บรรทัดฐาน การปฏิบัติ สมาธิ 2

    

ตามที่ได้กล่าวไว้ในตอนที่หนึ่ง ถึงลักษณะ และความหมายของสมาธิ ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์ กับระบบสรีระร่างกาย และหลักวิชาการด้านต่างๆ ในตอนนี้จะกล่าวถึง สาเหตุของการที่จำเป็นต้องมีบรรทัดฐานในการปฏิบัติสมาธิ อันเป็นการพัฒนาพุทธศาสนา ในยุคสมัยนี้ เนื่องด้วย ศาสนาใดใด ก็ตาม ย่อมมีหลักปฏิบัติ เพียงหนึ่ง เดียว ในนิกายแห่งศาสนานั้นๆ ไม่มีการนำหลักปฏิบัติ ออกไปแบ่ง
แยก หรือนำหลักปฏิบัติ ไปคิดเอาเอง โดยที่ไม่รู้จริง ไม่เป็นไปตามหลักธรรมชาติ หรือไม่เป็นไปตามระบบของสรีระร่างกาย สิ่งแวดล้อม
ในพระไตรปิฎก ย่อมมีการสอนวิธีปฏิบัติสมาธิ เพียงรูปแบบเดียว ไม่ใช่ต่างคน ต่างสำนัก หรือต่างลัทธิ ที่แอบอ้างว่าเป็นศาสนาพุทธ นำเอาวิธีปฏิบัติ ไปคิดเอาเอง ไปทำกันเอง หรือต่างคนต่างความคิด ต่างคนต่างทำ จนทำให้หลักปฏิบัติ สมาธิ ไม่มีอยู่ในรูปแบบเดียว แตกต่างรูปแบบกันออกไป เพียงเพื่อใช้ความแปลก เป็นเครื่องดึง ดูดผู้คน ทำนองเป็นการพาณิชย์
ดังนั้น หากจะพัฒนาพุทธศาสนา ต้องแก้ไขให้มีบรรทัดฐานในการปฏิบัติ สมาธิ เพียงรูปแบบเดียว ตามหลักการของข้าพเจ้าเท่านั้น (อ่านแล้วคิดพิจารณา อย่าเพิ่งเชื่อ และอ่านให้จนจบบทความ ทุกตอน แล้วค่อยว่ากัน)

หลักการปฏิบัติ สมาธิ ตามแนวทางของข้าพเจ้า ย่อมเป็นหลักปฏิบัติ สมาธิในทางศาสนาพุทธ อันได้ศึกษา ค้นคว้า วิจัย และทดลองปฏิบัติ ฝึกปฏิบัติ จนได้ผลที่พิสูจน์ได้ ว่าเป็นจริง มีจริง ตามหลักธรรมชาติ ตามหลักสรีระร่างกาย และเป็นไปตามหลักวิชาการด้านต่างๆ อันเกี่ยวข้องกับ ระบบการทำงานของสรีระร่างกายมนุษย์
อีกทั้ง หลักปฏิบัติ สมาธิ ตามแนวทางของข้าพเจ้านี้ ยังเป็นหลักการที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติ ในชั้นอริยะบุคคลอันมีชื่อตามศาสนาพุทธ ตั้งแต่ ชั้น โสดาบัน จนถึงชั้น อรหันต์ เป็นอย่างต่ำ
ดังนั้น หลักการปฏิบัติ ตามแนวทางของข้าพเจ้า จึงแบ่ง การปฏิบัติสมาธิ ออกเป็น 4 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้
1. การปฏิบัติ สมาธิ ขั้นพื้นฐาน
2. การปฏิบัติ สมาธิ ขั้นพิจารณาร่างกาย
3. การปฏิบัติ สมาธิ ขั้น พิจารณาธาตุทั้ง 4
4. การปฏิบัติ สมาธิ ขั้น พิจารณาหลักวิชชาหรือหลักธรรมคำสอน

จบตอน




ขอบคุณคร๊าบ....

ขอบคุณนี้ เพื่อบอกท่านทั้งหลายว่า เมื่อสมัยแรกๆ 123...
เคยใช้ชื่อว่า "เทวดา" และ "เงาเทวดา" แต่กระทู้นี้ มิใช่เทวดาคนเก่าจ้า...


ในพระไตรปิฎก ย่อมมีการสอนวิธีปฏิบัติสมาธิ เพียงรูปแบบเดียว ไม่ใช่ต่างคน ต่างสำนัก หรือต่างลัทธิ
ที่แอบอ้างว่าเป็นศาสนาพุทธ นำเอาวิธีปฏิบัติ ไปคิดเอาเอง ไปทำกันเอง หรือต่างคนต่างความคิด
ต่างคนต่างทำ จนทำให้หลักปฏิบัติ สมาธิ ไม่มีอยู่ในรูปแบบเดียว แตกต่างรูปแบบกันออกไป
เพียงเพื่อใช้ความแปลก เป็นเครื่องดึง ดูดผู้คน ทำนองเป็นการพาณิชย์

ดังนั้น หากจะพัฒนาพุทธศาสนา ต้องแก้ไขให้มีบรรทัดฐานในการปฏิบัติ สมาธิ เพียงรูปแบบเดียว ตามหลักการของข้าพเจ้าเท่านั้น (อ่านแล้วคิดพิจารณา อย่าเพิ่งเชื่อ
และอ่านให้จนจบบทความ ทุกตอน แล้วค่อยว่ากัน)


โดย : เทวดา [118.174.141.171] 29 พ.ค. 2551 15:55 น.


****************

ท่านพี่ 123 ... ว่าจั๊งได คร๊าบบบบบบบบบบ



     


ท่านพี่ 123 ... ว่าจั๊งได คร๊าบบบบบบบบบบ

456abc DT04238 [29 พ.ค. 2551 21:35 น.] คำตอบที่ 2

รับไม่ด้ายยยยยย....จริงๆจ้า...แต่ขอไม่ยุ่งได้ไหมจ๊ะ

ท่าน...456abc DT04238 อยากแสดงอะไรก็เชิญนะจ๊ะ...

ขอนั่งดูเฉยๆ ก่อนละกันนะจ๊ะ...เหนื่อยจริงๆจ้ะ...อะ อะ อะ อะ


เทวดา...

ท่านพิจารณา รูปแบบ สมาธิคร่าว 4 รูปแบบ ในพระอริยะวินัยนี้นะครับ

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=21&A=1188&Z=1233

1.สมาธิภาวนา เพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน
2. สมาธิภาวนา เพื่อได้เฉพาะซึ่งญาณทัสสนะ
3. สมาธิภาวนา เพื่อสติสัมปชัญญะ
4. สมาธิภวานา เพื่อความสิ้นอาสวะ

คุณเทวดา คิดว่า บรรทัดฐานใดที่ท่านกำลังจะแสดงล่ะครับ

เจริญธรรม



ท่านเช่นนั้น ใจร้อนจัง อย่าพึ่งเฉลยซิคร๊าบบบบบ

รอหน่อยก็ไม่ได้




     


หาคู่ได้แล้วเหรอ น้องม้า

"คิดเอาเอง คิดขึ้นเองล้วน ๆ เลย ใช่ม้าย
กะว่าจะเอาให้ชนะ พระพุทธเจ้าเลยเนาะ"

น่าจะเรียก "คู่หูคู่ฮา ศาสดาองค์ใหม่" นะจ้ะ






อิ อิ - 202.6.107.60 [30 พ.ค. 2551 09:25 น.] คำตอบที่ 6

ปาปํ ปาเปน จินฺติตํ....ความชั่ว คนชั่วคิด

พุทธภาษิตนี้ ให้เอาไปตรึกตรองมองดูน้า...ไม่ได้ให้เอาไปทำ โง่จริงเลย...อะ อะ อะ อะ

ดันเอาพระพุทธองค์มาพูดเล่นซ๊ะแล้ว ชั่วเลย ถึงพร้อมด้วย กาย วาจา ใจ ครบบริบูรณ์ อะ อะ อะ อะ เลวได้ที่แล้วน้องเอ๋ย...ใครก็ช่วยเจ้าไม่ได้แล้ว...นอกจากนรกช่วยดัดสันดานให้อย่างเดียว...อะ อะ อะ อะ ไปฝึกทนความร้อนไฟนรกดูน้า....น้องเอ๋ย....อะ อะ อะ อะ




คิดดีแล้วเหรอน้องม้า "บัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติ ลบล้างสิ่งที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ดีแล้ว"

น้องม้าจ๋า พี่ อิอิ หวังดีนะจ้ะ
อย่าแช่งตัวเองนะ


คิดดีแล้วเหรอน้องม้า "บัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติ ลบล้างสิ่งที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ดีแล้ว"

อิ อิ - 202.6.107.60 [30 พ.ค. 2551 09:59 น.] คำตอบที่ 8

คิดดีแล้วจ้า...อะ อะ อะ อะ คนที่พูดแต่ปาก ก่อกวนจนชาวบ้านเอือมละอา

พูดส่งเดช ไปหาหลักฐานมาพูดซิน้องเอ๋ย...ไปก็อปมาแบบเต็มๆ...ชาวบ้านจะได้รู้

ว่าคนพาล ไม่มีปัญญาเข้าถึงพระธรรม ไม่มีปัญญาโต้แย้ง แล้วผูกโกรธไว้

เพราะ โต้แย้งสัจจะธรรมไม่ได้ ก็เป็นเช่นนายนี่เอง...อะ อะ อะ อะ


คุณเทวดาครับ

หลวงปู่ทางสายวิปัสนา ท่านกล่าวไว้ว่า เดินทางเดียวกัน ไม่เหยียบรอยกัน สุดท้าย

ก็ถึงที่หมายเดียวกัน

การฝึกการปฏิบัติ อยู่ที่จริตนิสัยของคนคนนั้นนะครับ การกินข้าวก็อยู่ที่ใครจะเลือก

กินอะไร ผลสุดท้ายก็คืออิ่มเหมือนกันนะครับ

ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่ใจกว้าง ไม่บังคับให้ใครต้องกระทำในกรอบอะไร เพียงแต่

ชี้ทางไว้เป็นกลางๆเท่านั้น ใครทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้น การปฏิบัติที่ถูก ให้ถือสัมมาทิฏฐิ

ไว้เท่านั้น อะไรที่เป็นมิจฉาทิฏฐิก็คือผิดทางนั่นเอง เช่นการเข้าใจหลักการปฏิบัติที่ผิด

และยังยึดว่าถูกโดยไม่ฟังใคร ก็ถือว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิเหมือนกัน ฉะนั้น เรามาแลก

เปลี่ยนข้อคิดเห็นทางด้านการปฏิบัติกันน่าจะเหมาะสมกว่า เพราะแต่ละท่านก็ต่างยึดการ

ปฏิบัติของตนกันมานานแล้ว ยากที่จะตัดสินได้ว่าของใครผิดหรือถูก นอกจากปฏบัติแล้ว

เจอทางตัน เมื่อนั้นจะรู้ว่าของตนเองผิดหรือถูก แล้วจะวิ่งหาทางถูกเองนั่นแหละครับ

ที่พูดมานี้ เพราะตัวเองเคยเจอการปฏิบัติแบบติดทางตันมาแล้ว ในขณะที่ติดนั้น อ่าน

ในพระไตรปิฎกไม่ได้ มันไม่ทันการ ต้องหาผู้รู้ชี้แนะ พอชี้ปุ๊บ เราก็ทะลุได้ปั๊บเลย

จิตเราก็พุ่งต่อได้เลย


หลวงปู่มหาบัว ท่านเรียนจนเป็นมหา ท่านบอกว่า "ยิ่งเรียนก็ยิ่งกว้างจนไม่รู้จะจับตัวไหน

จำเป็นต้องวิ่งหาครูบาอาจารย์ จะอวดเก่งว่าตัวเองเก่งพระไตรปิฎกไม่ได้ มันไม่เห็นทาง

ที่แท้จริง"

ท่านจึงไปกราบหลวงปู่มั่นเป็นพ่อแม่ครูบาอาจารย์ จึงพบทางดำเนินของอริยชนที่แท้จริง

เมื่อพบหลวงปู่มั่น หลวงปู่ก็แนะนำว่า "ท่านมหา ท่านเอาคัมภีร์ของท่านทั้งหมด ใส่ตู้

ปิดกุญแจไว้ อย่าให้มันออกมาเพ่นพ่านโดยเด็ดขาด ให้ตั้งหน้าปฏิบัติ เมื่อถึงเวลา

คัมภีร์เหล่านั้นจะเข้ามาสวมเองโดยธรรมชาติของธรรม"


"หากจะพัฒนาพุทธศาสนา ต้องแก้ไขให้มีบรรทัดฐานในการปฏิบัติ สมาธิ เพียงรูปแบบเดียว ตามหลักการของข้าพเจ้าเท่านั้น"

ตัวอย่างข้างบนนี้ ท่านเรียกธรรมปฏิรูป
เอาธรรมที่พระพุทธตรัสไว้ สั่งสอนไว้ดีแล้ว มาเพิ่มเติมเปลียนแปลงข้อความอย่างหนึ่งอย่างใด แล้วกล่าวว่า นี้คือ ธรรมที่ข้าพเจ้ารู้เห็น ได้ประพฤติปฏิบัติมา สามารถนำไปปฏิบัติเข้าถึง ได้ทั้ง โสดาบัน จนถึงอรหันต์ผล เป็นอย่างน้อย ถ้าอย่างมากละ ?

เมื่อผู้นำมาเผยแพร่ได้รับความนับถือ มีผู้ยกมือโมทนาสาธุ ก็น่าจะเรียกเจ้าลัทธิและสาวกได้ ถ้ามีสาวกมากขึ้นก็เรียกว่า ศาสดาองค์ใหม่เพราะธรรมที่แสดงนั้นไม่ใช่ธรรมของพระพุทธเจ้าหลักการของพระพุทธเจ้าอีกต่อไป เพราะคือธรรมของข้าพเจ้าหลักการของข้าพเจ้า (ท่านเทวดา)

ธรรมพระพุทธองค์นั้น ไม่ใช่คิดเอาเอง หรือคิดขึ้นมาใหม่ (อย่างท่าน อิ อิ ว่า) การเอาธรรมของพระองค์มาสอดแทรกความเห็นของตนเองเข้าไป นี่คือหลักการของข้าพเจ้าเอง อย่างนี้คือ กล่าวตู่

การเผยแผ่พระพุทธศาสนานั้นมีทั้งคุณและโทษ เผยแพร่ถูกก็เป็นคุณ เผนแพร่ผิดก็เป็นโทษ

การจะรักษาพระพุทธศาสนานั้น ต้องใช้ปัญญา
ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งปัญญาสูงสุด ปัญญาเป็นยอด
ผู้ใดมีปัญญา ผู้นั้นเป็นผู้สูงสุด
ผู้ใดมีปัญญา(น้อย) ย่อมหลงทิศหลงทางไปตามปัญญา(น้อย)ของตน

เจริญธรรม




สวัสดีครับ..คุณเทวดา

ขอเชิญคุณมาตอบปิดกระทู้ด้วยนะครับ เพื่อให้เกียรติแก่ผู้ที่เข้ามาตอบกระทู้ทุกท่าน

ส่วนจะเชื่อใคร ไม่เชื่อใคร ก็เป็นสิทธิ์ของท่านครับ ผมเลยไม่ทราบว่าท่านเทวดา

ท่านตั้งกระทู้ลอยๆโดยไม่สนใจคำตอบกระนั้นหรือ

แต่ละท่านที่เข้ามาล้วนต้องสละเวลาอันมีค่ากันทั้งนั้นนะครับ และก็มีความหวังดีด้วยกันทุกคนครับ


รออ่านตอนต่อไปของการปฏิบัติสมาธิ..


จาก "พระวิสุทธิมรรค"

จึงวิสัชนาว่า สมาธินี้มีประการเป็นอันมากมิใช่น้อย ถ้าจะแสดงให้สิ้นเชิงนั้นจะฟุ้งซ่านไป บมิได้สำเร็จประโยชน์ที่จะต้องประสงค์ เหตุดังนั้นสมาธิที่จะแสดงบัดนี้ จะยกขึ้นว่าแต่สมาธิที่สัมปยุตต์ด้วยกุศลจิตอย่างเดียว ในข้อปฐมปุจฉาว่า สิ่งดังฤๅได้ชื่อว่าสมาธินั้น วิสัชนาว่าสมาธินี้ใช่อื่นใช่ไกล ได้แก่เอกัคคตาเจตสิกที่มีกำลังกล้าบังเกิดพร้อมด้วยกุศลจิต แลข้อทุติยปุจฉาว่า สิ่งดังฤๅจึงได้ชื่อว่าสมาธินั้น วิสัชนาว่าเอกกัคคตาเจตสิกที่มีกำลังกล้าบังเกิดพร้อมด้วยกุศลจิต ได้นามบัญญัติชื่อว่าสมาธินั้นด้วยอรรถว่าตั้งจิตแลเจิตสิกทั้งปวงไว้ ให้แน่วแน่เป็นอันหนึ่งอยู่ในอารมณ์อันเดียว แลข้อตติยปุจฉาว่า ลักษณะแลกิจแลผลแลอันสันนการณ์แห่งสมาธิเป็นดังฤๅนั้น วิสัชนาว่าสมาธินั้น มีสภาวะบมิได้กำเริบเป็นลักษณะ มีกิริยาขจัดเสียซึ่งฟุ้งซ่านเป็นกิจ มีกิริยาอันตั้งจิตไว้ให้มั่น บมิได้หวาดหวั่นไหวเป็นผล

มีความสุขอันติดในกายแลจิตเป็นอาสันนการณ์ อธิบายว่าสุขนั้นเหตุอันใกล้ที่จะให้บังเกิดสมาธิ แลข้อปุจฉาคำรบ ๔ ที่ว่า สมาธิมีประมาณเท่าดังฤๅนั้นวิสัชนาว่าพระสมาธินี้ ถ้าแสดงโดยเอกะนั้น มีประมาณ ๑ ด้วย สามารถลักษณะที่บมิได้กำเริบ พระสมาธินี้แม้ว่าจะจำแนกแจกออกไปโดยประเภทต่าง ๆ ก็ดี ที่จะพ้นจากลักษณะที่ไม่กำเริบนี้หามิได้เหตุฉะนี้

เมื่อแสดงโดยลักษณะนั้น ท่านจึงรวมพระสมาธิทั้งปวงเข้าไว้เป็น ๑ แสดงในเอกะว่าสมาธิมีประการอันหนึ่งดังนี้ จึงวิสัชนาสืบต่อออกไปอีกเล่าว่า พระสมาธินั้นถ้าจะแสดงโดยทุกะต่างออกเป็น ๘ ด้วยสามารถทุกะทั้ง ๔ ในปฐมทุกะนั้นต่างออกเป็น ๒ คือ อุปจารสมาธิประการ ๑ อัปปนาสมาธิประการ ๑ ในทุติยทุกะนั้นก็ต่างออกเป็น ๒ คือ เป็นโลกียสมาธิประการ ๑ เป็นโลกุตตรสมาธิประการ ๒ ในตติยทุกะนั้นก็ต่างออกเป็น ๒ คือเป็นสมาธิประกอบไแด้วยปีติประการ ๑ เป็นสมาธิหาปีติมิได้กระการ ๑ ในจตุตถทุกะนั้นก็ต่างออกเป็น ๒ คือ เป็นสมาธิเกิดพร้อมด้วยอุเบกขาประการ ๑

ถ้าแสดงโดยติกะนั้น สมาธิต่างออกเป็น ๑๒ ด้วยสามารถติกะทั้ง ๔ ในปฐมติกะนั้น สมาธิต่างออกเป็น ๓ คือ เป็นหีนสมาธิอย่างต่ำอย่างน้อยประการ ๑ มัชฌิมสมาธิอย่างมัธยมประการ ๑ ปณีตสมาธิอย่างยิ่งประการ ๑ ในทุติยติกะนั้นต่างออกเป็น ๓ คือ สมาธิประกอบวิตกวิจารประการ ๑ สมาธิหาวิตกบมิได้มีแต่วิจารนั้นประการ ๑ สมาธิปราศจากวิตกวิจารนั้นประการ ๑

ในตติยติกะนั้นสมาธิต่างออกเป็น ๓ คือ สมาธิกอปรไปด้วยปีติประการ ๑ สมาธิกอปรไปด้วยสุขประการ ๑ สมาธิกอปรไปด้วยอุเบกขาประการ ๑ ในจตุตถติกะนั้นต่างออกเป็น ๓ สามารถปริตตสมาธิ แลมหัคคตสมาธิแลอัปปมาณสมาธิ อธิบายว่าสมาธินั้นเป็นกามาพจรอย่าง ๑ เป็นรูปาพจรอย่าง ๑ เป็นโลกุตรอย่าง ๑ ถ้าจะแสดงโดยจตุกะนั้น

สมาธิต่างออกเป็น ๒๔ ด้วยสามารถจตุกะ ๖ ในปฐมจตุกะนั้น ต่างออกเป็น ๔ คือ ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญาสมาธิ ปฏิบัติได้ด้วยยากตรัสรู้ช้าอย่าง ๑ ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญาสมาธิ ปฏิบัติได้ด้วยยากตรัสรู้พลันนั้นอย่าง ๑ สุขาปฏิปทาทันธาภิญญาสมาธิปฏิบัติได้ด้วยง่ายตรัสรู้ช้านั้นอย่าง ๑ สุขาฏิปทาทันธาขิปปภิญญาสมาธิ ปฏิบัติได้ด้วยง่ายตรัสรู้พลันนั้นอย่าง ๑ ในทุติยจตุกะนั้นสมาธิต่างออกเป็น ๔ ด้วยสามารถปริตตปริตตารมณ์ คือ สมาธิมิได้ชำนาญ มิได้เป็นปัจจัยแก่ฌานเบื้องบน แลอารมณ์มิได้จำเริญออก ๑ เป็นปริตตอัปปมาณารมณ์ คือ สมาธิมิได้ชำนาญ มิได้เป็นปัจจัยแก่ฌานเบื้องบน

แลอารมณ์มิได้จำเริญออก ๑ เป็นอัปปมาณอัปปมาณอัปปณารมณ์ คือสมาธิอันชำนาญเป็นปัจจัยแก่ฌานเบื้องบน แลมีอารมณ์จำเริญออก ๑ ในตติยจุกะนั้นสมาธิต่างออกเป็น ๔ ด้วยสามารถ ปฐมฌาณ ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ที่จัดโดยจตุกนัย ในจตุตถจตุกะนั้นสมาธิต่างออกเป็น ๔ ด้วยสามารถเป็นหานภาคิยสมาธิ คือ สมาธินั้นโยคาพจรจำเริญได้แล้ว มีส่วนข้างจะเสื่อมสูญไปอย่าง ๑ เป็น ฐิติภาคิยสมาธิ คือจำเริญได้อยู่เพียงใด มีส่วนใดที่จะตั้งอยู่เพียงนั้นบมิได้ยิ่งขึ้นไป แลบมิได้เสื่อมลงนั้นอย่าง ๑ เป็นวิเสสภาคิยสมาธิคือโยคาพจรจำเริญได้ มีส่วนข้างวิเศษยิ่ง ๆ ขึ้นไปโดยลำดับแห่งฌานนั้นอย่าง ๑ เป็นนิพเพทภาคิยสมาธิ มีนิพพิทาญาณบังเกิดพร้อมให้เหนื่อยหน่ายจากสังขาร

ธรรมนั้นอย่าง ๑ ใ นปัญจมจตุกะนั้น สมาธิต่างออกเป็น ๔ ด้วยสามารถ เป็นกามาพจารสมาธิอย่าง ๑ รูปาพจารสมาธินั้นอย่าง ๑ อรูปาพจรสมาธิอย่าง ๑ โลกุตตรสมาธิอย่าง ๑ ในฉัฏฐมจตุกะนั้น สมาธิต่างออกเป็น ๔ ด้วยสามารถฉันหาธิปติสมาธิ กอปรไปด้วยความรักความปรารถนากล้าเป็นหลักเป็นประธานนั้นอย่าง ๑ วิริยาธิปติสมาธิ ิกอปรไปด้วยความเพียรกล้าเป็นหลักเป็นประธานนั้นอย่าง ๑ จิตตาธิปติสมาธิมีกุศลจิตกล้าเป็นหลักเป็นประธานนั้นอย่าง ๑

วิมังสาธิปติสมาธิกอปรไปด้วยปัญญากล้าเป็นหลักเป็นประธานนั้นอย่าง ๑ สิริสมาธิในจตุกะทั้ง ๖ นี้จึงเป็นสมาธิ ๒๔ อย่างด้วยกัน ถ้าจะแสดงโดยปัญจกะนั้น สมาธิต่างออกเป็น ๕ ด้วยสามารถเป็นปฐมฌานสมาธิ ทุติยฌานสมาธิ ตติยฌานสมาธิ จตุตถฌานสมาธิ ปัญจมฌานสมาธิ แสดงเอกะ ๑ ทุกะ ๔ ติกะ ๔ จตุกะ ๖ ปัญจกะ ๑ จำแนกแจกออกซึ่งสมาธิ ๕๐ ทัศ

วิสัชนาในข้อปุจฉาเป็นคำรบ ๕ ที่ว่าสมาธิมีประมาณเท่าดังฤๅนั้นเสร็จแล้ว จึงวิสัชนาในข้อปุจฉาคำรบ ๕ ที่ว่าสมาธิจะเศร้าหมองด้วยสิ่งดังฤๅนั้นต่อไปว่า สมาธิจะเศร้าหมองนั้น อาศัยแก่มีสัญญาแลมนสิการที่เกิดพร้อมด้วยความรัก ความปราถนา ในปัญจพิธกามคุณแล้วกาลใด สมาธิก็จะเศร้าหมองเสื่อมสูญไปในกาลนั้น

แลข้อปุจฉาเป็นคำรบ ๖ ที่ว่าสมาธิจะบริสุทธิ์ด้วยสิ่งดังฤๅนั้น มีคำวิสัชนาว่า สมาธิจะบริสุทธิ์นั้น อาศัยแก่มีสัญญาแลมนสิการที่บมิได้ปราศจากวิตกตั้งอยู่ในภาวนาวิธี เป็นวิเสสภาคิยะแล้วกาลใด ก็เป็นปัจจัยให้สมาธิบริสุทธิ์ในกาลนั้น แลข้อปุจคำรบ ๗ ที่ว่าโยคาพจรจะจำเริญสมาธิ จะจำเริญเป็นดังฤๅนั้น

วิสัชนาว่าพิธีที่จำเริญโลกุตตรสมาธินั้น สงเคราะห์เข้าในปัญญาภาวนา ในที่อันนี้จะประสงค์ว่าแต่พิธีที่จำเริญโลกิยสมาธิ เมื่อแรกจะจำเริญสมาธินั้น พระโยคาพจรกุลบุตรพึงชำระศีลแห่งให้บริสุทธิ์แล้วพึงตัดเสียซึ่งปลิโพธใหญ่น้อยทั้งปวง
อย่าให้มีธุระกังวลอยู่ ด้วยปลิโพธสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

123... - 117.47.88.159 [31 พ.ค. 2551 23:58 น.] คำตอบที่ 7


 เปิดอ่านหน้านี้  3051 

  แสดงความคิดเห็น


RELATED STORIES



จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย