ไม่เจาะจงในการนับถือศาสนาใดเป็นพิเศษจะผิดไหม

 asd   

สมมุติว่าเราไม่เจาะจงว่าจะต้องนับถือศาสนานั้นศาสนานี้ แต่เราทำแต่กรรมดี มีกิจทางศาสนาอะไรก็ตามทั้งพุทธ คริสต์ อิสลาม อื่นๆเราไปร่วมหมดไม่เลือก เขาปฎิบัติอย่างไรเราก็ทำอย่างนั้น เรียกว่าไม่มีศาสนาแน่นอน ทำอย่างนี้จะผิดไหม เพราะเราเคารพทุกศาสนา และถือว่าทุกศาสนาสอนให้เป็นคนดี การปฎิบัติอย่างนี้จะผิดหรือไม่อย่างไร




ดูเผินๆ เหมือนจะไม่ผิด ........ แต่จริงๆแล้วไม่ถูก

จริงอยู่ .... ทุกศาสนาสอนให้เป็นคนดี แต่ก็ยังมีความแตกต่างในรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมาย

ทั้งความเชื่อ และพิธีกรรม ซึ่งขัดแย้งกันอยู่มาก ( พราหมณ์ลอยบาปได้ คริสต์สารภาพบาปได้ แต่พุทธทำเช่นนั้นไม่ได้ / คริสต์บอกพระเจ้ากำหนดทุกอย่าง

แต่พุทธบอกว่ากรรมกำหนดทุกอย่าง ... เป็นต้น )

จากกระทู้ที่สมมุติตั้งไว้นี้ ... แสดงให้เห็นว่า เขาเป็นคนที่โลเลมาก ....โลเลถึงขนาดที่ไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรกับ

ลัทธิความเชื่อทางด้านศาสนา .....

จะไม่นับถือซักศาสนา ..... หรือว่าจะนับถือทุกศาสนา ??

คนเรานั้นจำเป็นที่จะต้องมีที่พึ่งทางใจ จำเป็นต้องมีที่อาศัยทางความเชื่อที่แน่นอนจำเพาะเจาะจง

เพราะไม่เช่นนั้นแล้วเราจะไม่มีหลักคำสอนที่จะใช้เป็นอุบายแก้ปัญหาให้กับชีวิต ....

คนไม่มีศาสนา .... เมื่อประสบทุกข์ ก็ไม่รู้จะหาอุบายวิธีอะไรมาดับทุกข์

คนมีหลายศาสนา .... เมื่อประสบทุกข์ ก็ย่อมที่จะสับสนในอุบายเครื่องดับทุกข์ ซึ่งมีหลากหลายวิธี

และต่างก็ขัดแย้งซึ่งกันและกัน

คนที่มีศาสนาเดียวจำเพาะเจาะจง .... เมื่อประสบทุกข์ ก็ย่อมที่จะได้อุบายวิธีดับทุกข์ตามแต่ที่ศาสนานั้นๆ

กำหนดไว้ (แต่จริงตามกฏธรรมชาติมากน้อยเพียงไรนั้น อีกเรื่องหนึ่ง)

******************************************************

นี่เป็นทัศนคติส่วนตัวนะครับ

อย่าเพิ่งเชื่อโดยส่วนเดียว

และก็ อย่าเพิ่งปฏิเสธโดยส่วนเดียวเช่นกัน

ใช่ / ไม่ใช่ ........ ถูก / ไม่ถูก ........ ชอบ / ไม่ชอบ

พึงใช้ปัญญาพิจารณาไตร่ตรองดูให้รอบคอบเถิดครับ


การนับถือศาสนาใดๆนั้นย่อมมีเหตุต่างๆกันครับ ความถูกหรือผิดมิได้ขึ้นอยู่กับศาสนาที่เลือกนับถือ เพราะความมุ่งหวังต่างกัน โดยเหตุผลแบบโลกนั้น คนส่วนหนึ่งนับถือศาสนาเพราะเกิดที่ที่มีศาสนานั้นๆอยู่ จึงได้รับอิทธิพลทางความคิด แบบฝังรากลึก กอปรกับไม่มีศาสนาแนวอื่นมาเปรียบเทียบ เลยถือศาสนานั้นๆโดยปริยายไป
บางกลุ่มถูกบังคับด้วยกฏหมู่และกฏหมาย อันเข้มงวดชนิดอุกฤษคือหากคนในชุมชนนั้นเปลี่ยนศาสนา เขาต้องได้รับการลงโทษโดยถูกประหารอย่างเดียว เช่นนี้ แม้เขาไม่ชอบศาสนานั้นๆเลยก็จำต้องรักษาชีวิตไว้ด้วยการยอมรับนับถือศาสนานั้นๆ

ถือว่าทุกศาสนาสอนให้เป็นคนดี

ความเข้าใจว่่าทุกศาสนาสอนให้เป็นคนดีนั้น เป็นการเเพร่ความคิดเพื่อให้โลกอยู่ด้วยกันได้อย่างสันติเท่านั้น แท้จริงคำสอนที่มุ่งเพื่อความพ้นทุกข์ของสัตว์อย่างสิ้นเชิงเป็นที่สุดนั้น กล่าวได้ว่า มีเพียงศาสนาเดียวในโลกคือศาสนาพุทธ หากท่านมุ่งที่จะหาความหลุดพ้นเป็นผลแล้ว การเรียนรู้และปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่หากท่านยังต้องการทุกข์ต่อไปอย่างไม่จบสิ้นและหาทางออกจากสังสารวัฏอันไม่มีที่สุดไม่เจอแล้ว ท่านก็ไม่ต้องใส่ใจกับศาสนาใดๆเป็นการเฉพาะ

อนึ่ง พึงทราบว่า แม้จะมีใครพยายามยัดเยียดใครให้นับถือพุทธก็มิใช่สิ่งที่ทำได้ง่าย เพราะบุคคลที่จะนับถือพุทธนั้น คือผู้ที่มีบุญอันได้สั่งสมมาแล้วแต่ชาติปางก่อน หรือที่เรียกว่าเป็นผู้ที่มีปุพเพกตปุญญตาอันสั่งสมมาไว้ดีแล้วส่วนผู้ที่ถือศาสนาอื่นๆ ด้วยการไปเกิดที่นั้นก็ดี ด้วยการไม่คบกัลยาณมิตร แต่คบพาลมิตรที่แนะนำคำสอนอันเป็นมิจฉาทิฏฐิก็ดี เขาเหล่านั้นก็จะวนอยู่ในคำสอนที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ อยู่แล้วๆเล่าๆ ดุจนกที่ตกอยู่ในข่ายดักของนายพราน แลหาทางออกไม่ได้ฉะนั้น

อันมิจฉาทิฏฐินี้ มีโทษมากกว่าการทำอนันตริยกรรมเสียอีกเพราะปิดกั้นการออกจากสังสารวัฏโดยส่วนเดียว
(อนันตริยกรรม= กรรมหนัก, กรรมที่เป็นบาปหนักที่สุด ตัดทางสวรรค์ ตัดทางนิพพาน, กรรมที่ให้ผลคือ ความเดือดร้อนไม่เว้นระยะเลย มี ๕ อย่าง คือ ๑. มาตุฆาต ฆ่ามารดา ๒. ปิตุฆาตฆ่าบิดา ๓. อรหันตฆาต ฆ่าพระอรหันต์ ๔. โลหิตุปบาท ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงยังพระโลหิตให้ห้อขึ้นไป ๕. สังฆเภททำสงฆ์ให้แตกกัน จากพจนานุกรมพุทธศาสน์ของพระธรรมปิฎก)

จึงขอเชิญเจ้าของกระทู้พิจารณาว่าอันใดเป็นสาระจริงแห่งชีวิตเรา การได้เกิดเป็นมนุษย์นี้ยากนัก ยิ่งได้เกิดในปฏิรูปเทส คือดินแดนที่ยังมีคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วยนับว่าเป็นโอกาส 1ในอสงไขยของโชคแล้วครับ

ขอให้ท่านได้พบสิ่งที่ประสงค์ครับ


โอกาสที่จะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกนั้น ยากเต็มที อุปมาเหมือนมีเต่าตาบอดตัวหนึ่งอยู่ในมหาสมุทร ในมหาสมุทรมีห่วงยางอยู่ 1 ห่วง ในเวลา 100 ปี เต่าตาบอดตัวนี้ จะขึ้นมาหายใจ 1 ครั้ง แล้วให้คอเต่าตัวนี้ ลอดห่วงพอดี ซึ่งยากมากหรือแทบเป็นไปไม่ได้ (โอกาสเป็นไปได้ไม่ถึง 0.00000001 %) การ เกิดเป็นมนุษย์นั้นยากกว่าการอุปมานี้เสียอีก เพราะต้องอาศัยผลบุญในอดีตชาติ เช่น การให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ที่สั่งสมมาจำนวนมากๆ

เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ได้แล้ว ก็จะพบกับความยากอีก 4 อย่างตามมาอีก ซึ่งความยากที่สุด 4 อย่างตามที่พระพุทธเจ้าท่านแสดงไว้คือ
1)การได้เกิดเป็นมนุษย์ ในชมพูทวีป (ที่มีอาการครบ 32)
2) การเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าในกัปป์นั้นๆ (ยุคปัจจุบันเรียกว่า "ภัทรกัปป์" หมายถึงกัปป์ที่จะมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ 5 พระองค์ ได้แก่ พระกกุสัณธะ, พระโกนาคมนะ, พระกัสสะปะ, พระโคโตมะ, และพระศรีอริยะ)
3)การเกิดในประเทศที่มีพระพุทธศาสนาประดิษฐานอยู่ 4)การได้ศึกษาพระพุทธศาสนา (แก่นคือ การเจริญภาวนา สติปัฏฐาน
4 โดยพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม เป็นอารมณ์ทุกขณะจิตในชีวิตประจำวัน)

พวก เราในปัจจุบันนั้นได้มาครบทั้ง 4 อย่างแล้ว เป็นความยาก 4 อย่างที่มาบรรจบกัน ซึ่งเกิดขึ้นได้ยากที่สุด เราจะปล่อยให้โอกาสดีๆแบบนี้ผ่านไปเฉยๆเหรอ (ยังมีมนุษย์ตามืดบอดอีกจำนวนมากที่มองเป็นเรื่องปกติธรรมดา เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งน่าเสียดายเหลือเกิน) ส่วนมนุษย์ที่มีปัญญาอย่างเราๆ ควรรีบทำบุญทำกุศลให้มากที่สุด และการได้มาซึ่งบุญตามพระไตรปิฏกมี 10 ประการดังนี้ (เรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ 10) 1)ทานมัย บุญที่สำเร็จด้วยการบริจากทาน 2)สีลมัย บุญที่สำเร็จด้วยการรักษาศีล 3)ภาวนามัย บุญที่สำเร็จด้วยการเจริญภาวนา (สติปัฏฐาน 4) 4)อปจายนมัย บุญที่สำเร็จด้วยการแสดงตนเป็นคนอ่อนน้อม 5)ไวยยาวัจจมัย บุญที่สำเร็จด้วยการขวานขวายช่วยในกิจการที่ชอบ 6)ปัตติทานมัย บุญที่สำเร็จด้วยการให้ส่วนบุญ 7)ปัตตานุโมทนามัย บุญที่สำเร็จด้วยการอนุโมทนาส่วนบุญ 8)ธัมมสวนมัย บุญที่สำเร็จด้วยการฟังพระสัทธรรม 9)ธัมมเทสนามัย บุญที่สำเร็จด้วยการแสดงพระธรรมเทศนา 10)ทิฏฐุชุกรรม การกระทำความรู้ความเห็นแห่งตนให้ตรง (เชื่อว่า บาป-บุญมี ,นรก-สวรรค์มี ,ชาตินี้-ชาติหน้ามี)


http://www.gmwebsite.com/Webboard/Topic.asp?TopicID=Topic-060926001105434


เปลียบเหมือนพายเรืออยู่กลางแม่น้ำ

หาจุดหมายไม่เจอก็ต้องวนเวียนอยู่อย่างนั้นเอง

การเวียนว่ายตายเกิดเป็นทุกข์ครับ


"ทุกศาสนาสอนให้เป็นคนดี" จริงหรือ?

เป็นประโยคเพื่อความสมานฉันท์นะค่ะ เพราะมนุษย์จำนวนมากมายบนโลกใบนี้ เกิดมาเพื่อ
การเบียดเบียนกันโดนแท้ ประโยคนี้ จึงเป็นการบรรเทาความรู้สึก ให้อยู่ร่วมกันได้
โดยไม่ต้องมีมานะ(ใครดีกว่าใคร)ยกตนข่มใคร จนเป็นเหตุแห่งความรังเกียจและ
สงครามศาสนา

แต่ละศาสนา นั้นประกอบไปด้วยทิฏฐิ ซึ่งในทางพุทธศาสนาแยกไว้ ถึง 62 ทิฏฐิ
อันเป็นความเชื่อ ความเข้าใจซึ่งประกอบด้วยความศรัทธาในศาสดาของแต่ละลัทธิ และศาสนา

ซึ่งในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชี้ว่า เหล่านั้นยังเป็นมิจฉาทิฏฐิ คือ ความเชื่อที่ไม่
อาจนำให้มนุษย์พ้นทุกข์อย่างแท้จริงได้

กล่าวถึงเรื่อง "ทุกข์" แค่ความหมายของคำๆนี้ ในศาสนาอื่นก็ให้ความจำกัดความ
ที่ไม่เหมือนกัน ..คำว่า "สุข" ก็เช่นกัน

ทุกข์ในความหมายของพระพุทธศาสนานั้น คือทุกข์ที่ทำให้ มนุษย์ "เกิด แก่ เจ็บ ตาย
โศกเศร้า รำไร รำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ
ความผิดหวังเมื่อปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น กล่าวคือ อุปาทานขันธ์๕ นั้นเอง"

แต่ในความหมายของ ศาสนาอื่นๆ ทุกข์ของเขา ไม่ได้ประกอบด้วย การเกิด
ไม่ได้ประกอบด้วยการที่ต้องเวียนว่ายในวัฏฏะสังสาร...เขาไม่อาจรู้ว่า "การเกิดนั้นแหละ ที่ตามด้วยความเจ็บ ตาย ความโศกเศร้า..ฯลฯ.."
เขาเหล่านี้ ยินดีในการเกิด

ความหมายของความ "สุข" ก็แตกต่างกัน
ในทางพระพุทธศาสนา ความสุขนั้น มีจริงๆ แต่เป็นความสุขที่ผันแปรได้ตลอดเวลา
เพราะ สุขนั้นอยู่ในกฎ "ไตรลักษณ์" ..อยู่กับเหตุแห่งทุกข์(สมุทัย) คือตัณหา ที่..
ไม่เที่ยง ผันแปรเสมอ พร้อมเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย
...แล้วสิ่งที่เรียกว่า สุข นี้ควรยึดมั่น ถือมั่นได้หรือ ???...เพราะจึงยังต้องกลับ
มาเวียนทุกข์อีกอยู่นั้นแหระ


เพราะความสุขที่ประกอบด้วยอามิส(เหยื่อล่อ) คือเป็นสุขอย่างหยาบๆ ยังต้องอาศัยสิ่งประกอบด้วยวัตถุสิ่งล่อตา ล่อใจ ให้ได้สัมผัสตามอารมณ์ที่พัวพันอยู่..ฯ

อีกสุขหนึ่ง ที่ไม่ต้องอาศัยอามิสเป็นเหยื่อล่อนั้น มีอยู่ เป็นสุขที่ละเอียด แยบคายกว่า
เช่น ความเมตตา ความกรุณา มุฑิตา อุเบกขา

แต่พระพุทธเจ้า ก็ยังตรัสว่า ยังมีสุขที่เหนือไปกว่าสุขเหล่านี้ เป็นสิ่งสูงสุด.. คือ "นิพพาน"..

**หากตราบใดที่มนุษย์ ยังไม่รู้สึกเบื่อหน่ายในความสุข ความทุกข์เหล่านี้ได้ละก็
ทิฏฐิตามเห็นของศาสนาอื่นๆ ก็ยังคงดำเนินต่อไป..โลกนี้ ก็ยังมีการฆ่า การเบียดเบียน
ตนเอง เบียดเบียนซึ่งกันและ เบียดเบียนธรรมชาติ เหล่านี้ย่อมย้อนมาสู่ผู้นั้นอย่างไม่มีวันสิ้นสุดเป็นวัฏฏะสงสาร"

ขึ้นอยู่กับคุณ[DT07489] ค่ะว่า...คุณเป็นมนุษย์ที่เบื่อวัฏฏะหรือยัง?






คำว่า ทำความดี ในแต่ละศาสนาบางอย่างไม่เหมือนกัน

เช่นบางศาสนานิยมการบังคับคนศาสนาอื่นให้นับถือศาสนาตนว่าเป็นการทำความดี

ดังนั้น ต้องเลือกเอาแต่ส่วนดีในศาสนานั้นๆ ใช้ปัญญาให้มากๆนะครับ

เป็นห่วงคุณจริงๆครับ

♥


เป็นคนหนึ่งซึ่งเคยปฏิบัติเช่นเดียวกับคุณ[DT07489] คือ มีงานบุญที่ไหนไม่ว่าศาสนาใดก็ร่วมไปกับเขาหมด ใครหนุนนำอะไร ก็ไปตามที่เพื่อนแนะนำและชักชวนว่าดี ... ด้วยความเป็นคนที่ลังเลสงสัยเช่นนี้ จึงทำให้เป็นคนเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา มีความศรัทธาที่ผสมปนเป จนวันหนึ่งจึงพบว่าเรามีสิ่งหนึ่งที่ขาดไป คือ ไม่สามารถจับแก่นแท้สาระใดให้กับชีวิตได้ ในยามที่ตกอยู่ในห้วงแห่งทุกข์ ท้อแท้ หรือต้องตัดสินใจ สิ่งที่ใจสามารถยึดเหนี่ยวเกาะเกี่ยวได้อย่างแท้จริงกลับไม่มี

ดิฉันมีความเห็นว่าการที่คุณ คุณ[DT07489] เคารพทุกศาสนานั้นไม่เป็นไร แต่ขอให้ศึกษาให้ "รู้แจ้งในแก่นแท้ของทุกศาสนา" ที่คุณสนใจนั้น ยิ่งหากได้พบกัลยาณมิตรที่ดีที่สามารถอธิบายให้คุณเข้าใจแจ้งแล้วจะยิ่งช่วยลดความลังเลสงสัยให้หมดลง เมื่อเข้าใจแก่นแล้วคุณจะพิจารณาเปรียบเทียบด้วยปัญญาได้เอง ว่าธรรมของศาสนาใดที่เหมาะกับคุณ สามารถทำให้คุณล่วงจากความทุกข์ได้ ขอให้เลือกและพิจารณาเอาเถิด...

----------------------------------------

ธรรมเหล่าใด

เป็นไปเพื่อความกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด
เป็นไปเพื่อประกอบสัตว์ไว้ ไม่เป็นไปเพื่อความพรากสัตว์ออก
เป็นไปเพื่อสั่งสมกิเลส ไม่เป็นไปเพื่อไม่สั่งสมกิเลส
เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักมาก ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักน้อย
เป็นไปเพื่อความไม่สันโดษ ไม่เป็นไปเพื่อความสันโดษ
เป็นไปเพื่อความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ไม่เป็นไปเพื่อความสงัด
เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ไม่เป็นไปเพื่อความปรารภความเพียร
เป็นไปเพื่อความเป็นผู้เลี้ยงยาก ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้เลี้ยงง่าย

ดูก่อนโคตมี เธอพึงจำไว้โดยแท้ว่า นี้มิใช่ธรรม มิใช่วินัย มิใช่คำสั่งสอนของศาสดา

(อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สังขิตตสูตร)


มันไม่จำเป็นนะ
ไม่นับถืออะไรก็ไม่แปลก

ชาวยุโรปนี้มีปัญญามาก เลือกไม่นับถือศาสนากันมาก
เพราะมองว่าไม่สมเหตุผล ไร้สาระ
เพื่อนผมก็ไม่มีศาสนา เขาอยู่ยุโรป


ทั้งนี้เพราะเขายังไม่พบประโยชน์ของศาสนา
แต่ถ้าพบประโยชน์ของศาสนา เขาก้จะมีศรัทธาเอง

เหมือนเรากินขนมอาหารแต่ละอย่าง
บางคนกินเพราะชอบเฉยๆ มีวความสุขที่ได้กินเป้นใช้ได้ กินแล้วไม่เป็นพิษเป้นใช้ได้


แต่บางคนกินเพราะต้องเห็นประโยชน์ หน้าตาอาหารไม่สำคัญ ขอให้เป็นประโยชน์จริงๆ
ลำพังแค่น่ากินเฉยๆ สวยแต่รูป เขาไม่เอา


ก็เป็นลักษณะตามจริตของคน
คนปัญญามากเหมาะกับศาสนาพุทธ
แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะพบคนสอนที่สามารถแสดงธรรมได้เหมาะกับจริตของเขา

ลองศึกษาท่านพุทธทาส ถ้าสนใจเรื่องความคิด หลักคิด

ถ้าต้องการปฏิบัติ ลองดุท่านหลวงพ่อปราโมช www.wimutti.net



 เปิดอ่านหน้านี้  2796 


  แสดงความคิดเห็น


Go to top

จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย