ทำบุญกับพระอย่างนี้ได้บุญหรือไม่

    

คำถามต่อไปนี้ขอเป็นคำถามสมมุติเอาก็แล้วกันเพราะเกี่ยวกับวัดและพระกลัวเป็นบาป แต่ก็รู้สึกสงสัยมานานเหลือเกิน จึงขอถามว่าสมมุติแถวๆบ้านที่ข้าพเจ้าอยู่แถวๆนั้นมีอยู่วัดเดียว จะไปทำบุญที่อื่นก็ยากแสนลำบาก จึงต้องไปทำบุญที่วัดในบ้านของตัวเอง แต่รู้ทั้งรู้ว่าที่วัดนี้(ขอสมมุติเท่านั้น)ทั้งพระทั้งเณรไม่อยู่ในวินัยพูดง่ายๆก็คือไม่ทำตัวสมกับเป็นเพศสมณะ แต่ก็จำใจไปทำบุญที่วัดนี้เพราะเห็นว่าอยู่ไกล้ สะดวก ในวันสำคัญทางศาสนาต่างๆก็จะไปทำพิธีกรรมทางศาสนาที่นี่ทุกครั้ง แต่พระท่านก็ก็ได้ประกอบพิธีทางศาสนาให้เหมือนๆกับวัดอื่นทุกประการ เพียงแต่ว่าในฐานะผู้ไปทำบุญไม่มั่นใจหรือไม่ศรัทธาในตัวพระเพราะเห็นพฤติกรรมไม่อยู่ในเพศสมณะของพระที่นี่เท่านั้น จึงขอถามว่าการทำบุญที่วัดนี้จะได้บุญหรือไม่อย่างไร




จึงขอถามว่าการทำบุญที่วัดนี้จะได้บุญหรือไม่อย่างไร
ได้บุญครับ

การให้ทาน คือ การให้เป็นวัตถุสิ่งของของตนแก่ผู้อื่น เป็นบุญชนิดหนึ่ง เรียกว่า บุญ เกิดจากการให้ จุดมุ่งหมายของการให้ทานของคนเรามีหลายอย่าง เช่น ๑. ให้เพื่อบูชาคุณ เช่นให้แก่พระสงฆ์ พ่อแม่ หรือครูอาจารย์ ผู้มีคุณแก่คนและสังคมโดยส่วนรวม ๒. ให้เพื่อสาธารณประโยชน์ เช่น มอบเงินทองหรือสิ่งของให้แก่พระศาสนา หรือเพื่อเป็นสาธารณประโยชน์แก่ประเทศชาติ ๓. ให้เพื่ออนุเคราะห์ เช่น ให้ญาติพี่น้อง ลูกหลาน ผู้น้อย เพื่อช่วยเหลือ หรือให้ด้วยความรักความเอ็นดู ๔. ให้เพื่อสงเคราะห์ เช่น ให้แก่คนตกทุกข์ได้ยาก คนประสบภัยพิบัติ หรือแก่ สัตว์ดิรัจฉาน เป็นต้น ๕. ให้เพื่อชำระกิเลสเพื่อสร้างความดี เช่น ให้ทานเพื่อสำเร็จมรรคผล หรือ การบำเพ็ญทานบารมีของพระพุทธเจ้าเพื่อสำเร็จพระโพธิญาณ แต่การให้ดังต่อไปนี้ ไม่จัดเป็นทาน คือ ให้ยาพิษ ให้น้ำเมา ให้ของเสพติดให้โทษ ให้สินบน ให้ค่าจ้าง ให้อาวุธเพื่อฆ่าตนเองหรือฆ่าผู้อื่น เพราะไม่ใช่ให้ด้วยกุศลจิต การให้ทานทุกชนิด ย่อมมีผลทั้งสิ้น แม้แต่บุคคลเทน้ำลงในหลุมหรือบ่อเล็ก ๆ ด้วยหวังว่าจะให้สัตว์เล็ก ๆ ได้อาศัยน้ำนั้นเป็นอยู่ พระพุทธองค์ยังตรัสว่า เป็นบุญ ไม่จำเป็นต้องพูด ถึงทานที่ให้แก่มนุษย์ แต่ทานที่จะให้ผลมากได้นั้น ก็ต้องเป็นทานที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ ๑. ของที่ให้ทานนั้น เป็นของที่ได้มาด้วยความบริสุทธิ์ ไม่ใช่ของโกง หรือลักจากผู้อื่นมา ๒. ของที่ให้นั้น เป็นของดี ของบริสุทธิ์ หรือของมีค่ามาก ๓. ปฏิคาหกผู้รับทาน เป็นผู้มีคุณธรรมสูง หรือกิเลสเบาบาง ปฏิบัติเพื่อทำลายกิเลส หรือปราศจากกิเลส ๔. ให้แก่สงฆ์ คือ เป็นสังฆทาน ๕. ทายกผู้ให้มีใจเลื่อมใส ในกาลทั้ง ๓ คือ ๑. ปุพพเจตนา ก่อนแต่ให้มีใจยินดี ๒. มุญจนเจตนา กำลังให้มีใจเลื่อมใส ๓. อปรเจตนา ให้เสร็จแล้วมีใจเบิกบาน ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ปุพฺเพว ทานา สุมโน ททํ จิตฺตํ ปสาทเย ทตฺวา อตฺตมโน โหติ เอสา ยญฺญสฺส สมฺปทา. ทายกผู้ให้ทานนั้น ก่อนให้ก็มีใจยินดี กำลังให้ก็ทำ ใจให้เลื่อมใส ให้เสร็จแล้วก็มีใจเบิกบาน ข้อนี้ คือ ความสมบูรณ์ของยัญ (ทาน).

ทาน กับ จาคะ การให้ทานในพระพุทธศาสนา บางครั้งเรียกว่า การบริจาค แต่บางทีก็พูดรวมกันว่า บริจาคทาน แท้ที่จริง ทาน ก็คือการบริจาคหรือจาคะนั้นเอง เป็นเพียงแต่ว่า ถ้าพูดแยกกัน ทานก็มีความหมายอย่างหนึ่ง จาคะก็มีความหมายอย่างหนึ่ง คือ ทาน หมายถึง การให้ โดยหวังผลตอบแทน เช่น หวังให้ร่ำรวย หวังให้รูปสวย หรือหวังให้เกิดในสวรรค์ เป็นต้น ส่วน จาคะ หรือการบริจาค หมายถึง การสละ คือสละกิเลส สละความตระหนี่ถี่เหนี่ยวของตน สละความเห็นแก่ตัว สละความสุขส่วนตัว เพื่อส่วนรวม เช่น พระพุทธเจ้าทรงบริจาคทาน เพื่อมุ่งสำเร็จพระโพธิญาณ เพื่อตรัสรู้ มุ่งรื้อสัตว์ขนสัตว์ให้พ้นจากทุกข์ แต่ถ้าพูดถึงทานอย่างเดียว ไม่พูดถึงการบริจาค จาคะ หรือการบริจาคก็รวมลงในทานอย่างเดียว คือ ทาน หมายถึงการบริจาคด้วย แต่ถ้าพูดแยกกัน อย่างในทศพิธราชธรรม พูดถึงเรื่องทานด้วย พูดถึงการบริจาคด้วย ทานก็มีความหมายอย่างหนึ่ง บริจาคก็มีความหมายอย่างหนึ่ง ดังกล่าวข้างต้น ผลของทานมีมาก ให้มนุษย์สมบัติก็ได้ ให้สวรรค์สมบัติก็ได้ ให้นิพพานสมบัติก็ได้ แต่โดยเฉพาะทำให้เป็นคนไม่ยากจน มีทรัพย์สมบัติ ทำให้มีบริวารมาก และเป็นที่รักของคนทั้งหลาย




พระเณรรูปนั้นๆจะดีหรือไม่ดีกรรมก็อยู่ที่ตัวท่าน แต่เราให้ทานท่านแล้ว บุญอยู่กับเราทั้งสิ้น


การทำบุญก็เพื่อที่จะลดการตระหนี่ในใจของเราให้น้อยลงไม่ใช้หรือ ผมว่าอย่าไปมั่วคิดเลยว่าจะได้บุญหรือไม่แต่ผมว่าอย่างน้อยเราก็ได้ลดความตระหนี่ในใจลงได้ในระดับหนึ่ง ไม่ต้องไปสนหรอกคับว่าจะได้บุญหรือไม่บุญ มันอยู่ที่ตัวคนทำทั้งสิ้นนะคับ ไม่ได้อยู่ที่พระหรือว่าคนที่เราจะให้ มันอยู่ที่ "คนทำ"ต่างหาก


 เปิดอ่านหน้านี้  3078 

RELATED STORIES


  แสดงความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย