้เหมือนๆ กันนั้น แต่จริงๆ แล้ว แต่ละคำมีที่มาและความหมายต่างกัน ดังที่ รศ.ดนัย ไชยโยธา ได้เขียนไว้ในหนังสือพจนานุกรมพุทธศาสน์ ดังนี้


๐ ภิกษุ-ภิกขุ

ภิกษุ เป็นคำภาษาสันสกฤต ส่วนภิกขุ เป็นคำภาษาบาลี เป็นนักบวชชายในพระพุทธศาสนา แปลตามคำศัพท์ว่า ผู้ขอ คือ สละโลก สละเคหสถาน และสละทรัพย์สมบัติ เพื่ออุทิศตนศึกษาปฏิบัติและเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ดำรงชีวิตอยู่ด้วยปัจจัยที่ผู้อื่นให้ คนจำนวนมากในสมัยพุทธกาลได้ออกบวชถือเพศบรรพชิต มิได้ประกอบอาชีพ อยู่ได้ด้วยปัจจัยที่ผู้เลื่อมใสนำมาให้ ก็ถือว่าเป็นผู้ขอเหมือนกัน แต่ไม่เรียกว่าภิกษุ เรียกว่า ดาบส บ้าง มุนี บ้าง ฤาษี บ้าง ส่วนไทยใช้คำเรียกนักบวชชายในพระพุทธศาสนา เช่น พระภิกษุ พระสงฆ์ พระภิกษุสงฆ์


๐ สมณะ

คำว่า สมณะ เป็นคำภาษาบาลี แปลว่า ผู้สงบ ประเทศอินเดียในสมัยพุทธกาล เรียกนักบวชในลัทธิหรือศาสนานั้นโดยทั่วไปว่า สมณะ ชาวอินเดียที่ไม่นับถือพระพุทธศาสนา เรียกพระพุทธเจ้าว่า สมณโคดม ซึ่งหมายถึงนักบวชแห่งตระกูลโคตมะ

คำว่า สมณะ ตามความหมายดั้งเดิม หมายถึง ผู้ที่ต้องมีความสงบ น่าเลื่อมใส น่าศรัทธา มีวัตรปฏิบัติควรแก่การนับถือ แต่ความหมายของคำว่า สมณะ ในพระพุทธศาสนามีความลึกซึ้งกว่าความหมายเดิมมาก เพราะผู้ที่จะได้ชื่อว่าเป็นสมณะนั้น ต้องเป็นพระอริยบุคคล ตัดกิเลสตัณหา ระงับบาปกรรมได้ทั้งสิ้นทั้งปวงแล้ว


๐ พระ

คำว่า "พระ" หากไม่มีคำนำหน้าหรือตามหลัง หมายถึง พระภิกษุในพระพุทธศาสนา มาจากคำบาลีว่า "วร&" แปลว่า"ประเสริฐ" โดยมีตัวอย่างต่างๆ ในการใช้ ดังนี้

๑. ใช้กับของคำสำคัญ ของสูง ของอันเป็นที่เคารพบูชา เช่น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

๒. ใช้ประกอบหน้าคำอื่นแสดงความยกย่อง ดังนี้

๒.๑ เทพเจ้าหรือเทวดาผู้เป็นใหญ่ เช่น พระอิศวรหรือพระศิวะ พระนารายณ์หรือพระวิษณุ พระพิรุณ

๒.๒ พระเจ้าแผ่นดิน หรือของที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าแผ่นดินและเจ้านายชั้นสูง เช่น พระมหากษัตริย์ พระราชวงศ์ พระเจ้าอยู่หัว

๒.๓ สมณศักดิ์ชั้นราชาคณะ เช่น พระราชเวที พระเทพเมธี พระธรรมปัญญาบดี พระพรหมมุนี

๒.๔ นักบวช เช่น พระแดง พระจันทร์ พระวิมล

๒.๕ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น พระภูมิ พระเครื่อง

๒.๖ อิสสริยยศเจ้านาย เช่น พระรามคำแหง พระนเรศวร พระเทียรราชา


๐ สงฆ์

พระสงฆ์เป็นหนึ่งในพระรัตนตรัย หมายถึง ผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แล้วสั่งสอนผู้อื่นให้รู้ตาม คุณสมบัติของผู้ที่จะได้ชื่อว่า "พระสงฆ์" ต้องผ่านการบวชโดย วิธีใดวิธีหนึ่งใน ๓ วิธีดังต่อไปนี้

(๑) การบวชโดยพระพุทธเจ้าประทานให้เอง เรียก เอหิภิกขุอุปสัมปทา

(๒) การบวชโดยการรับไตรสรณคมน์ เรียก ติสรณคมนูปสัมปทา

(๓) การบวชที่คณะสงฆ์ยอมรับเข้าหมู่ โดยมติเอกฉันท์ เรียก ญัตติจตุตถกรรมวาจาอุปสัมปทา

พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนามี ๒ ประเภท ดังต่อไปนี้

๑. สมมติสงฆ์ แปลว่า พระสงฆ์โดยสมมติ หมายถึง บุรุษที่มีอายุ ๒๐ ปีครบบริบูรณ์ ผ่านการอุปสมบทถูกต้องตามหลักการญัตติจตุตถกรรมวาจาอุปสัมปทา สมมติสงฆ์แบ่ง ออกเป็น ๒ ประเภท ดังนี้

๑.๑ สมมติสงฆ์ในแง่พระวินัย หมายเอาพระภิกษุตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป ต่ำกว่านั้นไม่นับว่าเป็นสงฆ์ การกำหนดจำนวนแบ่งตามกิจกรรมแต่ละอย่างที่สงฆ์จะพึงกระทำ ดังนี้

- พระภิกษุ ๔ รูป เรียกว่า สงฆ์จตุวรรค ทำอุโบสถกรรมได้ คือ การประชุมกันฟังสวดสิกขาบท หรือศีล ๒๒๗ ข้อ เพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์ทุกกึ่งเดือน

- พระภิกษุ ๕ รูป เรียกว่า สงฆ์ปัญจวรรค ทำปวารณาได้ คือ การยอมตนให้พระภิกษุอื่นว่ากล่าวตักเตือนได้

- พระภิกษุ ๑๐ รูป เรียกว่า สงฆ์ทสวรรค ทำการอุปสมบทกุลบุตรได้

- พระภิกษุ ๒๐ รูป เรียกว่า สงฆ์วีสติวรรค ทำกิจกรรมได้ทุกชนิด

๑.๒ สมมติสงฆ์ในแง่พระธรรม หมายเอาพระภิกษุ แม้เพียงรูปเดียวที่ผ่านการอุปสมบทโดยถูกต้อง

๒. อริยสงฆ์ แปลว่า พระสงฆ์ที่เป็นพระอริยบุคคล หมายถึง ผู้บรรลุธรรมตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปจนถึงพระอรหันต์เป็นที่สุด พระอริยสงฆ์นี้กำหนดเอาคุณธรรมเป็นตัวกำหนดคฤหัสถ์ผู้บรรลุธรรมตั้งแต่พระ โสดาบันขึ้นไปก็นับเป็นพระอริยสงฆ์ได้ แต่เดิมเรียกว่าสาวกสงฆ์



......................................................

คัดลอกมาจาก ::
ผู้จัดการออนไลน์ 4 กันยายน 2549 16:25 น.

http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=7693


นักบวช หรือ สาวก

ผู้ยอมสละการครองชีวิตอย่างคฤหัตถ์อุทิศตนเพื่อศาสนาที่นับถือ ในศาสนาเทวนิยมนักบวชนอกจากจะเป็นบุคคลศักดิ์สิทธิ์แล้วยังมีหน้าที่เกี่ยว ข้องกับชีวิตของคนทั้งปวงตั้งแต่เกิดจนตาย ศาสนกิจต่าง ๆ

ส่วนในศาสนาอเทวนิยมเช่นพุทธศาสนา นักบวชคือผู้เข้าสู่ธรรมวินัย ปฏิบัติตามหลักพรหมจรรย์คือศีล สมาธิ ปัญญา เพื่ออบรมขัดเกลาชีวิต มุ่งตรงต่อนิพพานเรียกภิกษุบ้าง สมณะบ้างทำหน้าที่อบรมตนและช่วยเหลือสังคม

ประเภทของนักบวช

นักบวชแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ

1. นักบวชประเภทตัวแทน (Intermediary) เป็นผู้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้าในระดับไสยศาสตร์เรียก หมอไสยศาสตร์ (magician) ในระดับวิญญาณเรียกหมอผี (Witchdoctor) ในระดับเทวนิยมเรียกนักบวช (Priest) เกิดจากการสืบทอดสายโลหิต เช่น วรรณะพราหณ์ในสาสนาพราหมณ์-ฮินดู หรือจากการอภิเษกจากบุคคลธรรมดาไม่ได้มาจากบุคคลวรรณะนักบวช เช่นศาสนายิว ศาสนาคริสต์ เป็นต้น

2. นักบวชประเภทฤๅษี (Ascetic) หมายถึงบุคคลที่ออกบำเพ็ญเพียรในป่าตามถ้ำ ตามเขา ดำรงชีพอยู่ด้วยผลไม้ นุ่งห่มเปลือกไม้หรือหนังสัตว์ ใช้ชีวิตอยู่กับการสวดมนต์ ภาวนา ไม่สังกัดศาสนาใด สละชีวิตทางโลก รักษาพรหมจรรย์ มักน้อย สันโดษ มุ่งแสวงหาความสุขความสงบทางจิตใจ

3. นักบวชประเภทภิกษุ (Monk) หมายถึงบุคคลผู้เสียสละชีวิตฆราวาสออกบวช ถือเพศบรรพชิต เพราะเลื่อมใสในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าปฏิญาณเป็นสาวก ดำรงชีพอยู่ได้ด้วยการบิณฑบาต อุทิศการบวชเพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดคือนิพพาน ผ่านพิธีกรรมที่เรียนกว่าอุปสมบทวิธี สมัยพุทธกาลภิกษุอาศัยอยู่ตามโคนต้นไม้ ราวป่า รองฟาง ถ้ำหรือภูเขา เมื่อสังคมวิวัฒนาการจึงอนุญาตให้อยู่จำพรรษาในอารามหรือวัดที่ตั้งอยู่ใน หมูบ้านเป็นศูนย์กลางของชุมชนศาสนกิจไม่เกี่ยวกับเทพเจ้าแต่มีจุดมุ่งหมาย ขัดเกลาจิตใจให้สะอาด อยู่ในความสงบ

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%8A


นักพรต = ผู้บำเพ็ญเพียร, คนสละเหย้าเรือนออกบำเพ็ญเพียรเช่นบรรพชิต, คนรักษาอุโบสถ, ดาบส, ฤาษี ฯลฯ.


ไม่ทราบว่าจะนำไปใช้ในรายงานหรือเพื่อตีความเกี่ยวกับการเมืองขอรับ อย่างไรเสีย อย่าลืมกำกับจิตให้อยู่ในกรอบของศีล 5นะครับ


สาธุสาธุท่านddman


ขอบคุณๆๆและอนุโมทนาท่าน*8q*ขอรับ


 เปิดอ่านหน้านี้  2742 


  แสดงความคิดเห็น


Go to top

จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย