อภินิหารพระพุทธเจ้า การเกิดใหม่ สมาธิ ช่วยตอบหน่อยครับ สงสัยมากๆ จริงๆ

    

กระผมศึกษาศาสนาพุทธมาได้หนึ่งปีเต็ม มีคำถามมากมายดังนี้ครับ

1. นรกสวรรค์ผมเชื่อ เพราะอยู่ในคัมภีร์พระไตรปิฎก อีกทั้งศาสนาอื่นก็สอนไว้ว่ามีด้วย ส่วนอภินิหาร ของพระพุทธเจ้า มีจริงหรือไม่ครับ พอดีค้นไปอ่านลิ้งค์นี้ http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2007/07/Y5624002/Y5624002.html
1.1) เห่อเหิน เดินอากาศได้
1.2) ไปสวรรค์ นรกได้
1.3) รู้จิตใจของผู้คน
1.4) ทันทีเกิดมาแล้วเดินได้ 7 เก้า แล้วพูดได้ด้วย
1.5) เสกให้มารทั้งหลายจมในมหาสมุทร

อยู่หน้าไหนในคัมภีร์พระไตรปิฎก จะอธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร เล่าให้ฝรั่งฟังก็หัวเราะคิกคัก แม้กระทั่งเจอคนเนปาลผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเรียนปริญญาเอกที่ต่างประเทศในยุโรปที่นี่ เค้าก็บอกว่าพระพุทธเจ้าเป็นคนธรรมดา อ่าวเป็นงั้นไป

2. คนเราเกิดมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ทุกคนล้วนแต่เป็นพี่น้องญาติมิตร สหายกัน ถ้าเอาโครงกระดูกมาทับถมกันก็สูงเป็นภูเขา บางชาติเกิดเป็นสัตว์เดรฉาน บางชาติเกิดเป็นมนุษย์ บางชาติเป็นเทวดา

อันนี้ถ้าเกิดมาเป็นมนุษย์แล้วหลายชาติ วิวัฒนาการของมนุษย์มาจาก จุลินทรีย์ แล้วก็เป็นปลา เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เป็นสัตว์บก แล้วก็มาเป็นมนุษย์ ก่อนจะมีโลก ระบบสุริยจักรวาลเกิดจากกลุ่มฝุ่นละอองอวกาศมารวมกัน กำหนิดจักรวาลมาจาก Big Bank

แล้วจะอธิบายได้ยังไงว่าเรามาจากไหนหนึ่งล้านชาติที่แล้ว

3. เรื่องของสมาธิ ผู้ที่ฝึกแล้วมีประสบการณ์ ได้ญาณเหมือนพระอรหันต์ ในประเทศไทยพอจะมีใครบ้างมั้ยครับ หรือท่านเห็น หรือได้ความสามารถอะไรแปลกๆ ท่านช่วยเล่าประสบการณ์ที่น่าสนใจของท่านด้วยครับว่าเป็นอย่างไร ผมก็อยากบวช จะบวชวัดไหนดีที่เค้าสอนฝึกสมาธิถึงขั้นสูงๆ ได้ครับ เพราะผมลองฝึกแล้ว คือมันเงียบมาก มักจะเห็นอะไรแปลกๆ น่ากลัวมาก เลยไม่กล้าทำ

กระผมขอขอบคุณท่านผู้รู้มากน่ะครับ




ผมเชื่อว่ามีจริงครับ
อย่าหลงไม่เชื่อเพราะเอาตัวเราไปเปรียบเทียบเลยครับ
เราเป็นแค่มนุษย์มากด้วยกิเลส
แต่พระพุทธองค์เป็นผู้ไกลจากกิเลส....



ข้อความในพระไตรปิฏก เป็นคำสอนของศาสนาพุทธ ที่ใช้การอธิบายในลักษณะของ บุคลาธิฐาน พูดให้เข้าใจง่ายคือ ใช้การอุปมาเปรียบเทียบให้เห็นภาพนั่นเอง เนื่องจากปุทุชนมีความสามารถเรื่องการจินตนาการ(รับรู้ด้วยการปรุงแต่ง)อยู่แล้ว เพื่อให้การอธิบายข้อธรรมเป็นไปโดยง่าย และทำให้น่าสนใจที่จะศึกษาหลักธรรม ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือชาดกต่างๆ
ดังนั้นผู้ที่ศึกษาธรรม จากพระไตรปิฏก หากจะให้ได้ความรู้ที่แท้ จึงควรที่จะศึกษาจากฉบับดั้งเดิม โดยการเรียนภาษาบาลีก่อน เพื่อให้ได้ความหมายแท้จริงโดยไม่ผ่านการแปล หรือ หากไม่ได้เรียนภาษาบาลีก็ ค้นคว้าจากหนังสือของอาจารย์ผู้ที่ได้รับการเชื่อถือ
โดยเวลาศึกษาต้องยึดหลักสำคัญที่พระพุทธเจ้าให้คือ กาลามสูตร คือ หลักการใช้ปัญญาพิจารณา
การศึกษาคำสอนในแบบพุทธศาสนา เป็นคำสอนที่ให้คนรู้จักในเรื่องที่เป็นความจริงตามธรรมชาติ สอนให้คนรับรู้สิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง ไม่เกิดจากการปรุงแต่ง หรือ กล่าวง่ายๆ ว่า สอนให้คนเรารับรู้สิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง ไม่ใช่ที่เราอยากให้เป็นนั่นเอง
นี่หล่ะครับ ประโยชน์สูงสุดที่ได้จากการศึกษาธรรม ตามแบบพุทธศาสนา
สำหรับผู้ที่ศึกษาพุทธศาสนาแล้วยังมีความรู้สึกถึงความแปลกประหลาด เรื่องแปลกๆเหลือเชื่อต่างๆ นั้น แสดงว่ายังไม่เข้าใจ แก่นธรรมของพุทธ เนื่องจากผู้นั้นยังไม่สิ้นข้อสงสัยนั่นเอง จึงยังเกิดความรู้สึกทีเรียกว่า ความอัศจรรย์ใจ หากศึกษาจนเข้าใจข้อธรรมต่างจนถึงที่สุดแล้ว จะรู้เข้าใจสิ่งต่างๆ ตามที่เป็นจริง จึงไม่เกิดความอัศจรรย์ใจขึ้นอีก เรียกว่า มีพุทธิปัญญา ซึ่งพระอรหันต์มี คือ มีปัญญารู้เข้าใจ นั่นเอง ไม่ใช่เรื่องเหลือวิสัยมนุษย์แต่อย่างใด
คำสอนต่างๆตามแบบพุทธ ล้วยแต่สอนให้รู้เข้าใจธรรมชาติ ไม่มีหลักธรรมข้อไหนเลยที่ว่าด้วยสิ่งเหนือธรรมชาติ แต่เราๆรับรู้เรื่องต่างๆเกี่ยวกับสิ่งเหนือธรรมชาตินั้น เป็นเพราะการถ่ายทอดการรับรู้ในปัจจุบัน นั้นไม่ค่อยจะถูกต้องตรงกับหลักธรรมแบบพุทธ หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ เฉออกจากแนวพุทธไปมากแล้ว ล่ะครับ
สำหรับท่านผู้รู้ในประเทศไทยก็มีอยู่ไม่น้อย แต่พอจะแนะนำได้ ดังเช่น ท่าน ป.อ. ปยุตโต หรือไม่ก็หนังสือของ ท่าน อ.พุทธทาส เป็นต้น ซึ่งทั้งสองท่าน ได้รับการยกย่องในเรื่องการเป็นผู้มีความรู้ในคำสอนพุทธศาสนา ทั้งจากในประเทศไทย และต่างประเทศ เช่นองค์ยูเนสโก



ลองดาวโหลดเสียงธรรมเรื่อง "จะถือพุทธและรักษาธรรมได้ เรื่องอย่างนี้อย่าให้เพี้ยน" ไปฟังดูสิครับ แล้วพิจารณาดูว่า ความรู้ที่ท่านรับรู้จากการศึกษาธรรมมา 1 ปี นั้น ถูกต้องตรง หรือ เพี้ยนไปจาก ข้อความในเสียงธรรม ของท่าน พระพรหมคุณาภรณ์ หรือไม่

แล้วมาลองพิจารณาดูด้วยตนเองอีกทีว่า ที่เขาว่าคำสอนแบบพุทธเป็นคำสอนเรื่องปัญญานั้น มันน่าจะมีประโยชน์แค่ไหน จะแค่รู้ว่าพระพุทธเจ้ามีอภินิหาร หรือ พระพุทธเจ้าสอนคำสอนที่มีประโยชน์ สมกับที่เขาว่า เป็น ศาสนาแห่งปัญญา หรือไม่


ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่แน่นสอน การใช้ปัญญาเป็นหลัก


ไม่มีชาวเขาคนใดเชื่อว่าน้ำทะเลเค็ม

จนกว่าเขาจะเคยชิม หรือได้ฟังจากผู้ที่เค้าศรัทธา


ไม่มีชาวเขาคนใดรู้ว่าน้ำทะเลเค็มแค่ไหน

จนกว่าเค้าจะได้ชิมเอง เพราะไม่มีการอธิบายความรู้สึกนั่นได้ นอกจากตัวเอง


เอาที่เป็นแก่นสิครับ
เรื่องอภินิหารต่างๆ เป็นเรื่องของแต่ละคนจะเชื่อไม่เชื่อก็แล้วแต่ภูมิจิตของแต่ละท่าน แต่ถ้าถามผมๆเชื่อไม่ต้องเกี่ยวกับฝรั่ง เลย ความมหัศจรรย์ทางจิตเป็นสิ่งที่มีจริงสามารถสร้างอะไรๆได้มากมายแบบที่เรียกว่า "เหลือเชื่อ" เลยแหล่ะ เอาแค่เรื่องง่ายๆทางโลกเนี่ยคนที่มีสมาธิมีมีจิตตั้งมั่น เป็นผู้ฝึกตนมาอย่างดี อยากทำอะไรก็ได้ นักกีฬาที่เขาเล่นกีฬาต่างๆเช่น ตีกอลฟ์ ฟุตบอล เทนนิส ฯลฯ ถ้าเขาไม่มีสมาธิกับเรื่องนั้นๆ ไม่ฝึกฝนมาคนละเป็นสิบๆปีถามว่าเขาจะเล่นกีฬานั้นๆได้อย่างเก่งกาจอย่างไรเล่า ถามคนไม่เคยตีกอลฟ์ลองไปตีกอลฟ์ดู แล้วจะรู้ว่ามันยากมั้ยคนไม่เคยฝึกก็ต้องมองว่านักกีฬาที่เล่นเป็นคนเก่งทำสิ่งที่ไม่น่าเชื่อได้เช่นกัน นี่ผมยกตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายนะครับ
คำว่าภูมิจิตที่ผมพูดหมายถึง ตามความเข้าใจของผมนะคือคนที่มีพลังสมาธิทำความสงบให้เกิดขึ้น สงบมากก็เหมือนน้ำที่ตกตะกอนมากก็จะยิ่งใส มองเห็นความเป็นไปต่างๆได้มากขึ้น นี่ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องอภินิหารนะ แค่คนธรรมดามีสมาธิก็สามารถทำอะไรได้มากมายแล้ว ถ้าเราไม่มีสมาธิอย่างที่พระท่านสอนคือ ไม่สามารถทำอะไรๆให้สำเร็จได้ ลองสังเกตุตัวเองถ้าวันไหนไม่มีสมาธิกับเรื่องที่ทำอยู่ กิจการงานนั้นก็จะไม่สามารถสำเร็จลงได้เลยเช่นกัน แต่ถ้าวันไหนเราสามารถตั้งมั่นกับเรื่องที่ทำได้ กิจการงานเหล่านั้นก็สำเร็จลงได้แม้จะยากเย็นเพียงใด แล้วพระพุทธเจ้าของเราท่านเป็นผู้ฝึกตนมาดีแล้ว อย่างที่ผมบอกนั่นแหล่ะคือท่านสร้าง ท่านอบรม ท่านสะสมบารมี (เห็นได้ชัดคือ บารมี 30 ทัศ) ฝึกตนมาเพื่อจะเป็นพระพุทธเจ้าโดยเฉพาะ เรื่องแค่นี้ไม่เหลือวิสัยที่จะเป็นไปได้หรอก แต่เรื่องอภินิหารมันไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายคลายทุกข์ อ่านมาก คิดถึงมันมากเกินไปจะทำให้จิตใจฟุ้งซ่าน ห่างออกจากแก่นพระศาสนา
คือผมคิดว่าจะจริงหรือไม่จริง ผมไม่สนหรอก พระพุทธเจ้าจะเป็นคนธรรมดาหรือไม่ มันไม่เป็นสาระสำคัญเท่า สิ่งที่ท่านสอน เรามาโฟกัสตรงจุดนี้ดีกว่า คำสอนของท่านมีมากมายมหาศาล เรามาทำความเข้าใจตรงนี้ดีกว่าไปเถียงกับคนอื่นที่เขาไม่เชื่อเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความเชื่อของใครได้ง่ายๆหรอกนอกจากให้เขาลอง ทำดูเอง เห็นความจริง เห็นความมหัศจรรย์ทางจิตเอง อย่างที่ท่านบอกไงครับว่า ถ้าท่านอยากรู้ ถ้าท่านอยากเห็น ถ้าท่านอยากพิสูจน์ก็ต้องลองทำดูเอง มันเป็นสิ่งที่รู้ได้เฉพาะตน ทนต่อการพิสูจน์ ไม่บังคับให้ใครเชื่อ
ลองทำสมาธิ ลองอ่านคำสอนดู ฝึกไปเรื่อยๆวันละนิดวันละหน่อย ไม่ต้องมากไม่ต้องโหมของละเอียดอย่างนี้ต้องฝึกฝน ต้องสะสม ไม่สามารถสำเร็จได้เพียงคืนเดียว วันเดียว แล้วท่านจะพบคำตอบ กับสิ่งที่ท่านสงสัยแน่นอน


คิดมากไปก็ไม่ดีนะคะ

ถึงแม้ปฏิบัติจนได้ฌานก็ยังไม่ได้เข้าถึงกระแสของมรรคผลอยู่ดี ธรรมะไม่ใช่มีด้านปริยัติเพียงอย่างเดียว ยังมีด้านปฏิบัติด้วย มรรคผลไม่ได้เกิดจากคนมีความรู้มาก แต่เกิดจากจิตสงบ จนเกิดปัญญา ความสงสัยเป็นมิจฉาทิฐิ หากยังมีอยู่ ก็คงปฏิบัติธรรมได้ยาก ลองผ่อนปรนเรื่องข้อสงสัยต่างๆ แล้วตั้งใจปฏิบัติดูดีมั้ยคะ ไม่ต้องสงสัยว่าปฏิบัติแล้วจะได้อะไร ได้ฌานขั้นไหน มีอภินิหารจิงๆ หรือไม่ อย่างนี้จิตคงสงบลงไปเยอะเลย


 เปิดอ่านหน้านี้  3071 

  แสดงความคิดเห็น


RELATED STORIES



จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย