จิตหดหู่เศร้าหมอง..แก้ไขไม่ใช่ง่ายเลยค่ะทำยังไงคะ

 อัศ   

คือ 3 วันก่อนดิฉันได้ทำของหายเป็นสร้อยข้อมือหลุดจากแขนเมื่อไหร่ ที่ไหน ไม่รู้สึกตัวเลย เพราะอากาศที่นี่หนาว (เยอรมัน ) ต้องใส่เสื้อแขนยาวกันหนาวตลอดเวลา พอรู้ว่าของหาย...จิตตกทันทีเพราะเห็นหน้าสามีแล้วสงสารจับใจ เพราะเขาเพิ่งซื้อให้ใหม่ๆเลยมันทำให้เรารู้สึกแย่ รู้สึกผิด ที่ทำให้เขาผิดหวัง จิตที่เคยปฏิบัติมีคุณภาพดีหลุดหายไปเลย ห่อเหี่ยว ท้อแท้ เศร้าเสียใจประมาณ 2 วันนอนไม่หลับปวดหัว คิดมาก เมื่อวานพยายามตั้งสติอีกครั้งนึงใหม่ พยายามลืมว่ามันเป็นอดีตไปแล้ว เอาหนังสือธรรมะมาอ่านเพื่อเป็นที่พึ่งทางใจ ก็ค่อยๆประคองจิตขึ้นมาได้ใหม่อีก ความหดหู่ลดลงเกือบสนิทแต่มันก็ทำได้ไม่ง่ายเลยค่ะ
สิ่งที่ครูบาอาจารย์สอนให้นำคำบริกรรมมาบริกรรมก็พยายามทำอยู่ค่ะ แต่การลืมเรื่องที่เพิ่งผ่านมามันยากจริงๆค่ะ ขออนุญาติกัลยาณมิตรผู้เจริญในธรรมทุกๆท่านแนะนำดิฉันด้วยค่ะ ว่าควรแก้ไขอย่างไร ขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ

อัศ




เคยอ่านนิทานเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับหลวงพ่อเจ้าอาวาส วันหนึ่งมีโยมนำป้านน้ำชาราคาแพงอย่างดีมาถวาย ตั้งแต่วันนั้นมาท่านไม่เคยมีความสุขเพราะเป็นห่วงป้านน้ำชา
จะใช้จะล้างก็ต้องคอยระมัดระวังกลัวว่าจะแตกทำลาย

วันหนึ่งเณรทำป้านน้ำชาตกแตก แรก ๆ หลวงพ่อก็ตกใจ สุดท้ายท่านก็ยิ้มออกบอกว่าแตกก็ดีเพราะเป็นทุกข์มาหลายเดือนแล้ว ต่อไปนีจะได้สบายใจเสียที

เป็นอย่างไรบ้างคะ ? นิทานเรื่องนี้


ขอบคุณ คุณนวกะ มากค่ะดิฉันจะนำไปปฏิบัติค่ะ ที่คุณกล่าวมานั้นใช่ค่ะตรงประเด็นสังขารปรุงแต่งจิตแช่อยู่อย่างนั้น ถามแต่ตนเองว่าทำไมมันหลุดไปตอนไหน ทำไมเราไม่รู้พอคิดแล้วก็โกรธตนเอง ที่ไม่ระมัดระวัง เพราะของมีค่า มีราคา สถานะภาพครอบครัวไม่ใช่ร่ำรวยค่ะกว่าสามีจะเก็บหอมรอมริบมาซื้อให้เรานั้น เขาทำงานมาเหน็ดเหนื่อย
ใช้จ่ายก็ระมัด ระวัง แต่สาเหตุที่เสียใจจริงๆนั้น ถ้าเป็นเงินที่เราหามาได้เองหายไปก็แค่เสียดายบ้าง แล้วก็ตัดใจค่ะ แต่เหตุที่สำคัญคือแคร์ความรู้สึกของสามีที่ดีคนนี้ค่ะ ว่าเราเหมือนทำร้ายน้ำใจเขา คิดซับ คิดซ้อนอยู่อย่างนั้นรู้สึกว่าเป็นความผิดเลยเสียใจค่ะ
แต่นี่ก็ดีขึ้นมากแล้วค่ะเลยเขียนเข้ามาปรึกษาค่ะ เผื่อมีเหตุการณ์แบบนี้อีกจะได้ไม่มานั่งเศร้าโศกแบบนี้อีก สามีเองก็บอกว่าอย่าไปคิดถึงมันอีก ปล่อยมันไป อย่าย้ำคิด ย้ำทำ ดิฉันเลยดีขึ้นค่ะ แต่บอกเขาแล้วว่าจะไม่ให้เขาซื้อของพวกนี้ให้อีก กลัวจะทำให้เขาเสียใจอีกค่ะ ของนอกกาย ดิฉันมานั่งพิจารณาสภาวะธรรม กายเรานี้ตายไปเขาก็เอาไปเผา ถ้าของแค่นี้ดิฉันจิตตกได้ขนาดนี้ ตอนที่ต้องจากกายนี้ไปจิตไม่ยิ่งโทมนัสจนตกอบายภูมิหรือ?? ดิฉันต้องฝึกจิตให้มากขึ้นค่ะ ขอบพระคุณมากอีกครั้งนึงค่ะที่ให้ทางสว่างค่ะ

สวัสดีค่ะคุณธรรมทิพย์
เรื่องราวที่คุณนำมานี้ ดิฉันเคยได้อ่านมาเช่นกันค่ะ ขอบคุณมากนะคะ
แต่ 2 กรณีนี้ไม่เหมือนกันค่ะ สิ่งของถ้าหามาได้เอง แตกหรือหัก ดิฉันไม่เสียดายค่ะ เพราะถึงคราวจะเสียมันต้องเสีย
แต่..สาเหตุคือรู้สึกผิดกับผู้ที่เขา ตั้งใจซื้อหามาให้เราด้วยความยากลำบากกว่าที่เขาจะหามาให้ได้ ไม่อยากให้เขาเสียใจค่ะแคร์ความรู้สึกของคนมากกว่าเสียดายของค่ะ
ดิฉันควรฝึกจิตให้มั่นคงมากกว่านี้ค่ะ คือทางออกที่ดีที่สุด ต้องตั้งรับได้กับทุกสถานะการณ์ทางปัญญาค่ะ ต้องฝึกให้มีสติมากกว่านี้เช่นที่คุณนวกะแนะนำมาค่ะ


อุปกิเลสสูตร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งเศร้าหมองแห่งทอง ซึ่งเป็นเหตุให้ทอง
เศร้าหมองแล้ว ย่อมไม่อ่อน ใช้การไม่ได้ ไม่สุกใส เสียเร็ว จะทำเป็นเครื่อง
ประดับไม่ได้ มี ๕ ประการ ๕ ประการเป็นไฉน คือ เหล็ก ๑ โลหะ ๑ ดีบุก ๑
ตะกั่ว ๑ เงิน ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งเศร้าหมองแห่งทอง ๕ ประการนี้แล ซึ่ง
เป็นเหตุให้ทองเศร้าหมองแล้ว ย่อมไม่อ่อน ใช้การไม่ได้ ไม่สุกใส เสียเร็ว จะทำ
เป็นเครื่องประดับไม่ได้ เมื่อใด ทองพ้นจากสิ่งเศร้าหมอง ๕ ประการนี้ ย่อม
อ่อน ใช้การได้ สุกใส ทนทาน จะทำเป็นเครื่องประดับก็ได้ คือ ช่างทอง
ต้องการเครื่องประดับชนิดใดๆ เช่น แหวน ตุ้มหู สร้อยคอ สังวาลย์ ก็ทำได้
ตามต้องการ ฉันใด อุปกิเลสแห่งจิต ซึ่งเป็นเหตุให้จิตเศร้าหมองแล้ว ย่อมไม่
อ่อน ใช้การไม่ได้ ไม่ผ่องใส เสียเร็ว ไม่ตั้งมั่นโดยชอบเพื่อความหมดสิ้นไป
แห่งอาสวะ ก็มี ๕ ประการ ฉันนั้นเหมือนกัน อุปกิเลส ๕ ประการเป็นไฉน
คือ กามฉันทะ ๑ พยาบาท ๑ ถิ่นมิทธะ ๑ อุทธัจจกุกกุจจะ ๑ วิจิกิจฉา ๑
อุปกิเลสแห่งจิต ๕ ประการนี้แล ซึ่งเป็นเหตุให้จิตเศร้าหมองแล้ว ย่อมไม่อ่อน
ใช้การไม่ได้ ไม่ผ่องใส เสียเร็ว ไม่ตั้งมั่นโดยชอบ เพื่อความหมดสิ้นไปแห่ง
อาสวะ แต่เมื่อใด จิตพ้นจากอุปกิเลส ๕ ประการนี้ ย่อมอ่อน ใช้การได้
ผ่องใส ทนทาน ตั้งมั่นโดยชอบ เพื่อความหมดสิ้นไปแห่งอาสวะ และภิกษุ
จะน้อมจิตไปเพื่อทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง ซึ่งธรรมที่จะพึงทำให้แจ้งได้ด้วย
ปัญญาอันยิ่งใดๆ เมื่อธรรมเครื่องสืบต่อมีอยู่ไม่ขาดสาย เธอก็จะบรรลุผล
สำเร็จในธรรมนั้นๆ โดยแน่นอน ถ้าภิกษุหวังอยู่ว่า เราพึงแสดงฤทธิ์ได้หลาย
ประการ คือ คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้
ปรากฎก็ได้ ทำให้หายไปก็ได้ ทะลุฝา กำแพงภูเขาไปได้ไม่ติดขัด เหมือนไป
ในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำไม่แตกเหมือน
เดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์ พระ-
อาทิตย์ ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากอย่างนี้ด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปตลอด
พรหมโลกก็ได้ เมื่อธรรมเครื่องสืบต่อมีอยู่ไม่ขาดสาย เธอก็จะบรรลุผลสำเร็จใน
อิทธิวิธีนั้นๆ โดยแน่นอน ถ้าเธอหวังอยู่ว่า เราพึงฟังเสียง ๒ อย่าง คือ เสียง
ทิพย์และเสียงมนุษย์ ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้ ด้วยทิพโสตธาตุอันบริสุทธิ์ ล่วงโสต
ของมนุษย์ เมื่อธรรมเครื่องสืบต่อมีอยู่ไม่ขาดสาย เธอก็จะบรรลุผลสำเร็จใน
ทิพโสตนั้นๆ โดยแน่นอน ถ้าเธอหวังอยู่ว่า เราพึงกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น ของ
บุคคลอื่นด้วยใจ คือ จิตมีราคะ ก็พึงรู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะ ก็
พึงรู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะ ก็พึงรู้ว่าจิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะ
ก็พึงรู้ว่าจิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะ ก็พึงรู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจาก
โมหะ ก็พึงรู้ว่าจิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ ก็พึงรู้ว่าจิตหดหู่ หรือจิตฟุ้งซ่าน
ก็พึงรู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหรคต ๑- ก็พึงรู้ว่าจิตเป็นมหรคต หรือจิตไม่เป็น
มหรคต ก็พึงรู้ว่าจิตไม่เป็นมหรคต จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็พึงรู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า
หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็พึงรู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิ ก็พึงรู้ว่าจิต
เป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิ ก็พึงรู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้น ก็พึงรู้ว่า
จิตหลุดพ้น หรือจิตไม่หลุดพ้น ก็พึงรู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น เมื่อธรรมเครื่องสืบต่อมี
อยู่ไม่ขาดสาย เธอก็จะบรรลุผลสำเร็จในเจโตปริยญาณนั้นๆ ๒- โดยแน่นอน
ถ้าเธอหวังอยู่ว่า เราพึงระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง
สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง
สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง
แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏกัปเป็นอันมากบ้าง
ตลอดสังวัฏวิวัฏกัปเป็นอันมากบ้าง ว่าในภพโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่าง
นั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น ได้เสวยสุข เสวยทุกข์อย่างนั้นๆ
มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ใน
ภพนั้น เราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหาร
อย่างนั้น ได้เสวยสุข เสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติ
จากภพนั้นแล้ว ได้มาเกิดในภพนี้ เราพึงระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมากพร้อมทั้ง
อาการ ๓- พร้อมทั้งอุเทศ ๔- ด้วยประการฉะนี้ เมื่อธรรมเครื่องสืบต่อมีอยู่ไม่ขาด
สาย เธอก็จะบรรลุผลสำเร็จในบุพเพนิวาสานุสติญาณ ๕- นั้นๆ โดยแน่นอน
ถ้าเธอหวังอยู่ว่า เราพึงเห็นหมู่สัตว์กำลังเคลื่อน กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มี
ผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุ
@๑. มหรคต จิตถึงความเป็นจิตใหญ่ คือจิตที่ประกอบด้วยฌาน
@๒. เจโตปริยญาณ ญาณเป็นเครื่องกำหนดรู้ใจผู้อื่น
@๓. อาการหมายถึงผิวพรรณเป็นต้น ๔. อุเทศหมายถึงชื่อและสกุล ๕. ญาณเครื่อง
@ระลึกชาติหนหลังได้
ของมนุษย์ พึงรู้หมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมว่า สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายทุจริต
วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฐิ ถือมั่นการกระทำด้วย
อำนาจมิจฉาทิฐิ เมื่อตายไป เขาเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสัตว์
เหล่านี้ ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า
เป็นสัมมาทิฐิ ถือมั่นการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฐิ สัตว์เหล่านั้น เมื่อตายไป
เขาเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เราพึงเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังเคลื่อน กำลังอุปบัติ เลว
ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์
ล่วงจักษุของมนุษย์ พึงรู้หมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมด้วยประการฉะนี้ เมื่อธรรม
เครื่องสืบต่อมีอยู่ไม่ขาดสาย เธอก็จะบรรลุผลสำเร็จในจุตูปปาตญาณนั้นๆ โดย
แน่นอน ถ้าเธอหวังอยู่ว่า เราพึงทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหา
อาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้า
ถึงอยู่ เมื่อธรรมเครื่องสืบต่อมีอยู่ไม่ขาดสาย เธอก็จะบรรลุผลสำเร็จในเจโตวิมุติ
ปัญญาวิมุตินั้นๆ โดยแน่นอน ฯ
ขอเป็นกำลังใจให้พ้นทุกข์นี้ครับ


สวัสดีค่ะคุณอัศ..@^_^@

การที่ได้เคยปฏิบัติมาบ้างแล้ว มิได้หมายถึงว่า อกุศลจิตอันประกอบด้วยกิเลส
โลภะ(ความหวงแหน)โทสะ(ความขัดเคืองที่ไม่เป็นไปอย่างที่ตนคิด-ที่ตนชอบ)
โมหะ(ความหลงคิดหลงติดว่านั้นเป็นของเรา) นั้นจะหมดไปได้ง่ายๆหรอกค่ะคุณอัศ

เพราะจิตเราได้รับการอบรม(บ่มเพาะ)ด้วยอวิชชา มีปัจจัยโลภะ โทสะ โมหะ มานับ
อสงไขยไม่ถ้วนแล้ว ....

จิตที่อบรมด้วยดี(กุศลจิต)แล้วเท่านั้น จึงนำสุขมาให้ค่ะ

การแคร์ความรู้สึกของสามีนั้น หมายถึงว่า การเอาใจเขา(สามี)มาใส่ใจเรา
นั้น นับว่าดีตรงที่ เราได้เข้าใจความรู้สึกของเขา เท่ากับเรารักและเมตตาต่อกัน

แต่เมื่อเราได้อธิบายเหตุผลที่เกิดขึ้นแล้ว สามีก็เข้าใจแล้ว คุณนั้นแหละ
ควร"วาง" กิจกังวลได้แล้วค่ะ

เพราะยิ่งคุณหวนคิด หวนไห้ ด้วยความอาลัย อาวรณ์ นั้น..เป็นกิจกังวลของ(จิต)
คุณเองนะคะ ไม่ใช่ของสามีอีกต่อไปแล้ว ไม่ต้องคิดแทนเขาอีกแล้วในเรื่องนี้

คุณหวนไห้ ย้ำคิด ย้ำทุกข์ นั้นเท่ากับคุณซ้ำเติมทุกข์ ให้ตัวคุณเองโดยใช่เหตุค่ะ
ความทุกข์ ความเพ่งโทษตัวเอง ก็เท่ากับคุณได้เบียดเบียนจิตตนเอง ย่อมปรากฎ
สะท้อนความทุกข์ต่อความรู้สึกของสามีคุณต่อไปได้อีก
ทุกข์นี้ย่อมหมดไปไม่ได้ด้วยคุณไม่วาง"กิจ"นั้นเสีย.....วางนะคะ

"บุคคลย่อมทำร้ายตนก่อน จึงทำร้ายคนอื่น"

******

หมั่นอบรมด้วยจิตที่เป็นกุศลพร้อมหายใจเข้า-ออกอย่างสม่ำเสมอนะคะ

"กิเลสเครื่องกังวลใดที่มีในกาลก่อน
ขอเธอจงยัง(ทำ)กิเลสเครื่องกังวลนั้นให้เหือดแห้งไป
กิเลสเครื่องกังวลจงอย่ามีแก่เธอในภายหลัง
ถ้าเธอจะไม่ยึดถือขันธ์(อุปาทานขันธ์)ในท่ามกลาง
จะเป็นมุนีผู้สงบ ระงับแล้ว เที่ยวไปดังนี้"

เจริญในธรรมยิ่งขึ้นไปค่ะ



คาถาธรรมบท

“ผู้มีปัญญาไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วด้วยอาลัย
ไม่ควรมุ่งหวังสิ่งที่ยังมาไม่ถึงด้วยกังวล
สิ่งใดที่ล่วงไปแล้ว สิ่งนั้นก็ละไปแล้ว
และสิ่งใดที่ยังมาไม่ถึง สิ่งนั้นก็ยังมาไม่ถึง
ก็บุคคลใดเห็นแจ้งธรรมที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าในที่นั้น ๆ
ไม่ง่อนแง่นไม่คลอนแคลน
บุคคลนั้นเมื่อรู้แจ้งธรรมนั้นแล้ว ควรเจริญธรรมนั้นไว้เนือง ๆ “



ขอบพระคุณกัลยาณมิตรทุกๆท่านค่ะ
ทุกท่านมอบคำแนะนำมาดิฉันขอรับไว้พิจารณาค่ะ
คุณหนูนิดคะขอบคุณมากสำหรับความเมตตาความห่วงใยที่มอบให้ดิฉันแต่ต้นจนทุกวันนี้
ดิฉันดีขึ้นมากแล้วค่ะไม่กังวลกับสิ่งที่ล่วงไปแล้วอีกแล้วค่ะ ดิฉันจะหมั่นฝึกจิตค่ะแต่ระยะนี้ไม่ค่อยสบายค่ะ อากาศที่นี่เปลี่ยนแปลงบ่อยค่ะ


ที่ประเทศไทย มีเด็ก 2-3 กำลังค้นหาของในถังขยะ คุยกันหัวเราะสนุกสนาน

ตทังคนิโรธ คือ ดับด้วยธรรมที่เป็นคู้ปรับ



- 118.174.23.53 [26 เม.ย. 2551 12:40 น.] คำตอบที่ 11




ขอบคุณค่ะ ดิฉันเองเมื่อดับทุกข์นั้นได้แล้ว ก็ตั้งจิตที่เป็นกุศลค่ะโดยแผ่เมตตาให้คนที่เขาพบของสิ่งนั้น เพราะคนที่พบเป็นโชคของเขาค่ะ ก็แผ่เมตตาให้เขาโชคดีมีความสุขค่ะ สภาวธรรมเกิดเมื่อจิตตั้งมั่น กายนี้ไม่ใช่ของเรา ฉะนั้นดิฉันไม่ยึดติดแล้วค่ะ อีกอย่างสามีก็ไม่ได้โกรธเคืองอะไรแล้ว เพราะเรามิได้มีเจตนาให้ของสิ่งนี้สูญหายไป จิตสงบจากนิวรณ์ได้แล้วค่ะ




....คน เจอ ก้อาจจะ ต้องเหนื่อย เอาไ ปประกาศ หา เจ้า ของ อีก แหละ....อิอิ...ไม่มี ก็ไม่ต้องกลัวหาย...ถ้าไม่ใช่ ของเรา หรือ ของ แฟน เราก็ ไม่ ต้องคิดวุ่น..เนอะ


เรียนท่าน อัศ DT02113

ผู้ที่เข้าใจว่า กระทู้นี้คือ นิวรณ์

คือผู้ที่สามารถ แยกออกว่า อะไร คือ นิวรณ์ อะไรคือ สังโยชน์

เมื่อรู้จักเหตุ เป็นอย่างดี ก็คงจะรู้ถึงวิธีดับด้วยเหมือนกัน

เป็นบุญของผมจริงๆ ที่ได้เสวนาด้วย


สวัสดีค่ะกัลยาณมิตรทุกท่าน
ก่อนอื่นต้องขออภัยค่ะที่ไม่ได้เข้ามาเลยประมาณ 2 วันค่ะ
ขอบพระคุณคุณ คห.14 ค่ะที่ชี้แนะปัญญาให้ค่ะ
ได้กัลยาณมิตรที่นี่หลายๆท่านแนะนำสั่งสอนอย่างดีนั่นเองค่ะ
และพระอาจารย์ท่านสอนฝึกจิตด้วยอริยสัจ 4 ค่ะ
ขอขอบพระคุณผู้เจริญในธรรมทุกๆท่านที่เข้ามาตอบในกระทู้นี้ให้ความกระจ่างแด่ดิฉันนะคะ ดิฉันมีจิตสำรวมได้ดั่งเดิมดีแล้วค่ะ ขออนุญาติปิดกระทู้นะคะเพราะระยะนี้ดิฉันมีกิจธุระยุ่งมากๆค่ะ เกรงว่าจะไม่มีเวลามาสนทนาธรรมกับทุกๆท่านค่ะ สาธุ..
เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นทุกๆท่านนะคะ


สสารไม่สูญหายหรอก เพียงแต่อาจจะเปลี่ยนสถานะและเปลี่ยนที่อยู่ อย่าไปกังวล


 เปิดอ่านหน้านี้  3970 

RELATED STORIES


  แสดงความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย