ทำไม่พระพุทธเจ้า...ไม่ให้เชื่อพระไตรปิฎก

 montasavi   



พระพุทธเจ้าไม่ให้เชื่อคัมภีร์(พระไตรปิฎก)

หลักกาลามสูตร ๑๐ ที่ว่าด้วยการอย่าเชื่อ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ดังนี้

๑. มา อนุสฺสาเวน อย่าเชื่อโดยฟังตามกันมา
๒. มา ปรมฺปราย อย่าเชื่อโดยเหตุสักว่าตามสืบๆ กันมา
๓. มา อิติ กิราย อย่าเชื่อโดยตื่นข่าว
๔. มา ปิฎกสัมฺปทาเนน อย่าเชื่อโดยอ้างปิฎก
๕. มา ตกฺกเหตุ อย่าเชื่อโดยนึกเดาเอาเอง
๖. มา นยเหตุ อย่าเชื่อโดยคาดคะเน
๗. มา อาการปริวิตกฺเกน อย่าเชื่อโดยการตรึกตรองตามอาการ
๘. มา ทิฎฐินิชฺฌานกฺขนกฺขนฺติยา อย่าเชื่อโดยเห็นว่าถูกตามลัทธิของตน
๙. มา ภพฺพรูปตาย อย่าเชื่อโดยเห็นว่า ผู้พูดควรเชื่อได้
๑๐. มา สมโฌ โน ครุ อย่าเชื่อโดยถือว่า สมณะนี้เป็นครูของตน


ในกรณีที่ผู้ฟังยังไม่รู้ไม่เข้าใจและยังไม่มีความเชื่อในเรื่องใด ๆ พระพุทธเจ้าก็ไม่ทรงชักจูงความเชื่อ เป็นแต่ทรงสอนให้พิจารณาตัดสินเอาตามเหตุผลที่เขาเห็นได้ด้วยตนเอง
คำว่า ปิฎก ในพระสูตรนี้ รวมหมายถึงพระไตรปิฎกด้วย มีเหตุผลอธิบายดังต่อไปนี้
ภาษาบาลีว่า มา ปิฏกสมฺปทาเนนา ท่านพระธรรมปิฎก แปลว่า อย่ายึดถือ โดยการอ้างตำรา

คัมภีร์อรรถกถาอธิบายว่า

มา ปิฏกสมฺปทาเนนาติ อมฺหาก ปิฏกตนฺติยา สทฺธึ สเมตีติปิ มา คณฺหิตฺถ .
ปิฏก ปิฏกตฺถวิทู ปริยตฺติภาชนตฺถโต อาหุ
เตน สโมธาเนตฺวา ตโยปิ วินยาทโย เยฺยา.

ปริยตฺติปิ หิ "มา ปิฏกสมฺปทาเนนา"ติ อาทีสุ ปิฏกนฺติ วุจฺจติ.
น ปิฏกสมฺปทายาติ อมฺหาก ปิฏกตนฺติยา สทฺธึ สเมตีติ น โหติ.

คัมภีร์ฏีกา อธิบายว่า ปิฏก คนฺโถ สมฺปทียติ เอตสฺสาติ ปิฏกสมฺปทาน, คนฺถสฺส อุคฺคณฺหนโก. เตน ปิฏกอุคฺคณฺหนกภาเวน เอกจฺโจ ตาทิส คนฺถ ปคุณ กตฺวา เตน ต สเมนฺต สเมติ, ตสฺมา "ภูตเมตนฺ"ติ คณฺหาติ, ต สนฺธาเยส ปฏิกฺเขโป "มา ปิฏกสมฺปทาเนนา"ติ, อตฺตโน อุคฺคหคนฺถสมฺปตฺติยา มา คณฺหิตฺถาติ วุตฺต โหติ

อรรถกถามัชฌิมนิกายกล่าวว่า ปิฏก ศัพท์ หมายถึง พระไตรปิฎก มีบาลีว่า “ ปิฏกสมฺปทายาติ ปาวจนสงฺขาตสมฺปตฺติยา. สาวิตฺติอาทีหิ ฉนฺทพนฺเธหิ จ วคฺคพนฺเธหิ จ สมฺปาเทตฺวา อาคตนฺติ ทสฺเสติ
ฎีกาทีฆนิกายกล่าวว่า ปิฏก ศัพท์ หมายถึง พระบาลี (พระไตรปิฎก)ว่า “มา ปิฏกสมฺปทาเนนาติ กาลามสุตฺเต, สาฬฺหสุตฺเต จ อาคต ปาฬิมาห. ตทฏฺกถายฺจ "อมฺหาก ปิฏกตนฺติยา สทฺธึ สเมตีติ มา คณฺหิตฺถา"ติ อตฺโถ วุตฺโต. อาจริยสาริปุตฺตตฺเถเรน ปน "ปาฬิสมฺปทานวเสน มา คณฺหถา"ติ วุตฺต


๔. มา ปิฎกสัมฺปทาเนน อย่าเชื่อโดยอ้างปิฎก



....พุทธประสงค์ที่แท้จริงในการตรัสเรื่องนี้ ก็คือ ไม่ทรงให้ปลงใจเชื่อถือเพียงเพราะอ้างตำรารวมไปถึงตำราที่เรียกกันว่าพระไตรปิฎกด้วย แต่ก็มิใช่หมายความว่าไม่ให้เชื่ออะไรเลย ทรงประสงค์ว่า การตัดสินใจเชื่อในแต่ละเรื่องมิใช่ตัดสินใจเชื่อเพียงเพราะเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง ใน ๑๐ ประการนี้ แต่ควรจะมีข้อมูลในการตัดสินใจเชื่อที่มากไปกว่านั้น เช่น ไม่ให้ตัดสินใจเชื่อเพียงเพราะฟังจากอาจารย์อย่างเดียว แต่ควรหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนว่า คำพูดของอาจายร์นั้นสอดคล้องกับตำราอื่นหรือไม่ นำไปทดสอบทดลองแล้ว มีหลักการพอจะเข้ากันได้หรือไม่ เป็นต้น ทำดังนี้แล้วจึงค่อยตัดสินใจเชื่อ ....มิใช่ว่า ห้ามไม่ให้เชื่ออะไรเลย ( เพราะการเชื่อในหลักกาลามสูตร..ก็เป็นการเชื่อคัมภีร์เช่นกันมิใช่หรือ??)

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสอีกว่า “เมื่อใด ท่านทั้งหลายรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล ธรรมเหล่านี้มีโทษ ธรรมเหล่านี้ผู้รู้ติเตียน ธรรมเหล่านี้ใครยึดถือปฏิบัติถึงที่แล้วจะเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความทุกข์ เมื่อนั้นท่านทั้งหลายพึงละเสีย ฯลฯ เมื่อใดท่านทั้งหลายรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล ธรรมเหล่านี้ไม่มีโทษธรรมเหล่านี้วิญญูชนสรรเสริญ ธรรมเหล่านี้ใครยึดถือปฏิบัติ จะเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข เมื่อนั้นท่านทั้งหลายพึงถือปฏิบัติบำเพ็ญ(ธรรมเหล่านั้น)"





อ้างอิง...

พระสุตตัตนตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต เกสปุตติสูตร (ไทย) ๒๐/๖๖/๒๕๙
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ภัททิยสูตร (ไทย)๒๑/๑๙๓/๒๘๗
อรรถกถา องฺ.อ.(บาลี) ๒/๑๕๔/๒๐๓
อรรถกถา ที.สี.อ.(บาลี) ๑/๑๗
อรรถกถา ขุ.มหา.อ.(บาลี) ๑๕๖/๓๙๑
คัมภีร์ฏีกา องฺ.ฏีกา.(บาลี)๒/๒๖๘/๒๐๙
อรรถกถา ม.ติก.อ.(บาลี)๓/๔๕๓/๓๐๔
คัมภีร์ฏีกา ที.สี.อภินวฏีกา (บาลี) หน้า ๑๑๖




ผู้รู้..ไม่ใช่.. ผู้ใช่..ไม่รู้..


ท่านผู้ทีมีจริตเชื่อลัทธิต่าง ๆ ง่าย ๆ ควรน้อมนำธรรมที่ท่าน อ.มหาแสดงไว้ พิจาณาด้วยครับ แต่ของอย่างนี้ขึ้นอยู่กับบุพเพนิวาสชาติปางก่อนเหมือนกัน ถ้าเกี่ยวพันกับเจ้าลัทธิที่ว่ามา ยังไงก็หนีกันไม่พ้น เหมือนกับเรื่องอะไรนะครับผมจำไม่ค่อยได้ รบกวนท่าน อ.มหาแสดงให้ฟังด้วยครับ เรื่อง ขบวนพ่อค้าที่ผ่านหน้าพระพุทธองค์แต่ก็ไม่ได้ถวายอาหารหรืออะไรทั้งที่รู้ว่าเป็นพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ทรงตรัสทำนายกับพระอานนท์ว่า พ่อค้าเหล่านี้เป็นศิษย์ของพระมหากัสปะมีความเกี่ยวพันกันมาหลายภพหลายชาติ เดี๋ยวเค้าจะไปพบกับพระมหากัสปะแล้วแล้วจะตามไปถวายอาหารกับพระพุทธองค์พร้อมกับพระมหากัสปะ ภายหลัง พระพุทธองค์จึงตรัสกับพระอานนท์ให้ไปรอขบวนพ่อค้าเหล่านั้น ครับ ผิดถูกประการใดต้องของอภัยครับจำเนื้อเรื่องได้เพียงคร่าว ๆ ขอความกรุณาท่าน อ.มหาแสดงถึงเรี่องที่ถูกต้องด้วยครับ


ตายล่ะ

ท่านเว็บมาสเตอร์ต้องลบกระทู้นี้ทิ้งเสียแล้วล่ะ

เพราะอ้างคัมภีร์ของท่านพระพรหมคุณาภรณ์ คัมภีร์สารพัดคัมภีร์เป็นแถว

พร้อมมีลูกคู่มาสนับสนุน อิอิอิ ขนาดพระไตรปิฎกยังถูกค้าน นะเนี่ย
แต่ตำราใด ที่พระพม่าแต่งจึงจะเชื่อถีอได้
เฮ้อออออออออ

ท่านพระมหาประเสริฐ น่าจะขอย้ายไปอยู่พม่านะเนี่ย






๑๐๐ ปีที่ผ่านมา .....พระพม่าที่ทรงจำพระไตรปิฎกทั้ง ๔๕ เล่ม และอรรถ มีอยู่ถึง ๒๗ รูป

....แต่พระไทยไม่มีแม้แต่รู้เดียว ....น่าสรรเสริญจริง ๆ

สาเหตุของปัญญหาทั้งปวงเกิดจากอวิชชา แปลว่า ..รู้ไม่จริง.. (..อันมี...อคติร่วมด้วย)

ขอให้อ่านบทความให้ครบถ้วน...แล้วท่านจะเกิดวิชชา...


ในเรื่องนี้ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ประยุทธ์ ปยุตฺโต) อธิบายว่า

คำว่า อย่ายึดถือ ...ในที่นี้ ขอให้เข้าใจความว่า หมายถึงการไม่ตัดสินหรือลงความเห็นแน่นอนเด็ดขาดลงไปเพียงเพราะเหตุเหล่านี้ ตรงกับคำว่า "อย่าปลงใจเชื่อ" อนึ่ง ไม่พึงแปลความเลยเถิดไปว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนไม่ให้เชื่อสิ่งเหล่านี้และให้เชื่อสิ่งอื่นนอกจากนี้ แต่พึงเข้าใจว่าแม้แต่สิ่งเหล่านี้ซึ่งบางอย่างก็เลือกเอามาแล้วว่าเป็นสิ่งที่น่าเชื่อที่สุด ท่านก็ยังเตือนไม่ให้ปลงใจเชื่อไม่ให้ด่วนเชื่อ ไม่ให้ถือเป็นเครื่องตัดสินเด็ดขาด ยังอาจผิดพลาดได้ ต้องใช้ปัญญาพิจารณาก่อน ก็ขนาดสิ่งที่น่าเชื่อที่สุดแล้วท่านยังไม่คิดเชื่อ ให้พิจารณาให้ดีก่อน สิ่งอื่นคนอื่นเราจะต้องคิดพิจารณาระมัดระวังให้มากสักเพียงไหน

สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้นับถือในลัทธิศาสนาหรือหลักคำสอนใดๆ พระองค์จะตรัสธรรมเป็นกลางๆเป็นการเสนอแนะความจริงให้เขาคิด ด้วยความปรารถนาดี เพื่อประโยชน์แก่ตัวเขาเอง โดยมิต้องคำนึงว่าหลักธรรมนั้นเป็นของผู้ใด โดยให้เขาเป็นตัวของเขาเอง ไม่มีการชัดจูงให้เขาเชื่อเลื่อมใสต่อพระองค์หรือเข้ามาสู่อะไรสักอย่างที่อาจจะเรียกว่าศาสนาของพระองค์ พึงสังเกตด้วยว่าจะไม่ทรงอ้างพระองค์หรืออำนาจเหนือธรรมชาติพิเศษอันใดเป็นเครื่องยืนยันคำสอนของพระองค์ นอกจากเหตุผลและข้อเท็จจริงที่ให้เขาพิจารณาเห็นด้วยปัญญาของเขาเอง




ปัญญาสำคัญไฉน ?

ศาสนาพุทธ : ปัญญามีไว้สำหรับทำลายศรัทธา เพราะเมื่อรู้แจ้งเห็นจริงด้วยตนเอง แล้ว ก็ไม่ต้องเชื่อต่อใครอีกต่อไป เปรียบเหมือน ผู้ที่เคยลิ้มรสมะนาวมาแล้ว เขาไม่ ต้องเชื่อต่อใครอีกต่อไปว่ามะนาวมีรสเปรี้ยว เพราะได้ประจักษ์ด้วยตน เองแล้ว..พระอรหันต์เป็นอสัทธา ( ผู้ไม่มีความเชื่อ มีแต่ความรู้แจ้งในสภาวะธรรมที่ปรากฏ)

ศาสนาอื่นๆ : ปัญญามีไว้เพื่อค้นหาเหตุผลมาเพิ่มพูนสนับสนุนศรัทธา ที่มีอยู่แล้วให้น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น






พระสารีบุตรไม่เชื่อใคร


พระผู้มีพระภาคตรัสว่า บุคคลผู้ไม่ยินดีในสิ่งน่ายินดี ไม่ประกอบในความดูหมิ่นละเอียดอ่อนมีปฏิภาณ ไม่ต้องเชื่อใคร และไม่ต้องคลายกำหนัด

คำว่า ไม่ต้องเชื่อใคร คือ ธรรมที่ตนรู้ยิ่งเห็นจริงด้วยตนเองแล้ว บุคคลไม่ต้องเชื่อต่อใคร ๆ อื่นอีกต่อไป ( ..ขอยกตัวอย่างเสริม เช่น ผู้ที่เคยลิ้มรสมะนาวแล้ว ก็ไม่ต้องเชื่อต่อใคร ๆ อีกต่อไปว่ามะนาวนั้นมีรสเปรี้ยว เพราะได้รู้ยิ้งเห็นจริงด้วยลิ้นของตนเองแล้ว) เพราะตนรู้ยิ่ง เห็นจริงด้วยตนเองแล้วว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ... ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ...

สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสถามพระสารีบุตรว่า สารีบุตร เธอเชื่อหรือไม่ว่า อินทรีย์ ๕ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมหยั่งลงสู่อมตธรรม มีอมตธรรมเป็นที่ไปในเบื้อง เป็นที่สุด

..ท่านพระสารีบุตรกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในข้อนี้ ข้าพระองค์ไม่จำต้องเชื่อต่อพระผู้มีพระภาคเลยว่า สัทธินทรีย์ ...วิริยินทรีย์ ..สตินทรีย์ ...สมาธินทรีย์ ...ปัญญินทรีย์ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมหยั่งลงสู่อมตธรรม มีอมตธรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้า มีอมตธรรมเป็นที่สุด

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในเรื่องนี้ หากชนเหล่าใด ยังไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เข้าใจ มิได้ทำให้แจ้ง มิได้สัมผัสด้วยปัญญาแล้ว ชนเหล่านั้นก็ยังต้องถึงความเชื่อต่อผู้อื่น แต่หากชนเหล่าใดรู้ เห็น เข้าใจ ทำให้แจ้ง สัมผัสด้วยปัญญาแล้ว ชนเหล่านั้นก็ ย่อมไม่มีความสงสัย ไม่มีความแคลงใจในข้อนั้นเลยว่า สัทธินทรีย์ ..วิริยินทรีย์ ..สตินทรีย์ ...สมาธินทรีย์ ...ปัญญินทรีย์ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมหยั่งลงสู่อมตธรรม มีอมตธรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้า มีอมตธรรมเป็นที่สุด

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดีแล้ว สารีบุตร ในเรื่องนี้ ชนเหล่าใดไม่รู้ ไม่เห็นไม่เข้าใจ มิได้ทำให้แจ้ง มิได้สัมผัสด้วยปัญญาแล้ว ชนเหล่านั้นก็ยังต้องดำเนินไปด้วยความเชื่อต่อผู้อื่นว่าสัทธินทรีย์ ... ปัญญินทรีย์ ที่บุคคลเจริญแล้วทำให้มากแล้ว ย่อมหยั่งลงสู่อมตธรรม มีอมตธรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้า มีอมตธรรมเป็นที่สุด



พระอรหันต์ คือ ผู้ที่ไม่ต้องมีความเชื่อต่อใคร ๆ อีกต่อไป

คัมภีร์พระสุตตันตปิฏก ทีฆนิกาย ปรากฎข้อความว่า พระราชโอรสพระนามว่าขัณฑะและบุตรปุโรหิตชื่อติสสะบรรลุธรรมแล้ว ..หมดความสงสัยแล้วปราศจากความแคลงใจ ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น ในคำสอนของพระศาสดา ได้กราบทูลพระวิปัสสีพุทธเจ้าว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคชัดเจนไพเราะยิ่งนัก พระผู้มีพระภาคประกาศธรรมแจ่มแจ้งโดยประการต่าง ๆเปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือตามประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจักเห็นรูปได้’ ข้าพระองค์ทั้งสองนี้ขอถึงพระผู้มีพระภาคพร้อมทั้งพระธรรมเป็นสรณะ และพึงได้การบรรพชาพึงได้การอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาค

บุคคลผู้ไม่ยินดีในสิ่งที่น่ายินดี
ไม่ประกอบในความดูหมิ่น
ละเอียดอ่อน มีปฏิภาณ
ไม่ต้องเชื่อใคร และไม่ต้องคลายกำหนัด
บุคคลไม่ศึกษาเพราะอยากได้ลาภ
ไม่โกรธเพราะไม่ได้ลาภ
ไม่เดือดดาลและไม่ยินดีในรสเพราะตัณหา

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปว่า
นรชนใดผู้ไม่ต้องเชื่อใคร
รู้จักนิพพานที่ปัจจัยอะไรปรุงแต่งไม่ได้
ตัดรอยต่อแห่งการเกิดใหม่
ทำลายโอกาสแห่งการท่องเที่ยวไปในสงสาร
คลายความหวังแล้ว นรชนนั้นแล เป็นบุรุษสูงสุด




อ้างอิง..

ดูรายละเอียดใน หนังสือพุทธธรรม
มหานิทเทส ปุราเภทสุตตนิทเทส เล่มที่ ๒๙ ข้อ ๘๗ หน้า ๒๗๑
พระสุตตันตปิฏก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๒๙ ข้อ ๘๘ หน้า ๒๗๔
ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น หมายถึง ไม่ต้องอาศัยผู้อื่นคอยแนะนำพร่ำสอนในคำสอนของพระศาสนา ไม่ได้หมายถึง ว่า ไม่ต้องเชื่อใคร (อปรปฺปจฺจโย =ไม่มีใครอื่นอีกเป็นปัจจัย สารตฺถ.ฏีกา ๓/๑๘/๒๒๒0
ทีฆนิกาย มหาวรรค ๑๐/๗๖/๔๓ , สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค ปุพพโกฏฐกสูตร ๑๙/๕๑๔/๓๒๖
ขุ.สุตฺต. ๒๕/๘๖๐/๗๐๖ , สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค ปุพพโกฏฐกสูตร ๑๙/๕๑๔/๓๒๖



พระไตรปิฎกเชื่อไม่ได้

แต่หนังสือพุทธรรมเชื่อได้

ว่างั้น


นี่แสดงว่าท่านมหาประเสริฐเป็นพระพม่าแน่ๆ ชัวร์ ฟันธง





ท่านผู้อ่านใช้วิจารณญาณหน่อยนะครับ


ขนาดพระไตรปิฎกยังเชื่อถือไม่ได้

แล้วทุกตัวอักษรของพระมหาประเสริฐ นี้โชื่อถีอได้หรือ

เข้าข่ายเดียวกันนี่


อนาถจริงหนอ อนาถจริงหนอ




เป็นพระที่คัดค้านพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์เนี่ยนะ

พระโจมตีพระไตรปิฎกเนี่ยนะ

ถอดผ้ากาสวะออกดีไหมครับพระคุณเจ้า



อายครับอาย




ถ้าไม่เชื่อพระไตรปิฏก แล้วจะเชื่ออะไรกันดีเอ่ย

เฮ้อ ขอถามท่าน พระมหาประเสริฐ มนฺตเสวี หน่อยเถอะนะครับ เวลาที่ท่านมหาเปรียญ เรียนคณิตศาสตร์ ท่านมหาเปรียญต้องใช้ทฤษฎีในการแก้โจทย์หรือเปล่าครับ แต่กระผมคิดว่า ท่านมหาเปรียญคงมิได้ใช้ เพราะท่านมหาเปรียญไม่เชื่อตำรา เอ๊....แต่ว่าถ้าท่านมหาเปรียญไม่นำทฤษฎีมาใช้ในการแก้โจทย์สงสัยว่าท่านมหาเปรียญคงเป็นคนคิดทฤษฎีเองกระมัง
แต่นี่พระไตรปิฎกเป็นคัมภีร์ที่รวบรวมพระพุทธพจน์ไว้เพื่อเป็นแนวทางให้พุทธบุตรอย่างท่านมหาเปรียญใช้เพื่อเป็นแนวทางในการออกไปจากโลก ออกไปสู่พระนิพพาน
พระไตรปิฎกที่พระอรหันต์ทั้ง ๕๐๐ องค์ รวบรวมไว้เมื่อครั้งสมัยพุทธกาล ท่านมหาเปรียญไม่เชื่อ
แต่ท่านมหาเปรียญเชื่อหนังสือที่ปุถุชนแต่งขึ้น เฮ้อ
มหาคือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านภาษาบาลีใช่ไหมครับ
ทุกท่านลองคิดดูนะครับ
สาวกไม่เชื่อผู้เป็นศาสดา แล้วสาวกผู้นั้นยังจะเป็นสาวกอีกหรือเปล่าครับ
และควรเรียกผู้เป็นเช่นนั้น ว่าอย่างไรดี????????????
ขอบคุณครับ


สาธุครับท่านต่ำศักดิ์

สาวกของเดียรถีย์ ก็เรียกสาวกอ่ะนะ


ท่านมหาประเสริฐ ท่านยังอยู่ในพระธรรมวินัยนี้อยู่หรือไม่ ?
ด้วยทิฏฐิเช่นไรหนอ..มิจฉาบังปัญญาให้ท่านเข้าใจผิด ริตีความ ด้วยหยิบยก
พุทธพจน์สั้นๆ ในกาลามสูตร..ซึ่งฝรั่งอ่านแล้วโดนใจเขา เพราะโดนกฎของคริต
ศาสนาของเขากดขี่มานาน จึงชอบบทเล็กนี้เป็นพิเศษ...

แล้วใย ตัวท่านมหาประเสริฐเอง ได้มีโอกาสบวชในพุทธศาสนานี้ แต่ไม่ได้
ศึกษาพระไตรปิฎก ไม่ดูบริบทโดยรวมในพระสูตรนี้ว่า พระองค์มุ่งเน้นตรัสกับใคร
และมุ่งที่จะให้เข้าใจต่อบุคคลใด

หากใช้เพียงวิจาณญาณเพียงเล็กน้อยว่า
การสืบทอดพระธรรมวินัยมาถึงปัจจุบ จนพระศาสนายั่งยืนยาวนานที่สุดในโลก
ศาสนาหนึ่ง ก็เพราะได้เรียน และรู้ การอ่าน ได้ทรงจำ จากพระไตรปิฎกนั้นเอง

ตัวท่านเอง ได้เติบโต อยู่ในประเทศที่สงบสุข ผาสุข จนได้บวชเป็นพระ ได้คุณจาก
พระศาสนา ได้ถือบวชห่มเหลือง เช่นนี้ ก็เพราะคุณจากที่ใดเล่า ?
หากไม่ใช่พระการสืบทอด รุ่นสู่รุ่น ..กาลเวลาสู่ปัจจุบัน ซึ่งหากอ่านในประวัติศาสตร์
ของพระศาสนานั้น พระอรหันต์ พระเถระ ศาสนูปถัมฯ ศาสนิกชน ฯลฯ ได้ฝ่าฝัน
เก็บหลักฐาน สืบหลักฐาน รักษา คงรักษ์พระไตรปิฎกมาถึงท่านมหาฯได้อย่างไร???

ใยท่านไม่มีกตัญญูต่อพระศาสนา?
ใยท่านทำร้าย ทำลายพระศาสนา
ใยท่านเห็นทิฏฐิอันพระพุทธองค์เห็นโทษ และตรัสสอนให้รู้ทัน แต่ทันกลับไม่รู้ทัน?

**มาโปรด**


ขอความกรุณาท่านมหาเปรียญผู้ที่ได้ดีเพราะพุทธศาสนาแท้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆเลยนะครับ ยังไม่รู้จักบุญคุณข้าว แดงแกงร้อน ของพุทธศาสนาอีกหรอครับ ถ้ารู้ว่าท่านจะมาฉกฉวยทรัพยากรในพุทธศาสนานะครับ แล้วพอท่านได้ดี ท่านก็ทำอย่างนี้หรอครับ
โอ้ ยิ่งกว่าอบายแน่ๆครับ



(ต่อ)

***

เรื่องราวในพระสูตรมีดังนี้

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธองค์พร้อมกับพระสาวกจำนวนหนึ่งจาริกไปยังโกศลชนบท
อันมีนิคมของพวกกาลามะ ได้เข้ามาเฝ้าด้วยศรัทธาหนาแน่น เพราะเคยได้ยินใน
พระคุณฯของพระพุทธองค์ แล้วจากนั้นได้เล่าให้พระพุทธองค์ฟังว่า ก่อนหน้านี้
มีพรหมณ์ลัทธิต่างๆ ได้เข้ามาประกาศคุณวิเศษของตนไว้มากมาย หลายลัทธิ
พรหมณ์ลัทธิเหล่านั้น ต่างกล่าวยกลัทธิตน และกล่าววาจาทั้งกระทบกระเทียม
พูดกด กล่าวดูหมิ่น กันและกัน
ซึ่งชาวกาลามะ ไม่อาจจะแยกได้ว่า ใครน่าเชื่อถือได้

...ดังนี้ พระพุทธองค์จึงตรัสว่า


ดูกรกาลามชนทั้งหลาย ก็ควรแล้วที่ท่านทั้งหลายจะเคลือบแคลงสงสัย และท่าน
ทั้งหลายเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในฐานะที่ควรแล้ว มาเถิดท่านทั้งหลาย
ท่านทั้งหลายอย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังมา
อย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำสืบๆ กันมา
อย่าได้ยึดถือโดยตื่นข่าวว่า ได้ยินอย่างนี้ อย่าได้ยึดถือโดยอ้างตำรา
อย่าได้ยึดถือโดยเดาเอาเอง อย่าได้ยึดถือโดยคาดคะเน
อย่าได้ยึดถือโดยความตรึกตามอาการ
อย่าได้ยึดถือโดยชอบใจว่าต้องกันกับทิฐิของตัว
อย่าได้ยึดถือโดยเชื่อว่าผู้พูดสมควรจะเชื่อได้
อย่าได้ยึดถือโดยความนับถือว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา

เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล
ธรรมเหล่านี้มีโทษ ธรรมเหล่านี้ผู้รู้ติเตียน ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว
เป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายควรละธรรม
เหล่านั้นเสีย

ดูกรกาลามชนทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
ความโลภ เมื่อเกิดขึ้นในภายในบุรุษ ย่อมเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์หรือเพื่อสิ่งไม่เป็น
ประโยชน์
พวกชนกาลามโคตรต่างกราบทูลว่า เพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์พระเจ้าข้า ฯ
พ. ดูกรกาลามชนทั้งหลาย ก็บุคคลผู้โลภ ถูกความโลภครอบงำ มีจิต
อันความโลภกลุ้มรุมนี้ ย่อมฆ่าสัตว์ก็ได้ ลักทรัพย์ก็ได้ คบชู้ก็ได้ พูดเท็จก็ได้
สิ่งใดเป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์เพื่อทุกข์ สิ้นกาลนาน บุคคลผู้โลภ ย่อม
ชักชวนผู้อื่นเพื่อความเป็นอย่างนั้นก็ได้ ฯ
กา. จริงอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
พ. ท่านทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ความโกรธเมื่อเกิดขึ้น
ในภายในบุรุษ ย่อมเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์หรือเพื่อสิ่งไม่ใช่ประโยชน์ ฯ
กา. เพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ พระเจ้าข้า ฯ
พ. ดูกรกาลามชนทั้งหลาย ก็บุคคลผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำ มีจิต
อันความโกรธกลุ้มรุมนี้ ย่อมฆ่าสัตว์ก็ได้ ลักทรัพย์ก็ได้ คบชู้ก็ได้ พูดเท็จก็ได้
สิ่งใดเป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์ สิ้นกาลนาน บุคคลผู้โกรธย่อม
ชักชวนผู้อื่น เพื่อความเป็นอย่างนั้นก็ได้ ฯ
กา. จริงอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
พ. ดูกรกาลามชนทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
ความหลง เมื่อเกิดขึ้นในภายในของบุรุษ ย่อมเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์หรือเพื่อสิ่ง
ไม่เป็นประโยชน์ ฯ
กา. เพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ พระเจ้าข้า ฯ
พ. ดูกรกาลามชนทั้งหลาย บุคคลผู้หลง ถูกความหลงครอบงำ มีจิต
อันความหลงกลุ้มรุมนี้ ย่อมฆ่าสัตว์ก็ได้ ลักทรัพย์ก็ได้ คบชู้ก็ได้ พูดเท็จก็ได้
สิ่งใดเป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์เพื่อทุกข์ สิ้นกาลนาน บุคคลผู้หลง ย่อม
ชักชวนผู้อื่นเพื่อความเป็นอย่างนั้นก็ได้ ฯ
กา. จริงอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
พ. ดูกรกาลามชนทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
ธรรมเหล่านี้เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล ฯ
กา. เป็นอกุศล พระเจ้าข้า ฯ
พ. มีโทษหรือไม่มีโทษ ฯ
กา. มีโทษ พระเจ้าข้า ฯ
พ. ท่านผู้รู้ติเตียนหรือท่านผู้รู้สรรเสริญ ฯ
กา. ท่านผู้รู้ติเตียน พระเจ้าข้า ฯ
พ. ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์
เพื่อทุกข์หรือหาไม่ ในข้อนี้ท่านทั้งหลายมีความเห็นอย่างไร ฯ
กา. ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เพื่อ
ทุกข์ ในข้อนี้ข้าพระองค์ทั้งหลายมีความเห็นเช่นนี้ ฯ

***เหล่านี้คือ บทเจรจาของพระพุทธองค์และชาวกาลามะ***

แล้ว ท่านมหาประเสริฐ ท่านจะทราบได้ยังไรว่า...
ธรรมใดควรติเตียนแล้วละเสีย.. ธรรมใดควรรักษา แล้วเจริญ..
ธรรมใดควรเป็นประโยชน์ ธรรมใดควรละ เพราะไม่เป็นประโยชน์
ธรรมใดควรกำหนดรู้
ธรรมใดควร ละ
ธรรมใดควรทำความเข้าใจให้แจ่มแจ้ง
ธรรมใดควรเจริญให้เต็มเปี่ยมสมบูรณ์
เหล่านี้..เพื่อความพ้นทุกข์ทั้งปวง ..

ท่านมหาประเสริฐ ท่านรู้เอง รู้แนวทางปฏิบัติเองหรือ?

พระอุปัชฌาจารย์ของท่าน รู้เองหรือ ?

พระอาจารย์ของพระอุปัชฌาจารย์ของท่าน รู้เองหรือ?

พระอาจารย์ของพระอาจารย์ของพระอุปัชฌาจารย์ของท่านรู้เองหรือ?

พระอาจารย์ของ..ฯลฯ...รู้เอง แล้วบัญญัติขึ้นเองหรือ ??

ท่านลองสืบถอยหลังไปเป็นสองพันห้าร้อยกว่าปี ดูซิท่านมหาประเสริฐ ??

***

กล่าวโดยแท้จริงว่า พระธรรมอันประเสริฐของพระศาสดานั้น
มิใช่ท่านผู้ใดเมื่ออ่าน และปฏิบัติจะเกิดปัญญาโดยง่าย เพียงแค่คิด และพูด

ยังต้องอาศัยบุญบารมีที่สั่งสม เป็นความเห็นถูก คือ สัมมาทิฏฐิ อันสืบกันไม่ใช่
เพียงชาติใดชาติหนึ่ง หากอ่านในพระไตรปิฎกแล้ว นับเนื่องเป้นอสงไขย
ย่อมประกอบด้วยการทำเหตุปัจจัยทั้งสิ้น

ดังนั้น ท่านมหาประเสริฐ ท่านกลับดึงความเห็นลงต่ำ นำมิจฉานี้
ตัดตอนอายุของพระพระศาสนาสั้นลง ด้วยการปฏิเสธพระธรรมวินัยอันสืบต่อมา
จนถึงปัจจันว่า...แล้วแปลงคำสอนของพระศาสดาตามทิฏฐิท่าน เช่นนี้เทียวหรือ??

**** ท่านหยิบยก แล้วกล่าวเสริมอ้างอิงท้ายกระทู้เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ
ทั้งที่ตัวท่านก็มิได้อ่าน และทำความรู้นั้นเลย ล้วนเป็นทิฏฐิท่าน
ท่านได้อ้างถึงพระเถระ ผู้ทรงพระไตรปิฎก โดยใช้วิธีเดิมคือ การยกเพียง
บริบทหนึ่ง มิได้นำบริบทโดยรวม เหมือนใช้วิธีที่นำ กาลามะสูตร มากล่าว
ดังนี้ สิ่งที่อ้างถึงไม่อาจเชื่อถือได้เช่นกัน

***ท่านอ้างถึงพระสารีบุตร
หากผู้อื่น ผู้ไม่เข้าใจ ก็จะเข้าตามปัญญา(ทิฏฐิ)ของท่านกัน

พระสารีบุตรนั้น เป็นอรหันต์ ท่านบรรลุโพธิญาณ ดังนี้ สิ่งเหล่านี้ท่านย่อมไม่
จำเป็นต้องยึดถืออยู่แล้ว

แต่ก่อนหน้าที่ท่านจะปฏิบัติเล่า ???
ท่านไม่เชื่อ ไม่ศรัทธา ไม่ปฏิบัติตามพระพุทธองค์หรือ??

***

พระไตรปิฎก เป็นดั่งพุทธพจน์ ในช่วงก่อนปรินิพพาน
พระอานนท์ได้ทูลถามว่า หากพระองค์ปรินิพพานแล้ว จะตั้งใครเป็นศาสดาแทน
พระองค์..
พระองค์ตรัสว่า...


@ดูกรอานนท์ บางทีพวกเธอจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า ปาพจน์มีพระศาสดาล่วงแล้ว
พระศาสดาของพวกเราไม่มี ก็ข้อนี้ พวกเธอไม่พึงเห็นอย่างนั้น
ธรรมและวินัย อันใด เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอ ธรรมและวินัยอันนั้น
จักเป็น ศาสดาของพวกเธอ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา


****


แล้วพระธรรมวินัยนั้น อยู่ที่ใดเล่า ?
หากไม่ใช่อยู่ในพระไตรปิฎก ที่ท่านมหาประเสริฐ ริ ปฏิเสธ

ท่านได้ก่อกรรมหนักเชียวแล้วหละท่าน


**มาโปรด**


ท่านอย่าไปบอกใครเขานะครับท่านมหาเปรียญว่าท่านจบมาจากสถาบันไหนน่ะครับ อายเค้า
ท่านเป็นมหาผมรู้ว่าแปลบาลีได้แน่นอน
แต่เวลาตอนที่ท่านสวดมนต์ก่อนนอนเนี่ยท่านแปลว่าอะไรหรือ
แล้วยังมีหน้ามาเปล่งวาจาว่า
พุทธัง สรณัง คัจฉามิ อีกหรอครับ



ผมไม่จำเป็นต้องเชื่อว่า " มะนาว..มีรสเปรี้ยว" ....เพราะ........

เพราะผมได้ลิ้มรสมันแล้ว....จึงไม่จำเป็นต้องเชื่อต่อคำบอก..หรือตำราใด ๆ อีกต่อไป...



๔. มา ปิฎกสัมฺปทาเนน อย่าเชื่อโดยอ้างปิฎก

พระมหาประเสริฐ มนฺตเสวี อธิบายดังนี้ ....พุทธประสงค์ที่แท้จริงในการตรัสเรื่องนี้ ก็คือ ไม่ทรงให้ปลงใจเชื่อถือเพียงเพราะอ้างตำรารวมไปถึงตำราที่เรียกกันว่าพระไตรปิฎกด้วย..... แต่ก็มิใช่หมายความว่าไม่ให้เชื่ออะไรเลย ทรงประสงค์ว่า การตัดสินใจเชื่อในแต่ละเรื่องมิใช่ตัดสินใจเชื่อเพียงเพราะเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง ใน ๑๐ ประการนี้ แต่ควรจะมีข้อมูลในการตัดสินใจเชื่อที่มากไปกว่านั้น เช่น ไม่ให้ตัดสินใจเชื่อเพียงเพราะฟังจากอาจารย์อย่างเดียว แต่ควรหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนว่า คำพูดของอาจายร์นั้นสอดคล้องกับตำราอื่นหรือไม่ นำไปทดสอบทดลองแล้ว มีหลักการพอจะเข้ากันได้หรือไม่ เป็นต้น ทำดังนี้แล้วจึงค่อยตัดสินใจเชื่อ ....มิใช่ว่า ห้ามไม่ให้เชื่ออะไรเลย ( เพราะการเชื่อในหลักกาลามสูตร..ก็เป็นการเชื่อคัมภีร์เช่นกันมิใช่หรือ??)



ส่วนเรื่องการปฏิบัติวิปัสสนา...ไม่ว่าคุณจะเจริญสมาธิด้วยวิธีการใด..ถ้าหากให้เกิดวิปัสสนูปกิเลส ๑๐ ได้...ก็สามารถเป็นบาทให้เกิดวิปัสสนาญาณ บรรลุมรรคผล ได้ทั้งสิ้น...หรือใครจะเถียง..???????



พระไตรปิฏกเชื่อถือได้แค่ไหน...??

ก่อนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะดับขันธปรินิพพาน พระอานนท์ทูลถามพระองค์ว่า “ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หลังจากพระองค์ปรินิพพานแล้ว พระองค์จะทรงตั้งใครเป็นศาสดาแทนพระเจ้าข้า”

พระพุทธเจ้าตรัสตอบเป็นภาษาบาฬีว่า “โย โว อานนฺท มยา ธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต ปญฺญตฺโต โส โว มมจฺจเยน สตฺถา”

แปลว่า. ดูก่อนอานนท์ ธรรมและวินัยใดที่เรา ได้แสดงแล้วและบัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย ธรรมและวินัยนั้นจักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย ในเมื่อเราล่วงลับไป
หมายความว่า พระพุทธเจ้าตรัสสั่งให้คำสั่ง สอนของพระองค์ เป็นศาสดาแทนพระองค์



หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพาน ๓ เดือน พระอรหันตสาวก ๕๐๐ รูป นำโดยพระมหากัสสปะเถระได้ร่วมกัน ประชุมทำสังคายนา คือ ดำเนินการรวบรวมพระดำรัสของ พระพุทธเจ้า จัดเป็นหมวดหมู่ คัมภีร์ที่รวบรวมพุทธพจน์ บรรจุพระธรรมวินัยนั้นไว้ เรียกว่า พระไตรปิฎก

คัมภีร์ที่บันทึกหลักธรรมคำสั่งสอนของพุทธศาสนานั้นเรียกว่าพระไตรปิฎก ซึ่งถือว่าเป็นคัมภีร์ที่สำคัญที่สุดของพุทธศาสนา เพราะเป็นคัมภีร์ที่จารึกคำสอนของพระพุทธเจ้าและของพระอรหันตสาวกไว้โดยมีกระบวนการสืบทอดคำสอนของพระพุทธองค์ไว้ในรูปแบบของการสังคายนาอย่างระมัดระวังและรัดกุมที่สุด ตั้งแต่สมัยที่พระพุทธองค์ทรงพระชนม์ชีพอยู่ จนถึงการสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่ ๑, ๒, ๓, ๔, ๕, ๖ มาตามลำดับ

หลักธรรมคำสั่งสอนทางพุทธศาสนาได้มีการสืบทอดกันมาโดยมุขปาฐะ คือ การท่อง จำสืบๆ กันมา (Oral Tradition) การท่องจำนี้ ได้กระทำมาจนถึงสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่ ๕ ในลังกาทวีป การจารึกเป็นคัมภีร์ครั้งแรกเมื่อคราวสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่ ๕ เมื่อ พ.ศ. ๔๕๐ บางตำราว่า พ.ศ. ๔๓๓ (ถ้านับเฉพาะที่ทำสังคายนาในศรีลังกาก็เป็นครั้งที่ ๒ )ในรัชสมัยของพระเจ้าวัฏฏคามณีอภัย โดยมีพระรักขิตมหาเถระเป็นประธาน ทำที่อาโลกเลณสถาน ณ มตเล ชนบทหรือที่เรียกว่า มลัยชนบท สาเหตุของการจารึกพระพุทธวจนะลงในใบลาน ก็เพราะว่าถ้าจะใช้วิธีท่องจำพระพุทธวจนะต่อไป ก็อาจมีข้อวิปริตผิดพลาดได้ง่าย เพราะปัญญาในการท่องจำของกุลบุตรเสื่อมถอยลง นอกจากนั้นพระสงฆ์ยังได้รับความกระทบกระเทือนจากภัยธรรมชาติและภัยสงครามอยู่เนืองๆทำให้ไม่มีเวลาท่องจำพระพุทธวจนะ จะทำให้ช่วงการสืบต่อขาดลงได้ และในการจารึกครั้งนี้ได้จารึกอรรถกถาลงไว้ด้วย


มีผู้สงสัยว่า สมัยพุทธกาลคนไม่รู้จักการเขียนหนังสือหรืออย่างไร? จึงไม่ปรากฏว่ามีตำรับตำราจารึกไว้เป็นหลักฐาน พระมหาเสฐียรพงษ์ ปุณฺณวณฺโณได้ประมวลทัศนะนี้ไว้ในหนังสือภาษาศาสตร์ภาษาบาลี ไว้ว่า

"ความจริงการเขียนหนังสือน่าจะมีมาก่อนพุทธกาลแล้ว ในพระไตรปิฎกเองก็มีข้อ ความเอ่ยถึงการขีดเขียนเป็นครั้งคราว เช่น ตอนหนึ่ง ห้ามภิกษุเล่นเกม "อักขริกา" ได้แก่ การทายอักษรในอากาศหรือบนหลังเพื่อนภิกษุ วิชาเขียนหนังสือ(เลขา) ได้รับยกย่องว่าเป็นศิลปะพิเศษอย่างหนึ่ง สิกขาบทบางข้อห้ามภิกษุณีเรียนศิลปะทางโลก หนึ่งในศิลปะเหล่านี้คือวิชาเขียนหนังสือ ในบทสนทนาภายในครอบครัว พ่อแม่ปรารภว่าจะให้บุตรเรียนวิชาอะไรดี ถ้าจะให้เรียนเขียนหนังสือ บุตรก็อาจยังชีพอยู่ได้อย่างสบาย แต่ก็อาจเจ็บนิ้วมือ ถ้าภิกษุเขียนหนังสือพรรณนาคุณของอัตตวินิบาตกรรม (การฆ่าตัวตายเอง) ปรับทุกกฎทุกตัวอักษร ถ้ามีผู้อ่านพบข้อความนั้นเข้าเห็นดีเห็นงามด้วย แล้วฆ่าตัวตายตามนั้น ปรับอาบัติปาราชิก หลักฐานเหล่านี้แสดงว่าอักษรหรือการเขียนมีมาก่อนสมัยพระพุทธเจ้าแล้ว แต่ที่พระพุทธองค์ไม่นิยมใช้ หันมาใช้วิธีมุขปาฐะแทน น่าจะทรงเห็นประโยชน์อานิสงส์บางสิ่งบางอย่างกระมัง หรือว่าระบบการขีดเขียนยังไม่เป็นที่แพร่หลายเท่าที่ควร ทั้งยังไม่มีอุปกรณ์การขีดการเขียนเพียงพอ ก็ยากที่จะทราบได้ แต่ข้อที่น่าคิดอยู่อย่างคือ วิธีเรียนด้วยมุขปาฐะนี้ นอกจากจะสร้างสัมพันธภาพอย่างใกล้ชิดระหว่างผู้เรียนและผู้สอนแล้ว ยังเป็นการสร้างสมาธิฝึกจิตของผู้เรียนไปในตัวด้วย นักปราชญ์ยุคก่อนที่มีความคิดเช่นนี้ก็มีไม่น้อย เปลโต้เคยกล่าวไว้ว่า "การคิดอักษรขึ้นใช้ แทนการท่องจำ ทำให้มนุษย์ขาดอานุภาพแห่งความทรงจำ คือแทนที่จะจดจำจากอินทรีย์ภายใน ต้องอาศัยสัญลักษณ์นอกเข้าช่วย"

อ้างอิง..พระมหาเสฐียรพงษ์ ปุณณวณโณ ภาษาศาสตร์ภาษาบาลี, ชุดวรรณไวทยากร, กรุงเทพฯไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๑๔)


ในตอนต้นครั้งพุทธกาล คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามิได้เรียกว่า “พระไตรปิฎก” แต่เรียกว่าพระธรรมวินัยบ้าง พระสัทธรรมบ้าง ปาพจน์บ้าง สัตถุศาสน์บ้าง พระ บาลีบ้าง สุตตะบ้าง แม้หลังพุทธปรินิพพานก็ยังไม่เรียกว่าพระไตรปิฎก คงเรียก ว่าพระธรรมวินัย เช่น การสังคายนาชำระคำสอน ครั้งที่ ๑-๔ ยังคงเรียกว่าสังคายนา พระธรรมวินัย และได้เรียกว่า “พระไตรปิฎก” เมื่อการสังคายนาครั้งที่ ๕ พ.ศ. ๔๕๐ ณ ประเทศศรีลังกา โดยได้จารึกลงในใบลาน ซึ่งได้แบ่งพระธรรมวินัยเป็น ๓ หมวด จึงได้เรียกว่า “พระไตรปิฎก” ตั้งแต่บัดนั้น



พระไตรปิฎกมีความสำคัญดังนี้

๑. เป็นที่รวบรวมพระพุทธพจน์ คือ พระดำรัสของพระพุทธเจ้า
๒. เป็นที่สถิตของพระศาสดาของพุทธศาสนิกชน เพราะเป็นที่บรรจุพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ให้ เป็นศาสดาแทนพระองค์
๓. เป็นแหล่งต้นเดิมของคำสั่งสอนในพุทธศาสนา
๔.เป็นหลักฐานอ้างอิงหรือยืนยันหลักการที่กล่าว ว่า เป็นพระพุทธศาสนา
๕. เป็นมาตฐานตรวจสอบความเชื่อและข้อปฏิบัติ ในพระพุทธศาสนา จะวินิจฉัยสิ่งใดว่าถูกต้องหรือผิดพลาด เป็นพระพุทธศาสนาหรือไม่ ก็โดยอาศัยพระธรรมวินัยที่มีมาในพระไตรปิฎกเป็นเครื่องตัดสิน
๖. พระไตรปิฎกเป็นคัมภีร์ที่น่าเชื่อถือที่สุด กว่าหนังสือใดๆ บนพื้นพิภพ ที่ยืนยันให้คนยุคปัจจุบันได้รับรู้ ว่าเมื่อ ๒๕๐๐ปีก่อน พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนอะไรไว้บ้าง

ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ การศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎก จึงเป็นกิจสำคัญยิ่งของชาวพุทธ ถือว่าเป็นการสืบต่ออายุ พระพุทธศาสนาหรือเป็นความดำรงอยู่ของพระพุทธศาสนากล่าวคือ ถ้ายังมีการศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกเพื่อนำไปปฏิบัติ พระพุทธศาสนาก็จะยังดำรงอยู่ แต่ถ้าไม่มีการศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎก แม้มีการปฏิบัติก็จะไม่เป็น ไปตามหลักการของพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาก็จะ ไม่ดำรงอยู่ คือ จะเสื่อมสูญไปในที่สุด



ถาม... เป็นไปได้หรือไม่ที่พระไตรปิฏกอาจจะถูกสาวกรุ่นหลังๆ แก้ไขเพิ่มเติม

ตอบ “เป็นไปไม่ได้” ด้วยเหตุผลดังนี้

๑. พระไตรปิฎกสืบทอดกันมาด้วยภาษาบาลี ที่มีหลักไวยากรณ์เฉพาะ มีกฎตายตัวไว้เฉพาะภาษาบาลี โดยปฏิเสธกฎไวยากรณ์หลายประการของสันสกฤต เพื่อไว้ให้เป็นหลักเกณฑ์ของไวยากรณ์บาลีโดยเฉพาะ เช่น พระบาลีมี ๒วจนะเท่านั้น คือ เอกวจนะ และพหุวจนะ ไม่มีทวิวจนะ

...อ้างอิง ดูรายละเอียด พระอัครวงศาจารย์ , สทฺทนีติปฺปกรณํ (ปทมาลา) ฉบับภูมิพโลภิกขุ . โรงพิมพ์มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ, วัดสระเกศ กรุงเทพฯ:พ.ศ. ๒๕๒๑ .หน้า ๑๕๖

๒. แม้บางช่วงของประวัติศาสตร์เกิดภัยต่าง ๆ ทำให้คัมภีร์พระไตรปิฎกขาดหายหรือเลอะเลือนไป แต่เมื่อสังคายนาใหม่อีกครั้งก็ได้เปรียบเทียบ ตรวจสอบดูกัพระไตรปิฎกของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก จนหมดข้อสงสัย จึงทำให้เชื่อได้ว่าเป็นพระไตรปิฎกที่มีมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งโลก ตรงกับพระไตรปิฎกที่ได้รับการสังคายนาครั้งก่อน ๆ ทุกประการ

๓. มีข้อความในคัมภีร์รุ่นหลังกล่าวอ้างถึงข้อความคัมภีร์พระไตรปิฎก แต่เมื่อตรวจสอบในบาลีพระไตรปิฎกแล้วกลับไม่มีข้อความนั้น ทั้งที่เมื่อพิจารณาข้อความนั้นแล้วมีอรรถเข้ากันได้กับพระไตรปิฎก เช่น บาลีสังยุตตนิกาย มหาวรรคว่า “จตฺตารีมานิ ภิกฺขเว อริยสจฺจานิ ฯ กตมานิ จตฺตาริ ฯ ทุกฺข อริยสจฺจ ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจ ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจ ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทา อริยสจฺจ ฯ อิมานิ โข ภิกฺขเว จตฺตาริ อริยสจฺจานิ ตถานิ อวิตถานิ อนฺถานิ ตสฺมาอริยสจฺจานีติ วุจฺจนฺติ” ( อ้างอิง.... ส.ม.๑๙/๑๐๙๗/๓๘๐)

แต่คัมภีร์วิสุทธิมรรค นำไปอ้างโดยเพิ่มข้อความว่า “จตฺตารีมานิ ภิกฺขเว อริยสจฺจานิ ฯ กตมานิ จตฺตาริ ฯ ทุกฺข อริยสจฺจ ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจ ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจ ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทา อริยสจฺจ ฯ อิมานิ โข ภิกฺขเว จตฺตาริ อริยสจฺจานิ อริยา อิมานิ ปฏิวิชฺฌนฺติ ตสฺมา อริยสจฺจานีติ วุจฺจนฺตีติ ฯ อปิจ อริยสฺส สจฺจานีติปิ อริยสจฺจานิ ฯ ยถาห ฯ สเทวเก โลเก ฯเปฯ มนุสฺสา ตถาคโต อริโย ตสฺมา อริยสจฺจานีติ วุจฺจนฺตีติ ฯ อถวา เอเตส อภิสมฺพุทฺธตฺตา อริยภาวสิทฺธิโตปิ อริยสจฺจานิ ฯ ยถาห ฯ อิเมส โข ภิกฺขเว จตุนฺน อริยสจฺจาน ยถาภูต อภิสมฺพุทฺธตฺตา ตถาคโต อรห สมฺมาสมฺพุทฺโธ อริโยติ วุจฺจตีติ ฯ อปิจ โข ปน อริยานิ สจฺจานีติปิ อริยสจฺจานิ ฯ อริยานีติ ตถานิ อวิตถานิ อวิสวาทกานีติ อตฺโถ ฯ ยถาห ฯ อิมานิ โข ภิกฺขเว จตฺตาริ อริยสจฺจานิ ตถานิ อวิตถานิ อนฺถานิ ตสฺมา อริยสจฺจานีติ วุจฺจนฺตีติ ฯ เอวเมตฺถ นิพฺพจนโต วินิจฺฉโต เวทิตพฺโพ ฯ
( อ้างอิง... วิสุทฺธิ.๒/๑๔๐-๑๔๑ )(อักษรตำหนา เป็นข้อความที่คัมภีร์วิสุทธิมรรคเพิ่มเข้ามา โดยอ้างว่านำมาจากพระไตรปิฎก)


ดังข้อมูลที่เสนอมานี้ก็หมายความว่า พระไตรปิฎกภาษาบาลีไม่ถูกแก้ไขเพิ่มเติมอย่างแน่นอน เพราะทั้งที่ปรากฏข้อความที่ตกหล่นปรากฏอยู่ในคัมภีร์น่าเชื่อถือเป็นที่สุดอย่างเช่น วิสุทธิมรรค ข้อความนั้นก็มิได้ถูกบรรจุไว้ในคัมภีร์พระไตรปิฎก คัมภีร์พระไตรปิฎกภาษาบาลีย่อมเป็นไปได้ที่มีการตกหล่นบ้าง คำกล่าวอ้างที่ว่าถูกสาวกรุ่นหลังแก้ไขเพิ่มเติมย่อมเป็นไปไม่ได้เลย



สรุปว่า..พระไตรปิฎก..เป็นเพียงเครื่องมือ...ไม่ใช่สิ่งบูชา.....จงรู้ให้ทั่ว และคลายความยึดมั่นในตำราซะ...






ท่าน มหา ประเสริฐฯ
เช่นนั้น ได้อ่านสิ่งที่ท่านยกมาให้พิจารณา ก็สาธุกับข้อความที่ท่านได้ยกมาจากพระไตรปิฏก ในการกำกับความเห็นเรื่องศรัทาของท่านมหาฯ

แล้วท่านมหาฯ ใช้ความรู้อ่ะไรในการเจริญปัญญา
ท่านมหาฯ แสดงถ้อยคำ ประกอบพุทธพจน์ ได้สมกับ เป็นท่านมหาฯ นะครับ

เจริญธรรม


เอาไงแน่ครับท่าน

ตกลงที่ยกมาอ้างอิงน่ะ ก็พระไตรปิฎก

แล้วก็สรุปหน้าตาเฉยอย่างนี้อ่ะนะว่า




สรุปว่า..พระไตรปิฎก..เป็นเพียงเครื่องมือ...ไม่ใช่สิ่งบูชา.....จงรู้ให้ทั่ว และคลายความยึดมั่นในตำราซะ...



สั่งใครอ่ะครับ




สัมปชานมุสาวาท

วาจาใด พูดไป ตั้งใจเท็จ
มีทั้งหมด หลายสาเหตุ สังเกตุได้
หนึ่งบอกเห็น ทั้งไม่รู้ ไม่เคยไป
แต่บรรยาย ว่าได้พบ ประสบมา

ข้อที่สอง ได้แต่มอง หายินไม่
บอกว่าไป ได้ยินมา เมื่อกี้หนา
สามไม่ทราบ บอกเพิ่งจะ สัมผัสมา
ช่างมุสา เจตนา มุสาลวง

ข้อที่สี่ ไม่เข้าใจ เพราะไม่รู้
เพียงแค่ดู แค่ฟังมา เป็นช่วงๆ
แล้วขยาย ว่าตนรู้ สู่ทั้งปวง
น่าเป็นห่วง คนที่ฟัง อย่างตั้งใจ

คำว่าเห็น ต้องด้วยตา จึ่งเรียกเห็น
ได้ยินเด่น ต้องสองหู จึงรู้ได้
คำว่าทราบ ต้องสัมผัส ชัดใจกาย
คำว่ารู้ รู้ความหมาย ที่ยินยล...เฟื่องฟ้า


พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๒
มหาวิภังค์ ภาค ๒

[๑๗๔> ที่ชื่อว่า สัมปชานมุสาวาท ได้แก่ วาจา เสียงที่เปล่ง ถ้อยคำเป็นแนวทาง
การเปล่งวาจา เจตนาที่ให้เขาเข้าใจทางวาจา ของบุคคลผู้จงใจจะพูดให้คลาดจากความจริง ได้แก่
คำพูดของอนารยชน ๘ อย่าง คือ ไม่เห็น พูดว่าข้าพเจ้าเห็น ๑, ไม่ได้ยิน พูดว่าข้าพเจ้า
ได้ยิน ๑, ไม่ทราบ พูดว่าข้าพเจ้าทราบ ๑, ไม่รู้ พูดว่าข้าพเจ้ารู้ ๑, เห็น พูดว่าข้าพเจ้าไม่เห็น ๑,
ได้ยิน พูดว่าข้าพเจ้าไม่ได้ยิน ๑, ทราบ พูดว่าข้าพเจ้าไม่ทราบ ๑, รู้ พูดว่าข้าพเจ้าไม่รู้ ๑.
บทภาชนีย์
[๑๗๕> ที่ชื่อว่า ไม่เห็น คือ ไม่เห็นด้วยตา.
ที่ชื่อว่า ไม่ได้ยิน คือ ไม่ได้ยินด้วยหู.
ที่ชื่อว่า ไม่ทราบ คือ ไม่ได้สูดดมด้วยจมูก, ไม่ได้ลิ้มด้วยลิ้น, ไม่ได้สัมผัสด้วยกาย.
ที่ชื่อว่า ไม่รู้ คือ ไม่รู้ด้วยใจ.
ที่ชื่อว่า เห็น คือ เห็นด้วยตา.
ที่ชื่อว่า ได้ยิน คือ ได้ยินด้วยหู.
ที่ชื่อว่า ทราบ คือ ได้สูดดมด้วยจมูก, ได้ลิ้มด้วยลิ้น, ได้สัมผัสด้วยกาย.
ที่ชื่อว่า รู้ คือ รู้ด้วยใจ.





ในกาลามสูตร
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ดูกรกาลามชนทั้งหลาย ก็ควรแล้วที่ท่านทั้งหลายจะเคลือบแคลงสงสัย และท่านทั้งหลายเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในฐานะที่ควรแล้ว มาเถิดท่านทั้งหลาย

ท่านทั้งหลาย
อย่าได้เชื่อถือตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังมา
อย่าได้เชื่อถือ ตามถ้อยคำสืบๆ กันมา
อย่าได้เชื่อถือโดยตื่นข่าวว่าได้ยินอย่างนี้
อย่าได้เชื่อถือ โดยอ้างตำรา
อย่าได้เชื่อถือโดยเดาเอาเอง
อย่าได้เชื่อถือโดยคาดคะเน
อย่าได้เชื่อถือโดยความตรึกตามอาการ
อย่าได้เชื่อถือโดยชอบใจว่าต้องกันกับทิฏฐิของตัว
อย่าได้เชื่อถือโดยเชื่อว่าผู้พูดสมควรจะเชื่อได้
อย่าได้เชื่อถือ โดย ความนับถือว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา

เหตุใดพระองค์จึงว่า อย่าได้เชื่อถือโดยอ้างตำรา
เพราะในอนาคต พุทธบริษัททั้งสี่ จะไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมสติ ไม่อบรมปัญญา เป็นเหตุให้มีการบัญญัติธรรมที่พระพุทธองค์ไม่ได้บัญญัติ เพิกถอนสิ่งที่พระองค์บัญญัติไว้ดีแล้ว แล้วก็มาถกมาเถียงกันว่า ท่านปฏิบัติผิด ข้าพเจ้าปฏิบัติถูก

ศรัทธา ความเชื่อนั้นต้องประกอบไปด้วยปัญญา
ไม่ใช่ว่าพระองค์จะไม่ให้เชื่อทั้งหมดเสียเลย แต่ให้พิจารณาเสียก่อน ใช้ปัญญาใคร่ครวญหาเหตุหาผลเสียก่อน เพราะศาสนาของพระองค์นั้น ปัญญาเป็นใหญ่ ปัญญาเป็นยอด


ศานาพุทธนี้ดำรงมาถึง ๒๕๕๑ ปีแล้ว พระไตรปิฎกตำราพร้อมทั้งพระวินัยและพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ย่อมถูกแทรกแซง ถูกบิดเบือน ถูกนักปราชญ์ยุคใหม่สอดใส่ความคิดเห็นของตนเองเข้าไปเสมอ

การรักษาพระพุทธศาสนา การสืบทอดและการดำรงอยู่ของพระพุทธศาสนา ต้องใช้ปัญญาอย่างยิ่งยวด ใช้ทั้งการประพฤติปฏิบัติในพระธรรมคำสั่งสอนเพื่อให้รู้จริงเห็นจริง ตามพระธรรมคำสั่งสอนนั้น ๆ

เราท่านผู้เป็นพุทธบริษัททั้งสี่ ย่อมพยายามใคร่ครวญให้มาก คิดให้มาก พิจารณาให้มาก ในหัวข้อธรรม เพื่อให้ทราบว่าไหนคือ พระธรรมพระวินัยของพระองค์ ไหนคำสอนเจ้าลัทธิสอดแทรกเข้ามา ซึ่งทำให้พระธรรมปนเปื่อน ไม่บริสุทธิ์เหมือนครั้งพุทธกาล

ไม่ใช่ว่า นี่คือข้อความที่มีมาในตำราในพระไตรปิฎก ก็เชื่อก็ศรัทธาทันที่ โดยไม่พิเคราะห์ ไม่พิจารณา ไม่ใช้ปัญญาหาเหตุหาผลให้รอบคอบเสียก่อน ไม่ใช่แบกตำราเป็นกองปราบ เที่ยวไปปราบคนโน้นคนนี้ว่า แสดงธรรมไม่ถูกต้องตามตำรา ตามพระไตรปิฏก

พอถูกโต้แย้ง ในหัวข้อธรรม ก็เกิดความขัดเคืองหาปัญญาโต้เถียงเขาไม่ได้ ทิฐิมานะกล้าขึ้น คำพูดที่มักติดปาก คือ “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” “กล่าวตู่พุทธพจน์” “บิดเบือนพระไตรปิฎก” ชอบยกกรรมนั้น เวรนี้ มาปรับ มาโจทย์ผู้อื่น

ศานาพุทธนั้น ท่านสอนให้ใช้ปัญญา ให้ใช้เหตุผล มาว่า มากล่าวอ้างกัน
ต้องถกเถียงกันแบบบัณฑิต เหมือนครั้ง พระนาคเสนกับพระเจ้ามิลินท
ท่านใช้ปัญญาและเหตุผลมาว่ากัน ท่านยอมกันได้ด้วยปัญญาด้วยเหตุผลเสมอ


เจริญธรรม




ขออนุโทนาในธรรมของคุณมิตรตัวน้อย
และขออนุโมทนาในการบำเพ็ญบารมีของท่าน อ.มหา ท่านก็คงทราบดีว่าพระพุทธองค์เมื่อยังทรงเป็นพระโพธิสัตว์ ต้องเสียสละแม้กระทั่งชีวิตเพื่อความเป็นพระพระพุทธเจ้า การสร้างบารมีของพระองค์ มีอุปสรรคยิ่งกว่านี้นัก เหยียบหัวกิเลสมันไปเลย....ด้วยธรรม
สัตว์โลกบางเหล่าบทจะไม่รู้ก็ไม่รู้จริง ๆ
ปทปรมะแม้พระพุทธเจ้าก็ยังทรงชักสะพาน
เฮ้อ..กรรมของสัตว์


วาจาใด พูดไป ตั้งใจเท็จ
มีทั้งหมด หลายสาเหตุ สังเกตุได้
หนึ่งบอกเห็น ทั้งไม่รู้ ไม่เคยไป
แต่บรรยาย ว่าได้พบ ประสบมา

เฟื่องฟ้า DT02096

อนุโมทนากับกลอนนี้ครับ คุณเฟื่องพ้า
พวกที่ชอบบอกว่าตัวเองเห็น แต่แท้จริงไม่ได้เห็น
แล้วก็เที่ยวต่อว่าผู้อื่น ว่ายังไม่เห็นแล้วพูด .......แต่แท้จริงตัวเองก็ยังไม่เห็น เพียงแต่เชื่อตามเขามา
ก็มีอยู่ในที่นี่แหละครับ



ขออนุญาตยกข้อความของพระมหาประเสริฐว่า

"ดังข้อมูลที่เสนอมานี้ก็หมายความว่า พระไตรปิฎกภาษาบาลีไม่ถูกแก้ไขเพิ่มเติมอย่างแน่นอน เพราะทั้งที่ปรากฏข้อความที่ตกหล่นปรากฏอยู่ในคัมภีร์น่าเชื่อถือเป็นที่สุดอย่างเช่น วิสุทธิมรรค ข้อความนั้นก็มิได้ถูกบรรจุไว้ในคัมภีร์พระไตรปิฎก คัมภีร์พระไตรปิฎกภาษาบาลีย่อมเป็นไปได้ที่มีการตกหล่นบ้าง คำกล่าวอ้างที่ว่าถูกสาวกรุ่นหลังแก้ไขเพิ่มเติมย่อมเป็นไปไม่ได้เลย


สรุปว่า..พระไตรปิฎก..เป็นเพียงเครื่องมือ...ไม่ใช่สิ่งบูชา.....จงรู้ให้ทั่ว และคลายความยึดมั่นในตำราซะ...

พระมหาประเสริฐ มนฺตเสวี - 125.25.243.30 [8 มิ.ย. 2551 23:22 น.] คำตอบที่ 17

-----

ข้างบนนั้น เป็นพระมหาฯสรุปเองนะคะ ก็แสดงว่าโยมและชาวพุทธจะเชื่อท่านมหาฯ
ไม่ได้เหมือนกันนะคะ
เพราะท่านก็เกิดไม่ทันช่วงเขียนวิสุทธิมรรค และ
โยมก็เชื่อว่า ตัวท่านมหาฯเอง ก็คงได้รับการสั่งสมความคิดความอ่านมาจาก
อาจารย์ชาวพม่าของท่านมหาฯ
ตัวท่านมหาฯก็คงไม่ได้สืบค้นเองแน่นอน เพราะแนวปฏิบัติของท่านมหาฯที่ยึดใน
อาจาริยวาท โดยตัวท่านมหาฯก็มิได้ตรวจสอบ เพราะท่านถูกสอนให้ไม่มีศรัทธา
(เชื่อ)ถือพระไตรปิฎกอยู่แล้ว การปฏิบัติที่จะบรรลุปัญญาของพระพุทธองค์นั้น
คงไม่ต้องกล่าวถึงนะคะ

โยมของนำพระดำรัสของพระพุทธเจ้า ซึ่งได้พยากรณ์ไว้แล้วดังนี้ค่ะ

พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดง
มหาประเทศ ๔ เหล่านี้ พวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว
ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีภาคแล้ว
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังต่อไปนี้

@[๑๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
อาวุโส ข้อนี้ข้าพเจ้าได้ฟังมา ได้รับมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่า
นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา
ดังนี้ พวกเธอไม่พึงชื่นชมไม่พึงคัดค้าน คำกล่าวของภิกษุนั้น

ครั้นแล้วพึงเรียนบทและพยัญชนะเหล่านั้นให้ดี แล้วสอบสวน ในพระสูตร
เทียบเคียงในพระวินัย
ถ้าสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย ลงในพระสูตรไม่ได้
เทียบเคียงในพระวินัยไม่ได้ พึงถึงความตกลงในข้อนี้ว่า
นี้มิใช่คำของพระผู้มีพระภาคแน่นอน และภิกษุนี้จำมาผิดแล้ว
ดังนั้น พวกเธอพึง ทิ้งคำกล่าวนั้นเสีย

ถ้าเมื่อสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย ลงใน พระสูตรได้
เทียบเคียงในพระวินัยได้ พึงถึงความตกลงในข้อนี้ว่า
นี้เป็นคำ สั่งสอนของพระผู้มีพระภาคแน่นอน และภิกษุนี้จำมาถูกต้องแล้ว
ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึงทรงจำมหาประเทศข้อที่หนึ่งนี้ไว้ ฯ

@ [๑๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
สงฆ์พร้อมทั้งพระเถระ พร้อมทั้งปาโมกข์ อยู่ในอาวาสโน้น ข้าพเจ้าได้ฟังมา
ได้รับมาเฉพาะหน้าสงฆ์นั้นว่า นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสั่งสอนของ พระศาสดา
ดังนี้ พวกเธอไม่พึงชื่นชมไม่พึงคัดค้านคำกล่าวของภิกษุนั้น

ครั้นแล้ว พึงเรียนบทและพยัญชนะเหล่านั้นให้ดี แล้วสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียง
.. ฯ..ลงในพระวินัยไม่ได้ พึงถึงความตกลงในข้อนี้ว่า นี้มิใช่คำสั่งสอนของ
พระผู้มีพระภาคแน่นอน และภิกษุสงฆ์นั้นจำมาผิดแล้ว
ดังนั้น พวกเธอพึงทิ้ง คำกล่าวนั้นเสีย

ถ้าเมื่อสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย ลงในพระ สูตรได้ เทียบเคียงใน
พระวินัยได้ พึงถึงความตกลงในข้อนี้ว่า นี้เป็นคำสั่งสอนของ พระผู้มีพระภาคแน่นอน และภิกษุสงฆ์นั้นจำมาถูกต้องแล้ว
ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึงทรงจำมหาประเทศข้อที่สองนี้ไว้ ฯ

@ [๑๑๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ภิกษุ ผู้เป็นเถระมากรูปอยู่ในอาวาสโน้น เป็นพหูสูต มีอาคมอันมาถึงแล้ว เป็นผู้ทรงธรรม
ทรงวินัย ทรงมาติกา ข้าพเจ้าได้ฟังมา ได้รับมาเฉพาะหน้าพระเถระเหล่านั้นว่า
นี้เป็น ธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา ดังนี้ พวกเธอไม่พึงชื่นชม
ไม่พึง คัดค้านคำกล่าวของภิกษุนั้น

ครั้นแล้ว พึงเรียนบทและพยัญชนะเหล่านั้นให้ดี แล้วสอบสวนในพระสูตร
เทียบเคียงในพระวินัย ถ้าเมื่อสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย
ลงในพระสูตรไม่ได้ ลงในพระวินัยไม่ได้ พึงถึงความ ตกลงในข้อนี้ว่านี้มิใช่คำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคแน่นอน และพระเถระเหล่านั้น จำมาผิดแล้ว
ดังนั้น พวกเธอพึงทิ้งคำกล่าวนั้นเสีย

ถ้าเมื่อสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย ลงในพระสูตรได้ เทียบเคียงในพระวินัยได้ พึงถึงความตกลง ในข้อนี้ว่า นี้เป็นคำของพระผู้มีพระภาคแน่นอน และพระเถระเหล่านั้น จำมาถูก ต้องแล้ว
ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึงทรงจำมหาประเทศข้อที่สามนี้ไว้ ฯ


@ [๑๑๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
ภิกษุ ผู้เป็นเถระอยู่ในอาวาสโน้น เป็นพหูสูต มีอาคมอันมาถึงแล้ว เป็นผู้ทรงธรรม
ทรง วินัย ทรงมาติกา ข้าพเจ้าได้ฟังมา ได้รับมาเฉพาะหน้าพระเถระนั้นว่า นี้เป็นธรรม
นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา
ดังนี้ พวกเธอไม่พึงชื่นชม ไม่พึงคัดค้าน คำกล่าวของภิกษุนั้น

ครั้นแล้ว พึงเรียนบทและพยัญชนะเหล่านั้นให้ดี แล้วสอบ สวนในพระสูตร
เทียบเคียงในพระวินัย ถ้าเมื่อสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียง ในพระวินัย
ลงในพระสูตรไม่ได้ ลงในพระวินัยไม่ได้ พึงถึงความตกลงในข้อนี้ว่า
นี้มิใช่คำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคแน่นอน และพระเถระนั้นจำมาผิดแล้ว
ดังนั้น พวกเธอพึงทิ้งคำกล่าวนั้นเสีย

ถ้าเมื่อสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย ลงในพระสูตรได้
เทียบเคียงในพระวินัยได้ พึงถึงความตกลงในข้อนี้ว่า นี้เป็นคำของ
พระผู้มีพระภาคแน่นอน และพระเถระนั้นจำมาถูกต้องแล้ว
ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึงทรงจำมหาประเทศข้อที่สี่นี้ไว้ ฯ


ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึงทรงจำ มหาประเทศทั้ง ๔ เหล่านี้ไว้ ฉะนี้แล ฯ


จาก..
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค


----

โยมของยก"มหาประเทศ๔" เช่นนี้ให้ท่านมหาฯได้ ย้อนคิดและตรวจสอบดู
การปฏิบัตของท่านนะคะ
(โยมเคยติดตามตรวจสอบ แนวปฏิบัติตามพระอาจารย์ชาวพม่าของท่านสอนแล้ว
ไม่ตรงพระสูตร พระวินัยมากมายค่ะ)


@เป็นได้ว่า..ความเปรี้ยวที่ท่านได้กล่าวว่า ได้ลิ้มแล้วนั้น
เชื่อไม่ได้เลยว่า นั้นคือรสเดียวกับพระธรรมที่เหล่าพระอริยสาวกได้ลิ้มแล้ว @..



การปฏิบัติวิปัสสนา...ไม่ว่าคุณจะเจริญสมาธิด้วยวิธีการใด..ถ้าหากให้เกิดวิปัสสนูปกิเลส ๑๐ ได้...ก็สามารถเป็นบาทให้เกิดวิปัสสนาญาณ บรรลุมรรคผล ได้ทั้งสิ้น...หรือใครจะเถียง..???????



การปฏิบัติวิปัสสนา...ไม่ว่าคุณจะเจริญสมาธิด้วยวิธีการใด..ถ้าหากให้เกิดวิปัสสนูปกิเลส ๑๐ ได้...ก็สามารถเป็นบาทให้เกิดวิปัสสนาญาณ บรรลุมรรคผล ได้ทั้งสิ้น...หรือใครจะเถียง..???????

++++

ไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวข้างบน เป็นการกล่าวที่ไม่ถูกต้อง

วิปัสสนูปกิเลสเกิดจาก มิจฉาสมาธิ ดีใจพอใจในนิมิตนั้นๆ จนลืมตัว เกิดความเข้าใจผิดคิดว่าเป็นของดี ฝักใฝ่พอใจในนิมิตจนเกิดเป็นปัสสนูปกิเลส ๑๐ อย่าง โดยไม่รู้ตัว

นี่ก็เพราะไม่มีปัญญารอบรู้ในวิธีทำสมาธิที่ถูกต้องนั่นเอง จึงทำให้จิตเกิดวิปลาสเหม่อลอย ไม่มสติควบคุมจิตของตัวเองได้ ที่เรียกว่ากรรมฐานแตกเป็นบ้าไปก็เป็นไปในลักษณะนี้

หากขาดปัญญาและไม่ถูกแก้ไขด้วยผู้มีปัญญา ยากที่จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ มิจฉาสมาธิเกิดจากมิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิดเข้าใจผิดจากความเป็นจริงเป็นสำคัญ

เจริญธรรม



ปัญญาสำคัญไฉน ?

ศาสนาพุทธ : ปัญญามีไว้สำหรับทำลายศรัทธา เพราะเมื่อรู้แจ้งเห็นจริงด้วยตนเอง แล้ว ก็ไม่ต้องเชื่อต่อใครอีกต่อไป เปรียบเหมือน ผู้ที่เคยลิ้มรสมะนาวมาแล้ว เขาไม่ ต้องเชื่อต่อใครอีกต่อไปว่ามะนาวมีรสเปรี้ยว เพราะได้ประจักษ์ด้วยตน เองแล้ว..พระอรหันต์เป็นอสัทธา ( ผู้ไม่มีความเชื่อ มีแต่ความรู้แจ้งในสภาวะธรรมที่ปรากฏ)

ศาสนาอื่นๆ : ปัญญามีไว้เพื่อค้นหาเหตุผลมาเพิ่มพูนสนับสนุนศรัทธา ที่มีอยู่แล้วให้น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น


montasavi - 125.25.243.30 [8 มิ.ย. 2551 21:30 น.] คำตอบที่ 5

น้องนุ่นจะทำไงดี เพราะรู้สึกงงๆ เอาเป็นว่าน้องนุ่นไม่เชื่อใครดีกว่า นอกจากหมั่นสร้างความดี และละความชั่ว ช่วยเหลือคนที่ด้อยกว่าเราก็พอแล้ว ไม่ต้องถึงนิพพานอะไรหรอก แต่ขออกความเห็นหน่อยนะข้อ ๔

พระพุทธเจ้าไม่ให้เชื่อคัมภีร์(พระไตรปิฎก)

หลักกาลามสูตร ๑๐ ที่ว่าด้วยการอย่าเชื่อ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ดังนี้

๑. มา อนุสฺสาเวน อย่าเชื่อโดยฟังตามกันมา
๒. มา ปรมฺปราย อย่าเชื่อโดยเหตุสักว่าตามสืบๆ กันมา
๓. มา อิติ กิราย อย่าเชื่อโดยตื่นข่าว
๔. มา ปิฎกสัมฺปทาเนน อย่าเชื่อโดยอ้างปิฎก
๕. มา ตกฺกเหตุ อย่าเชื่อโดยนึกเดาเอาเอง
๖. มา นยเหตุ อย่าเชื่อโดยคาดคะเน
๗. มา อาการปริวิตกฺเกน อย่าเชื่อโดยการตรึกตรองตามอาการ
๘. มา ทิฎฐินิชฺฌานกฺขนกฺขนฺติยา อย่าเชื่อโดยเห็นว่าถูกตามลัทธิของตน
๙. มา ภพฺพรูปตาย อย่าเชื่อโดยเห็นว่า ผู้พูดควรเชื่อได้
๑๐. มา สมโฌ โน ครุ อย่าเชื่อโดยถือว่า สมณะนี้เป็นครูของตน
...


ข้อ ๔ มา ปิฎกสัมฺปทาเนน อย่าเชื่อโดยอ้างปิฎก

ถูกแล้ว ที่ว่าอย่าเชื่อโดยอ้างปิฎก...เพราะอะไรหรือ ก็เพราะว่า...

ถ้าใครกล่าวอ้างว่ามาจากพระไตรปิฎก เราก็ต้องตรวจสอบก่อนว่ามั่วหรือเปล่า หากมีใครกล่าวว่า ปัญญามีไว้เพื่อทำลายศรัทธา ..ถ้ามันไม่เหมือนที่เคยอ่านในพระไตรปิฎกเราก็ต้องเปิดค้นคว้าดู...

ปัจจุบันนี้ บ้านเมืองเราไม่รู้เกิดอะไรขึ้น ทำไมอะไรๆ ก็ขัดแย้งไปหมด น้องนุ่นคิดว่าสิ่งนี้ถูก แต่มีคนบอกว่ามันไม่ถูก ทั้งๆที่เมื่อก่อนทุกคนบอกว่าถูกเหมือนกันหมด อยู่ๆวันนี้บอกมันเป็นสิ่งผิด...ต้องไปจูนสมองใหม่ก่อน


พอดีน้องนุ่นไปพบในเว็บธรรมเว็บหนึ่ง ไม่ทราบใช่ของท่านที่เป็นเจ้าของกระทู้หรือเปล่า
ขออนุญาต นำมาศึกษา

๒. มีวิธีการไหนบ้างที่ทำให้ไม่ต้องตกนรกอีก ทั้งที่ได้เคยทำบาปอกุศลไว้ มาก ? ..................ตอบ. มีซิ! ...ต้องบรรลุโสดาบันให้ได้ภายในชาตินี้(1) ต้องเจริญวิปัสสสนา กรรมฐานจนผ่านญาณที่ ๑๓ ไปให้ได้... …อ้างอิง พระไตรปิฎกภาษาไทย แปลโดยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 1. ดูรายละเอียดในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ หน้า ๑๘๖ ๓.พระโสดาบันทำให้ไม่ตกอบาย (เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย นรก)อีกจริง หรือ? จะเป็นไปได้อย่างไร ........ตอบ. จริง ..เมื่อเจริญวิปัสสนาจนวิปัสสนาญาณขึ้นถึงญาณที่ ๑๔ โสดาปัตติมรรคจะทำหน้าที่ประหารตัวมิจฉาทิฏฐิที่นอนเนื่องอยู่ในจิตสันดานได้อย่างเด็ดขาดสิ้นเชิง มิจฉาทิฏฐินี่แหละที่เป็นตัวเชื้อให้เราต้องตกอบาย (คือ กำเนิดเตรัจฉาน เปรต อสุรกาย ตกนรก)อีก(1) เมื่อเราบรรลุโสดาบันได้แล้ว ไม่ว่าในอดีตชาติหรือชาติปัจจุบัน เราได้เคย ทำบาปอกุศลไว้มากมายเพียงใดก็ตาม ก็ไม่ต้องไปชดใช้กรรมในอบายภูมิอีก ต่อไป และจะเกิดในสุคติภูมิ (โลกมนุษย์,สวรรค์) ได้อีกไม่เกิด ๗ ชาติเป็นอย่างยิ่ง สัตว์โดยทั่วไปต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ใน ๓๑ ภูมิ (คือ อรูปพรหม ๔ ชั้น รูปพรหม ๑๖ ชั้น เทวดา ๖ ชั้น มนุษย์ เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย และนรก(2) หาเบื้องต้นและที่สุดไม่พบ ต้องตกอบายทุกข์ทรมานในนรกอยู่เป็นอาจิณ เหมือนบ้านเก่าทีต้องแวะเวียนไปอยู่เสมอ แต่ถ้าเราสามารถบรรลุโสดาบันได้ภายในชาตินี้ ก็ไม่ต้องตกอบายอีก จะไปเกิดในสุคติภูมิอีกไม่เกิน ๗ ชาติแล้วบรรลุอรหันต์ เข้าถึงความดับภพชาติโดยสิ้นเชิง ไม่เกิดใหม่อีกต่อไป เมื่อไม่เกิดอีกก็ไม่ต้องแก่ ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องตาย ไม่ต้องตกนรก, ตกอบาย และไม่ต้องเป็นทุกข์อีกแล้ว …อ้างอิง พระไตรปิฎกภาษาไทย แปลโดยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 1. ดูรายละเอียดในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ หน้า ๙๗ 2. ดูรายละเอียดในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ หน้า ๖๗
จาก : พระมหาประเสริฐ มนฺตเสวี
เมื่อ : วันที่ 07/07/07




ตอบจ้า..

วิปัสสนูปิกิเลส....เกิดจากอะไร

ตอบ..เกิดจากวิปัสสนาญาณ ชื่อว่า สัมมสนญาณ...

วิปัสสนูปกิเลส ๑๐ จะเกิดแก่ผู้ได้สัมมสนญาณแล้วเท่านั้น...แต่ต้องข้ามไปให้ได้..อย่าหลงติด

..โดยการคลายความยึดติดในอารมณ์ทั้งปวง ..ทั้งที่เป็นบุญญาภิสังขารและอบุญญาภิสังขาร....

เรื่อง " สัมมสนญาณ" พอจะรู้กันมั๊ยครับ???? ....ลอกศึกษาดู แล้วจะแจ่มในเรื่องนี้...



ไปตอบธรรมะที่เกี่ยวกับความประมาทให้หน่อยครับ(การบ้านครับการบ้าน...ไม่มีส่งอาจารย์คับ)


ผมไม่จำเป็นต้องเชื่อว่า " มะนาว..มีรสเปรี้ยว" ....เพราะ........

เพราะผมได้ลิ้มรสมันแล้ว....จึงไม่จำเป็นต้องเชื่อต่อคำบอก..หรือตำราใด ๆ อีกต่อไป...

พระมหาประเสริฐ มนฺตเสวี - 125.25.243.30 [8 มิ.ย. 2551 23:10 น.] คำตอบที่ 16

******************************************************
ประเสริฐ...ประเสริฐมาก
เกิดได้ประเสริฐ...โตได้ประเสิฐ...กล่าวได้ประเสริฐ

ถาม...
ท่านเกิดมาแต่ที่ใด?
ท่านรู้ได้อย่างว่า มะนาวที่ท่านลิ้มรสนั้นเปรี้ยว?

จงย้อนกลับไปพิจารณา เส้นทางอันประเสริฐ ที่ท่านดำเนินมา
แล้วกลับมาวิสัชนาธรรมกันใหม่


เพิ่มเติมนิด...
ถาม...
ท่านเกิดมาแต่ที่ใด? แหล่งใด?
ท่านรู้ได้อย่างว่า มะนาวที่ท่านลิ้มรสนั้นเปรี้ยว? หรือ เป็นเช่นไร ?


ไม่คล่อง...

ท่านรู้ได้อย่าง..ไร..ว่า มะนาวที่ท่านลิ้มรสนั้นเปรี้ยว? หรือ เป็นเช่นไร ?



ก็ลองเอามาแตะลิ้นดูซิ...แล้วจะรู้...ประจักษ์แจ้งแก่ตนเอง



พระอรหันต์ คือ ผู้ที่ไม่ต้องมีความเชื่อต่อใคร ๆ อีกต่อไป

คัมภีร์พระสุตตันตปิฏก ทีฆนิกาย ปรากฎข้อความว่า

พระราชโอรสพระนามว่าขัณฑะและบุตรปุโรหิตชื่อติสสะบรรลุธรรมแล้ว ..หมดความสงสัยแล้วปราศจากความแคลงใจ ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า .....ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น ในคำสอนของพระศาสดา .....ได้กราบทูลพระวิปัสสีพุทธเจ้าว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคชัดเจนไพเราะยิ่งนัก พระผู้มีพระภาคประกาศธรรมแจ่มแจ้งโดยประการต่าง ๆเปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือตามประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจักเห็นรูปได้’ ข้าพระองค์ทั้งสองนี้ขอถึงพระผู้มีพระภาคพร้อมทั้งพระธรรมเป็นสรณะ และพึงได้การบรรพชาพึงได้การอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาค

บุคคลผู้ไม่ยินดีในสิ่งที่น่ายินดี
ไม่ประกอบในความดูหมิ่น
ละเอียดอ่อน มีปฏิภาณ
....ไม่ต้องเชื่อใคร และไม่ต้องคลายกำหนัด
บุคคลไม่ศึกษาเพราะอยากได้ลาภ
ไม่โกรธเพราะไม่ได้ลาภ
ไม่เดือดดาลและไม่ยินดีในรสเพราะตัณหา

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปว่า
นรชนใดผู้....ไม่ต้องเชื่อใคร รู้จักนิพพานที่ปัจจัยอะไรปรุงแต่งไม่ได้
ตัดรอยต่อแห่งการเกิดใหม่ ทำลายโอกาสแห่งการท่องเที่ยวไปในสงสาร
คลายความหวังแล้ว นรชนนั้นแล เป็นบุรุษสูงสุด




อ้างอิง..


มหานิทเทส ปุราเภทสุตตนิทเทส เล่มที่ ๒๙ ข้อ ๘๗ หน้า ๒๗๑
พระสุตตันตปิฏก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๒๙ ข้อ ๘๘ หน้า ๒๗๔
ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น หมายถึง ไม่ต้องอาศัยผู้อื่นคอยแนะนำพร่ำสอนในคำสอนของพระศาสนา ไม่ได้หมายถึง ว่า ไม่ต้องเชื่อใคร (อปรปฺปจฺจโย =ไม่มีใครอื่นอีกเป็นปัจจัย สารตฺถ.ฏีกา ๓/๑๘/๒๒๒0
ทีฆนิกาย มหาวรรค ๑๐/๗๖/๔๓ , สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค ปุพพโกฏฐกสูตร ๑๙/๕๑๔/๓๒๖
ขุ.สุตฺต. ๒๕/๘๖๐/๗๐๖ , สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค ปุพพโกฏฐกสูตร ๑๙/๕๑๔/๓๒๖




น่า..คิด

การทะเลาะวิวาท..โต้เถียง...ทำลายกัน..ในหลาย ๆ เหตุการณ์ ..เกิดจาก?????

..จากการด่วนตัดสินใจ....ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วนก่อน....ก่อนที่จะทำอะไรลงไป...เพราะอวิชชาแท้ ๆ ....ทั้งที่มีเจตนาดีด้วยกันทั้งคู่....

เพราะอวิชชาตัวเดียว..ปัญหาจึงเกิด...




สวัสดีครับ กัลยาณมิตรธรรมทุกท่าน

๑๐. จูฬสาโรปมสูตร
อุปมานักบวชกับผู้แสวงหาแก่นไม้
[๓๕๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น พราหมณ์ชื่อปิงคลโกจฉะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วจึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม สมณพราหมณ์พวกนี้ เป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ มีชื่อเสียง มียศ เป็นเจ้าลัทธิชนเป็นอันมาก สมมติว่าเป็นคนดี คือ ปูรณกัสสป มักขลิโคสาล อชิตเกสกัมพล ปกุธกัจจายนะสัญชัยเวลัฏฐบุตร นิครนถ์นาฏบุตร พวกนั้นทั้งหมดรู้ยิ่งตามปฏิญญาของตนๆ หรือทุกคนไม่รู้ยิ่งเลย หรือว่าบางพวกรู้ยิ่ง บางพวกไม่รู้ยิ่ง.

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า อย่าเลย พราหมณ์ ข้อที่ว่าพวกนั้นทั้งหมดรู้ยิ่งตามปฏิญญา ของตนๆ หรือทุกคนไม่รู้ยิ่งเลย หรือว่าบางพวกรู้ยิ่ง บางพวกไม่รู้ยิ่งนั้น จงงดไว้เถิด เราจักแสดงธรรมแก่ท่าน ท่านจงฟังธรรมนั้น จงกระทำไว้ในใจให้ดี เราจักกล่าว ปิงคลโกจฉพราหมณ์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว.

[๓๕๔] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่ เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่น ละเลยกระพี้ ละเลยเปลือก ละเลยสะเก็ดไปเสีย ตัดเอากิ่งและใบถือไป สำคัญว่าแก่น บุรุษผู้มีจักษุเห็นเขาผู้นั้นแล้ว พึงกล่าวอย่างนี้ว่า บุรุษผู้เจริญนี้ ไม่รู้จักแก่น ไม่รู้จักกระพี้ ไม่รู้จักเปลือก ไม่รู้จักสะเก็ด ไม่รู้จักกิ่งและใบ จริงอย่างนั้น บุรุษผู้เจริญนี้ มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่ เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ละเลยแก่น ละเลยกระพี้ ละเลยเปลือกละเลยสะเก็ดไปเสีย ตัดเอากิ่งและใบถือไป สำคัญว่าแก่น และกิจที่จะพึงทำด้วยไม้แก่นของเขา จักไม่สำเร็จประโยชน์แก่เขา หรืออีกอย่างหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่ เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่น ละเลยกระพี้ ละเลยเปลือกไปเสีย ถากเอาสะเก็ดถือไป สำคัญว่าแก่น. บุรุษผู้มีจักษุเห็นเขาผู้นั้นแล้ว พึงกล่าวอย่างนี้ว่า บุรุษผู้เจริญนี้ ไม่รู้จักแก่น ไม่รู้จักกระพี้ ไม่รู้จักเปลือก ไม่รู้จักสะเก็ด ไม่รู้จักกิ่งและใบ จริงอย่างนั้น บุรุษผู้เจริญนี้ มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้ เที่ยว
เสาะหาแก่นไม้อยู่ เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่น ละเลยกระพี้ ละเลยเปลือกไปเสีย ถากเอาสะเก็ดถือไป สำคัญว่าแก่น และกิจที่จะพึงทำด้วยไม้แก่นของเขาจักไม่สำเร็จประโยชน์แก่เขา. หรืออีกอย่างหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่ เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่น ละเลยกระพี้ไปเสียถากเอาเปลือกถือไป สำคัญว่าแก่น. บุรุษผู้มีจักษุเห็นเขาผู้นั้นแล้ว พึงกล่าวอย่างนี้ว่า บุรุษผู้เจริญนี้ ไม่รู้จักแก่น ไม่รู้จักกระพี้ ไม่รู้จักเปลือก ไม่รู้จักสะเก็ด ไม่รู้จักกิ่งและใบ จริงอย่างนั้น บุรุษผู้เจริญนี้ มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่ เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่น ละเลยกระพี้ไปเสีย ถากเอาเปลือกถือไป สำคัญว่าแก่นและกิจที่จะพึงทำด้วยไม้แก่นของเขา จักไม่สำเร็จประโยชน์แก่เขา. หรืออีกอย่างหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่ เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่นไปเสีย ถากเอากระพี้ถือไป สำคัญว่าแก่น. บุรุษผู้มีจักษุเห็นเขาผู้นั้นแล้ว พึงกล่าวอย่างนี้ว่า บุรุษผู้เจริญนี้ ไม่รู้จักแก่น ไม่รู้จักกระพี้ ไม่รู้จักเปลือก ไม่รู้จักสะเก็ด ไม่รู้จักกิ่งและใบ จริงอย่างนั้น บุรุษผู้เจริญนี้ มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่ เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่นไปเสีย ถากเอากระพี้ถือไป สำคัญว่าแก่น และกิจที่จะพึงทำด้วยไม้แก่นของเขา จักไม่สำเร็จประโยชน์แก่เขา. หรืออีกอย่างหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่ เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ตัดเอาแก่นนั้นแหละถือไป รู้อยู่ว่าแก่น. บุรุษผู้มีจักษุเห็นเขาผู้นั้นแล้ว พึงกล่าวอย่างนี้ว่า บุรุษผู้เจริญนี้ รู้จักแก่น รู้จักกระพี้ รู้จักเปลือก รู้จักสะเก็ด รู้จักกิ่งและใบ จริงอย่างนั้น บุรุษผู้เจริญนี้มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่ เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ตัดเอาแก่นนั่นแหละถือไป รู้อยู่ว่าแก่นและกิจที่จะพึงทำด้วยไม้แก่นของเขาจักสำเร็จประโยชน์แก่เขา ฉันใด.

[๓๕๕] ดูกรพราหมณ์ ฉันนั้นเหมือนกันแล กุลบุตรบางคนในโลกนี้ มีศรัทธา
ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ด้วยคิดว่า เราเป็นผู้อันชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ
ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ท่วมทับแล้ว ถูกความทุกข์ท่วมทับแล้ว มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้า
ไฉนหนอ ความกระทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ จะพึงปรากฏ. เขาบวชอย่างนั้นแล้ว ยังลาภสักการะและความสรรเสริญให้บังเกิดขึ้น. เขามีความยินดี มีความดำริเต็มเปี่ยม ด้วยลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น. เพราะลาภสักการะและความสรรเสริญอันนั้น เขาย่อมยกตนข่มผู้อื่นว่าเรามีลาภสักการะและความสรรเสริญ ส่วนภิกษุอื่นนอกนี้ ไม่ปรากฏ [หรือมีคนรู้จักน้อย] มีศักดาน้อย. อนึ่ง เขาไม่ยังฉันทะให้เกิด ไม่พยายาม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมเหล่าอื่นอันยิ่งกว่าและประณีตกว่า ลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น ทั้งเป็นผู้มีความประพฤติย่อหย่อน ท้อถอยเปรียบเหมือนบุรุษคนนั้น ที่มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่น ละเลยกระพี้ ละเลยเปลือก ละเลยสะเก็ดไปเสียตัดเอากิ่งและใบถือไป สำคัญว่าแก่น และกิจที่จะพึงทำด้วยไม้แก่นของเขา จักไม่สำเร็จประโยชน์แก่เขา ฉันใด. ดูกรพราหมณ์ เราเรียกบุคคลนี้ว่า มีอุปมาฉันนั้น

[๓๕๖] ดูกรพราหมณ์ บุคคลบางคนในโลกนี้ มีศรัทธา ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ด้วยคิดว่า เราเป็นผู้อันชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส
ท่วมทับแล้ว ถูกความทุกข์ท่วมทับแล้ว มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้า ไฉนหนอ ความกระทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ จะพึงปรากฏ. เขาบวชอย่างนี้แล้ว ยังลาภสักการะและความสรรเสริญให้บังเกิดขึ้น. เขาไม่มีความยินดี มีความดำริยังไม่เต็มเปี่ยม ด้วยลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น. เขาไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะลาภสักการะและความสรรเสริญอันนั้น. เขายังฉันทะให้เกิด พยายาม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมเหล่าอื่นอันยิ่งกว่า และประณีตกว่า ลาภสักการะและความสรรเสริญ ทั้งเป็นผู้มีความประพฤติไม่ย่อหย่อน ไม่ท้อถอย. เขาย่อมยังความถึงพร้อมแห่งศีลให้สำเร็จ. เขามีความยินดี มีความดำริเต็มเปี่ยม แล้วด้วยความถึงพร้อมแห่งศีลนั้น. เพราะความถึงพร้อมแห่งศีลอันนั้น เขาย่อมยกตนข่มผู้อื่นว่า เรามีศีล มีกัลยาณธรรม ส่วนภิกษุอื่นนอกนี้ เป็นผู้ทุศีล มีบาปธรรม. อนึ่ง เขาไม่ยังฉันทะให้เกิด ไม่พยายาม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมเหล่าอื่นอันยิ่งกว่า และประณีตกว่าความถึงพร้อมแห่งศีลนั้น ทั้งเป็นผู้มีความประพฤติย่อหย่อน ท้อถอย. เปรียบเหมือนบุรุษคนนั้น ที่มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่ เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่น ละเลยกระพี้ ละเลยเปลือกไปเสีย ถากเอาสะเก็ดถือไป สำคัญว่าแก่น และกิจที่จะพึงทำด้วยไม้แก่นของเขา จักไม่สำเร็จประโยชน์แก่เขา ฉันใด. ดูกรพราหมณ์ เราเรียกบุคคลนี้ว่า มีอุปมาฉันนั้น.

[๓๕๗] ดูกรพราหมณ์ บุคคลบางคนในโลกนี้ มีศรัทธา ออกจากเรือนบวชเป็น
บรรพชิต ด้วยคิดว่า เราเป็นผู้อันชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส
ท่วมทับแล้ว ถูกความทุกข์ท่วมทับแล้ว มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้า ไฉนหนอ ความกระทำ
ที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ จะพึงปรากฏ. เขาบวชอย่างนั้นแล้ว ยังลาภสักการะและความสรรเสริญให้บังเกิดขึ้น. เขาไม่มีความยินดี มีความดำริยังไม่เต็มเปี่ยม ด้วยลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น เขาไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะลาภสักการะและความสรรเสริญอันนั้น. อนึ่ง เขายังฉันทะให้เกิด พยายาม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมเหล่าอื่นอันยิ่งกว่า และประณีตกว่า ลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น ทั้งเป็นผู้มีความประพฤติไม่ย่อหย่อน ไม่ท้อถอย. เขาย่อมยังความถึงพร้อมแห่งศีลให้สำเร็จ. เขามีความยินดีด้วยความถึงพร้อมแห่งศีลนั้น แต่มีความดำริยังไม่เต็มเปี่ยม. เขาไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความถึงพร้อมแห่งศีลอันนั้น. อนึ่ง เขายังฉันทะให้เกิด พยายาม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมเหล่าอื่นอันยิ่งกว่า และประณีตกว่า ความถึงพร้อมแห่งศีลนั้น ทั้งเป็นผู้มีความประพฤติไม่ย่อหย่อน ไม่ท้อถอย. เขาย่อมยังความถึงพร้อมแห่งสมาธิให้สำเร็จ. เขามีความยินดี มีความดำริเต็มเปี่ยม ด้วยความถึงพร้อมแห่งสมาธินั้น เพราะความถึงพร้อมแห่งสมาธิอันนั้น เขาย่อมยกตนข่มผู้อื่นว่า เรามีจิตตั้งมั่น มีจิตมีอารมณ์เป็นอันเดียว ส่วนภิกษุอื่นนอกนี้ มีจิตไม่ตั้งมั่น มีจิตหมุนไปผิดแล้ว. เขาไม่ยังฉันทะให้เกิดไม่พยายาม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมเหล่าอื่นอันยิ่งกว่า และประณีตกว่าความถึงพร้อมแห่งสมาธินั้น ทั้งเป็นผู้ประพฤติย่อหย่อน ท้อถอย. เปรียบเหมือนบุรุษนั้นที่มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่ เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่น ละเลยกะพี้ไปเสียถากเอาเปลือกถือไป สำคัญว่าแก่น และกิจที่จะพึงทำด้วยไม้แก่นของเขา จักไม่สำเร็จประโยชน์แก่เขาฉันใด. ดูกรพราหมณ์ เราเรียกบุคคลนี้ว่า มีอุปมาฉันนั้น.

[๓๕๘] ดูกรพราหมณ์ บุคคลบางคนในโลกนี้ มีศรัทธา ออกจากเรือนบวชเป็น
บรรพชิต ด้วยคิดว่า เราเป็นผู้อันชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัส อุปายาส
ท่วมทับแล้ว ถูกความทุกข์ท่วมทับแล้ว มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้า ไฉนหนอ ความกระทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ จะพึงปรากฏ. เขาบวชอย่างนั้นแล้ว ยังลาภสักการะและความสรรเสริญให้บังเกิดขึ้น เขาไม่มีความยินดี มีความดำริยังไม่เต็มเปี่ยม ด้วยลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น. เขาไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น. อนึ่ง เขายังฉันทะให้เกิด พยายาม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมเหล่าอื่นอันยิ่งกว่า และประณีตกว่า ลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น ทั้งเป็นผู้มีความประพฤติไม่ย่อหย่อน ไม่ท้อถอย. เขาย่อมยังความถึงพร้อมแห่งศีลให้สำเร็จ. เขามีความยินดีด้วยความถึงพร้อมแห่งศีลนั้น แต่มีความดำริยังไม่เต็มเปี่ยม.เขาไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความถึงพร้อมแห่งศีลอันนั้น. อนึ่ง เขายังฉันทะให้เกิดพยายาม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมเหล่าอื่นอันยิ่งกว่า และประณีตกว่า ความถึงพร้อมแห่งศีลนั้น ทั้งเป็นผู้มีความประพฤติไม่ย่อหย่อน ไม่ท้อถอย เขาย่อมยังความถึงพร้อมแห่งสมาธิให้สำเร็จ.เขามีความยินดีด้วยความถึงพร้อมแห่งสมาธินั้น แต่มีความดำริยังไม่เต็มเปี่ยม. เขาไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความถึงพร้อมแห่งสมาธิอันนั้น. อนึ่ง เขายังฉันทะให้เกิด พยายาม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมเหล่าอื่นอันยิ่งกว่า และประณีตกว่า ความถึงพร้อมแห่งสมาธินั้น ทั้งเป็นผู้มีความ
ประพฤติไม่ย่อหย่อน ไม่ท้อถอย. เขาย่อมยังญาณทัสสนะให้สำเร็จ. เขามีความยินดี มีความดำริเต็มเปี่ยม ด้วยญาณทัสสนะอันนั้น. เพราะญาณทัสสนะนั้น เขาย่อมยกตนข่มผู้อื่นว่า เรารู้เราเห็น ส่วนภิกษุอื่นนอกนี้ ไม่รู้ไม่เห็นอยู่. อนึ่ง เขาไม่ยังฉันทะให้เกิด ไม่พยายาม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมเหล่าอื่นอันยิ่งกว่า และประณีตกว่าญาณทัสสนะนั้น ทั้งเป็นผู้มีความประพฤติย่อหย่อน ท้อถอย. เปรียบเหมือนบุรุษคนนั้น ที่มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นอยู่ เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่นไปเสีย ถากเอากะพี้ถือไป สำคัญว่าแก่นและกิจที่จะพึงทำด้วยไม้แก่นของเขา จักไม่สำเร็จประโยชน์แก่เขา ฉันใด. ดูกรพราหมณ์ เราเรียกบุคคลนี้ว่า มีอุปมาฉันนั้น.

[๓๕๙] ดูกรพราหมณ์ บุคคลบางคนในโลกนี้ มีศรัทธา ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตด้วยคิดว่า เราเป็นผู้อันชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ท่วมทับแล้ว ถูกความทุกข์ท่วมทับแล้ว มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้า ไฉนหนอ ความกระทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ จะพึงปรากฏ. เขาบวชอย่างนั้นแล้ว ยังลาภสักการะและความสรรเสริญให้เกิดขึ้น. เขาไม่มีความยินดี มีความดำริยังไม่เต็มเปี่ยม ด้วยลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น.เขาไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะลาภสักการะและความสรรเสริญอันนั้น. อนึ่ง เขายังฉันทะให้เกิด พยายาม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมเหล่าอื่นอันยิ่งกว่า และประณีตกว่า ลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น ทั้งเป็นผู้มีความประพฤติไม่ย่อหย่อน ไม่ท้อถอย. เขาย่อมยังความถึงพร้อมแห่งศีลให้สำเร็จ. เขามีความยินดีด้วยความถึงพร้อมแห่งศีลนั้น แต่มีความดำริยังไม่เต็มเปี่ยมเขาไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความถึงพร้อมแห่งศีลอันนั้น. อนึ่ง เขายังฉันทะให้เกิดพยายาม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมเหล่าอื่นอันยิ่งกว่า และประณีตกว่า ความถึงพร้อมแห่งศีลนั้น ทั้งเป็นผู้มีความประพฤติไม่ย่อหย่อน ไม่ท้อถอย. เขาย่อมยังความถึงพร้อมแห่งสมาธิให้สำเร็จ. เขามีความยินดีด้วยความถึงพร้อมแห่งสมาธินั้น แต่มีความดำริยังไม่เต็มเปี่ยมเขาไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความถึงพร้อมแห่งสมาธิอันนั้น. อนึ่ง เขายังฉันทะให้เกิดพยายาม เพื่อทำให้แจ้งธรรมเหล่าอื่นอันยิ่งกว่า และประณีตกว่า ความถึงพร้อมแห่งสมาธินั้น ทั้งเป็นผู้มีความประพฤติไม่ย่อหย่อน ไม่ท้อถอย เขาย่อมยังญาณทัสสนะให้สำเร็จ. เขามีความยินดีด้วยญาณทัสสนะนั้น แต่มีความดำริยังไม่เต็มเปี่ยม. เขาไม่ยกตนไม่ข่มผู้อื่น เพราะญาณทัสสนะอันนั้น. อนึ่ง เขายังฉันทะให้เกิด พยายาม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมเหล่าอื่นยิ่งกว่า และประณีตกว่า ญาณทัสสนะนั้น ทั้งเป็นผู้มีความประพฤติไม่ย่อหย่อน ไม่ท้อถอย. ดูกรพราหมณ์ ก็ธรรมที่ยิ่งกว่าและประณีตกว่า ญาณทัสสนะเป็นไฉน? ภิกษุในพระศาสนานี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่. แม้ธรรมข้อนี้ ก็ยิ่งกว่าและประณีตกว่าญาณทัสสนะ.

อีกข้อหนึ่ง ภิกษุบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้นเพราะวิตกวิจารสงบไป ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่. แม้ธรรมข้อนี้ ก็ยิ่งกว่าและประณีตกว่าญาณทัสสนะ.

อีกข้อหนึ่ง ภิกษุมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข.แม้ธรรมข้อนี้ ก็ยิ่งกว่าและประณีตกว่าญาณทัสสนะ.

อีกข้อหนึ่ง ภิกษุบรรลุจตุตถฌานไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่. แม้ธรรมข้อนี้ ก็ยิ่งกว่าและประณีตกว่าญาณทัสสนะ.

อีกข้อหนึ่ง เพราะล่วงเสียซึ่งรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะปฏิฆสัญญาดับไปเพราะไม่ใส่ใจซึ่งนานัตตสัญญา ภิกษุย่อมบรรลุอากาสานัญจายตนฌาน ด้วยพิจารณาว่าอากาศหาที่สุดมิได้. แม้ธรรมข้อนี้ ก็ยิ่งกว่าและประณีตกว่าญาณทัสสนะ.

อีกข้อหนึ่ง เพราะล่วงเสียซึ่งอากาสานัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง ภิกษุย่อมบรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน ด้วยพิจารณาว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้. แม้ธรรมข้อนี้ ก็ยิ่งกว่าและประณีตกว่าญาณทัสสนะ.

อีกข้อหนึ่ง เพราะล่วงเสียซึ่งวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง ภิกษุย่อมบรรลุอากิญจัญญายตนฌาน ด้วยพิจารณาว่า น้อยหนึ่งไม่มี. แม้ธรรมข้อนี้ ก็ยิ่งกว่าและประณีตกว่าญาณทัสสนะ.

อีกข้อหนึ่ง เพราะล่วงเสียซึ่งอากิญจัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง ภิกษุย่อมบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน. แม้ธรรมข้อนี้ ก็ยิ่งกว่าและประณีตกว่าญาณทัสสนะ.

อีกข้อหนึ่ง เพราะล่วงเสียซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง ภิกษุย่อมบรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ. เพราะเห็นด้วยปัญญาของเธอ อาสวะทั้งหลายย่อมสิ้นไป. แม้ธรรมข้อนี้ก็ยิ่งกว่าและประณีตกว่าญาณทัสสนะ. ดูกรพราหมณ์ ธรรมเหล่านี้แล ที่ยิ่งกว่าและประณีตกว่าญาณทัสสนะ.

เปรียบเหมือนบุรุษคนนั้นที่มีความต้องการแก่น แสวงหาแก่น เที่ยวเสาะหาแก่นอยู่เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ตัดเอาแก่นนั้นแหละถือไป รู้อยู่ว่าแก่น และกิจที่จะพึงทำด้วยไม้แก่นของเขา จักสำเร็จประโยชน์แก่เขา ฉันใด. ดูกรพราหมณ์ เราเรียกบุคคลนี้ว่า มีอุปมาฉันนั้น.

[๓๖๐] ดูกรพราหมณ์ ดังพรรณนามาฉะนี้ พรหมจรรย์จึงมิใช่มีลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นอานิสงส์ มิใช่มีความถึงพร้อมแห่งศีลเป็นอานิสงส์ มิใช่มีความถึงพร้อมสมาธิเป็นอานิสงส์ มิใช่มีญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ พรหมจรรย์นี้มีเจโตวิมุติอันไม่กำเริบ เป็นประโยชน์ เป็นแก่น เป็นที่สุด.
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ปิงคลโกจฉพราหมณ์ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือตามประทีปในที่มืด ด้วยประสงค์ว่า ผู้มีจักษุจักเห็นรูปได้ ฉันใด ธรรมที่พระองค์ทรงประกาศแล้วโดยอเนกปริยาย ก็ฉันนั้นเหมือนกัน. ข้าพระองค์นี้ ขอถึงพระองค์กับพระธรรมและภิกษุสงฆ์ว่า เป็นสรณะ ขอพระองค์จงทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป.

จบ จูฬสาโรปมสูตร ที่ ๑๐

จบ โอปัมมวรรค ที่ ๓
-----------------------------------------------------


เจริญในธรรมทุกท่านครับ


ขอช่วยพี่หน่องนะเจ้าค่ะ

อรรถกถา มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ โอปัมมวรรค
จูฬสาโรปมสูตร อุปมานักบวชกับผู้แสวงหาแก่นไม้

อรรถกถาจุลลสาโรปมสูตร
จุลลสาโรปมสูตร เริ่มต้นว่า

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:-
พึงทราบวินิจฉัยในจุลลสาโรปมสูตรนั้นดังต่อไปนี้.
บทว่า ปิงฺคลโกจฺโฉ ได้แก่ พราหมณ์ผู้มีธาตุเหลือง.
ก็คำว่า โกจฺโฉ นี้เป็นชื่อของพราหมณ์นั้น เพราะฉะนั้น พราหมณ์นั้นท่านจึงเรียกว่า ปิงคลโกจฉะ.
พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า สํฆิโน เป็นต้น
สมณะพราหมณ์ชื่อว่า สังฆิโน เพราะมีหมู่กล่าวคือประชุมแห่งนักบวช. ชื่อว่า คณิโน เพราะมีคณะนั้นแล. ชื่อว่า คณาจริยา เพราะเป็นอาจารย์แห่งคณะด้วยอำนาจอาจารสิกขาบท.
บทว่า ญาตา ได้แก่ ผู้ที่รู้จักกันทั่วไป คือผู้ปรากฏ ได้แก่ที่เขายกย่องโดยนัยมีอาทิว่า เป็นผู้มักน้อย สันโดษ ไม่นุ่งห่มแม้กระทั่งผ้า เพราะเป็นผู้มักน้อย.
ชื่อว่า ยสสฺสิโน เพราะเป็นผู้มียศ.
บทว่า ติตฺถกรา แปลว่า เจ้าลัทธิ.
บทว่า สาธุสมฺมตา ได้แก่ ที่เขาสมมติอย่างนี้ว่า คนเหล่านี้เป็นคนมีประโยชน์ เป็นคนดี เป็นสัตบุรุษ.
บทว่า พหุชนสฺส ได้แก่ ผู้ไม่ได้สดับ ผู้เป็นปุถุชนคนอันธพาล.
บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงคนเหล่านั้น จึงตรัสว่า เสยฺยถีทํ ปูรโณ ดังนี้ เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปูรโณ เป็นชื่อของเจ้าลัทธินั้นผู้ปฏิญญาตนว่าเป็นศาสดา.
คำว่า กสฺสโป เป็นโคตร.
ได้ยินว่า เจ้าลัทธิชื่อปูรณะนั้นเป็นคนครบร้อยพอดีของตระกูลหนึ่งซึ่งมีทาส ๙๙ คน. ด้วยเหตุนั้น คนทั้งหลายจึงตั้งชื่อเขาว่า ปูรโณ. ก็เพราะเขาเป็นทาสมงคล จึงไม่มีผู้กล่าวว่าเขาทำกิจที่ทำได้ยาก หรือไม่ทำกิจที่ใครเขาไม่ทำ. เขาคิดว่า เราจะอยู่ในที่นี้ไปทำไม แล้วก็หนีไป.
ลำดับนั้น พวกโจรได้ชิงเอาผ้าของเขาไป. เขาไม่รู้จักการปกปิดด้วยใบไม้หรือหญ้า ก็เข้าไปยังบ้านตำบลหนึ่งทั้งๆ ที่เปลือยกายนั่นเอง. พวกมนุษย์เห็นเขาแล้วคิดว่า สมณะนี้เป็นพระอรหันต์ ผู้มักน้อย ผู้ที่จะเสมอเหมือนกับสมณะนี้ไม่มี จึงถือเอาของหวานและของคาวเป็นต้นเข้าไปหา.
เขาคิดว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะเราไม่นุ่งผ้า ตั้งแต่นั้นมาถึงได้ผ้าก็ไม่นุ่ง เขาได้ถือเอาการไม่นุ่งผ้านั้นนั่นแหละเป็นบรรพชา. แม้ผู้คนอื่นๆ รวม ๕๐๐ คน ก็บวชในสำนักของเขา ท่านหมายเอาเจ้าลัทธิผู้นั้นจึงกล่าวว่า ปูรณกัสสปะ.
คำว่า มกฺขลิ เป็นชื่อของเจ้าลัทธินั้น.
คำว่า โคสาโล เป็นชื่อที่ ๒ เพราะเกิดในโรงโค.
ได้ยินว่า เขาถือหม้อนํ้ามันกำลังเดินไปบนพื้นดินที่มีโคลน นายบอกว่า อย่าลื่นนะพ่อ. เขาลื่นล้มลงด้วยความเผลอเรอ เริ่มจะหนีไปเพราะกลัวนาย. นายวิ่งไปจับชายผ้าไว้ทัน. เขาทิ้งผ้าไม่มีผ้าติดตัวหนีไป.
คำที่เหลือเหมือนกับเจ้าลัทธิปูรณะนั้นแล.
คำว่า อชิตะ เป็นชื่อของเจ้าลัทธินั้น. เขาชื่อว่าเกสกัมพล เพราะครองผ้าผมคน. เหตุนั้น เขาจึงรวมชื่อทั้งสองเรียกว่า อชิตะ เกสกัมพล.
ในคำนั้น ผ้ากัมพลที่เขาทำด้วยผมมนุษย์ ชื่อว่าเกสกัมพล ขึ้นชื่อว่าผ้าที่เลวกว่าผ้าเกสกัมพลนั้นไม่มี. เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหมือนอย่างว่า ผ้าที่ร้อยด้วยด้ายชนิดใดชนิดหนึ่ง ผ้ากัมพลท่านกล่าวว่า เลวกว่าผ้าเหล่านั้น ภิกษุทั้งหลาย ผ้าเกสกัมพลเมื่อเย็นก็เย็น เมื่อร้อนก็ร้อน มีสีทราม มีกลิ่นเหม็น และมีสัมผัสไม่สบาย.
คำว่า ปกุโธ เป็นชื่อของเจ้าลัทธินั้น. คำว่า กจฺจายโน เป็นโคตร. ท่านรวมทั้งนามและโคตร เรียกว่า ปกุธ กัจจายนะ.
เจ้าลัทธินั้นเป็นผู้ห้ามนํ้าเย็น แม้จะถ่ายอุจจาระก็ไม่ใช้นํ้า. ได้นํ้าร้อนหรือนํ้าข้าวจึงใช้. เขาเดินผ่านแม่นํ้าหรือนํ้าในทางก็คิดว่า เราศีลขาดแล้ว ก่อทรายทำเป็นสถูป อธิษฐานศีลเดินต่อไป ปกุธกัจจายนะผู้นี้เป็นเจ้าลัทธิที่ไม่มีศักดิ์ศรีเห็นปานนี้.
คำว่า สญฺชโย เป็นชื่อของเจ้าลัทธินั้น. ชื่อว่าเวลัฏฐบุตร เพราะเป็นบุตรของเวลัฏฐ.
เจ้าลัทธิชื่อว่า นิคันถะ โดยได้นามเพราะพูดอย่างนี้ว่า พวกเราไม่มีกิเลสเครื่องร้อยรัด ไม่มีกิเลสเครื่องพัวพัน ว่าพวกเราเว้นจากเครื่องร้อยรัดคือกิเลส. ชื่อว่านาฏบุตร เพราะเป็นบุตรของนาฏกะนักรำ.
บทว่า อพฺภญฺญึสุ ความว่า สมณพราหมณ์รู้ไม่รู้ก็โดยที่พวกเขาปฏิญญาไว้.
ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ว่า ถ้าปฏิญญานั้นของพวกเขาเป็นนิยานิกะไซร้ เขาทั้งหมดก็รู้ ถ้าไม่เป็นนิยานิกะไซร้ พวกเขาก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้น ความของปัญหานั้นจึงมีดังนี้ว่า ปฏิญญาของพวกเขาเป็นนิยานิกะหรือเป็นอนิยานิกะ.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปฏิเสธว่า พอละ เพราะไม่มีประโยชน์ด้วยการกล่าวถึงปฏิญญาที่เป็นอนิยานิกะของเจ้าลัทธิเหล่านั้น เมื่อจะประกาศบทที่มีประโยชน์ด้วยอุปมา เพื่อจะทรงแสดงเฉพาะธรรม จึงตรัสคำว่า พราหมณ์ เราจะแสดงธรรมแก่ท่าน ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สจฺฉิกิริยาย แปลว่า เพื่อกระทำให้แจ้ง.
บทว่า น ฉนฺทํ ชเนติ ความว่า ไม่ให้เกิดความพอใจใคร่จะทำ.
บทว่า น วายมติ ได้แก่ ไม่กระทำความพยายาม ความบากบั่น.
บทว่า โอลีนวุตฺติโก จ โหติ ได้แก่ เป็นผู้มีอัธยาศัยเหยาะแหยะ.
บทว่า สาถิลิโก ได้แก่ ผู้ถือย่อหย่อน คือถือศาสนาย่อหย่อน ไม่ถือให้หนักแน่น.
บทว่า อิธ พฺรหฺมณ ภิกฺขุ วิวิจฺเจว กาเมหิ
ถามว่า ธรรมมีปฐมฌานเป็นต้นเหล่านี้ จะยิ่งกว่าญาณทัสสนะได้อย่างไร.
แก้ว่า จริงอยู่ ธรรมทั้งหลายมีปฐมฌานเป็นต้น เป็นบาทของวิปัสสนา ชื่อว่าต่ำกว่า เพราะทำให้เป็นบาทแห่งนิโรธ ธรรมเหล่านี้จึงชื่อว่าเป็นบาทแห่งนิโรธ เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ญาณทัสสนะนั้น ยิ่งยวดกว่า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบพระสูตรแม้นี้ ตามอนุสนธิด้วยประการฉะนี้.
ในเวลาจบเทศนาพราหมณ์ก็ตั้งในสรณะแล.

จบอรรถกถาจุลลสาโรปมสูตรที่ ๑๐
จบโอปัมมวัคควัณณนาที่ ๓
----------------------------------------- "

เจริญในธรรมทุกท่านค่ะ


ก็ลองเอามาแตะลิ้นดูซิ...แล้วจะรู้...ประจักษ์แจ้งแก่ตนเอง

montasavi - 125.25.196.47 [9 มิ.ย. 2551 22:41 น.] คำตอบที่ 34

*****************

นี่ล่ะครับปัญญาอันประเสริฐ ของท่านมหาประเสริฐ ตอบให้ผู้อ่านเกิดปัญญาจริงๆ



******************************************************


ท่านนิ้หน่องครับ จูฬสาโรปมสูตร "แก่นพรหมจรรย์" ที่ท่านยกมาน่ะ
ไม่ไปสะกิดเปลือกที่หนาของท่านมหาประเสริฐได้หรอกขอรับ



น้องนุ่นนี่น่ารักจริงๆ ไปแสวงหาก้อนน้ำลายของท่านมหาฯ มาให้บอร์ดนี้เด้ประจักษ์



.........................................................

..จากการด่วนตัดสินใจ....ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วนก่อน....ก่อนที่จะทำอะไรลงไป...เพราะอวิชชาแท้ ๆ ....ทั้งที่มีเจตนาดีด้วยกันทั้งคู่....

เพราะอวิชชาตัวเดียว..ปัญหาจึงเกิด...



พระมหาประเสริฐ มนฺตเสวี - 125.25.196.47 [9 มิ.ย. 2551 23:11 น.] คำตอบที่ 36

.............................

เห็นด็วยครับ "อวิชชา" ตัวเดียวจริงๆ ทำให้ท่านแสดงออกมาได้อย่างนี้




*********************

คนไม่เชื่อในพระไตรปิฎก แต่ยกพระไตรปิฎก มาอ้าง
ชื่นชมพระพม่าผู้จำพระไตรปิฎกได้อย่างแม่น (จริงหรือเปล่าก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ เพราะตัวเองทั้งปิดหู และหลับตาเชื่ออย่างเดียว)


ถ่มน้ำลาย เลียเสมหะ สลับไปมาได้อย่างชำนาญแท้ๆ นะท่านนะ

......................................

ปัญญาสำคัญไฉน ?

ศาสนาพุทธ : ปัญญามีไว้สำหรับทำลายศรัทธา เพราะเมื่อรู้แจ้งเห็นจริงด้วยตนเอง แล้ว ก็ไม่ต้องเชื่อต่อใครอีกต่อไป เปรียบเหมือน ผู้ที่เคยลิ้มรสมะนาวมาแล้ว เขาไม่ ต้องเชื่อต่อใครอีกต่อไปว่ามะนาวมีรสเปรี้ยว เพราะได้ประจักษ์ด้วยตน เองแล้ว..พระอรหันต์เป็นอสัทธา ( ผู้ไม่มีความเชื่อ มีแต่ความรู้แจ้งในสภาวะธรรมที่ปรากฏ)

ศาสนาอื่นๆ : ปัญญามีไว้เพื่อค้นหาเหตุผลมาเพิ่มพูนสนับสนุนศรัทธา ที่มีอยู่แล้วให้น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น


montasavi - 125.25.243.30 [8 มิ.ย. 2551 21:30 น.] คำตอบที่ 5


........................................

ท่านมหาประเสริฐ รู้จักทักขิเณยยะบุคคล ๗ จำพวกไหม

สัทธานุสารี เป็นหนึ่งใน ๗ เคยอ่านไหมครับ แต่อยู่ในพระไตรปิฎกอ่ะนะ งั้นก็คงไม่ได้อ่านเพราะไม่เชื่ออยู่แล้ว


กลับกุฏีพิจารณาตนเองก่อนออกมาแนะนำผู้อื่นก่อนดีกว่ากระมัง ไม่งั้น นรก จะกินลัวท่านโดยจงใจ (ก็คงไม่เชื่ออีกอ่ะนะ) เฮ้ออออออออออออ กรรม


http://www.84000.org/tipitaka/read/?11/336/266

อ่ะลองอ่านดู








วิปัสสนา...ช่วยได้จริง ๆ...ครับ...


...................



รู้สึกมีโทสะ นิด ๆ นะนี่ ...เพราะถูกตัดสินโดยใครก็ไม่รู้ ..แต่ เอ๊ะ..ก่อนหน้านี้ จิตก็ไม่มีโทสะ ...และบัดนี้ โทสะที่เกิดขึ้นก็ได้ดับไปแล้ว

เอ๋อ..สภาวะอนิจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นอย่างนี้นี่เอง ...นี่ถ้ายังมัวยึดมั่นอยู่ว่า ใครกันนะมาดูถูกเราได้เพียงเพียงนี้..

...๑ นาทีผ่านไป โทสะ ก็คงยังไม่ดับ แต่..เพราะรู้เท่าทันอาการของโทสะที่เกิดขึ้น ตามดูอาการของโทสะนั้นอย่างจดจ่อ ต่อเนื่อง จนเห็นสภาวดับไปอย่างชัดเจน คลายความยึดมั่นด้วยอำนาจอุปาทาน ในโทสะนั้น ...จนเกิดปราโมทย์ยินดีว่า สภาวะอนิจัง ทุกขัง อนัตตา ที่แท้จริงเป็นอย่างนี้นี่เอง..



ผมเริ่มรู้ตัวแล้วครับว่า...ที่แท้ผมไม่ใช่พระไทย... ขอยอมรับ

...เพราะที่แท้..ผมเป็นพระของพุทธศาสนิกชน....

....




ประโยชน์ของการปฏิบัติวิปัสสนาที่พบเห็นจากประสบการณ์ตรง

ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมีมากมายยากที่จะอธิบายให้เห็นจริงได้ จนกว่าผู้นั้นได้ลงมือปฏิบัติจนได้เห็นผลจริงด้วยตนเอง แต่พอกล่าวเป็นตัวอย่างได้ดังนี้

๑. ทำให้บรรลุโสดาบันได้ภายใน ๓-๔เดือน (..เท่านั้น)

โสดาบัน แปลว่า เข้าถึงกระแสที่จะไหลไปสู่ความไม่เกิดอีกภายใน ๗ ชาติเป็นอย่างยิ่ง(1) (เมื่อไม่เกิดอีกก็ไม่ต้องแก่ ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องตาย และไม่ ต้องเป็นทุกข์อีกแล้ว) เป็นมรรคขั้นต้นของมรรคทั้ง ๔ ( โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตตมรรค) ที่เป็นเป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา เป็นเป้าหมายสำคัญที่สัตว์ทั้งมวล ผู้รักสุขเกลียดทุกข์และต้องการ สุขแท้สุขถาวร ควร/ต้องไปให้ถึงให้ได้ภายในชาตินี้ ด้วยการเจริญวิปัสสนากรรมฐานให้วิปัสสนาญาณเกิดไปตามลำดับจนครบ ๑๖ ขั้น ก็จะสำเร็จเป็นพระโสดาบันโดยสมบูรณ์(2)
…อ้างอิง 1.ดูรายละเอียดในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔ หน้า ๑๔๑ 2.ดูรายละเอียดใน คัมภีร์อรรถกถา สังยุตนิกาย (บาลี) เล่มที่ ๒ หน้า ๑๔๓

๒. เมื่อบรรลุโสดาบันแล้ว ถ้าหากต้องการมีฤทธิ์ มีเดช ก็สามารถฝึกสมถกรรมฐานต่อได้เลย จะสำเร็จได้ในระยะเวลาไม่นาน ในขณะที่การปฏิบัติสมถล้วนๆ ต้องใช้เวลาปฏิบัติกันถึง ๒-๓ปี หรือนานกว่านั้น จึงจะได้ผล

๓. เมื่อปฏิบัติวิปัสสนาถึงสังขารุเปกขาญาณ (ญาณที่ ๑๑) จนแก่กล้าแล้ว ทำให้โรคบางอย่างหายได้ เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ ต่อมไทรอย โรคเกี่ยวกับลม เส้นเอ็นและกระดูก (..นี้เป็นตัวอย่างจริงที่พบเห็นจากผู้ร่วมปฏิบัติ เป็นต้น

๔. ถ้ามีเหตุให้ปฏิบัติไม่สำเร็จ ไปติดอยู่เพียงแค่ญาณ ๑๑ ก็ไม่เสียเวลาเปล่า เพราะจะเกิดปัญญาญาณ ที่จะใช้ในการแก้ปัญหาทุกอย่างในโลกได้ ไม่ว่าปัญหานั้นจะเป็นปัญหาทางโลกหรือทางธรรม โดยเฉพาะปัญหาครอบครัวระหว่างสามี ภรรยา ลูก หลาน ญาติพี่น้อง (คิดค้นวิธีเอายานไวกิ้งลงบนดาวอังคารได้ ก็ด้วยการนั่งสมาธินี่แหละ)

๕. ล้างอาถรรพ์ มนต์ดำได้ ไม่ว่าจะถูกของ หรือโดนยาพิษ ยาสั่งมา เมื่อปฏิบัติจนถึงสังขารุเปกขาญาณแล้ว อาถรรพ์จะหายไปจนเกลี้ยง ( เรื่องนี้ขอท้าให้พิสูจน์)





วิธีปฏิบัติวิปัสสนาจากประสบการณ์ตรง

๑) เดินจงกรม เดินกลับไปกลับมา ก้มหน้าเล็กน้อย ส่งจิตกำหนดดูอาการของเท้าแต่ละจังหวะที่เคลื่อนไป อย่างจดจ่อ ต่อเนื่อง รับรู้ถึงความรู้สึกของเท้าที่ค่อยๆยกขึ้น ค่อย ๆ ย่างลง และความรู้สึกสัมผัสที่ฝ่าเท้า(อ่อน แข็ง เย็น ร้อน ฯลฯ) ส่งจิตดูอาการแต่ละอาการอย่างจรด แนบสนิทอยู่กับอาการนั้น ไม่วอกแวก จนรู้สึกได้ถึงอาการที่เปลี่ยนไป ดับไปของสภาวนั้น ๆ เช่น ขณะย่างเท้า ก็รู้สึกถึงอาการลอยไปเบา ๆ ของเท้า พอเหยียบลงอาการลอย ๆ เบา ๆ เมื่อ ๒-๓ วินาทีก่อนก็ดับไป มีอาการตึงๆแข็งเข้าแทนที่ พอยกเท้าขึ้นอาการตึงๆแข็งๆด็ดับไป กลับมีอาการลอยเบาๆ โล่งๆเข้าแทนที่ เป็นต้น ยิ่งเคลื่อนไหวช้าๆ ยิ่งเห็นอาการชัด และในขณะที่กำลังเดินอยู่นั้น

หากมีความคิดเกิดขึ้นให้หยุดเดินก่อน แล้วส่งจิตไปดูอาการคิด พร้อมกับบริกรรมในใจว่า “คิดหนอๆๆๆ” จนกว่าความคิดจะเลือนหายไป จึงกลับไปกำหนดเดินต่อ อย่ามองซ้ายมองขวา พยายามให้ใจอยู่กับเท้าที่ค่อยๆเคลื่อนไปเท่านั้น ถ้าเผลอหรือหลุดกำหนดให้เอาใหม่ เผลอเริ่มใหม่ ๆๆๆ ไม่ต้องหงุดหงิด การปฏิบัติเช่นนี้ เรียกว่า “เดินจงกรม” ต้องเดิน ๑ ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย


๒) นั่งสมาธิ นั่งตัวตรง แต่ไม่ต้องตรงมาก ให้พอเหมาะสมกับสรีระของตนเอง นั่งสงบนิ่ง ไม่ขยับเขยื้อนอวัยวะส่วนใดทั้งสิ้น จนสังเกตได้ว่าอวัยวะที่ยังไหวอยู่มีแต่ท้องเท่านั้น ให้ส่งจิตไปดูอาการไหวๆนั้นอย่างต่อเนื่อง แค่ดูเฉยๆ อย่าไปบังคับท้อง ปล่อยให้ท้องไหวไปเรื่อยๆ ตามธรรมชาติ นั่งกำหนดดูอย่างติดต่อ ต่อเนื่อง ไม่หลุด ไม่เผลอ ถ้ามีเผลอสติบ้างก็ไม่ต้องหงุดหงิด เผลอ..เอาใหม่ ๆ จนเห็นอาการพอง อาการยุบค่อยๆชัดขึ้น ขณะเห็นท้องพองกำหนดในใจว่า “พองหนอ” ขณะเห็นท้องยุบกำหนดในใจว่า “ยุบหนอ” บางครั้งท้องนิ่งพอง-ยุบไม่ปรากฏก็ให้กำหนดรู้อาการท้องนิ่งนั่น “รู้หนอๆๆ” หรือ “นิ่งหนอๆๆ” บางครั้งพอง-ยุบเร็วแรงจนกำหนดไม่ทัน ก็ให้กำหนดรู้อาการนั้น “รู้หนอๆๆ”


ถ้าขณะนั่งกำหนดอยู่มีความคิดเข้ามาให้หยุดกำหนดพองยุบไว้ก่อน ส่งจิตไปดูอาการคิด พร้อมกับบริกรรมในใจว่า “คิดหนอๆๆ” แรงๆ เร็วๆ โดยไม่ต้องสนใจว่าคิดเรื่องอะไร พออาการคิดจางไปแล้ว หรือหายไปโดยฉับพลัน ให้กำหนดดูอาการที่หายไป “รู้หนอๆๆ” แล้วรีบกลับไปกำหนดพอง-ยุบต่อทันที อย่าปล่อยให้จิตว่างจากการกำหนดเด็ดขาด


ขณะที่กำหนดอยู่นั้น ถ้าเกิดอาการปวดขา หรืออวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งขึ้นมา ให้ทิ้งพอง-ยุบไปเลย แล้วส่งจิตไปดูอาการปวดนั้น บริกรรมในใจว่า “ปวดหนอๆๆ” พยายามกำหนดดูอย่างติดต่อ ต่อเนื่อง แต่อย่าเอาจิตเข้าไปเป็นทุกข์กับอาการปวดนั้น ภายใน ๕ หรือ ๑๐ วันแรกให้กำหนดดูอาการปวดอย่างเดียว ไม่ต้องสนใจอารมณ์อื่นมากนัก จนกว่าอาการปวดจะหาย หรือลดลง วันแรกๆ อาการปวดจะไม่รุนแรงมากนัก นั่งได้ ๑ ชั่วโมงแบบสบายๆ พอเรามีสมาธิมากขึ้น มีญาณปัญญามากขึ้น อาการปวดจะค่อยๆรุนแรงขึ้น จนทนแทบไม่ไหว จากที่เคยนั่งได้ ๑ ชั่วโมง พอวันที่ ๕-๖ เป็นต้นไป นั่ง ๑๐ หรือ ๒๐ นาทีก็ทนแทบไม่ไหวแล้ว ให้พยายามนั่งกำหนดต่อไปจนกว่าจะครบชั่วโมง (เพื่อจะได้เป็นกำลังใจในการกำหนดบัลลังก์ต่อๆไป) ยิ่งปวดมากก็ยิ่งกำหนดถี่ๆเร็วๆ แรงๆ นั่นแสดงว่าสมาธิของเราก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ภายใน๑๐-๒๐ วันเวทนาก็จะหายขาดไปเอง หรืออาจจะมีอยู่บ้างเล็กน้อยช่วงท้ายบัลลังก์ ถึงต้อนนี้วิปัสสนาญาณของคุณก้าวเข้าสู่ขั้นที่ ๔ แล้ว ขั้นต่อไป ไม่ควร/ห้ามปฏิบัติด้วยตนเอง(อย่างเด็ดขาด) ต้องมีพระอาจารย์คอยควบคุมอย่างใกล้ชิด มิฉะนั้นแล้วจะเกิดผลเสียมากว่าผลดี ..ขอเตือน.. ที่อธิบายมานี้เป็นเพียงหลักปฏิบัติเบื้องต้น มีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมายที่จะต้องเรียนรู้ ผู้ต้องการปฏิบัติให้เห็นมรรคเห็นผล พึงแสวงหาสำนักปฏิบัติที่เห็นว่าเหมาะสมกับตนเอาเองเถิด..

ดูที่มา : http://www.tlcthai.com/club/list_topic.php?club=buddhism&club_id=1278&table_id=1&cate_id=788




จงข้ามพ้น..การเข้าถึงธรรมด้วยความเชื่อกันได้แล้ว

..จงเข้าถึงธรรม..ด้วยปัญญา(ที่เกิดจากการปฏิบัติจริง..) กันเถิด

อย่า..คิดเข้าถึงธรรม...เพียงเพราะการปลงใจเชื่อ..เพียงอย่างเดียว..อยู่อีกเลย..

ถ้ายังเป็นอยู่อย่างเคย ๆ .... รับรองได้เลย....คนรุ่นลูกหลานจะได้ชมเชย ..กันแต่เปลือก..แน่ ๆ




ทำไม่พระพุทธเจ้า...ไม่ให้เชื่อพระไตรปิฎก

กระทู้นี้ให้โทษกับผู้ยังศึกษา มากกว่าให้คุณ...ผู้โพสไม่รู้จักฐานะตนเอง....

ผู้ให้ความเห็นบางท่านถูกบีบให้ทำกรรมต่อ...พระรัตนตรัย....คือ

เชื่อพระธรรม...มีวาทะกับพระสงฆ์ เชื่อพระสงฆ์...ล่วงเกินพระธรรม

เชื่อพระพุทธ...ศรัทธาพระธรรมถดถอย...ฯลฯ

ทั้งหมดเพราะ...การโพสที่ไม่สมควรกับฐานะตน ซึ่งการโพสแบบนี้

ผู้มีปัญญา รู้จักศีลธรรมอันดี จะไม่ทำ เพราะเท่ากับตีตนเสมอท่าน

ซึ่งเป็นฐานะของพระพุทธองค์ เท่านั้น ที่ควรตรัสเรื่องนี้ ไม่ต่างกับ

ข้อห้ามไม่ให้พระภิกษุสงฆ์แสดงฤทธิ์ แต่พระองค์ไม่ได้ห้ามพระองค์เอง

เปรียบเหมือนพระองค์เป็นเจ้าของสวนมะม่วง ห้ามผู้อื่นรับประทานผลของ

มะม่วงในสวน แต่ไม่่ได้ห้ามตนเอง ถ้าต้องการรับประทาน นั่นแปลว่า....

พระไตรปิฏก ยังมีความศักดิ์สิทธิ์ เชื่อถือได้แน่นอน ผู้ศึกษาไม่ถึง

ชอบนำข้อความพระไตรปิฏกมาหักล้างกันเอง เพราะไม่เข้าใจในพระธรรม

ยกย่องพระธรรมบทหนึ่ง ลดคุณค่าของพระธรรมอีกบทหนึ่ง ด้วยเหตุผลพื้นๆ

ที่ตนเองมองข้าม ไม่เข้าใจว่า พระธรรมแต่ละบท สอนคนที่มีนิสัยต่างกัน

ในเวลาต่างกัน ในสถานะการณ์ต่างกัน ฯลฯ เรื่องบางอย่าง วิสัยคนทั่วไป

ย่อมเข้าไม่ถึง เช่น ทำไมพระพุทธองค์ทรงห้ามพระภิกษุแสดงฤทธิ์....

และอย่างเช่น....ข้อความนี้

จงข้ามพ้น..การเข้าถึงธรรมด้วยความเชื่อกันได้แล้ว

..จงเข้าถึงธรรม..ด้วยปัญญา(ที่เกิดจากการปฏิบัติจริง..) กันเถิด

แล้วพุทธภาษิตที่ว่า...."คนมีศรัทธา สามารถข้ามโอฆะได้" จะว่าอย่างไร

สรุป....

พระพุทธ....พระธรรม....พระอริยะสงฆ์.....ยังศักดิ์สิทธ์อยู่แน่นอน

จะแสดงอะไรกันก็อย่าไปล่วงเกินท่าน....คิดให้รอบด้าน


ยกมือ….ขอพูดด้วยคนนะครับ

ในปัจจุบัน ผมจะเห็นสำนักปฏิบัติมากมาย และยังแยกเป็นสายโน้น สายนี้ ยึดแนวปฏิบัติที่ต่างกัน
ให้สงสัยว่า มีพระศาสดาเดียวกันหรือเปล่านะนี่ ?

ต่อมาเมื่อผมได้ศึกษา และปฏิบัติ ก็ให้เข้าใจครับว่า “กิเลส-ตัณหา-สังโยชน์”
นี่มันเก่งจริงๆแฮะ (ฮา ๆ)

คห.ของคุณนิดน้อง ที่ยก มหาประเทศ๔ ก็ได้คิดว่า แนวการสอนปัจจุบันให้ยึดถือพระอาจารย์และสำนัก
ที่มีกันมาก ผมก็ว่าอยู่ที่ตัวลูกศิษย์ครับว่า ควรต้องใช้หลัก กาลามะสูตร
แต่….อย่าลืมนะครับว่า ตอนมีพระสูตรนั้นพระพุทธเจ้ามีพระชนม์ชีพอยู่
ยังทรงสอน-แก้ได้เมื่อมีปุจฉา

แล้วตอนนี้หระครับ จะไปเอาธรรม(ความรู้)มาจากไหน
..เออ ! น่าคิด (ก็ดันทิ้งตำรา-พระไตรปิฎกแล้วหนิ)
อยู่ที่ปัจเจกบุคคลด้วยซิครับว่าคิดจะตรวจสอบกันหรือไม่ ท่านจะปฏิบัติตามธรรมอัน
จะล่วงทุกข์ได้หรือไม่


นี่ยังกึ่งพุทธกาล คือ สองพันห้าร้อยห้าสิบกว่าปี แนวปฏิบัติ และลัทธิที่แตกหน่อจากพระพุทธศาสนามากมาย
เขาว่ากันว่า 1000 กว่านิกาย
กล่าวเปรียบได้ว่า ปัจจุบันมี “นักลอก” ธรรมะของพระพุทธเจ้าแตกหนอ-ออกกอ
อยู่มากมาย
ก็ยังมีนักลอก ที่ลอกไม่เก่ง ลอกไม่เป็น ลอกไปตามเหตุปัจจัยอันเกิดขึ้นจาก “กิเลส” --“ทิฏฐิ” - “มานะ” “ความไม่รู้” ของตน….

ซึ่งก็ยังไม่นับแนวปฏิบัติที่ต่างกันอีกนะครับนี่..(เอ้อ เอากะมนุษย์ซิ)

ท่านน่าจะยิ่งตระหนัก และมั่นใจ ในการคงรักษา พระไตรปิฎกไว้ไม่ให้เสื่อมสูญ นะครับ
ที่มีคำว่า “เสื่อม” ประกอบกับคำว่า สูญ นี่ เพราะว่า มีลัทธิบางลัทธิที่ทรงอิทธิฤทธิ(พล)
บังอาจจะเปลี่ยนแปลง แก้ไข เพิ่มเติมพระไตรปิฎกกันเลยนะอ่ะ

โอ้ ห้าวหาญเชียวครับ!!…(กรรมหนักนะซิ )



เห็นไหมเล่าครับท่าน! พอท่านไม่มีศรัทธา ท่านก็ขาดความเชื่อมั่นในตำรา เล่นจะทิ้งตำรากันเลย
ไม่ได้ศึกษาวิถีของพระธรรมวินัยที่จารอยู่พระไตรปิฎกกันหละ…ถ้าผิดจากฉันคิด(ตัวกู)
อาจารย์ของฉันคิด(อาจารย์ของกู) อาจารย์ฉันสั่งสอน ฉันปฏิบัติแบบนี้ ฉันได้รับคุณประเสริฐเหลือเกิน..
ฉันขอสรุปว่า ตำรา(พระไตรปิฎก)ผิด ฉันขอประกาศว่า ไม่น่าเชื่อถือ

!*๐*!…โอ้เชื่อเขาดีไหมหระนี่? ?

ประโยชน์-คุณ -อนิสงฆ์อันมหาศาลที่บรรพบุรุษจนถึงปัจจุบันได้เสวยกันอยู่ทุกวันนี้
ไม่มีหละ
+*๐*+..เฮ้ย! คิดได้ไง?

ลองคิดนะครับท่าน คิดๆเพื่อนเคี้ยวกันว่า (โห..โฆษณาโบราณ )

****


ถ้าเอาตามท่านมหาประเสริฐว่า พระไตรปิฎกไม่น่าเชื่อถือ มีตกหล่น
(แต่ตำราของท่านมหาฯไม่ตกหล่นว่างั้นนะ)
…ถ้าอาจารย์ที่มีแนวการสอน การปฏิบัติที่ผุดขึ้นมากมายในปัจจุบัน
เขาก็ว่า ของเขานั้นถูกต้อง ของท่านนะผิด
อ่ะ .เอาสักว่า มี...4-5 สำนัก กระเทียบเปรียบว่าของท่านผิด ของเราซิถูก
อ้าวละซิท่าน แล้วใครจะบอกหละว่าของใครถูก ของใครผิด
…เห็นไหมครับ กลายเป็นใช้คำว่า “ถูก-ผิด” ไม่ได้ใช้คำว่า “ตรงคำสอน –ไม่ตรงคำสอน”
ก็ในเมื่อ พระปัญญวิสุทธิคุณของพระสัมมสัมพุทธเจ้า ที่บันทึกไว้ในพระไตรปิฎก ถูกตัดลดศรัทธาไปแล้ว
แต่ไปยึดความคิดเห็น(ทิฏฐิ)ของแต่ละสำนัก แต่ละอาจารย์ ..อีรุงนุงนัง

อีก 10 ..20 ปีข้างหน้า ก็จะไม่มีพูดถึงว่าคำสอนมาจากที่ไหน… ก็จะแปรงเป็นคำสอน ของท่านอาจารย์นั้น
ของท่านอาจารย์นี่ไป
(เอ..คุ้นๆนะครับว่า ปัจจุบันก็เป็นอยู่)

นี่หละครับภัยศาสนาอายุจะสั้นก็เพราะ พุทธบริษัทเป็นเสียเอง ไม่หมั่นศึกษา ตรวจสอบ และปฏิบัติ
เมื่อฉันไม่ถูกจริต ฉันก็ขอป่าวประกาศไม่เอาตำรา

… เฮ้ยกลุ้มครับ!..มาทำกันเสียเอง….แล้วยังภัยจากข้างนอกอีก

ตัวไผ ก็ตัวไผ ครับท่าน

** **** **


ร่วมออกความเห็นอันเป็นนัย เรื่องการลิ้มรสเปรี้ยวนะครับ……

“ก็ลองเอามาแตะลิ้นดูซิ...แล้วจะรู้...ประจักษ์แจ้งแก่ตนเอง

montasavi - 125.25.196.47 [9 มิ.ย. 2551 22:41 น.] คำตอบที่ 34

@การประจักษ์แจ้งนั้น ต้องแยกแยะว่า
การแจ้งนั้นประกอบด้วยปัญญาญาณ หรือประกอบด้วย โมหะ
..สำคัญนะครับ ตรงนี้ต้องเข้าใจ..
นั้นก็คือ การเจริญปฏิบัติวิปัสสนาสมถะนั้น ไม่ได้ประกอบด้วยญาณ.ที่อันเป็นเครื่องนำไปสู่การละ สลัด
จากโลก จึงยังเป็น “โลกียะ” นี้ก็เกิดวิปัสสนูกิเลสได้เหมือนกันครับ ..ตรงนี้หละครับที่ “หลง” กันมาก
คิดว่าตนสำเร็จบรรลุแล้ว จึงยังดำรงใน “มังการ”(ของกู).. และ “อหังการ” (ตัวกู)…แล้วแสดงออก
เป็น “กูแน่”….ทิ้งความกตัญญุต่อธรรม……..(อิ อิ..เริ่มคุ้นๆ หรือยังครับท่าน )

เหนือญาณโลกียะ ยังต้องทำให้ถึง “โลกุตระ” คือ.. ก็ยังต้องทำ เหตุ(มรรค๔ ผล๔ นิพพาน1)ครับ


** ทำให้นึกถึงพระเทวทัตครับ สำเร็จมีอภิญญามีฤทธิ์ แต่ผลในการสำเร็จนั้น ไม่ได้ทำต่อไปสู่การละ การสลัด
อันนำไปสู่มรรคแห่งการพ้นทุกข์(นิพพาน) ดังนี้ ญาณที่ได้นั้นจึงเป็น มิจฉา ขาดความกตัญญูต่อพระพุทธ
พระธรรม พระสงฆ์ กล่าวตู่ นำไปสู่การทำให้สงฆ์แตกแยก ….เมื่อกระทำเช่นนั้น ญาณจึงเสื่อม ฤทธิอภิญญาที่เคยได้ ก็หายไปหมด กิเลสตัณหาครอบงำ นำไปสู่การกระทำกรรมหนักต่อพระพุทธเจ้า ซ้ำไปอีก**

เริ่มคุ้นๆ ไหมครับท่าน

อ้อ..ญาณที่กล่าวในพระธรรมวินัยนี้(พระพุทธศาสนา) มีทั้งหมด 73 ญาณครับ
ไม่ใช่มี 16 ญาณนะครับ ..แหม! ท่านก็(ลอก) ผสมถูกบ้าง ผิดบ้าง
แบบนี้ ..ญาณท่านไม่สับสนแย่หรอกหรือครับ

ลอกผิดๆถูกๆ กันแบบนี้ ผมต้องมานั่งตรวจสอบข้อความที่ท่านก๊อปมาจากหลาย
หนังสือ หลายตำรา..เหนื่อยแย่นะครับ







ตามที่อ้าง...คนมีศรัทธา สามารถข้ามโอฆะได้ ...

....เป็นความจริงแน่นอนครับ..แต่ก็มิใช่ข้ามโอฆะด้วยศรัทธา...


จงข้ามพ้น..การเข้าถึงธรรมด้วยความเชื่อกันได้แล้ว

..จงเข้าถึงธรรม..ด้วยปัญญา(ที่เกิดจากการปฏิบัติจริง..) กันเถิด

อย่า..คิดเข้าถึงธรรม...เพียงเพราะการปลงใจเชื่อ..เพียงอย่างเดียว..อยู่อีกเลย..



ตามที่อ้าง...คนมีศรัทธา สามารถข้ามโอฆะได้ ...

....เป็นความจริงแน่นอนครับ..แต่ก็มิใช่ข้ามโอฆะด้วยศรัทธา...


จงข้ามพ้น..การเข้าถึงธรรมด้วยความเชื่อกันได้แล้ว

..จงเข้าถึงธรรม..ด้วยปัญญา(ที่เกิดจากการปฏิบัติจริง..) กันเถิด

อย่า..คิดเข้าถึงธรรม...เพียงเพราะการปลงใจเชื่อ..เพียงอย่างเดียว..อยู่อีกเลย..


พระมหาประเสริฐ มนฺตเสวี - 125.25.196.47 [10 มิ.ย. 2551 13:33 น.] คำตอบที่ 45
******



ท่านพระมหาประเสริฐขอรับ โปรดเรียบลำดับการอธิบายที่บรรดา
ญาติโยมพยามให้ท่านมีสัมมาทิฏฐินะขอรับ

การจะข้ามโอฆะไปได้ มิใช่แต่เพียงพูด ฟัง ตามท่านนะครับ
แต่ยังต้องอาศัยเรือ เรือที่สร้างด้วยสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา
สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมสัมวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ
(ก็คือพระธรรมที่พระพุทธเจ้าแจ้งแล้ว ซึ่งอยู่ในพระไตรปิฎก..มิใช่มีอยู่ใน
ตำราของท่าน หรือตำราของใครก็ได้)

กระผมว่า ตั้งแต่ต้นมานี้..มีญาติโยมมากมายเขาเข้าใจแล้วนะขอรับ

ด้วยความเป็นกัลยาณมิตรขอรับ




วิธีเข้าถึงธรรม..ที่ถูกต้อง..และเป็นไปได้จริง...อยู่ที่สัมมาปฏิบัติต่างหาก.....
...มิใช่อยู่ที่พระไตรปิฎก


ประสบการณ์ปฏิบัติวิปัสสนา ๖ เดือน อ่านได้ที่

http://www.tlcthai.com/club/list_topic.php?page=1&club=buddhism&club_id=1278&table_id=1&cate_id=788


coppy ไปวางได้เลยครับ...




นมัสการเจ้าค่ะพระมหาประเสริฐ..@^_^@

ดิฉันอ่านไล่มาเรื่อย ๆ ก็เข้าใจท่านแล้วเจ้าค่ะ

เห็นความเพียรพยายามของท่านนะเจ้าค่ะ

คำสอนของอาจารย์ท่าน และของท่าน นั้นมีมากที่ขัดพระไตรปิฎกนั้นเอง
ท่านจึงทำทุกวิถีทางในการเผยแพร่ความคิดเช่นนี้ ในเว็บฯต่างๆ ตอกย้ำแต่ใจความที่
จะลดความน่าเชื่อถือของพระไตรปิฎก

โปรดอย่าทำเช่นนั้นเลยนะเจ้าคะ
ทุกข์ในวัฏฏะสังสารนั้นน่าเกรงข้ามยิ่งนักเจ้าค่ะ
กราบท่าน ขอความกรุณาอย่าได้ก่อบาปอกุศลร้ายแรงเลย


วิธีเข้าถึงธรรม..ที่ถูกต้อง..และเป็นไปได้จริง...อยู่ที่สัมมาปฏิบัติต่างหาก.....
...มิใช่อยู่ที่พระไตรปิฎก


ประสบการณ์ปฏิบัติวิปัสสนา ๖ เดือน อ่านได้ที่

http://www.tlcthai.com/club/list_topic.php?page=1&club=buddhism&club_id=1278&table_id=1&cate_id=788


coppy ไปวางได้เลยครับ...



พระมหาประเสริฐ มนฺตเสวี - 125.25.196.47 [10 มิ.ย. 2551 14:07 น.] คำตอบที่ 47
กราบนมัสการท่านพระมหาและกราบขอขมาด้วยเจ้าค่ะ
ถ้ามิใช่อยู่ที่พระไตรปิฎกแล้วสัมมาปฏิบัติมีที่มาจากที่ใดเล่าเจ้าคะ? ถ้ามิใช่จากพระพุทธพจน์ ดิฉันเป็นผู้น้อยไม่เข้าใจเจ้าค่ะ การปฏิบัติก็ต้องเดินตามรอยพระไตรปิฎกจึงจะเดินไปได้ถูกต้องมิใช่หรือเจ้าคะ? ศาสนานี้มีพระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ได้ด้วยพระองค์เอง และมีพระธรรมคำสั่งสอนถ่ายทอดมาอีกทีหนึ่ง โดยที่มีพระสุปฏิปัณโณเป็นผู้นำมาเผยแพร่แด่สาธุชน ถ้าไม่มีพระไตรปิฎกแล้วพวกท่านที่เป็นผู้เผยแพร่จะรู้จักกับคำว่าสัมมาปฏิบัติได้อย่างไรเจ้าค่ะ?


วิธีเข้าถึงธรรม..ที่ถูกต้อง..และเป็นไปได้จริง...อยู่ที่สัมมาปฏิบัติต่างหาก.....
...มิใช่อยู่ที่พระไตรปิฎก


ประสบการณ์ปฏิบัติวิปัสสนา ๖ เดือน อ่านได้ที่

http://www.tlcthai.com/club/list_topic.php?page=1&club=buddhism&club_id=1278&table_id=1&cate_id=788


coppy ไปวางได้เลยครับ...



พระมหาประเสริฐ มนฺตเสวี - 125.25.196.47 [10 มิ.ย. 2551 14:07 น.] คำตอบที่ 47


*******************

สรุป คือ โฆษณาการปฏิบัติของตัวเองนี่เอง เฮ้อออออออออออ
แล้วตะแบงเถียงชาวบ้านเค้าอยู่ได้


6 เดือนเนี่ยนะครับ






ลืมครับลืม ประโยคที่สำคัญ


พระพุทธองคืน่ะ 4 อสงไขยแสนกัปครับบบบบ ไม่ใช่แค่ 6 เดือน

และชนิด6 เดือน ที่มาโฆษณาแล้ว โฆษณาอีกเนี่ยนะ แสดงให้เห็นว่าสมควรเป็นตัวอย่างการปฏิบัติ

เอาไรคิดนะครับ งง








พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑
สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค

มิจฉัตตวรรค

อสัปปุริสสูตรที่ ๒
ว่าด้วยอสัตบุรุษและสัตบุรุษที่ยิ่งกว่า
......
[๗๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อสัตบุรุษเป็นไฉน? บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มี
ความเห็นผิด ฯลฯ ตั้งใจผิด บุคคลเหล่านี้เรียกว่า อสัตบุรุษ.

[๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อสัตบุรุษผู้ยิ่งกว่าอสัตบุรุษเป็นไฉน? บุคคลบางคนใน
โลกนี้ เป็นผู้มีความเห็นผิด ฯลฯ ตั้งใจผิด รู้ผิด พ้นผิด บุคคลนี้เรียกว่า อสัตบุรุษผู้ยิ่งกว่า
อสัตบุรุษ
----
รู้ผิด (มิจฉาญาณี) ตามอรรถาธิบาย ท่านกล่าวว่า คือพิจารณาผิด
พ้นผิด (มิจฉาวิมมุติ) ตามอรรถาธิบาย ท่านกล่าวว่า ไม่พ้นตามความจริง คือไม่พ้นไปจากทุกข์

------
ท่านมหาประเสริฐ ถึงอย่างไรท่านก็ไม่อาจพ้นจากอกุศลสัญญา กามสํญญา โดยอาการทั้งปวง

เจริญธรรม





ครับ..ผมยอมรับครับว่าผมยังไม่ได้บรรลุอรหันต์ ..ครับ


7 เดือน , 7 วัน ,7 ปี ...พอมีความรู้เรื่องนี้กันบ้างมั๊ยครับ.....


ตราบใดที่ยังเป็นอสัตบุรุษ ตามที่คุณเช่นนั้น ( คห. 52 ) ยกมา
7 เดือน, 7วัน, 7 ปี หรือ 7 อสงไขย, 70 อสงไขย, ฯ
ก็ไม่อาจข้ามผ่านโอฆะได้เลยค่ะพระมหาประเสริฐ

@กราบเรียนท่านอ่าน "สติปัฏฐานสูตร" ให้ครบพระสูตรให้รู้เข้าใจ แล้วปฏิบัติ

ดังนี้แล้ว 7 เดือน, 7 วัน , 7 ปี ย่อมมีตามพระพุทธดำรัสค่ะ

ถ้าหยิบเพียงบทเล็กๆ เพียงไม่กี่บท แล้วมายึดถือปฏิบัติอย่างไม่ถูกต้อง
โยมคิดว่าอาจจะเข้าหลักในความเห็นผิดได้ค่ะ



นมัสการครับพระมหาประเสริฐ

พระพุทธศาสนานั้น ยึดในคำสอนของพระอรหันต์ 500 รูป ที่ได้สวดสังคายนา
ครั้งแรก จวบจนกระทั่งปัจจุบัน คำภีร์ในพระไตรปิฎกได้สืบทอดจนถึงปัจจุบัน
ได้รับการยอมรับทั่วโลกว่า เป็นคำภีร์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก และเที่ยงตรงที่สุด

นักปราชญ์และวิชาการศาสนศาสตร์ทั่วโลก ก็เห็นตรงกันเช่นนั้นครับ
เนื่องจากปัจจุบัน ชาวพุทธได้แตกแยกออกเป็นหลายลัทธิ
จึงได้เรียกผู้ทียึดถือ และปฏิบัติตามคำสอนในคำภีร์พระไตรปิฎกนี้ว่า "เถระวาท"


**แต่ทว่า ท่านได้ปฏิเสธ ไม่ได้ยึดถือปฏิบัติ และกล่าวโน้มน้าวให้พุทธศาสนิกชน
ลดความเชื่อถือตามพระไตรปิฎก แล้วหันไปยึดถือตามแนวพระพม่า ที่แต่งขึ้น
โดยยึดเอาตำรา 9 ปริเฉท ที่เขียนขึ้นมาภายหลังมาปฏิบัติ

กระผมจึงกราบขอแนะนำให้ท่านมหาประเสริฐ และสะยาดอก็ควรแยกไปตั้ง
อีกลัทธิหนึ่งนะครับ ใช้ชื่อลัทธิตามตำรา หรือชื่อของท่านสะยาดอ ก็สมควรอยู่นะครับ
เพราะตอนนี้ ตำราพระพม่า กำลังแพร่หลายอยู่มากครับ นับเป็นประโยชน์ต่อท่าน
และสะยาดอครับ

ในส่วนของพุทธพจน์ในพระไตรปิฎก ก็ให้คงอยู่เช่นนี้ไปครับ อย่าได้ไปกระทำ
หรือกล่าวมิดีมิร้ายต่อพระสัทธรรม อวจีขุมไหน มีบัญญัติไว้ในพุทธพจน์ด้วยครับ
ไว้จะหามาให้อ่านนะครับ

นมันสการครับ

team2 DT03886 [16 มิ.ย. 2551 14:37 น.] คำตอบที่ 53



...ท่านมหาฯ
...ท่านไปลึก ไปไกล ไปจนกู่ไม่กลับ
...ไปด้วยจิตฟุ้ง และ มิจฉา จนล่วงกตัญญุตาธรรม
...โยโทโสฯ


งานนี้เห็นว่าจะมีคนตกนรกโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์กันไม่น้อย เรื่องปลากปิล เป็นตัวอย่างๆดีแสดงถึงการแสดงธรรมผิดๆ การไม่เคารพธรรม ลองอ่านในมิลินทปัญหา หรือศึกษาให้มากกว่านี้ ธรรมของพระองค์มีนัยยะ เคยศึกษาเนตติปกรณ์ไหม
กินบนเรือนแล้วขี้บนหลังคา อาศัยพระศาสนาแล้วยังลบหลู่พระศาสดา น่าอนาถใจ..


พระพุทธองค์ตรัสรู้สัจธรรมความจริงจากกายใจของพระองค์เอง แล้วทรงนำหลักความจริงมาประกาศพระศาสนา ดังนั้น การเผยแผ่สัจธรรมให้เข้าถึงจิตใจของคน จึงเป็นของทำได้ยาก เนื่องด้วยสัมปทาทั้ง ๓ ไม่พร้อมมูล คือ ผู้สอนไม่เข้าใจถึงแก่นธรรม และไม่มีอุบายสอนให้คนอื่นเข้าใจธรรมนั้นได้ ผู้รับฟังไม่ตั้งจิตแน่วแน่ให้เข้าถึงภูมิธรรม พอที่จะรับฟังคำสอนนั้นได้ ทั้งยังมีความเห็นผิดเพี้ยนเป็นทุนเดิมอยู่ก่อน และคำสอนที่เขานำมาสอนนั้นเป็นของปลอม

ดังนั้น การเรียนธรรมะตามคำสอนของพระพุทธองค์ ก็ต้องเรียนเรื่องกายกับใจของตนเอง แล้วนำไปปฏิบัติขัดเกลา กาย วาจา ใจ สิ่งที่ไม่ดีให้หมดไป แล้วพยายามรักษาสิ่งที่ดีไว้ไม่ให้เสื่อมหายไป เพื่อให้รู้แจ้งเห็นจริงที่ใจ จนหมดกิเลสอาสวะทั้งหลาย การเรียนรู้มากจดจำชื่อ่ของกิเลสและอารมณ์ของใจ แต่ถ้าบังคับใจไม่อยู่ก็ชำระกิเลสออกจากใจไม่ได้ จะเรียกว่าพหูสูตรตามมงคลสูตรนั้นยังไม่ได้ พระอานนท์ จดจำพุทธวจนะคำสอนของพระองค์ไว้ได้มาก คืนที่จะได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ท่านเก็บเอาพระธรรมคำสอนเหล่านั้นมาใช้จนถึงกับท้อใจ ท่านจึงวางแล้วทำใจให้สงบมัคคปหานจึงเกิดขึ้นในขณะจิตนี้เอง การคิดค้นหาอุบายจากธรรมนั้นๆ มายังใช้ไม่เข้าถึงองค์มรรคแท้ ต่อเมื่อไม่คิดไม่ส่งปลงภาระและอุบายนั้นๆ มัคคปหานจึงจะเกิดขึ้น แล้วการที่บุคคลศึกษามามากๆ นั้นไม่มีประโยชน์อย่างนั้นหรือ ขอตอบว่า มี การที่ท่านศึกษามามากนั้นเรียกว่าเรียนอุบาย พอแยบคายเกิดขึ้นเฉพาะในใจของท่าน (ปัจจัตตัง) อุบายเลยไม่ต้องใช้ ในขณะนั้น ศีล สมาธิ ปัญญา จะมาปรากฏชัดอยู่ในขณะจิตเดียว คือจิตไม่ได้ส่งส่ายออกไปตามรู้ตามเห็นทั้งหมด เรียกว่า มัคคสมังคี หลัง่จากมัคคสมังคีแล้ว จะมีอาการจิตปรากฏขึ้นมาแทนพูดไม่ออกบอกไม่ถูก ที่เรียกว่า มัคคปหาน จิตขณะนั้นจะเกิดขึ้นขณะหนึ่งแล้วก็จะหายไป หลังจากนั้นจิตก็เดินตามวิถีเดิม ซึ่งมีสมมติบัญญัติหรือได้ศึกษาตำราคัมภีร์อันใดมาแต่ก่อน แล้วจะได้นำมาใช้ได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ต้องควบคุมจิตคิดกลัวจะทำจิตของตนให้เศร้าหมอง หาก สติ - สมาธิ - ปัญญา หากกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อารมณ์ทั้งหกจะไม่เจือด้วยวกิเลส ตอนนั้นพระอานนท์นำมาใช้ในกิจปฐมสังคายนา




ขอสรุปด้วยคนนะ นักธรรมะเถียงเพียงเพื่อสนองกิเลสตัวเองหรือเถียงเพื่อความถูกต้องกันหน๊อะ ถ้าใครว่าพระไตรปิฎกเชื่อไม่ได้พระสงฆ์ทั้งประเทศไทยก็ลาสึกให้หมดซะ ท่านเป็นพระได้ก็มาจากพระไตรปิฎกหรือเปล่า หรือพระธรรมคำสอนที่ท่านแปลงแนวมาสอนสาธุชนก็เอาจากพระไตรปิฎกหรือเปล่าหรือไปเอาตำราอื่นที่ค้นพบ ช่วยแนะนำหน่อยว่าเล่มไหนของประเทศอะไร นี่ตอนบวชท่องขันนาค ก็เอาคำที่กล่าวตอนจะเป็นพระก็มาจากพระไตรปิฎกใช่หรือไม่ หรือเขาเอามาจากไหนกัน เออเราก็มีพี่ชายเป็นมหานะ สึกมานานแล้ว จิตฟุ้งซ่านมากโทสะก็แรง ยึดพิธีกรรมที่เขาทำ ๆ กันอยู่เนี๋ยอย่างเหนียวแน่น รูปเหรียญเครื่องลางฯ พระพุทธรูปก็หลง งง ๆๆ ไปหมด โอยประเทศไทยถึงว่าพระถึงได้ทำให้พระศาสนามัวหมองมาก ๆๆ ไปดูแถว ๆ ตลาดตอนเช้าโน้นเพราะพระไม่เชื่อพระไตรปิฎกนี่เอง แล้วจะพาโยมตกนรกด้วยนะน่ะเพราะรับเงิน


 เปิดอ่านหน้านี้  3410 

  แสดงความคิดเห็น


RELATED STORIES



จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย