ภาษาบาลีในพระไตรปิฎก

 dekdee   

มีคำถามครับ รบกวนด้วยนะครับ อยากทราบว่าเพราะเหตุใดจึงใช้ภาษาบาลีในการบันทึกคำสอนของพระพุทธเจ้าในพระไตรปิฎกครับ ขอบคุณมากครับ




ผมขอคัดลอกคำตอบมาจากที่ต่างๆเพื่อความรู้ที่กว้างขางนะครับ

พระไตรปิฎกบันทึกด้วยภาษามาคธี (แขนงหนึ่งของภาษาตระกูลปรากฤต) ต่อมาได้เปลี่ยนมาเรียกเป็นภาษาบาลี หรือ ตันติภาษา เมื่อจารึกลงเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว เนื่องจากภาษาบาลี เป็นภาษาถิ่น (ภาษาตลาด) ไม่มีอักขระเป็นของตน ผู้ประสงค์จะเรียนพระไตรปิฎก จึงต้อง "ถอด" (transliterate) เป็นอักขระของตน เช่น เรียนที่ประเทศตะวันตก ก็ถอดเป็นอักษรโรมัน เรียนที่ประเทศไทยก็ถอดเป็นอักษรไทย

ที่มา :
http://www.mcu.ac.th/mcutrai/menu2/Article/article_05.htm


บาลี & สันสกฤต
พุทธมหายาน บันทึกด้วย ภาษาสันสกฤต
พุทธเถรวาท บันทึกด้วย ภาษาบาลี


ภาษาทั้งสองนั้นเกิดในประเทศอินเดีย โดยเมื่อประมาณ 2500ปี ก่อน คริสตกาล ชนชาติอารยันได้เข้ามาในอินเดีย โดยเข้ามาเป็นระลอกๆ ใช้เวลานับพันปี ทำให้มีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นมากมาย และได้มีบทสวดเพื่อสดุดีเทพพระเจ้าของตน เป็นร้อยกรองชนิดหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า " โศลก " โดยจะสืบทอดบทสวดนี้เป็นแบบสืบๆกันมา หรือ " มุขปาฐะ " โดยเรียกบทสวดทั้งหมดนี้ว่า " คัมภีร์พระเวท " ต่อมาปราชญ์ชาวอารยันท่านหนึ่งชื่อ " ปาณินิ " มีความเห็นว่า.. ถ้าปล่อยให้ภาษาพื้นเมือง ( อินเดีย ) มาปะปนอยู่ในภาษาพระเวทมากขึ้นอาจจะทำให้ลักษณะเดิมของภาษาตนเสียไป จึงเขียนตำราไวยกรณ์เล่มหนึ่งชื่อ " อัษฎาธฺยายี " แปลว่า " คัมภีร์แปดบท " แล้วจัดระบบภาษาใหม่เรียกว่า " สันสกฤต " แปลว่า ขัดเกลาแล้ว ภาษาสันสกฤตเกิดในระยะ 1500 ปี ก่อน คริสตกาล ส่วนภาษาบาลีนั้นก็มาจากภาษาปรากฤต ดังที่คุณ Scarecrow ได้กล่าวไว้ข้างต้นแหละครับ ภาษาบาลีเกิดในระยะ 250 ปี ก่อนคริสตกาล ภาษาบาลีถูกนำมาใช้บันทึกพุทธวัจนะเป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อประมาณพุทธศรรตวรรษที่ 3 ปรากฎหลักฐานเป็นครั้งแรกในจารึกพระเจ้าอโศกมหาราช ถือเป็นภาษาประจำพุทธศาสนานิกายหินยาน ส่วนพุทธศาสนานิกายมหายานใช้ภาษาสันสกฤตบันทึกพุทธวัจนะ

ที่มา:
http://www.geocities.com/Athens/Troy/2909/Misc/K152361.html


เอาเท่าพอรู้นะครับอาจถูกผิดบ้าง

พระพุทธเจ้าเสด็จแสดงธรรมด้วยภาษาท้องถิ่นต่างๆ ตามแต่เสด็จไป(นั่นแปลว่าตรัสได้หลายภาษา) ภาษาบาลี เป็นภาษามคธโบราณที่พุทธเถรวาทใช้ในการ สังคยานาพระไตรปิฏก ปฐมสังคายนาก็ใช้ที่แคว้นนี้ เนื่องจากเป็นเมืองมหาอำนาจพอควร สมัยก่อนระดับอินเดียมีหรือจะไม่มีภาษาเขียนผมว่ามี แต่พระปรีชาญาณของพระพุทธเจ้า ทรงไม่ให้ บัญญัติเป็นภาษาเขียน(เพราะมีการเขียนเมื่อไหร่ คนก็เขียนบิดเบือนกันแหลก ตามวิสัยมนุษย์โดยเฉพาะ ลัทธิอื่นที่พร้อมจะสวมรอย)ขนาดสมัยนี้วุฒิบัตรยังปลอมกันได้ เพื่อความศักดิ์สิทธิ์ของพระธรรม จึงใช้มุขปาฐะ ท่องจำซ้ำๆ นอกจากได้ผลทางสมาธิแล้วยังบิดเบือนยาก เวลาอ่านหนังสือเราจำประโยคไม่ได้หมดหรอก แต่ร้องเพลงทำไมเราจำได้และทัก อะ คนนี้ร้องผิด นีคืออัจฉริยภาพของพระองค์ หรือศิลปะในการรักษาธรรม และหมดยุคมุขปาฐะและแตกความเห็นต่างแยกนิกายไป ก็ใช้ภาษาแต่ละท้องถิ่นจารึกลงกระดาษ ก็แทรกเสริมคำสอนให้เหมาะสมไปตามสภาพบริบทแต่ละยุคสมัยครับ


ที่มา: : http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y5276495/Y5276495.html



ผังแสดงเส้นทางภาษาบาลี ตั้งแต่ อดีต ถึง ปัจจุบัน

ลำดับยุคต้น

ลำดับกาล มี ๒ คือ
1. อาทิกัปปกาล
ภาษาที่ใช้ คือ มูลภาษา
กลุ่มบุคคลที่ใช้คือ มนุษย์ต้นกัป

2. อาทิกัปปตันติกาล
ภาษาที่ใช้ -- คือ มูลภาษา และ ตันติภาษา
กลุ่มบุคคลที่ใช้ -- คือ มูลสันตติวงศ์ , ผู้สืบเชื้อสายจากมนุษย์ต้นกัป และ นักพรตเจ้าลัทธิ

ลำดับยุคกลาง

ลำดับกาล มี 2 คือ
1. โบราณกาล
ภาษาที่ใช้ -- คือ มูลภาษา ตันติภาษา ธัมมนิรุตติ มคธ(มาคธี)
กลุ่มบุคคลที่ใช้ -- คือ มนุษย์ยุคโบราณ นักพรตเจ้าลัทธิ ผู้แสวงหาทางพ้นทุกข์ พระปัจเจกพุทธเจ้า

2. พุทธกาล
ภาษาที่ใช้ -- คือ มูลภาษา ตันติภาษา ธัมมนิรุตติ สภาวนิรุตติ อริยภาษา และ มคธ(มาคธี)
กลุ่ม บุคคลที่ใช้ -- คือ นักพรตเจ้าลัทธิ โบราณจารย์ ผู้แสวงหาทางพ้นทุกข์ ผู้รู้ถ้อยคำบัณฑิต พระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า และ พระอริยสาวก พุทธบริษัท๔

ลำดับยุคปลาย

ลำดับกาล มี 1
1. อนุพุทธกาล
ภาษาที่ใช้ -- คือ มูลภาษา ตันติภาษา ธัมมนิรุตติ สภาวนิรุตติ อริยภาษา มคธ(มาคธี) และ บาลี(ปาฬิ)
กลุ่ม บุคคลที่ใช้ -- คือ โบราณจารย์ ผู้แสวงหาถ้อยคำของบัณฑิต ผู้แสวงหาทางพ้นทุกข์ พระอริยสาวก พุทธบริษัท๔ พระคันถรจนาจารย์ และ นักศึกษานักค้นคว้า

ข้อมูลจาก
เอกสารประกอบคำบรรยาย"พระไตรปิฎกเบื้องต้น"
โดยพระมหาสมปอง มุทิโต : ชมรมนิรุตติศึกษา วัดมหาธาตุ คณะ๒๕

ที่มา::
http://larndham.net/index.php?showtopic=15933&st=0


ขอบพระคุณมากครับ รบกวนอีกนิดนะครับ แล้วเป็นไปได้หรือไม่ว่า การใช้ภาษาบาลีบันทึกพุทธวัจนะก็เพื่อรักษาความหมายที่แท้จริงของหลักธรรมไว้ เพราะภาษาบาลีเป็นภาษาที่ไม่มีคนใช้ (ภาษาที่ตายแล้ว) ความหมายจะไม่เปลี่ยนแปลงไปอีก ไม่เหมือนกับภาษาที่ยังใช้อยู่ในปัจจุบัน จะมีความหมายเปลี่ยนแปลงและมีคำใหม่ ๆ เกิดขึ้นมาเรื่อย ๆ เช่น ภาษาไทยสมัยโบราณกับสมัยปัจจุบัน คำพูดคำเดียวกันแต่มีความหมายไม่เหมือนกัน เป็นต้น ช่วยตอบเพื่อเป็นวิทยาทานด้วยครับ เด็กถามแล้วผมตอบไม่ได้ว่าทำไมต้องสวดเป็นภาษาบาลี เพราะฟังพระสวดภาษาบาลีแล้วไม่รู้เรื่อง


เป็นไปได้ตามที่คุณคิดและมุขปาฐะดีกว่าการจารึกเขียนลงแน่นอน ที่พระท่านสวดเป็นภาษาบาลีเพราะต้องการรักษาพระพุทธวัจนะให้เหมือนเดิมที่สุด การแปลเป็นไทยก็ดีควรทำคู่กันเพื่อให้รู้เรื่อง แต่ต้องอย่าลืมว่าการแปลขึ้นอยู่กับคนที่แปล พระไตรปิฎกภาษาไทยที่มีอยู่ขณะนี้ 4 ฉบับยังแปลไม่เหมือนกันเลย จึงต้องอาศัย พระไตรปิฎกภาษาบาลีเป็นหลัก


พระพุทธองค์ทรงเห็นเหตุแห่งความเจริญและเหตุแห่งความเสื่อมของพระธรรมคำสอน อันเปรียบเสมือนตัวของพระองค์เองในภายหลังการดับขันธปรินิพพาน จึงได้แสดงไว้แล้วใน "อปริหานิยธรรมทั้ง ๗" ซื่งมีอยู่หลายบท หาศึกษาได้ในพระไตรปิฎก และสิ่งที่พระพุทธองค์ ทรงแสดงเหตุแห่งการเสื่อมที่สำคัญอีกสองประการ คือผู้ที่เกลียดและผู้ที่รัก ผู้ที่เกลียดไม่ต้องกล่าวถึง แต่ที่สำคัญคือผู้ที่รัก ที่อยู่ในพระพุทธศาสนานี้ ในเมื่อไม่ตั้งใจจริง ก็จะเรียนผิด ทรงจำผิด ถ่ายทอดผิด ที่ร้ายยิ่งคือตีความผิด ด้วยไม่พากเพียรปฏิบัติตามสำสอนของพระองค์ แต่กลับเรียนรู้จากผู้ที่ตีความไปตามกิเลสเหตุเพราะง่าย และได้สรรเสริญ เพราะมีวุฒิบัตรรับรอง แต่ไม่มีใครในส่วนมาก มีเพียงส่วนน้อยที่จะพากเพียรเรียนรู้ตามพระพุทธองค์ เหตุเพราะไม่มีวุฒิรับรอง

ฉะนั้น คำสอนของพระพุทธองค์ จึงต้องเป็นภาษาพูด เป็นภาษาที่ตายแล้ว ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความหมายได้ คือภาษาบาลีหรือปาฬิ ถ้าเรียนรู้คำสอนของพระพุทธองค์แม้จะเป็นภาษาที่แปลมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นภาษาใดๆ ในโลกนี้ ควบคู่กับการปฏิบัติตามคำสอนที่ไม่ต้องตีความ เหตุเพราะทั้งหมดได้ยกตัวอย่างไว้อย่างชัดเจน เพียงมองดูและละวังความคิดของตนเอง เหตุเพราะว่า ความคิดนั้นเป็นนาย ส่วนการกระทำนั้นเป็นขี้ข้า (จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว) เมื่อรู้เช่นนี้ ก็เพียรพยามยามระมัดระวังความคิดของตนเองอย่าประมาท ดูตัวเองให้มากเข้าไว้ แก้ไขตัวเองไปเรื่อยๆ ไม่ต้องขนขวายมากในการแก้ไขคนอื่น เท่านี้ก็พอแล้ว ที่ไม่ดีก็รู้ที่ดีก็รู้ พยายามหยุดที่ไม่ดี พยายามทำที่ดีให้มาก แก้ไขตัวเองไปเรื่องๆ อย่างไม่ยอมแพ้ เท่านี้ก็พอแล้ว ถ้าพ่ายแพ้ต่อกิเลสอย่างเบาบางที่พอแก้ไขได้ก็ยังพอมีทาง แต่ถ้าพ่ายแพ้ต่อตัวเองด้วยตัวหนักๆ ที่ไม่อาจแก้ไขได้ ก็เท่ากับปราชัย (ปราชิก) ต่อพระธรรมคำสอน อย่างนี้ก็ไม่เหลือดีแล้วละ ที่ยังทนห่มผ้ากาสาวะอยู่ก็ด้วยไม่มีที่ไป ต้องหน้าด้านทนห่อตัวอยู่ทั้งที่รู้ว่าไม่มีสิทธิ ก็เท่ากับคนที่ทำลายพระศาสนา ทำลายพระธรรมคำสอน อย่างนี้มีอยู่มากในยุคปัจจุบัน เพราะไม่เข้าใจ ไม่ศึกษาปฏิบัติสิ่งที่ถูกต้อง ตั้งความเพียรไว้ผิด ดุจดังตั้งเอาที่แหลมขึ้น เพียรเท่าไรก็ต้องระคายเคืองเป็นธรรมดา แต่ว่ามันตรงกับยุคสมัย มันเข้ากันได้กับกิเลส อะไรที่เป็นการทำลายกิเลส สิ่งนั้นคือความถูก อะไรที่ตามกิเลสสิ่งนั้นเป็นความผิด ไม่ควรพากเพียร เท่านี้ก็พอแล้ว ไม่ทำความเสื่อมให้กับพระศาสนาแล้ว ไม่ทำลายพระธรรมแล้ว


 เปิดอ่านหน้านี้  3193 


  แสดงความคิดเห็น


Go to top

จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย