ถ้ามีคนมาด่า + แหนบเราไม่หยุดสักที จะใช้หลักธรรมข้อไหนระงับความโกรธได้

    

คือโมโหมาก เพราะเค้าไม่หยุดสักทีนึง เลยอยากจะปรึกษาค่ะว่า มีหลักธรรมข้อไหนที่สามารถระงับความโกรธได้ ไม่อยากจะเถียงด้วย เพราะรำคาญมากเต็มทน แล้วก็คิดว่เถียงกับมนุษย์พวกนี้แล้วไม่มีอะไรดีขึ้นเลย โมโหจนแทบจะระเบิดอยู่แล้ว ช่วยหนูด้วยนะคะ




โปรดจำ พุทธศาสนาสุภาษิต นี้ไว้นะครับ แล้วจะรู้สึกดีขึ้น

นตฺถิ โลเก อนินฺทิโต ผู้ไม่ถูกนินทา ไม่มีในโลก

ไม่มีคุณคนเดียวหรอกครับที่ถูกนินทาหรือถูกด่า
ลองสังเกตดีๆ ทุกๆคนรอบข้างก็เคยถูกนินทามาแล้วเหมือนกัน

หรือไม่ก็ลองศึกษาธรรมะดูครับแล้วก็จะเห็นว่า พระพุทธเจ้า ของพวกเรานั้นท่านเองก็เคยถูกนินทามาเหมือนกัน

ฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจเลยครับ เป็นเรื่องธรรมดาครับ

ให้คิดเสียว่ามันคือ โลกธรรม 8 ครับ
สุข ทุกข์
นินทา สรรญเสริญ
มีลาภ เสื่อมลาภ
มียศ เสื่อมยศ
ครับ

ธรรมรักษาครับ


วิธีอยู่กับคนที่เราไม่ชอบ ...จากท่าน…ว.วชิรเมธี

รู้ไหมว่า...เรามีเวลาอยู่ในโลกนี้คนละกี่ปี
ชีวิตนั้นสั้นยิ่งกว่าหยดน้ำค้างเสียอีก
จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า
ถ้าเราใช้เวลาอันแสนสั้นนี้ไปมัวหลับๆ ตื่นๆ
อยู่ในความรัก โลภ โกรธ หลง
หมั่นไส้คนนั้น ปลาบปลื้มคนนี้
ริษยาเจ้านาย ใส่ไคล้ลูกน้อง
ปกป้องภาพลักษณ์ (อัตตา) กด (หัว)
คนรุ่นใหม่หลงใหลเปลือกของชีวิต โดยลืมไปเลยว่า
อะไร คือ สิ่งที่ตนควรทำอย่างแท้จริง
คิดดูเถิดว่าเราจะขาดทุนขนาดไหน
ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ เขียนบทกวีไว้ว่า
“น้ำไหลอายุขัยก็ไหลล่วง
ใบไม้ร่วงชีพก็ร้างอย่างความฝัน
ฆ่าชีวา คือ พร่าค่าคืนวัน จะกำนัลโลกนี้มีงานใด”
คนเราไม่ควรพร่าเวลาอันสูงค่าด้วยการปล่อยตัวปล่อยใจ
ให้ตกเป็นทาสของความชอบ ความชัง มากนัก
เพราะถ้าเราวิ่งตามกิเลส
กิเลสก็พาเราวิ่งทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ต่อไปไม่รู้จบ
กิเลสไม่เคยเหนื่อย
แต่ใจคนเราสิจะเหนื่อยหนักหนาสาหัสไม่รู้กี่เท่า
ควรคิดเสียใหม่ว่าเราไม่ได้เกิดมา
เพื่อที่จะชอบ หรือไม่ชอบใคร
หรือเพื่อที่จะให้ใครมาชอบ หรือมาชัง
แต่เราเกิดมาสู่โลกนี้
เพื่อทำในสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะทำ
เอาเวลาที่รู้สึกแย่ๆ กับคนอื่นนั้น
หันกลับมามองตัวเองดีกว่า
ชีวิตนี้เรามีอะไรบ้างที่เป็นแก่นสาร
มีงานอะไรบ้างที่เราควรทำ
นอกจากนั้นก็ควรมองกว้างออกไปอีกว่า
เราได้ทำอะไรไว้ให้แก่โลกบ้างแล้วหรือยัง
คนทุกคนนั้นต่างก็มีดีมีเสียอยู่ในตัวเอง
ถ้าเราเลือกมองแต่ด้านเสียของเขา
จิตใจของเราก็เร่าร้อน หม่นไหม้
เวลาที่เสียไปเพราะมัวแต่สนใจด้านไม่ดีของคนอื่น
ก็เป็นเวลาที่ถูกใช้ไปอย่างไร้ค่า
บางที คนที่เราลอบมอง ลอบรู้สึกไม่ดีกับเขานั้น
เขาไม่เคยรู้สึกอะไร ไปด้วยกันกับเราเลย
เราเผาตัวเราเองอยู่ฝ่ายเดียว
ด้วยความหงุดหงิด ขัดเคืองและอารมณ์เสีย
วันแล้ววันเล่า สภาพจิตใจแบบนี้
ไม่เคยทำให้ใครมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นมาได้เลย
ลองเปลี่ยนวิธีคิด วิธีมองโลกเสียใหม่ดีกว่า
คิดเสียว่าคนเราไม่มีใครดีพร้อม
หรือเลวไม่มีที่ติไปเสียทั้งหมดหรอก

**เราอยู่ในโลกกันคนละไม่กี่ปี
ประเดี๋ยวเดียวก็จะล้มหายตายจากกันไปหมดแล้ว
มาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระทำไม
อะไรที่ควรทำก็รีบทำเถิดปล่อยวางเสียบ้าง
ความโกรธความเกลียดนั้น ละวางบ้างก็ดี**



เรานะใช้แบบนี้ เราทำใจเฉย ๆ ก่อนอย่าเพิ่งไปโต้ตอบอะไรมาก พอให้เราตั้งสติได้ บอกไปเลยมาด่ากันตรง ๆ เลยมะอยากด่าอะไรว่าอะไรว่ากันซะให้หมดใจเลย จะได้ไม่ติดค้างใจต่อกัน นั่งให้ด่าเดี๋ยวนั้นเลย ให้เขาด่าว่าให้สบายใจเขาเลย ไม่นานหรอกเดี่ยวก็เป็นมิตรกัน เชื่อซิ แล้วใช้หลักธรรมชาติแบบนี้ตัวเองสอนใจตัวเองนะ วิบากใดที่เราได้รับ ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข นั่นคือเราได้สร้างมาก่อนแล้ว ยอมรับซะเถอะ ถ้าคิดย้อนไปว่าเราไม่เคยทำใครมาก่อนในชาตินี้ ก็คิดว่าเมื่อชาติก่อน ๆ โน้น เราเคยทำเขานะซิ แค่นี้เราจะวางมันได้ทันที เชื่อหรือไม่เชื่อลองปฏิบัติดูนะ มาด่ามาว่ามาโกรธ มาทำร้ายกันซะเราจะได้ชดใช้ให้หมดกันไปแล้วเราก็จะสบ๊าย สบาย เบ๊า เบาตัว ให้ข้อคิดนิดนึง คำด่าอยู่ที่ปากเขา มันลอยมาในอากาศผ่าน อากาศมาตั้งไกล เราเอาหูเราไปรับทำไม มันเป็นแค่เสียงเท่านั้นเอง แต่จิตเราไปปรุงแต่งทั้งสิ้นก็เลยต้องโกรธตอบไงละ


ทุกขสมุทยอริยสัจ ทุกข์เกิด ที่ใด เกิดที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

ทุกขนิโรธอริยสัจ ทุกข์ดับที่ใด ก็ดับที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

.................................

เสียง เป็นอายตนภายนอก กระทบกับหู ซึ้งเป็นอายตนภายใน

โลภ โกธร หลง เป็นอายตนภายนอก กระทบกับใจ ซึ้งเป็นอายตนภายใน

ยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ จึงทุกข์




วิธีที่ 1. แก้ที่เหตุ ปรับความเข้าใจกันถ้าเราเป็นฝ่ายผิดก็ขอโทษเขา....ถ้าเขาผิดต่อเราก็ให้อภัยเขาไปเพราะเวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร......

วิธีที่ 2. การที่ผูถูกด่ารู้สึกเป็นเดือดเป็นร้อนทุรนทุรายมากเท่าไร ยิ่งเป็นที่ชอบใจของผู้ด่าเพราะนั่นเท่ากับว่าการด่าของเขาสัมฤทธิ์ผล ในเมื่อเราไม่ได้เป็นในสิ่งที่เขาด่าก็ไม่ต้องเอามาเป็นอารมณ์ พระพุทธองค์ทรงเปรียบผู้ด่าเป็นเจ้าของบ้านผู้ถูกด่าเป็นแขกมาเยือน ผู้เป็นเจ้าของบ้านนำน้ำอาหารมาต้อนรับ(คำด่า)แต่แขกผู้มาเยือนไม่รับ เพราะฉนั้นน้ำและอาหารนั้นจะเป็นของใคร คำตอบ:น้ำอาหารมา(คำด่า)นั้นก็ยังคงเป็นของเจ้าบ้าน(ผู้ด่า) การที่ผู้ถูกด่าไม่แสดงปฏิกริยาต่อคำด่าก็ยิ่งทำให้ผู้ด่าเร่าร้อน ถูกเผาด้วยไฟโทสะของตนเอง

วิธีที่ 3. ให้แผ่เมตตา ถ้าคุณผู้ถูกด่าเป็นผู้มีศีลมีคุณธรรมสูงก็ยิ่งเป็นบาปมากสำหรับผู้ด่า จึงสมควรสงสารเขามากกว่าที่จะโกรธตอบ พระพุทธองค์ทรงสอนว่าผู้ที่โกรธตอบย่อมเลวกว่าผู้โกรธก่อนเพราะผู้ที่โกรธก่อนเขาจุดไฟโทสะของเขาขึ้นกองเดียว แต่ผู้โกรธตอบเป็นผู้ทำให้ไฟโทสะเจริญขึ้นทั้งสองฝ่าย

วิธีที่ 4. จงเลือกเสพแต่อามรมณ์ที่ดี อารมณ์ที่ไม่ดีก็กองไว้ตรงนั้นไม่ต้องใส่ใจ ไม่ได้ให้สะบัดสะบิ้งเดินหนี เมื่อจะต้องได้ยินก็ให้ทิ้งไว้ตรงนั้นเหมือนลมที่พัดผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่ต้องเก็บมาคิด(ถ้าคุณไม่ได้เป็นฝ่ายผิด)ไม่ต้องเอากลับไปฝากคนที่บ้าน








ทุกข์เกิดที่ใจ สูขก็เกิดที่ใจ
ถ้าคิดว่าเขาด่าเรามันก็ทุกข์ ถ้าคิดว่าเขาไม่ได้ด่าเรามันก็สูข
แค่นี้เอง อนุบาลธรรม1/5


ปากไม่พูดจิตไม่คิดคนโง่เอาจิตไว้ที่ปากคนฉลาดเอาจิตไว้ที่ใจเขาร้ายมาอย่าร้ายตอบเขาไม่ดีมาจงใช้ความดีเข้าแก้ไข
เขาด่าเราอย่าเอาหูไปรับเดี๋ยวก็กลับไปหาเขาเอง
ปากเขาเรื่องอะไรเอาหูเราไปรับ
คนด่าเราเป็นบาป
เราโดนด่าเป็นบุญ
เราอย่าไปโกรธตอบคนโกรธตอบเป็นบาปมากกว่าคนด่า
คนด่าบาป50%
เราโกรธแล้วด่าตอบเราบาป100%


กุศลจิต อกุศลจิต เกิดเพราะ-เสียง-หู-ฟัง-ได้ยิน-จำได้

เวลาเราได้ยินเสียงนกที่ร้องเพราะ หรือเสียงพี่เบิร์ดที่ร้องเพลงอันแสนเพราะ หรือ รายการธรรมะdelivery ที่มีพระสอนธรรมะดีๆ หรือ มีใครมาพูดดีๆเพราะๆกับเรา เราฟังแล้วมีความสุข มีอารมณ์ดี ชื่นบาน บันเทิงใจ- เป็นความโสมนัสสุขใจจากการได้ยิน มีกุศลจิต คือคิดดีเกิด

ตรงกันข้าม
ถ้าเราได้ยินเสียงสุนัขเห่าแบบน่าลำคาญ หรือเสียงคนเขาทะเลาะกัน เสียงคนเขาตั้งใจด่าว่าเราแรงๆ เสียๆหายๆ เราฟังแล้ว ใจสั่นใจเต้น โกรธ หน้าตึง อารมณ์ขึ้น เป็นความโทมนัสทุกใจ เกิดเพราะได้ยิน เสียง จำได้ถึงเสียงที่เราไม่พึงประสงค์ มีอกุศลจิตเกิด คือเกิดความโกรธเกิดขึ้น

แต่ถ้าเราใส่ในตัวเราของเสียงเหล่าที่เป็นกุศลให้มากๆไว้ เสียงอันอกุศลเราก็จะไม่ได้ยิน
เป็นกฎของการแทนที่ เป้นต้นว่าเสียงหมาเห่าดังมา ถ้าเราไปสนใจมัน มันก็จะดังขึ้น แต่ถ้าเราไปเปิดเพลงเพราะฟังแทน เราอาจจะเกือบไม่ได้ยินเสียงหมาอีกเลย..

สรุปว่าหลีกต้นเหตุของเสียงทำให้เราโกรธ ให้ไกล อย่าให้โอกาสเขาพูดให้เราได้ยิน รีบคุยกับคนอื่นที่ถูกโฉลกกับเราแทน ถ้าหลีกไม่พ้น ให้พูดเพราะๆตัดบทสนทนาเขา เช่นว่า "แหมวันนี้คุณแต่งตัวดีนะ" อะไรทำนองนี้ คือต้องคุมเกมส์เขา จูงบทสนทนาไปเรื่องอื่น จนเขาลืมเรื่องที่จะมาว่าเรา แล้วสบโอกาสก็รีบ ตีจากหนีไปให้ไกล ไปหาแต่คนที่พูดกับเราดีๆเท่านั้น..



ขอบคุณมากเลยค่ะ เข้ามาอ่านแล้วรู้สึกสบายใจขึ้นเยอะเลย แล้วถ้าเราเฉยแล้ว เค้ายังไม่หยุด แถมเอาเราไปประจานด่าที่อื่นอีก จะทำยังไงดีคะ





คุณอาโกลาเก๊ะ คุณคงไปห้ามการกระทำของเขาให้เขาหยุดไม่ได้หรอกค่ะ
แต่คุณสามารถห้ามใจคุณให้หยุดการมี มิจฉาทิฐิ ได้ค่ะ
กัลยาณมิตรหลายๆท่านแนะนำมาหลายความคิดเห็นที่เป็น สัมมาทิฐิ พอสมควรแล้ว
เมื่อเขาไม่หยุดก็ปล่อยเขา แต่เราหยุดฟัง หยุดสนใจได้ ใจเราสงบค่ะ
ดิฉันได้อ่านบทความธรรมะมาบทนึงของนำมาพอสังเขปเท่าที่พอจะจำได้นะคะ
เพราะได้อ่านผ่านมานานแล้วค่ะแต่มีข้อคิดที่ดีมากเลย
ให้คุณพิจารณาประกอบนะคะ
มีเจ้าอาวาสวัดหนึ่ง ท่านถามพระลูกวัดรูปหนึ่งว่า
* เมื่อคืนนี้ท่านจำวัดหลับดีไหม?
พระลูกวัดตอบว่า- กระผมจำวัดนอนไม่หลับเลยครับ
ท่านเจ้าอาวาสจึงถามว่า*อ๊าว...ทำไมล่ะ?
พระลูกวัดตอบว่า- หมามันเห่าทั้งคืน กระผมจึงนอนไม่หลับครับ
ท่านเจ้าอาวาสท่านจึงกล่าวว่า* อ๊าว...หมามันเห่าก็ไม่เห็นจะเกี่ยวกับคุณนอนไม่หลับเลย มันเห่าเรื่องของมัน ปากกับหูหมามันอยู่ใกล้กันมันยังไม่เดือดร้อน แต่ณจำวัดอยู่ในกุฏิห่างไกลกัน มากกว่าหูของมันเสียอีก
แล้วคุณจะไปยึดติดกับสียงเห่าของมันจนนอนไม่หลับ
สาเหตุมันอยู่ที่ตัวเราเองไปยึดติดกับเสียงเห่าของมัน

เช่นเดียวกับกรณีของคุณ ดิฉันเองเคยโดนมาอย่างหนักหนาสาหัส
( ถ้ายึดถือแบบทางโลก คงมีคดีความกันไป)
แต่ดิฉันนำพระธรรมส่องทางให้กับชีวิต เขาอยากด่า อยากว่าอะไรก็เรื่องของเขาไม่เกี่ยวกับเรา เห็นก็แค่เห็น ได้ยินก็แค่ได้ยิน
เขาไม่เหนื่อยก็ปล่อยเขา ปากของเขา สักวันนึงเขาก็ต้องหยุดไปเอง
เราอยู่เฉยๆไม่เหนื่อยอะไรเลย ทำจิตของเราให้สงบไม่หวั่นไหว
คำพูดที่เป็นเพียงลมปาก
ทีหูเราได้ยินคำชม สรรเสิญจากคนอื่นทำไมทนฟังได้ล่ะคะ?
แต่มาเจอกรณีตรงกันข้ามกลับทนรับฟังไม่ได้
เรานำคำพูดเขามาปรุงแต่งอารมณ์ให้ตนเองแท้ๆ
เหตุแห่งทุกข์อยู่ที่ตัวคุณเองค่ะ ลองปรับเปลี่ยนมุมมองใหม่ดูนะคะ
คนเราจะมานั่งด่า นั่งว่าผู้อื่นอยู่ทั้งวน ทั้งคืน ทั้งเดือน ทั้งปี หรือทั้งชีวิตอยู่ฝ่ายเดียว
โดยคุณไม่มีความรู้สึกรู้สาอะไรกับสิ่งที่เขากระทำ
เขาคงไม่นั่งโบกมือพัดเตาอั้งโล่ ที่ไร้ถ่าน ไร้เชื้อเพลิงหรอกค่ะ
เพราะพัดเท่าไหร่ ไฟมันก็ไม่มีวันติดขึ้นมาในเตาอั้งโล่ ปล่าวๆได้ค่ะ จริงไหมคะ?
สัจจะ คือ ความเป็นจริง
มองให้เห็นความจริงของ สัจจะธรรมนะคะ
ขอให้มีดวงตาที่เห็นธรรมค่ะ เจริญในธรรมค่ะ



อย่ายึดตัวตนถ้าไม่มีตัวเราแล้วจะโกรธทำไม อยากด่าว่าก็เราไม่รับเสีย ควรจะมองว่าเขาคงไม่ปกติ เฉยเสีย คิดในใจเสียว่าเราทำบุญเขาด่าว่าเราๆให้ทานไปก็จบ


ธรรมะ คือธรรมชาติ สิ่งที่รอบตัวเรานั่นก็เป็นธรรมะ ในเรื่องของความโกรธ ในกรณีนี้นั้น อยากให้ถือว่า คนที่ด่าว่ากล่าวเหน็บแนม นั้นเป็น ครู ที่มาทดสอบจิตเรา
ถ้าเรายังโกรธอยู่ ยังปล่อยวางไม่ได้แสดงว่าวรยุทธ(จิต)ของเรายังไม่ดีพอ ต้องไปฝึกวรยุทธ(จิต)อีก ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดแต่จิต เราต้องรู้จักปลอยวางนะคับ จะว่านำหลักธรรมข้อไหนมารักษานั้นเห็นว่าถ้าให้เอาขันติธรรม ฟังดูมันสุดโต่งเกินไป ต้องใช้คำว่าปลอยวางดีกว่านะคับ ถ้าอยากให้จิตของเราพัฒนาขึ้นหรือความโกรธเบาบางลง ควรหมั่นแผ่เมตตานะคับ แทบทุกลมหายจัยนะคับ
เหนสัตว์ทุกชนิดควรเป็นมิตรกับมันภารนาให้มันเป็นสุข นะคับ




หนูลองไปซ้อมด่าตัวเองในกระจก แล้วจดจำความรู้สึกและท่าทางตัวเองไว้ ซ้อมบ่อยๆ และจำสภาวะธรรมที่เกิดขึ้น ว่ามันเกิดอย่างไรแล้วมันอยู่นานเท่าไหร่ แล้วมันหายไปเมื่อไหร่ เมื่อเจอสถานการณ์จริงจะได้รับสถานการณ์ได้อย่างมีสติ เพราะซ้อมมาแล้วจะได้ไม่ตกใจ และเราจะได้ไม่ยึดมั่นคำด่าเขาเลย เพราะเขาก็คงด่าเรา แบบที่เราซ้อมด่าตัวเองนั่นแหละ แล้วลองสังเกตดูตอนเราด่าอีกคนในกระจก มันมีสาระอะไรบ้าง ถ้าสังเกตสภาวะธรรมดีๆ แล้วจะรู้เอง


ถ้าเป็นเช่นนั้นคุณต้องถามตัวคุณเองแล้วว่าใครผิดศีลข้อที่สี่เขาหรือเราคำตอบแน่นอนคือเขาแต่ถ้าคุณเดือดร้อนหาทางแก้ตัวโดยไปพูดต่อข้อความใครผิดศีลและใครที่จะไม่มีความสงบคุณหรือเขาคำตอบก็คือคุณและก็เขาคุณถามตัวคุณเองก่อนเสมอๆว่าคุณเป็นคนดีพอที่จะวางเฉยกับสิ่งที่ไร้สาระในคำพูดของคนที่เขาเอาจิตไว้ที่ปากได้ไหมแต่ถ้าคุณวางเฉยไม่ได้ต่อให้อีกกี่คนมีคำแนะนำให้คุณก็ไม่ได้ผล เพราะนั้นคือทางที่คุณก็อยากเอาจิตไว้ที่ปากเช่นกันเรื่องมันก็มีแต่โยนกันไปโยนกันมาไม่จบสิ้นเรื่องเก่าหมดเรื่องไหม่มาและอีกกี่คนที่คุณยังต้องพบเจอพยายามวางเฉยนึกถึงศีลไว้จะช่วยให้คุณหลุดพ้นกับสิ่งที่ไร้สาระมากมายในโลกนี้นะค่ะ


ขออนุญาต ไม่ใช้คำพระ เพราะเป็นหลักคิดง่ายๆ ตามสามัญสำนึกของคนธรรมดาทั่วไป
ลองคิดว่า
ถ้าคุณเดินจากบ้านไปป้ายรถเมล์ แล้ววันดีคืนดี หมาของบ้านข้างๆเกิดเห่ากรรโชกใส่คุณไม่หยุด คุณเอง จะรีบเดินๆให้พ้นรัศมีบ้านข้างๆนั้น หรือคุณจะยืนเห่าแข่งกับหมา
เท่านั้นล่ะ
ถ้าเป็นเรา เราจะรีบๆเดิน ให้พ้นๆไปซะ อย่าไปสาละวน ยืนทะเลาะหรือเห่าแข่งกับหมา หรือยืนฟ้องเจ้าของหมา
ถ้ามันเป็นเรื่องไร้สาระ เรารู้ว่าเราไม่ผิด เราไม่ได้เป็นอย่างที่เขาเห่า เอ้ยพูด
เราจะกลัวอะไร ชีวิตของเรา ไม่ได้เป็นไปตามน้ำลายหรือปากใครที่พูดไม่จริง
อย่าคิดมาก


กัต์วานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา
จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ
สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุเม ชะยะมังคะลานิ
วิธีนี้ไงลองหาคำแปลเอาเองบอกหมดไม่ได้เพราะเป็นพระคาถา
พระพุทธเจ้าพิชิตมาร
โอม อมิตะพุทธ


... เหตุบังเอิญไม่มีในโลก ทุกอย่างล้วนเกิดแต่กรรม ... แต่..

... อันปกติธรรมดาของบ่อน้ำที่ควรพึงรักษาไว้ให้ใสสะอาด เพื่อการบริโภคดื่มกิน ชำระล้างความสกปรก ดับร้อนให้ความเย็นใจ แก่ผู้ใช้อยู่ประมาณใด ผู้รู้พึงรักษาจิตตนไว้ให้ใสสะอาด ร่าเริงขวนขวายนำธรรมมะขึ้นต้น ด้วยพรมวิหารสี่ คือ เมตตา กรุณา มุฑิตา และอุเบกขา ถ่ายถอนและอภัยเสียซึ่งจิตอันรุ่มร้อนนั้น เปรียบดังผู้รู้ประโยชน์แห่งบ่อน้ำ หมั่นดูแลกำจัดวัชพืชน้ำไว้ มิให้เจริญเติบโตทำน้ำเน่าเสีย ปลูกแต่พืชให้คุณ คือกุศล มีการเจริญพรมวิหารสี่เป็นต้น ดังกระทำให้บ่อน้ำนั้นใสสะอาดน่าบริโภค ชำระล้างกายให้ใจสบาย แก่ผู้รักษาไว้ บริโภคไว้ อันมีประพฤติต่างจากผู้ไม่รู้ ไม่มีปกติยินดีในประโยชน์ของการรักษาน้ำให้ใสสะอาดยังประโยชน์ทั้งแก่ตนเอง และผู้ห้อมล้อม.. กักขังไว้ซึ่งตัณหาทั้งปวง ไม่เจริญความเมตตา เพื่ออภัยเป็นการถ่ายถอนเสียซึ่งตัวตัณหา สุมไว้ให้เจริญเติบโต.. เป็นบ่อน้ำเสีย ขังแล้วแต่วัชพืชน้ำมีปกติทำน้ำเน่าเสีย เป็นแหล่งเจริญแต่สิ่งส่งกลิ่นเหม็น ไม่น่าเข้าใกล้ ผู้รู้เห็นแล้ว ควรเจริญไว้ซึ่งพรมวิหารสี่ ยังจิตใจให้ใสสะอาดดังรู้ประโยชน์แห่งบ่อน้ำ หมั่นรักษาเพื่อตนเอง และเพื่อผู้ห้อมล้อมไว้โดยประมาณนั้น บ่อน้ำใสสะอาดแล้ว เป็นที่อยู่ เป็นที่ดับร้อนให้ความสำราญแก่เหล่าสรรพสัตว์แวดล้อมฉันใด.. จิตที่ผู้รู้เจริญไว้ด้วยพรมวิหารสีแล้ว จึงเป็นที่รักของเหล่าเทพยดา และผู้ห้อมล้อมฉันนั้น..


ตอบเรื่องที่กลัวถูกประจาน : ถ้ามั่นใจว่าไม่ได้ทำอะไรผิดศีลผิดธรรม ไม่ต้องกลัว ถ้าเขาเอาเราไปด่าไปประจานที่อื่นทั้งๆที่สิ่งที่ด่าประจานนั้นไม่จริง เมื่อความจริงปรากฏหรือผู้ที่รู้จักเรารู้ว่าอะไรเป็นอะไรก็จะไม่เชื่อง่ายๆ คำด่าหรือประจานกริยาอาการหยาบนั้นจะย้อนกลับไปประจานผู้ที่ด่าเอง แต่คุณต้องหนักแน่นที่จะไม่ด่าตอบหรือนินทาเขามิฉนั้นตัวคุณจะเสียความน่าเชื่อถือ


ก็เพราะว่าทำผิดไว้น่ะสิคะ ถึงได้กลัวประจาน
ผิดก็ขอโทษ ทำไม่ดีกับคนอื่นก็แค่ขอโทษ มันจะเป็นอะไรมากมั้ยจ๊ะ ดีกว่าทุรนทุรายเป็นหมูโดนไฟปิ้งอยู่บนเตาย่างด้วย


หนทางธรรมะ คือพยายามสร้างบาปเพิ่มด้วยการโกหก
ถ้าทำไปเรื่อยๆ คนอื่นก็จะพร่ำเตือนอยู่เสมอ

แต่ถ้าคนที่เดือดเนื้อร้อนใจ จะพาลคิดว่าตัวเองโดนด่าและประจานไม่หยุด

สิ่งที่ทำได้ คือ พึ่งตัวเอง ดับร้อนด้วยตัวเอง และอย่าโกหกตัวเอง


*แก้ข้อความ
หนทางธรรมะ คือ(ไม่)พยายามสร้างบาปเพิ่มด้วยการโกหก




เรื่องทุกอย่างคุณเป็นคนเริ่มก่อนนะครับ
ทำไมไม่มองความผิดตัวเองบ้าง

เรื่องที่คุณก่อ ไม่เพียงแค่คุณจะไม่ขอโทษ แต่คุณยังด่ากราดคนที่ไม่เห็นด้วยกับคุณอีก
แล้วทีนี้คุณโดนเอาคืนบ้าง ก็ทำมาเป็นโวยวาย

คำว่าขอโทษนี่มันพูดยากมากนักเหรอไงครับ


 เปิดอ่านหน้านี้  10726 


  แสดงความคิดเห็น


Go to top

จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย