อบายภูมิที่๑..เกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน เพราะเรื่องของการหวงสมบัติ

 lc-kukko   3 พ.ค. 2555

อบายภูมิ๔
ไปเกิดแล้วยากหลุดพ้น


คนที่ประกอบอกุศลกรรมบถทั้ง ๑๐ อย่าง คือ ปาณาติบาต(ฆ่าสัตว์), อทินนาทาน(ลักทรัพย์), กาเมสุมิจฉาจาร(ประพฤติผิดในกาม), มุสาวาท(พูดปด), ปิสุณวาจา(พูดส่อเสียด), ผรุสวาจา(พูดคำหยาบคาย), สัมผัปปลาปะ(พูดเพ้อเจ้อ, อภิชฌา(ละโมบจ้องอยากได้ของเขา), พยาบาท(คิดทำร้ายเขา), มิจฉาทิฏฐิ(เห็นผิดจากทำนองคลองธรรม) กรรมทั้ง๑๐อย่างนี้ ถ้าใครทำประกอบเข้าก็เป็นทางนำไปสู่นรก แต่จะหนักหรือเบาย่อมขึ้นอยู่กับกรรมที่ทำ

ไม่ใช่ว่าจะไปเกิดในนรกสถานเดียวเท่านั้น ยังมีภูมิอื่นอีก ๓ ภูมิสำหรับเป็นที่รองรับ กล่าวคือ ติรัจฉานภูมิ ภูมิของสัตว์ดิรัจฉาน, อสุรกายภูมิ ภูมิของอสุรกาย, เปตภูมิ, ภูมิของเปรต เมื่อรวมกับนรกด้วยก็เป็น ๔ เรียกว่า อบายภูมิ ๔ แปลว่า ภูมิที่เต็มไปด้วยความเสื่อม ไม่เจริญหูเจริญตา

ใครประกอบกรรมอะไรจะไปเกิดในภูมิไหนและชดใช้กรรมอย่างนั้นขึ้นอยู่กับกรรมเป็นผู้จัดสรร กรรมบางอย่างจัดสรรให้ไปเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน บางอย่างจัดสรรให้ไปเกิดเป็นอสุรกาย บางอย่างจัดสรรให้ไปเกิดเป็นเปรต บางอย่างก็ให้ไปตกนรก

กรรมบางอย่างหากเป็นกรรมหนักก็จะจัดสรรให้ไปเกิดในนรกก่อน ถ้ายังไม่หมดกรรมก็จะจัดสรรให้ไปเกิดเป็นเปรต เป็นสัตว์ดิรัจฉานและถ้ายังมีเศษกรรมเหลืออีก ก็จัดสรรให้ต้องมาชดใช้กรรมในโลกมนุษย์อีก

ผู้ตกลงไปสู่ อบายภูมิแล้ว จะไม่หวนกลับไปสู่ อบายภูมิอีกมีจำนวนน้อย เพราะผู้ที่เกิดในอบายภูมิ ย่อมหาโอกาสในการทำความดีได้ยาก เช่น คนที่ตกนรกแล้วมาเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน โลกของสัตว์ดิรัจฉานเป็นโลกที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว สัตว์ทั้งหลายต่างเบียดเบียนชีวิตกันและกัน สัตว์ใหญ่กินสัตว์เล็ก เป็นโลกแห่งความเขลาไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ รู้จักเพียงการกิน ถ่าย นอน สืบพันธุ์ เท่านั้น บุญไม่ได้สร้าง แถมยังทำบาปอีก โอกาสที่จะกลับคืนสู่นรกอีกก็เป็นไปได้มาก

๑.จิตหวงสมบัติ เกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน พระพุทธเจ้าได้จำแนกบาปที่ทำให้เกิดในอบายภูมิเอาไว้ว่า “ผู้ที่ประกอบกรรมชั่วด้วยอำนาจแห่งโมหะ คือความหลง โดยมากจะไปเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน

เช่น เศรษฐีคนหนึ่ง เป็นคนตระหนี่ถี่เหนียวมาก แอบฝังทรัพย์สมบัติเอาไว้ไม่บอกใคร ตอนใกล้ตายก็ยังหวง ไม่ยอมบอกใครแม้แต่กับลูกเมีย พอตายไปได้เกิดเป็นสุนัขคอยเฝ้าขุมสมบัติในบ้านนั้นนั่นเอง เรื่องนี้ปรากฏในหนังสือพระสูตรและอรรถกถา แปล เล่มที่ ๒๓ หน้า ๒๕๑ เรื่องจูฬกัมมวิภังคสูตร

อีกตัวอย่างหนึ่ง ภิกษุรูปหนึ่งได้เก็บสะสมผ้าเอาไว้ และมอบให้พี่สาวไปตัดเย็บเป็นจีวร อาศัยว่าพี่สาวของท่านเป็นช่างตัดเย็บที่มีฝีมือดี จึงตัดเย็บจีวรออกมาได้สวยงามมาก เมื่อนำไปมอบให้ท่าน ทีแรกท่านไม่ยอมรับ คิดว่าพี่สาวนำผ้าเนื้อดีจากที่อื่นมาเย็บ แต่เมื่อได้ทราบความจริงว่าแท้ที่จริงจีวรนั้นตัดเย็บขึ้นจากผ้าที่ท่านมอบให้นั่นแหละ แต่ที่สวยงามเกินจริงก็ด้วยฝีมือการตัดเย็บของพี่สาว ท่านจึงรับไว้ ก็เกิดความปลื้มปิติในจีวร แม้กระทั่งก่อนนอนก็เอาออกมาลูบมาคลำ เชยชม คิดในใจว่าจะนุ่งห่มจีวรในวันพรุ่งนี้ คงจะสวยน่าดู แต่ปรากฏว่าในคืนนั้น ท่านเสียชีวิตด้วยโรคปัจจุบันทันด่วน ด้วยความหวงในจีวรส่งผลให้ท่านไปเกิดเป็นเล็นในจีวรผืนดังกล่าว

เมื่อภิกษุเจ้าของจีวรมรณภาพ จีวรก็ตกเป็นของสงฆ์ สงฆ์ก็จะยกให้แก่ภิกษุที่สมควร ขณะที่สงฆ์กำลังทำความตกลงว่าจะยกให้ใครอยู่นั้น เจ้าเล็นไต่ไปตามผ้าร้องออกมาว่า “ผ้าของฉัน ผ้าของฉัน”

พระพุทธเจ้าทราบความนั้นจึงให้สงฆ์เก็บผ้านั้นไว้ก่อน ๗ วัน พอวันที่ ๗ เล็นเจ้าของได้ตายลง ไปเกิดในสวรรค์ด้วยอำนาจแห่งศีลที่ตนรักษามาเมื่อสมัยเป็นพระ การที่พระพุทธเจ้าให้เก็บผ้าไว้ก่อนนั้น เพราะถ้ายกให้แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งในวันนั้น เจ้าเล็นตัวนี้จะผูกอาฆาตในสงฆ์ซึ่งจะส่งผลให้ไปเกิดในนรก เรื่องภิกษุเกิดเป็นเล็นนี้ มีมาในหนังสือพระธัมมปทัฏฐกถา แปล ภาค ๗ เรื่องพระติสสเถระ หน้า ๑๒-๑๕

วันนี้คงเอาไว้เท่านี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวเพื่อนๆ จะขี้เกียจอ่านกันพอดีถ้ายาวกว่านี้ เพราะตัวหนังสือเยอะมากเลย -///- ไว้พรุ่งนี้จะมาลงให้นะคะ



ที่มา : เครดิต : หนังเสือ “สวดมนต์พ้นนรก” ส่งเสริมคุณธรรม พัฒนาชีวิตนึกถึงธรรมะ คิดถึง พุทธะดอทคอม www.พุทธะ.com


 เปิดอ่านหน้านี้  3079 


  แสดงความคิดเห็น


Go to top

จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย