สงสัยเกี่ยวกับการใช้พุทธศาสนาที่ถูกต้อง

    

ผมเป็นคนหนึ่งที่ใช้ชื่อชีวิตเป็นเหมือนคนธรรมดาทั่วไป แต่ตอนนี้ความทุกข์ของผมกลับกลายเป็นความทุกข์ที่อยู่บนโลก ไม่ได้หมายถึงผมมีปัญหาชีวิตจนอยากฆ่าตัวตายนะครับ แต่ผมมีความรู้สึกว่า ชีวิตผมเหมือนไม่มีจุดหมายในการจะอยู่เพื่อทำอะไรสักอย่าง บางครั้งเมื่อเรารู้สึกตัวก็อยากจะปล่อยวางทุกอย่างที่มีเช่น การงานหรือเงินทอง ผมมีความรู้สึกว่าเราไม่อยากจะทำอะไรเกินตัวเพราะมองว่า แค่พอมีพอกินก็เพียงพอแล้ว ไม่งั้นก็จะหลงไปติดกับกระแสแห่งเงินตรา แต่พอบางครั้ง เราทำงานได้เงินมา มีความรู้สึกอยากได้ ก็เริ่มรู้สึกทำไมถึงไปติดกับดักนี้อีกจนได้ เรื่องของคนก็เหมือนกันมีความรู้สึกคล้ายๆกัน มีช่วงหนึ่งผมใช้ชีวิตอยู่อย่างคนเดียวไปไหนมาไหนคนเดียว แล้วก็รู้สึกว่าเหมือนเราเป็นคันธนูที่ตรึงเกินไป ก็เลยกลับมาลองใช้ชีวิตแบบคนปกติ ตั้งเป้าหมายว่าเราจะเริ่มพูดคุยกับคนอื่น ก็ได้ใช้ชีวิตแบบคนปกติทั่วไป แต่ก็ยังมีความรู้สึกว่า การรู้จักคนมากๆ มันน่าเบื่อ แต่ละคนเขาก็มีอคติของเขาซึ่งผมก็มี เขาจะมองอะไรในสายตาของเขาแล้วก็พยายามถ่ายทอดสิ่งนั้นมาให้เราทำเหมือนเขา หลายๆอย่างในชีวิตผม รู้สึกเหมือนกำลังหลงทาง บางครั้งรู้สึกไม่อยากจะรู้จักพุทธศาสนา เพราะว่าเมื่อเรารู้สึกเริ่มหลงไหนกิเลส ก็จะคิดว่าทำไมเราต้องติดกับ อยากปรับความคิดตัวเอง ไม่งั้นสักวันหนึ่งคงได้อยู่โรงบาลบ้า ไม่ก็เส้นเลือดในสมองแตกตาย อยากไปอยู่ในป่า แต่อย่างน้อยชีวิตนี้ก็ต้องขอตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ก่อน ยังไงเขาก็เลี้ยงเรามาตั้งแต่เกิดแล้ว




..อย่าท้อเรื่องทำความดี..

..มันคงยากสำหรับคนที่รู้จักกิเลสแล้ว และมองเห็นกิเลสของคนอื่นได้อีก การทำความชั่วนั้น คนดี ทำได้ยาก แต่คนชั่วจริงทำง่าย.. แหละเมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ธรรมดาแล้วมีหนทางเดียวให้เลือกเดินเพื่อความสุขในที่สุดของบั้นปลายแห่งวัฏสงสาร นั่นคือการเดินทางสายกลางให้เหมาะกับกาล และเทศะ แต่ยึดติดกับศีลห้าไว้ ภูมิใจในการรักษาความดีที่เข้าได้กับศีลห้า และกลัวการทำบาปทั้งปวงที่เข้าได้กับการประพฤติผิดในศีลห้า .. อย่างน้อยโลกในชาตินี้คงจะหมดไป ด้วยความบันเทิง และมีผลบุญพ่วงไว้ได้สนับสนุนให้ดีขึ้นในภพหน้าได้อีก....


มงคลในศาสนาพุทธ
มงคลในศาสนาพุทธ คือ การนิมนต์ขอให้พระภิกษุสวดมงคลสูตร เพื่อเป็นเครื่องหมายแห่งความเจริญ หรือเพื่อให้เกิดความสิริมงคล
ในงานพิธีที่เป็นมงคลต่าง ๆ พระสงฆ์จะต้องสวดมนต์บทนี้เสมอ เรียกกันว่า
เป็นบทบังคับก็ว่าได้ เมื่อพระสงฆ์เริ่มต้นสวดมงคลสูตร (อะเสวะนา...) จะเป็นช่วงที่เจ้าภาพจะต้องเดินไปจุดเทียนที่ บาตรน้ำมนต์ จากนั้นประเคนบาตรน้ำมนต์แก่ประธานในพิธีสงฆ์ เมื่อสวดมงคลสูตรจบแล้ว
พระภิกษุก็จะ รดน้ำมนต์ ให้แก่ผู้มาร่วมพิธีกรรม เพื่อมอบความเป็นมงคลให้ หรือมอบความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ผู้มาร่วมงานมงคล

ความจริง มงคลสูตร 38 ประการนั้น มีประโยชน์มากถ้านำไปปฏิบัติ (มิใช่การรับแต่น้ำมนต์ที่ประพรม การรับน้ำมนต์โดยไม่ปฏิบัติจะไม่เกิดประโยชน์) จะเป็นมงคลแก่ผู้ปฏิบัติตามอย่างแท้จริง พระพุทธองค์ทรงเทศนาเรียงลำดับข้อไว้อย่างมีระเบียบดียิ่ง เพื่อให้เป็นหลักปฏิบัติตามลำดับอายุของมนุษย์ เริ่มแต่ ปฐมวัย, มัชฌิมวัย และ ปัจฉิมวัย โดยขอยกตัวอย่างให้ท่านผู้อ่านเห็นดังต่อไปนี้

ปฐมวัย
ในที่นี้ขอกำหนดว่ามนุษย์ที่มีอายุไม่เกิน 25 ปี เรียกว่าปฐมวัย ปกติเป็นวัยที่ยังไม่สมควรจะออกครองเรือนตามลำพังตน ควรเป็นวัยแห่งการศึกษาเล่าเรียน เป็นระยะเวลาของการเตรียมตัวที่จะออกไปครองเรือนในอนาคต มักจะอยู่ในความปกครองของบิดามารดา พวกปฐมวัยควรปฏิบัติตามมงคลสูตรตั้งแต่ข้อ 1 ถึงข้อ 10 อย่างเคร่งครัด คือ
1. ไม่ให้คบคนพาล (เพื่อจะได้ไม่ตกต่ำในทางที่ชั่ว)
2. ให้คบบัณฑิต (เพื่อให้พบแต่ความเจริญรุ่งเรืองของชีวิต)
3. ให้บูชาบุคคลที่ควรบูชา (เพื่อให้เกิดแบบอย่างที่ดี)
4. ให้อยู่ในถิ่นที่เหมาะสม (เพื่อสะดวกในการศึกษาเล่าเรียน)
5. ให้สะสมบุญเรื่อยไป (เพื่อเป็นทุนไปสู่ความสุขสำเร็จ)
6. ให้ตั้งตนไว้ชอบ (เพื่อให้มีเส้นทางชีวิตที่ถูกต้อง)
7. ให้เป็นผู้ฟังมาก (เพื่อจะได้มีความรอบรู้)
8. ให้ศึกษา ศิลปวิทยา (เพื่อให้มีพื้นฐานการประกอบอาชีพการงานที่ดี)
9. ให้มีระเบียบวินัยดี (เพื่อให้มีหลักการที่ดีในการดำรงชีวิต)
10. ให้มี วาจาสุภาษิต (เพื่อให้เกิดความมีเสน่ห์ในตัวเอง)

ถ้าผู้ที่มีอายุภายใน 25 ปีแรกของชีวิต ได้ลงมือปฏิบัติตามมงคลสูตรเพียง 10 ข้อ ดังกล่าวนี้ บุคคลเหล่านี้จะเป็นคนดี เข้าไหนเข้าได้ เพราะสังคมต้อนรับ ปราศจากผู้รังเกียจ พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนเพื่อประโยชน์แก่ปวงชน ถ้าเราเคารพพระพุทธองค์อย่างแท้จริงแล้ว เราก็สมควรนำมงคลสูตรของพระพุทธองค์มาเป็นข้อปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อประโยชน์ในการดำรงชีวิตของตน ซึ่งนับว่าเป็นมงคลแก่ตนเองเป็นอย่างยิ่ง

มัชฌิมวัย
ในที่นี้ ขอกำหนดว่ามนุษย์ที่มีอายุตั้งแต่ 26 ปี ถึงอายุ 50 ปี เรียกว่าอยู่ในช่วง “มัชฌิมวัย” เป็นวัยที่ต้องดำเนินชีวิตไปตามลำพัง ไม่ควรจะต้องพึ่งบิดามารดาอีกต่อไป ต้องออกไปเผชิญกับเหตุการณ์ของสังคมโลก เป็นวัยที่จะต้องตั้งตัวตั้งหลักฐาน รับผิดชอบในการดำรงชีวิต ในมัชฌิมวัยควรปฏิบัติตามมงคลสูตรเพิ่มขึ้นอีก 20 ข้อ
ตั้งแต่ข้อ 11 ถึงข้อ 30 คือ
11. ให้ บำรุงบิดามารดา (เป็นการแสดงความกตัญญูรู้คุณคน)
12. ให้ สงเคราะห์บุตรธิดา (เป็นแบบอย่างที่ดี)
13. ให้ สงเคราะห์ภรรยา (เป็นการแสดงความรับผิดชอบ)
14. ไม่ให้การงานอากูล (กิจการงานใดไม่คั่งค้าง)
15. ให้ บำเพ็ญทาน (จิตใจจะมีเมตตาสูง)
16. ให้ ประพฤติธรรม (เพื่อความสงบของชีวิต)
17. ให้ สงเคราะห์ญาติ (เกิดเคราะห์ร้ายก็มีญาติช่วย)
18. ให้ ประกอบการงานดี ไม่มีโทษ (อาชีพสุจริตชีวิตปลอดภัย)
19. ให้ เว้นจากการทำบาป (เพื่อไม่ต้องชดใช้หนี้กรรม)
20. ให้ เว้นจากการเสพของเมา (ให้เป็นคนมีสติอยู่เสมอ)
21. ไม่ให้ประมาทในธรรมทั้งหลาย (ให้มีความคิดรอบคอบ)
22. ให้ เคารพบุคคลที่ควรเคารพ (เราจะได้รับความเคารพตอบ)
23. ไม่ให้เย่อหยิ่ง (จะมีคนให้ความนับถือ)
24. ให้ มีสันโดษ (จิตใจจะไม่วุ่นวาย)
25. ให้ มีความกตัญญู (เพื่อให้เป็นแบบอย่างที่ดี)
26. ให้ ฟังธรรมตามกาล (เพื่อให้มีดวงตาเห็นธรรม)
27. ให้ มีขันติ (จิตใจจะมีความสุขสงบ)
28. ให้ เป็นผู้ว่าง่าย (ทำให้ได้รับความรักจากผู้อื่น)
29. ให้ เข้าหาสมณะผู้สงบ (ทำให้เข้าใจธรรมะที่แท้จริง)
30. ให้ สนทนาธรรมตามกาล (ทำให้มีปัญญาเพิ่มพูล)

ถ้ามนุษย์อายุระหว่าง 26 ปี ถึง 50 ปี ได้ลงมือปฏิบัติตามมงคลสูตร
ของพระพุทธองค์เพิ่มขึ้นอีก 20 ข้อ ตั้งแต่ข้อ 11 ถึงข้อ 30 ดังกล่าวนี้ บุคคลเหล่านั้นจะประสบแต่ความสุขความเจริญรุ่งเรืองในการดำรงชีวิต
จะไม่ประสบความทุกข์ แม้ในขณะที่ถึงอายุขัยที่จะตาย วิญญาณก็จะไปสู่สุคติ
ถ้าจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็จะได้เกิดเป็นมนุษย์ที่มีภพภูมิสูง ถ้าเราเคารพพระพุทธองค์อย่างแท้จริงแล้ว เราก็สมควรนำมงคลสูตรของพระพุทธองค์มาเป็นข้อปฏิบัติ
เพื่อประโยชน์ในการดำรงชีวิตของตน ความเป็นมงคลก็จะเกิดแก่ตนเองและครอบครัว

ปัจฉิมวัย
ในที่นี้ ขอกำหนดว่ามนุษย์มีอายุตั้งแต่ 51 ปี ถึงสิ้นอายุขัย เป็นระยะชีวิตที่จะต้องช่วยตัวเองแสวงหา อริยทรัพย์ อริยสมบัติ เพราะเป็นช่วงเลยกึ่งกลางของชีวิต เดินทางเข้าสู่บั้นปลายของชีวิตเหมือนต้นไม้ใกล้ฝั่ง จะล้มลงเมื่อใดก็ได้ ควรจะช่วยตนเองในการสร้างอริยสมบัติก่อนตาย ซึ่งไม่มีใครจะช่วยเราได้ โดยช่วยให้วิญญาณของเรามีคุณสมบัติสูงกว่าเดิม วิธีช่วยตัวเองนับว่าดีที่สุดนั้น คือการหาโอกาสฝึกอบรมพัฒนาจิตใจ ด้วยการวิปัสสนากรรมฐาน อาจจะศึกษาเรื่องความตายเพื่อจะได้ตายนอกสมมติ คือการหลุดพ้นจาก สังสารวัฏ ไม่ควรให้ตายในสมมติคือการหมุนเวียนอยู่ในวัฏสงสารเท่านั้น การตายในสมมตินั้น จะต้องกลับมาเกิดเพื่อรับความทุกข์ต่อ ๆ ไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด วิธีปฏิบัติเพื่อให้ตายนอกสมมตินั้น คือการปฏิบัติตามมงคลสูตรของพระพุทธองค์ โดยปฏิบัติเพิ่มขึ้นอีก 8 ข้อ ตั้งแต่ข้อ 31 ถึงข้อ 38 คือ
31. ให้บำเพ็ญเพียรเผากิเลสให้หมดไป (ด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน)
32. ให้ ประพฤติพรหมจรรย์ (ออกบวช หรือ บวชใจด้วยเนกขัมมบารมี)
33. ให้เห็นแจ้งในอริยสัจ (ให้ตระหนักรู้ในทุกข์ และเหตุที่เกิดทุกข์ การดับทุกข์ และวิธีดับทุกข์)
34. ให้ทำนิพพานให้แจ้ง (วิปัสสนาภาวนาจนได้นิโรธสมาบัติ)
35. ไม่ให้จิตหวั่นไหวในโลกธรรม (ทำจิตไม่ให้ติดยึดในลาภ/ยศ/สรรเสริญ/สุข)
36. ไม่ให้จิตเศร้าหมอง (ทำจิตให้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน)
37. ไม่ให้จิตมีมลทิน (ทำจิตให้เป็นอุเบกขาตลอดเวลา)
38. ให้มีจิตเกษม (ไม่ให้มีเครื่องดึงรั้งไว้ในภพคือถึงซึ่งพระนิพพาน)

มงคลสูตรของพระผู้มีพระภาคเจ้า ตั้งแต่ข้อ 31 ถึงข้อ 38 นี้ มีพุทธประสงค์จะให้ช่วยตัวเองไปทาง โลกุตตรธรม ช่วยให้ตายนอกสมมติ คือการหลุดยึดติดอดีด,อนาตค เป็นการหลุดพ้นจากอุปาทาน พระตถาคต สั่งชี้ให้ตระหนักว่า “การเกิดเป็นทุกข์” ชาวพุทธที่มีอายุตั้งแต่ 51 ปีขึ้นไป เมื่อบุตรธิดามีอาชีพการงาน หรือสามารถดำรงชีวิตได้ตามลำพังแล้ว หรือ ทรงตัวได้ดีบนขาของเขาได้แล้ว ชาวพุทธผู้มีอายุสูงก็สมควรช่วยตนเองไปในทาง โลกุตตรวิสัย ควรฝึกอบรมพัฒนาจิตใจ ด้วยการวิปัสสนากรรมฐานให้มาก และให้บ่อย หากปฏิบัติตามมงคลสูตรของพระพุทธองค์เช่นนี้ ความเป็นมงคลก็จะเกิดแก่วิญญาณของตน เมื่อกายแตกละจากโลกนี้ไป วิญญาณของตนก็จะไปสู่ สุคติภูมิ หรือพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง



แต่อย่างน้อยชีวิตนี้ก็ต้องขอตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ก่อน ยังไงเขาก็เลี้ยงเรามาตั้งแต่เกิดแล้ว

โดย : ADEN [125.26.142.237] 5 มิ.ย. 2551 09:14 น.

แม่เอาดินน้ำไฟลม มาผสมปรุงแต่ง เขี้ยวข้น

วัตถุัุดิบ คลานหา ตาร้อน ไม่ได้หลับไม่ได้นอนแม่เฝ้าพรากเพียร

เศษพืช ซากสัตว์ ธาตุแต่ดิน น้อยใหญ่ ใส่ไปในเครื่องในแม่หนา

เกี้ยวบดลงใน บากบั่นจนได้ รูปน้อยๆ มาอนุสัย นำพา สัญญาตน



ตกลงแล้วเมล็ด พืชน้อยๆ สร้างต้นชูใบเถิดหนา
หมดกิจในธรรมศาสดา หมดหนาหมดตัว คือสู่ธาตุ ต้นทรงชี้ทาง


วรรธนะในธรรมขอรับ






...สาธุ...


สงสัยเกี่ยวกับการใช้พุทธศาสนาที่ถูกต้อง

โดย : ADEN [125.26.142.237] 5 มิ.ย. 2551 09:14 น

คุณยังต้องสงสัยไปก่อน แต่ถ้าอยากทำตามหลักพระพุทธศาสนาที่ถูกต้อง ต้องนี่เลยจ้า...

ศีลเป็นที่ตั้งแห่งกุศลธรรมทั้งปวง อันได้แก่ อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท ฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ กุศลธรรมทั้งปวงของผู้ตั้งอยู่ในศีลแล้วไม่เสื่อม จะทำอะไรก็มีศีลได้ทั้งนั้นจ้า ทั้งทางโลกทางธรรม



สวัสดีครับ คุณ ADEN

ศาสนาพุทธ ไม่ได้สอนให้มีอคติต่อคน สัตว์

แต่สอนในเรื่อง ละชั่ว ประพฤติดี ทำจิตให้บริสุทธิ์

นั่นคือ ให้ระวังเรื่อง กาย วาจา ใจ

จะทำอะไร อย่าใช้กายไปกระทำในสิ่งที่ผิด
จะพูดอะไร คิดก่อนที่จะพูด พูดไม่ให้คนอื่นเดือดร้อน
จะคิดสิ่งใดก็จงคิดในทางที่ถูกที่ควร อย่าคิดเบียดเบียนใครให้เดือดร้อนแก่ตนและคนอื่น

เราก็สามารถอยู่ร่วมกับคนอื่นได้แล้ว อย่าเอาเรื่องไม่ดีงามของคนอื่นมาใส่ในจิตของเราให้วุ่นวายก็ใช้ได้แล้วครับ



 เปิดอ่านหน้านี้  3087 

RELATED STORIES


  แสดงความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย