มรรค ๘ กับ ไตรสิกขา

    

ทำไมเรียงลำดับไม่เหมือนกัน

มรรค ๘ = ปัญญา ศีล สมาธิ
ไตรสิกขา = ศีล สมาธิ ปัญญา

อย่างไหนถูกต้องค่ะ




ปฎิบัติ เดินไป ตามบันใด ก็รู้แจ้งเองและขอรับ

ไตรสิกขา แปลว่า สิกขา ๓
ศัพท์ว่า สิกขา แปลว่า ศึกษา คำว่า
ศึกษานี้ ทางพระพุทธศาสนาหมายความ
ถึงว่า ยังไม่รู้เรียนให้รู้ เมื่อรู้แล้วยังไม่
เข้าใจ พิจารณาให้เข้าใจ เมื่อพิจารณา
ให้เข้าใจ แล้วยังไม่ได้ปฏิบัติตามไปตาม
สมควรก็ปฏิบัติตามไป. ตั้งต้นแต่เรียน
พิจารณาให้เข้าใจตามเนื้อความ จนถึง
ปฏิบัติตาม เรียกว่าศึกษาทั้งหมด ไม่ใช่
เรียนอย่างเดียว. ที่เรียกกันว่ากระทรวง
ศึกษาธิการ นั่นหมายเอาการเรียนอย่าง
เดียว ซึ่งไม่ตรงกับที่มาเดิมทางภาษา
บาลี ศัพท์ว่าสิกขาหรือศึกษานี้ เป็น
ชื่อของธรรม คือ ศีล สมาธิ ปัญญา
หมายเอาข้อหรือทางที่จะพึงศึกษาอย่าง
หนึ่ง หมายเอาการศึกษาของบุคคล คือ
ศึกษาในข้อหรือในทางที่จะพึงดำเนินนั้น
อย่างหนึ่ง ประกอบกันไป. เหมือนดัง
ทางที่เดิน แต่ถ้าไม่มีผู้เดิน ทางก็อยู่
เปล่า ๆ มีผู้เดิน แต่ไม่มีทาง ก็ไปไม่ได้
ต้องมีทางเดินด้วย มีผู้เดินด้วยประกอบ
กันไป จึงจะให้สำเร็จประโยชน์ ข้อนี้
ฉันใด, สิกขาหรือศึกษาทางที่ศึกษานั้น
จะสำเร็จประโยชน์ได้ ก็เพราะบุคคลตั้งใจ
ศึกษา คือ เรียนพิจารณาปฏิบัติตาม ทำ
ศึกษาให้เกิดขึ้นในตน และก็ศึกษาไปใน
ทางที่จะพึงศึกษานั้น. เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็
ได้ชื่อว่า บุคคลนั้นดำเนินการในทางที่ควร
ดำเนินไป. ดำเนินได้เท่าไร ก็ลุล่วง
ไปได้เท่านั้น ไม่ดำเนินก็ไม่ลุล่วง. ทาง
พระพุทธศาสนา ถ้าว่าถึงไตรสิกขา ศีล
สมาธิ ปัญญา ท่านแสดงไว้ให้ตั้งใจเว้น
จากการประพฤติชั่ว ให้ตั้งตัวอยู่ในความ
ดีความชอบ อันได้แก่พระพุทธภาษิตที่
ตรัสไว้ในโอวาทปาฏิโมกข์ว่า สพฺพ-
ปาปสฺส อกรณํ การไม่ทำชั่วทั้งปวง.
กุสลสฺสูปสมฺปทา การทำดีให้ถึงพร้อม.
แต่ว่าถ้าจิตยังไม่ประกอบด้วยความรู้คือ
ปัญญา ก็จะสงบได้ชั่วคราว. เพราะฉะนั้น
ในข้อท้ายจึงทรงแสดงว่า สจิตฺตปริ-
โยทปนํ การชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้ว.
ทั้ง ๓ นี้เป็นอนุสาสน์ คือ คำสั่งสอนของ
พระพุทธะ ท่านผู้รู้จนเป็นผู้ตื่น หรือผู้ตื่น
อยู่เพราะรู้ ดังนี้ ตามนัยนี้เป็นอันให้เห็น
ว่า ท่านสอนว่าทำศีลให้เกิดขึ้น แล้วทำ
สมาธิให้เกิดขึ้นโดยลำดับ แล้วน้อมจิตที่
ตั้งมั่นเป็นสมาธิไปพิจารณา ดังพระพุทธ-
ภาษิตที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงไว้
ใน เทฺวธาวิตกฺกสูตร ว่าพระองค์ทรง
ทำจิตให้ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวแล้ว นี้แสดง
ว่าสืบเนื่องมาจากความตั้งจิตที่จะไม่ประ-
พฤติชั่วทางกาย วาจา ให้กำเริบขึ้นได้
ครั้นแล้วก็น้อมจิตที่ตั้งมั่นพิจารณาเพื่อให้
เห็นตามเป็นจริง เมื่อได้ทรงพิจารณา
เห็นตามเป็นจริงก็ได้บรรลุปุพเพนิวาส-
ญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ
แต่ถ้าแสดงตามอริยมรรคมีองค์ ๘ ท่าน
กล่าวถึงปัญญาก่อน คือ สัมมาทิฏฐิ
ความเห็นชอบ สัมมาสังกัปปะ ความ
ดำริชอบอันเป็นตัวปัญญา เมื่อสัมมา-
ทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ เกิดขึ้น สัมมาวาจา
สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ อันเป็นศีล
ก็เกิดขึ้นตาม สัมมาวายามะ สัมมาสติ
สัมมาสมาธิ อันเป็นสมาธิ ก็ช่วย
อุดหนุนสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ
เป็นอันแสดงว่า ปัญญา ศีล สมาธิ
ประกอบกันไปให้สำเร็จประโยชน์ คือ
หลุดพ้นหรือสงบจากความชั่ว ตั้งแต่
ส่วนหยาบ ส่วนท่ามกลาง จนถึงส่วน
ละเอียด. อีกอย่างหนึ่ง ท่านแสดงว่า
เมื่อตั้งใจพิจารณาเห็นโทษของการล่วง
ศีลว่า ทำบุคคลให้เป็นคนเลว ทำผู้อื่น
ให้เดือดร้อน ตั้งใจสมาทานด้วยตนเอง
เว้นจากโทษนั้น อย่างต่ำเว้นจากการ
ประพฤติล่วงศีล ๕ ประการ เมื่อตั้งใจ
สมาทานเช่นนี้แล้ว ก็ควรพิจารณาดูจิต
ว่า จิตยังไม่คิดว่าล่วงศีลทั้ง ๕ ที่ได้ตั้งใจ
สมาทานนั้นหรือไม่ ถ้าคิดล่วงข้อใด
ก็พึงเตือนตนว่า นั่นเป็นโทษทำใจให้
เศร้าหมองไม่เป็นสุข เมื่อเห็นว่าไม่คิด
ล่วงทั้ง ๕ ประการแล้ว ก็จะสงบอยู่
ตั้งใจดูความสงบจากความคิดล่วงศีล ๕
ประการนั้น ดูให้เห็นตามเป็นจริง ก็
คือดูความสงบนั่นเอง เมื่อดูความสงบ
เช่นนี้สืบ ๆ ไป ความสงบหรือจะเรียก
ว่า วิมุตติ ก็จะประณีตยิ่งขึ้นได้โดย
ลำดับ เมื่อวิมุตติ ความหลุดพ้นหรือ
ความสงบปรากฏชัดขึ้นเพียงไร ปัญญา
ความรู้ก็รู้ตามเป็นจริงสืบเนื่องกันไป
เมื่อเป็นเช่นนี้ ศีล สมาธิ ปัญญา ก็เป็น
อันประกอบกันไป เป็นอันได้บำเพ็ญ
ศีล สมาธิ ปัญญา สืบเนื่องกัน ตรง
กับคำว่า ศีลอบรมสมาธิ สมาธิอบรม
ปัญญา ปัญญาอบรมจิต จิตก็วิมุตติ
หลุดพ้น ตามภูมิตามชั้นด้วยประการ
ฉะนี้. ( วชิร. ๒๐๗-๒๑๐ ).



คุณนิดหน่อยคงอ่านหนังสือมากพอสมควร จึงแลเห็นการจัดมรรคมีองค์ 8 เป็นองค์ธรรมในมรรคบ้าง เป็นไตรสิกขาบ้าง
ที่ถามว่า
........

ทำไมเรียงลำดับไม่เหมือนกัน

มรรค ๘ = ปัญญา ศีล สมาธิ
ไตรสิกขา = ศีล สมาธิ ปัญญา

อย่างไหนถูกต้องค่ะ
..........

ตอบสั้นๆ ดังนี้

ถูกต้องทั้งคู่ครับ ต่างกันที่การจัดเข้าหมวดหมู่ตามสภาวะ และจัดมุ่งให้เห็นลำดับในกระบวนการปฏิบัติ คือ การใช้งานจริงบ้าง

ดัง เช่น

มรรค มีองค์ 8 = ปัญญา ศีล สมาธิ - จัดหมวดหมู่ตามสภาวะ

ไตรสิกขา = ศีล สมาธิ ปัญญา - จัดมุ่งให้เห็นลำดับในกระบวนการปฏิบัติ คือการใช้

งานจริง





คุณนิดหน่อย จะไปสงสัยให้เสียเวลาทำไมครับ

มรรค 8 พระองค์ท่านทรงเรียงมาให้ดีแล้ว

แถมยังเรียงลำดับการศึกษา ในธรรมวินัยของพระองค์ให้อีกต่างหาก

[๙๔] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ เราอาจบัญญัติการศึกษา
โดยลำดับ การกระทำโดยลำดับ การปฏิบัติโดยลำดับ ในธรรมวินัยนี้ได้ .......... ฯ


อยากรู้ว่าพระองค์เรียงลำดับการศึกษาอย่างไร

ลองอ่านพระไตรปิฎก เล่มที่ 14 ข้อที่ 94 เป็นต้นไปนะครับ

:)

เจริญในธรรมครับ




ขอบพระคุณทุกท่านค่ะ ที่นิดหน่อยสงสัย ก็คือเมื่อเรียงลำดับต่างกัน
มีผลต่อการปฏิบัติให้ถึงธรรมอย่างไรบ้างนะค่ะ


เพื่อให้ชัดขึ้นอีกนิดหนึ่ง ดูที่ท่านจัด มรรคมีองค์ 8 เข้าเป็นประเภทๆ ซึ่งเรียกว่า ขันธ์ หรือ ธรรมขันธ์ แปลว่า หมวดธรรม หรือกองธรรม มี 3 ขันธ์
หรือ 3 ธรรมขันธ์ กล่าวคือ ศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ และปัญญาขันธ์
เรียกง่ายๆว่า ศีล สมาธิ ปัญญา (หรือเรียกว่า สิกขา 3 ได้แก่ อธิศีลสิกขา
อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา)

ยกตำรามาให้ดู ดังนี้

“ท่านวิสาขะผู้มีอายุ กองธรรม 3 หมวดสงเคราะห์ด้วยอริยอัฏฐังคิกมรรคหามิได้

อริยอัฏฐังคิกมรรคต่างหาก สงเคราะห์ด้วยกองธรรม 3

สัมมาวาจาก็ดี สัมมากัมมันตะก็ดี สัมมาอาชีวะก็ดี ธรรมเหล่านี้ สงเคราะห์

ด้วย ศีลขันธ์

สัมมาวายามะก็ดี สัมมาสติก็ดี สัมมาสมาธิก็ดี ธรรมเหล่านี้ สงเคราะห์ด้วย

สมาธิขันธ์

สัมมาทิฏฐิก็ดี สัมมาสังกัปปะก็ดี ธรรมเหล่านี้ สงเคราะห์ด้วยปัญญาขันธ์

(ม.มู.12/508/549)




ดูที่ท่านจัดตามสภาวะที่เป็นธรรมประเภทเดียวกันบ้าง

1. สัมมาทิฏฐิ
2.สัมมาสังกัปปะ

3.สัมมาวาจา
4.สัมมากัมมันตะ
5.สัมมาอาชีวะ

6.สัมมาวายามะ
7.สัมมาสติ
8.สัมมาสมาธิ

ข้อ 1- 2 ปัญญา
ข้อ 3-5 ศีล
ข้อ 6-8 สมาธิ



ในเมื่อลักษณะทั่วไปของมรรคเป็นเช่นนี้ (คห.6) การจัดลำดับองค์ธรรมภายในมรรคจึงเป็นการจัดลำดับตามความสัมพันธ์ระหว่างส่วนประกอบเหล่านั้นเอง กล่าวคือ
จัดลำดับตามความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบของมรรค ซึ่งทำหน้าที่ของมันอยู่ในตัวบุคคลผู้ปฏิบัติธรรม

โดยนัยนี้ ภายในมรรค สัมทิฏฐิจึงเป็นข้อแรก ในฐานะเป็นจุดเริ่มต้น ซึ่งถ้าขาดเสียแล้ว องค์ประกอบข้ออื่นๆ จะเกิดมีขึ้นไม่ได้ เปรียบเหมือนในการเดินทาง จะต้องรู้ว่าทางไหนที่จะไป อย่างน้อยต้องรู้ว่าตั้งต้นที่ไหน
ถ้ายังตั้งต้นไม่ได้ การเดินทางต่อๆไปก็ยังไม่อาจมีขึ้นได้ การเดินทางเป็นฉันใด ในการปฏิบัติธรรมก็ฉันนั้น
เริ่มแรกทีเดียว จะต้องมีความเห็นมีความเข้าใจ หรืออย่างน้อยเชื่อถือถูกต้องตามแนวทาง
ที่จะปฏิบัติเสียก่อน จึงจะดำริคิดการต่อไป และประพฤติปฏิบัติให้ถูกทางได้
การปฏิบัติธรรมจึงต้องอาศัยพื้นฐานความเข้าใจที่เป็นต้นทุนไว้ก่อน เมื่อสัมมาทิฏฐิเบิกช่องทาง หรือตั้งต้นให้แล้ว องค์มรรคข้ออื่นๆ ก็เกิดตามได้เป็นลำดับไป



ที่นิดหน่อยสงสัย ก็คือเมื่อเรียงลำดับต่างกัน
มีผลต่อการปฏิบัติให้ถึงธรรมอย่างไรบ้างนะค่ะ
...........

ทำความเข้าใจ อ่านคห. 7 อีกครั้งนะครับ

ท่านจัดลำดับต่างกันด้วยเหตุผลดังกล่าวไว้ คห. 2 ซึ่งไม่มีผลในทางลบโดยตัวของ

หลักธรรมเอง

แต่เมื่อตกมาถึงบุคคลผู้ปฏิบัติอันนี้ไม่แน่ อาจให้คุณหรือให้โทษได้เมื่อบุคคลนั้นใช้

ไม่เป็น อุปมาเหมือนไฟ ไฟมีประโยชน์ใช้หุงต้มได้ ให้แสงสว่างได้ แต่เมื่อ

ผู้ใช้ไฟทำผิดพลาดประมาทไม่รู้จักคุณและโทษของไฟ อาจได้รับอันตรายจากไฟก็

เป็นได้



ทำไมเรียงลำดับไม่เหมือนกัน

มรรค ๘ = ปัญญา ศีล สมาธิ
ไตรสิกขา = ศีล สมาธิ ปัญญา

อย่างไหนถูกต้องค่ะ

........................................

ไตรสิกขา = ศีล สมาธิ ปัญญา

เป็นการปฏิบัติของปุถุชน


มรรค ๘ = ปัญญา ศีล สมาธิ

เป็นการปฏิบัติของอริยชน





ไตรสิกขา = ศีล สมาธิ ปัญญา

เป็นการปฏิบัติของปุถุชน

ปุถุชนมี 2 ประเภท คือ อันธปุถุชน กับ กัลยาณปุถุชน

กัลยาณปุถุชน คือ ผู้ที่ มี ศีล สมาธิ ปัญญา คือ มีไตรสิกขา

ศีล ใน ไตรสิกขา คือ ศีล 5

สมาธิ ในไตรสิกขา คือ การมีสมาธิในการฟังเทศฟังธรรม การปฏิบัติภาวนา ซึ่งไม่จำเป็นต้องให้ความสงบเข้าถึงฌานก็ได้

ปัญญา คือ การ นำเทศหรือธรรมที่ฟังมา กลับมาพิจารณา ให้เห็นตามความเป็นจริง

ซึ่ง ปัญญา ในไตรสิกขา คือ การฝึกวิปัสนาญาณ ๙ เมื่อผ่านวิปัสนาญาณ ๙ จะทำให้เห็นไตรลักษณ์




มรรค ๘ = ปัญญา ศีล สมาธิ

เป็นการปฏิบัติของอริยชน

คือ เมื่อ ผ่านปัญญาในไตรสิกขา ผ่านวิปัสสนาญาณ ๙ ก็จะเห็นไตรลักษณ์

ตรงกับมรรคองค์ ที่๑ สัมมาทิฐิ เห็นชอบ คือ เห็นไตรลักษณ์ เห็นปฏิจจสมุปบาท เห็นอริยสัจ๔

แล้ว ก็ปฏิบัติตามทางของมรรค ๘ ต่อไป


อริยบุคคล ขั้นแรก คือ โสดาบัน

ผู้ที่ผ่านไตรสิกขา เข้าเขตอริยะ คือ บรรลุโสดาบันอย่างไร

ผู้บรรลุโสดาบัน

ละสังโยชน์ ได้ ๓ ตัว คือ

สักกายทิฏฐิ ละได้ โดยการเกิดวิปัสสนาญาณ ๙ คือ เห็นทุกอย่างเป็นไปตามกฏของไตรลักษณ์ จึงละอัตตาได้ ละสักกายทิฏฐิได้

วิจิกิจจฉา ละได้โดยการ ฟังเทศฟังธรรม คือ การมีสมาธิจากไตรสิกขา มีสาธิในการฟังอย่างต่อเนื่องจิตใจไม่ว็อกแว็ก โดยเชื่อแล้วว่าคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นความจริง เชื่อแล้วว่าบัญญัติ คำสอนมีจริง คือพระพุทธเจ้ามีตัวตนจริง (ไม่เช่นนั้นจะเอาคำสอนมาจากที่ใด)

ศีลพรตปรามาส ละได้โดยการถือศึล ๕ บริสุทธิ จาก ศีลในไตรสิกขา ,ถือศีลด้วยความบริสุทธิ ไม่ใช้เที่ยวไปคุยโม้โอ้อวดว่าตนเองเป็นผู้ถือศีล ผู้ทรงศีล


ครั้งพุทธกาลที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้อริยสัจ ๔ นั้น
พระองค์ทรงใช้เส้นทางของมรรค ๘ อันเรียกว่าบทสรุปของ บารมี ๑๐ นี่แหละ

สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ = ปัญญา
สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ = ศีล
สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ = สมาธิ

แสดงปฐมเทศนาเป็นครั้งแรก คือ "ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร" ให้แก่ ปัจจวัคคีย์ ทั้ง ๕ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ก็คือ มรรค ๘ มัชฌิมาปฏิปทา เส้นทางสายกลาง หากสรุปลงแล้วจะได้เป็น ปัญญา ศีล สมาธิ นี่คือของจริงเมื่อครั้งพุทธกาล

เราจะไม่เคยพบ เคยเจอว่า เมื่อประชาชนชาวเมืองมาเฝ้าพระพุทธเจ้านั้น พระองค์ทรงให้ทุกคนรับศีล เจริญภาวนา (สมาธิ) ก่อนแล้วจึงค่อยแสดงธรรม พระองค์แสดงธรรมไปเลยที่เดียว คนที่บรรลุธรรมตามที่พระองค์ทรงแสดงนั้น เป็นแสนเป็นโกฏิ

ถามว่า
เรียงอย่างนี้ = ปัญญา ศีล สมาธิ
กับเรียงอย่างนี้ = ศีล สมาธิ ปัญญา

อย่างไหนถูก..ก็จะไม่ตอบให้ชัดเจนหรือชี้ชัดลงไป
แต่ให้ใช้ปัญญาของแต่ละท่านพิจารณาเอาเอง

ทีนี้จะมาพิจารณาว่าหากขึ้นต้นด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา จะเป็นอย่างไร
ปัจจุบันนี้จะเห็นได้ชัดเจนมาก มักจะพูดกันติดปากว่า ไปวัดเพื่อ รักษาศีล เจริญภาวนา
การทำบุญ การเข้าวัดนั้น มักขึ้นต้นด้วยการขอศีล นั่งสมาธิ แล้วฟังธรรม

ถ้าถามเรื่องศีลว่าเป็นอย่างไร รักษาอย่างไร อย่างไรเรียกว่าศีลขาด ศีลด่าง ศีลพร้อย ศีลทะลุ สมาธิคืออย่างไร ลักษณะไหนที่เรียก ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ
ก็จะไม่รู้ ตอบไม่ได้

การรักษาศีลก็จะรักษาแบบ รักษาทรัพย์ สิ่งของ เข้าตู้เข้าเชฟล็อกกุญแจ การเกิดสีลัพพัตปรามาส (ลูบคลำศีล) ก็ง่าย การทำสมาธิ ก็ทำไปตามที่พระอาจารย์แนะนำสั่งสอนเท่านั้น แนวทางการเข้าถึงปัญญาก็รู้สึกว่ายาก จึงมักไม่ค่อยอยากใช้ปัญญา

ไม่อยากนึก ไม่อยากคิด ไม่พิจารณาเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว แนวทางนี้ไม่สนับสนุนให้ใช้ปัญญา ไม่ก่อให้เกิดปัญญาแก้ไขปัญหาของตัวเอง

เหมือนเรียนหนังสือ เข้าเรียน ป๒ => ป๓ => ป๑

หากเราเอา ปัญญา ศีล สมาธิ ขึ้นก่อนละ
ถามว่า ศีล สมาธิ เป็นปริยัติหรือไม่ ตอบว่าใช่ เพราะต้องศึกษา การรักษาศีลต้องศึกษาเรื่องศีลให้เข้าใจเสียก่อน จึงจะรักษาให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์ได้ แล้วเอาอะไรมาศึกษาศีล ศึกษาสมาธิ ก็ปัญญานั่นเอง

สุตมัยปัญญาและจินตามัยปัญญา เอามาศึกษาศีล ศึกษาสมาธิ เมื่อเข้าใจเรื่องศีล การรักษาศีลก็ง่าย การเกิดสีลพัตปรามาส หรือการลูบคลำศีลก็ยาก การทำสมาธิก็รู้จักขั้นตอน รู้จักวิธีแก้ไข

ถามว่าเราเอาปัญญา มาจากไหน คนเราเกิดมาจากกุศลกรรมที่ฉลาด ไม่ว่าคนชาติใดภาษาใด เมื่อเกิดมาแล้ว ก็มีสติ มีปัญญา มีสมาธิติดตัวมาด้วยเสมอ เพียงแต่ต้องมาพัฒนา มาฝึกฝนให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง ทั้งทางโลกและทางธรรม

แนวทางนี้ เป็นแนวทางให้ใช้ปัญญา พัฒนาปัญญา พัฒนาความคิด ทำให้การดำเนินชีวิต เป็นไปด้วยความรอบรู้ รอบคอบ มีปัญญาแก้ไขปัญหาชีวิตของตัวเองและของผู้อื่นเสมอ

เหมือนเรียนหนังสือ เข้าเรียน ป๑ => ป๒ => ป๓

สัมมาทิฐินี้ (ปัญญาความเห็นชอบ) เหมือนหัวขบวนรถจักร ลากตู้ขบวนอีกเจ็ดตู้ให้ตามมา พระอาจารย์บางท่านเรียก “มรรคแท้มีอันเดียว คือ สัมมาทิฐิ นอกนั้นอีกเจ็ดเป็นบริวาร”

ปัญญาจึงยิ่งใหญ่นัก คนเหนือกรรมได้ก็ด้วยปัญญา
ผู้ใดมีปัญญา ผู้นั้นเป็นผู้สูงสุด

เจริญธรรม



ขอแสดงความคิดเห็นอีกมุมมองหนึ่งนะครับ

ขอคุณนิดหน่อยอย่าได้มีข้อข้องใจในการเรียงลำดับข้อธรรมเลยครับ เพราะกิเลสเวลาดาหน้าเข้ามาบีบบี้สีไฟจิตเราก็ไม่ได้มาเรียงลำดับตาม ราคะ โทสะ โมหะ ครับ แม้กระทั่งเวลาที่เรามีสติกิเลสมันยังลากเราไปต่อหน้าต่อตา ถึงขนาดถ้าเรา(ตัวผม)มีหางก็ลากจนหางขาด หรือหูหลุดไปตามมัน และในขณะที่เราตั้งใจจะแก้กิเลสเดินตามมรรคหรือไตรสิกขาเวลาปฏิบัติก็ไม่ได้เรียงตามมรรคหรือไตรสิขา ถึงเวลามีศีลเราก็ควรมีศีล ถึงเวลาควรมีสมาธิก็มีสมาธิ ถึงเวลาที่ควรใช้ปัญญาก็ใช้ปัญญา นี่คือการปฏิบัติในเบื้องแรกหยิบได้ข้อไหนก็เอาข้อนั้นก่อนเพราะยังจับหลักไม่ถูก

หากปฏิบัติไปได้ซักระยะเริ่มจับทิศจับทางการปฏิบัติได้ ก็จะไปตามแถวแนวทางของธรรมที่จากหยาบไปหาละเอียดตามลำดับลำดา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ครับ ดังท่านว่า
"สีลปริภาวิโต สมาธิ มหปฺผโล โหติ มหานิสํโส สมาธิปริภาวิตา ปญฺญา มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา ปญฺญาปริภาวิตํ จิตฺตํ สมฺมเทว อาสเวหิ วิมุจฺจติ

สมาธิที่เจริญไว้ด้วยสีล ย่อมมีกำลังมากและมีผลานิสงส์มาก ปัญญาที่ได้เจริญไว้ด้วยสมาธินั้น ย่อมมีกำลังมาก มีอานิสงส์มาก จิตใจที่ได้เจริญไว้ด้วยปัญญานั้น ย่อมหลุดพ้นจาก อาสวะทั้งปวง"

ส่วนการเรียงลำดับตามมรรค 8 ผมเห็นตามที่คุณมิตรตัวน้อยกล่าวถึงครับ
"สัมมาทิฐินี้ (ปัญญาความเห็นชอบ) เหมือนหัวขบวนรถจักร ลากตู้ขบวนอีกเจ็ดตู้ให้ตามมา พระอาจารย์บางท่านเรียก “มรรคแท้มีอันเดียว คือ สัมมาทิฐิ นอกนั้นอีกเจ็ดเป็นบริวาร”"
มิตรตัวน้อย - 202.6.107.51 [11 มิ.ย. 2551 12:28 น.] คำตอบที่ 13

ส่วนผลของการปฏิบัติไม่ต่างกันครับในความเห็นของผม ดังตามที่บุรพาจารย์ท่านกล่าวว่า "ผู้ปฏิบัติตามสายนั้นสายนี้ก็เหมือนมาจากแม่น้ำสายนั้นสายนี้ เมื่อไหลเข้ามาสู่มหาสมุทรทะเลหลวงก็รวมเป็นอันเดียวกันแล้วไม่ได้แยกว่ามาจากแม่น้ำสายนั้นสายนี้" ถึงธรรมเหมือนกันครับ



ขอขอบพระคุณ คุณดิน คุณชิน คุณภูวนารถ คุณ - 203 คุณมิตรตัวน้อย คุณ guest
เป็นอย่างสูง ที่ได้แสดงความคิดเห็น ได้ให้ความรู้ ให้ปัญญา แก่นิดหน่อยและอีกหลาย ๆ ท่าน

กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ
สาธุ..สาธุ..สาธุ


ขอบคุณทุกท่านทั้งผู้ถาม และผู้เข้ามาตอบ ได้ประโยชน์มากจริงๆครับ ขออนุโมทนากับทุกท่านด้วยครับ


 เปิดอ่านหน้านี้  3179 

  แสดงความคิดเห็น


RELATED STORIES



จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย