กิเลสกามวัตถุกามหนามตรงๆ

 คืนถิ่น   23 มิ.ย. 255

ปกติที่บ้านรับหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเป็นประจำ (ต่างจังหวัดส่วนใหญ่จะรับเดลินิวส์ไม่ก็ไทยรัฐ ฉบับอื่นไม่ค่อยมีใครรับเป็นประจำ อาจจะมีก็ได้แต่ผมไม่ทราบน่ะครับ) วันนี้มีห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง (เดาไม่ยาก) มีคูปองลงในหนังสือพิมพ์ว่าซื้อครบ 600 บาท พร้อม …..การ์ด จะได้รับคูปองมูลค่า 80 บาท ผมจึงไปซื้อของที่นี่ (พร้อมตัดคูปองไปด้วย) วนเวียนซื้อของในนั้นอยู่ พยายามให้ครบ 600 บาทจนได้ แต่พอเวลาจะจ่ายเงิน ล้วงกระเป๋าเสื้อข้างซ้าย ขวา เสื้อยืดข้างใน (ข้างนอกเป็นเสื้อแจ้กเก็ตกระเป๋าตื้น) กระเป๋ากางเกงสองข้าง พบว่า..........คูปองหาย ผมร้อนรนขึ้นมาทันทีดังมีไฟมาแผดเผาจิตใจในห้างที่เปิดแอร์เย็นเฉียบ แต่ก็จ่ายเงินให้แคชเชียร์ไปโดยไม่ใช้คูปองลดราคาใดๆทั้งสิ้น (ทั้งๆที่ถ้าจะวิ่งไปซื้อหนังสือพิมพ์ที่ร้านใกล้ๆจะเสีย 10 บาท เอง แต่ได้ถึง 80 บาท อาจให้แคชเชียร์ไปทั้งเล่มเลยก็ได้เพราะถ้าจะอ่าน ที่บ้านมีแล้ว) นึกถึงเวรกรรมที่เคยกระทำตอนเด็กๆคือ ชอบขโมยเงินคนโน้นคนนี้ในบ้านทีละเล็กละน้อยไปซื้อสิ่งที่อยากได้แล้วทำเนียนว่าเก็บเงินเอง แล้วคิดว่ากรรมตามสนองแน่เลย เพราะเงินหายทีละเล็กทีละน้อยในหลายโอกาสเหลือเกิน ไม่ว่าจะเต็มใจใช้หรือไม่เต็มใจไม่มีใครมาถาม มีแต่คำว่าต้องชดใช้ จึงมาคิดว่าในอดีตเราได้เคยทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนจากการเบียดเบียนเล็กๆน้อยๆ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานแค่ไหนวิบากกรรมไม่ได้หายไปแต่รอเวลาส่งผลเท่านั้นเอง ตอนมีเงินวิบากกรรมจะยังไม่ส่งผลเพราะส่งไปเราก็ไม่ทุกข์ ต้องรอให้อยู่ในช่วงแม้เงินหายหรือสูญเสียสิทธิ์เพียงนิดหน่อยจะทุกข์มากเสียก่อนจึงสาสมที่จะเป็นเวลาส่งผล คิดไปคิดมาแล้วก็ตั้งใจไว้ว่าจะชดใช้ให้หมดไม่ว่าจะต้องหายอีกกี่รอบ จะใช้ให้ครบทั้งต้นทั้งดอก เพราะแม้วันนี้เราเปลี่ยนไปเป็นคนละคนแล้วแต่ไม่ได้หมายความว่าวิบากกรรมในอดีตเมื่อนานมาแล้วจะไม่ส่งผลเลย จริงๆไม่มีใครทราบเรื่องกรรมหรอกว่าทุกข์ที่ประสบในตอนนี้เป็นผลของอกุศลกรรมจากตอนไหนเพราะเป็นเรื่องที่พระพุทธองค์ตรัสว่าเป็นอจินไตยเป็นวิสัยพระสัพพัญญุตญาณเท่านั้นแล้วยังมีเรื่องของอิทธิพลส่งเสริมหรือบีบคั้นจากกรรมอื่นๆอีก (ชาติก่อนผมอาจเคยเป็นโจรก็ได้) เพียงแต่เทียบเคียงเท่านั้นว่าเคยทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนมาเช่นไร ก็ต้องเดือดร้อนในลักษณะนั้นหรือใกล้เคียงที่จะทำให้เกิดทุกข์เกิดโทษเช่นเดียวกัน (พิจารณาจากองค์ของศีลข้ออทินนาทานฯ) ไม่มีเจ้ากรรมนายเวรที่ไหนมาตามแช่งว่า คูปองของเธอจงหาย แต่น่าจะมาจาก แรงกรรม ก็เลยมองในแง่ดีเสียว่า ของส่วนใหญ่นั้นเราซื้อเพื่อให้กับบุพการีทั้งนั้น ไม่เห็นต้องรอให้มีคูปองหรือลดราคาเลย แล้วถ้ามันไม่ลดเล่า บุพการีไม่ต้องกินไม่ต้องใช้เลยหรือ คำตอบคือ ต่อไปนี้ไม่รอคูปอง ไม่รอซื้อของลดราคา ถ้าอยู่ในช่วงที่เราไม่มีเงินเรายอมอด ให้บุพการีได้กินได้ใช้ของดีไว้ก่อน ทำให้นึกไปถึงสิ่งที่พระรูปหนึ่งสอนไว้นานมาแล้ว (อ่านในหนังสือ) ถ้าไม่สังเกตให้ดี (ด้วยสติ) จะไม่รู้ ว่ามีบางสิ่ง เผาโดยไม่แสดงอาการเผา (ขนาดอยู่ในห้องแอร์เย็นยังร้อนได้) ล่ามโดยไม่แสดงอาการล่าม และ ผูกโดยไม่แสดงอาการผูก เพิ่งอ่านมาสดๆร้อนๆก็เจอเลย มันคือ “วัตถุกาม” ถ้าไม่สังเกตดีๆจะไม่มีทางรู้เลย แค่คูปองยังเผาจิตใจได้ร้อนเหลือหลาย อิทธิฤทธิ์ของเบญจกามคุณช่างร้ายยิ่งนัก




คิดไปคิดมาก็คิดถึงคำที่พระสอน (อยู่กับปัจจุบันไม่ส่งจิตไปยังอดีตหรืออนาคต)ว่า่เป็นเพราะเราส่งจิตไปยังอารมณ์ที่เป็นอดีต (เราต้องได้สิทธิ์นี้แน่ๆ นอนมาเลย หมายมั่นปั้นมือมาเลย) และ อารมณ์ที่เป็นอนาคต (จะนำเงิน 80 บาท ไปซื้ออะไรดี)นี่เอง จึงเกิดความทุกข์มากมายทั้งๆที่เป็นทุกข์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น หรือ ไม่ทุกข์เลยถ้าชีวิตไม่ต้องเกี่ยวข้องหรือยึดติดกับวัตถุกามใดๆ ทั้งๆที่ทุกสิ่งเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน(ถ้าแน่นอนคงไม่หาย)เนื่องจากมักหมายมั่นปั้นมือกับเรื่องเล็กๆน้อยๆพวกนี้ (ชีวิตฆราวาสที่ต้องเดินตลาด ใช้จ่าย เนื่องด้วยเงินทอง)จนน้ำมันพืช สบู่ น้ำยาปรับผ้านุ่ม ผงซักฟอง น้ำยาล้างจาน แชมพูสระผม มากมายไปหมดแล้ว(แม่ผมบอกว่าสระจนหัวล้านยังไม่หมดเลย)คงเป็นเพราะถูกผูกด้วยสิ่งเหล่านี้โดยไม่รู้ตัวจากพฤติของจิตที่สติไม่รู้เท่าทันจนกลายเป็น อโยนิโสมนสิการ ซึ่งสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ(ก็จะเพิ่มกำลังการผูกมากขึ้นเรื่อยๆ)ก็คือ ถูก กามตัณหา เล่นงานด้วยอำนาจของอภิชฌาแต่ไม่รู้ตัว ซึ่งกามตัณหานี้เป็นตัวสมุทัย ถ้าสมหวัง(แม้แค่ได้แต้มเพิ่ม)จะทำให้จิตยึดแน่น ประกอบติด ถูกพันธนาการ อยากได้ให้ยิ่งๆขึ้นไป เกิดการสะสม และ ไม่รู้จักพอ วันใดที่สรรพสิ่งแสดงความเป็นไปโดยอิสระของตัวมันเอง(ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ว่างเปล่าจากการที่จะถูกใครควบคุมหรือบังคับให้เป็นไปได้ดังใจ)สิ่งที่เกิดขึ้นคือ วิภวตัณหา(ก็สมุทัยอีก) ยิ่งสะสม กามตัณหามากเท่าใด วิภวตัณหายิ่งหนักเพียงนั้นถ้าทุกสิ่งไม่เป็นดังใจหรือมีการพลัดพราก ทำให้นึกถึงบทสวด ธัมมจักรกัปปวัตนสูตรท่อนนึงที่ว่า อัปปิเยหิสัมปโยโคทุกโข(ประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่พอใจหรือเกิดสิ่งที่ไม่พอใจใดๆ เช่น คูปองหาย เป็นทุกข์) ปิเยหิวิปปโยโคทุกโข(สิ่งที่รักที่พอใจปลาสไป ในที่นี้คือคูปองหายไป เป็นทุกข์)ต้องเจริญสัมมาวายามะให้ยิ่งขึ้นเรื่อยๆซะแล้ว(อัปปมัญญา๔) คงไม่ถึงกับเลิกยุ่งกับวัตถุกามต่างๆไปเลยแต่คงพิจารณาให้เห็นว่าจำเป็นจริงๆ ไม่ซื้ออะไรเพราะ ได้สิทธิ์ ได้แต้ม ของแถม หรือ ลดราคาอีกแล้ว เหมือนวัวหายแล้วล้อมคอกเลย แต่ก็เป็นหลักประกันระดับหนึ่งว่าคราวหน้าวัวจะไม่หายอีกแล้ว เพราะท่านสอนว่า ทุกข์ให้กำหนดรู้ สมุทัยให้ละ(กามตัณหา) ยังเชื่อมั่นในสิ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนเสมอ ไม่คิดว่ามีทางอื่น


ขออภัยครับ ความหมายที่ใกล้เคียง สัมมาวายามะ คือ สัมมัปปธาน๔ ครับ ไม่ใช่ อัปปมัญญา๔


ขออนุโมทนาสาธุครับ...
...หันหลังคืนฝั่ง พ้นจากทะเลทุกข์...


 เปิดอ่านหน้านี้  2783 


  แสดงความคิดเห็น


Go to top

จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย