ขอบคุณท่านมหาสมปอง
    

ผมต้องขอแสดงตัวก่อนว่าผมเป็นสามเณรรูปหนึ่ง
ที่ติดตามการบรรยายของท่านมหาสมปองมาตลอด
เรียกว่าเป็นแฟนคลับเลยก็ว่าได้
และเคยนำสไตล์ท่านมาใช้บรรยาย
ต้องขอขอบคุณที่ท่านได้แสดงตัวอย่าง
และจุดจบของการบรรยายธรรมไว้อย่างสมบูรณ์แบบมาก

เริ่มแรกเลยผมดูท่านแล้วชอบมาก
เพราะท่านแสดงธรรมได้สนุกและไม่น่าเบื่อ
จึงทำให้ผมจดจำชื่อ "มหาสมปอง" ไว้ตลอดเพื่อติดตาม
และเมื่อรู้ว่าวันใดที่ท่านบรรยายธรรม
ผมก็จะไปรอที่ที่ทีวีก่อนหน้านั้นไม่ต่ำกว่า ครึ่งชั่วโมง
เพราะกลัวว่าจะพลาด อดดูท่าน ผมคงเสียดายแย่

และเมื่อรู้ว่าท่านได้ออกซีดีก็ได้ไปซื้อมาเก็บไว้
เสียหลายแผ่น รวมถึงหนังสือของท่านด้วย
(เหมือนติดตามดาราคนโปรดเลยว่าไหมครับ)

แต่พอนานเข้าเสียงรอบด้านที่ชื่นชมท่าน
เริ่มหนาหูว่าท่านชักจะเล่นไปหน่อย
ซึ่งผมก็จะชี้แจงต่อท่านเหล่านั้นว่า
ท่านสนุกเพื่อเปิดใจ ต้องเข้าใจท่าน
เดี๋ยวท่านคงสอดแทรกธรรมะตามสไตล์ท่านเองแหละ
และช่วงนั้นผมก็ไม่ค่อยได้ติดตามท่านสักเท่าไหร่
เพราะเห็นว่าเริ่มสนุกอย่างเดียวและนำความรู้พื้นๆมาสอน
จึงห่างหายจากการบรรยายของท่านไปนาน
แต่ในใจก็ยังชื่นชมท่านเสมอว่าท่านทำให้คนสนในธรรมะมากขึ้น

จนวันหนึ่งผมก็ได้มีโอกาสชมการบรรยายของท่านอีกครั้งหนึ่ง
อีกทั้งได้พิจารณาว่าการบรรยายของท่านเล่นเกินไปจริงหรือเปล่า
และดูก็รู้ได้ว่าท่านชักจะเล่นมุกท่าเดียวเสียแล้ว
ผมยังได้สมมติตัวเองว่าถ้าผมเป็นโยม
ผมได้อะไรจากการบรรยายในครั้งนี้
สรุปว่า ได้สนุก-เฮฮา และความรู้พื้นๆซึ่งรู้มาแล้ว
และความรู้ที่ได้ชักจะเป็นเรื่องทางโลกเสียมาก
ซึ่งบางหัวข้อท่านได้ยกมาเฉยๆ
ไม่ได้บรรยายให้ซาบซึ้งอะไรขึ้นมาเลย
เน้นเล่นมุกสอดแทรกตลอด

และกระทู้นี้คงเกิดขึ้นไม่ได้เลย
ถ้าผมไม่ได้ติดตามการบรรยายของท่าน
ทั้งสองรายการเมื่อวานนี้(วันวิสาขบูชา)

รายการแรกคือธรรมะเดเวอรี่ วันหยุดนักขัตฤกษ์
ซึ่งผมเชื่อว่าหลายท่านคงเคยดู
ท่านมีพระผู้บรรยายช่วยอีกสองท่าน
ผมก็หวังว่าคราวนี้ละท่านมหาสมปอง
จะนำเสนอของจริงซักทีเพราะมีผู้ช่วยถึงสองคน
คงจะมาคอยนำเสนอสาระต่อจากที่ท่านสมปองเล่นมุก
ด้วยหลังจากที่ท่านเล่นแต่มุกท่าเดียวมานาน

สรุปว่ามาสลับกันเหวี่ยงมุกกันเฉยเลย
ทำให้ผมและเพื่อนๆที่ดูรายการ
รวมถึงคุณโยมอีกหลายท่านที่ดูด้วยกัน
ส่ายหน้าไปตามๆกันเลย
เพราะเสียดายโอกาสแทน

และช่วงท้ายท่านได้เปิดโอกาส
ให้โยมได้ถามคำถาม
สรุปว่าโยมแต่ละคนถามคำถามดีมาก
ถามเรื่องบาปบุญ คุณโทษ
และข้อสงสัยในการทำทานเมื่อมีจิตคิดไม่ดีภายหลัง
ซึ่งสิ่งเหล่านั้นท่านไม่ได้บรรยายให้โยมฟัง
และให้ความกระจ่างแจ้งให้โยมแม้แต่น้อยเลย
เวลาตอบก็ดันติดมุกอีกเสียนี่

เพราะแทนที่จะให้กำลังใจ และให้ยินดีในทาน
แต่กลับบอกว่า
เมื่อจิตคิดไม่ดีก็จะได้บุญไม่มาก
และอาจไม่ได้บุญเลย แล้วก็จบเสียดื้อๆ
กล้องจับไปที่คนที่ถามเรื่องทานหน้าเสียอย่างเห็นได้ชัดเลย
รวมถึงโยมอีกหลายๆท่านที่รอคำตอบจากท่าน
ยังมีความสงสัยไม่หายเลย แสดงออกทางสีหน้าอย่างได้ชัด
ผมจึงช่วยอธิบายให้พื่อนๆที่ดูด้วยกันเข้าใจท่านว่า
"ท่านอาจไม่รู้ว่าเทปที่ท่านอัดไว้นี้
จะมาเปิดขึ้นในวันสำคัญของโลก(วันวิสะขบูชา)กระมัง
และจะมีคนทั่วประเทศรอฟังธรรมอยู่
อย่าไปถือสาท่านเลย ต้องเข้าใจท่าน"

แต่สุดท้าย เมื่อวานเวลาประมาณ ๑๗.๓๐ น.
หลายท่านที่ดูรายการนี้เหมือนผม จะเห็นได้ว่า
มหาสมปองได้นำชื่อเสียงของมหาลัย(เกรดนิยมอันดับหนึ่ง)
และ ป.ธ.๗ มาทิ้งไว้ที่รายการ สยามทูเดย์ อย่างหมดรูป
และผมไม่ทราบว่าอธิการบดี มจร.
ได้นั่งชมรายการอยู่ หรือเปล่า และถ้าดูอยู่จะทำหน้าอย่างไร
เพราะพิธีกรได้ถามเกี่ยวกับวันวิสาขบูชา
กับการเป็นวันสำคัญของโลก
และชาวพุทธกับการรักษาพุทธศาสนา

ท่านสมปองเอาภูมิรู้ ภูมิธรรมที่ร่ำเรียนมา
ทำเสียชื่อมหาลัยและมหาเปรียญเอกของท่านแท้ๆ
เพราะตอบอย่างไม่สมภูมิเลย
ด้วยการพาพระอีกสองรูปเดิมมาเล่นมุกอย่างเคย
จนพิธีกรต้องยิงคำถามเดิมกับท่านอยู่หลายรอบ
เพื่อให้ท่านได้เข้าสู่คำตอบได้ตรงประเด็น
เพราะท่านตอบคำก็เล่นมุกคำ จนลืมประเด็น
คำตอบที่ตอบก็พื้นๆคือเป็นวันที่พุทธเจ้า ประสูติ ตรัสรู้ และ ปรินิพพาน
(ซึ่งจะมีใครบ้างที่ดูรายการนี้อยู่แล้วไม่รู้)
แทนที่จะขยายความอะไรก็ได้เพื่อเพิ่มความรู้
หรือแรงบันดาลใจบางอย่างให้กับโยม
อีกทั้งองค์ประกอบของคำตอบที่ท่านนำมาแสดงท่านก็ยกมาไม่ครบ
ด้วยการบอกว่ามีดังนี้เป็นต้นแล้วก็หัวเราะที่ตัวเองลืม
แสดงว่าท่านไม่ได้เตรียมอะไรมาเลย
แล้วก็ยิงมุกต่อตามสไตล์อย่างหน้าตาเฉย
สรุปไม่ได้สร้างความรู้ใหม่อะไรกับโยมเลย
รวมถึงไม่ได้ให้โยมได้ตระหนักอะไรเพิ่มขึ้นเลย

พิธีกรจึงมองกระดาษอยู่หลายรอบ เพราะขึ้นคำถามใหม่ไม่ได้
คือมาจากคำถามแรกยังไม่ได้ตอบเขา
รายการจึงดำเนินไปอย่างอึดอัดมากสำหรับท่านที่สังเกตจะเห็นได้ชัด
พิธีกรจึงจะเปลี่ยนรูปแบบของคำตอบท่านไปที่
ให้ท่านเล่าเรื่องอะไรหรือชาติไหนของพระองค์ก็ได้
ที่สนุกๆ(ดีกว่าการที่ท่านเล่นมุก)มาเล่าให้ฟังสักเรื่อง
ท่านสมปองบอกว่าเรื่องของพระองค์มีเยอะมาก
เล่าวันนี้ก็ไม่หมด จึงไม่ขอเล่าดีกว่า
จนเหมือนจะแกล้งลืมไปว่าพิธีกรให้เล่าแค่เรื่องเดียว

จึงเป็นการแสดงเจตจำนงในการแสดงธรรมของท่านอย่างชัดเจน
ว่าถ้าอะไรก็ตามที่ไม่ค่อยเกี่ยวกับมุกของท่าน
ถึงแม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นเรื่องที่ทำให้คนศรัทธาพระพุทธเจ้ามากขึ้นก็ตาม
และแม้จะเป็นวันที่สำคัญมากของศาสนาก็ช่าง
ชื่อเสียงในการเรียกเสียงฮาจากท่านต้องมาก่อน!

จนพิธีกรต้องยิงคำถามที่สองเพราะหมดเวลา
จากการหมดพักโฆษณา
คำถามที่สองเริ่มขึ้น เกี่ยวกับการรักษาพุทธศาสนา
ท่านก็ทำเหมือนเคย
ท่านก็ให้ใจความสำคัญว่าวัดเป็นของทุกคน
ไม่ใช่แต่ของเจ้าอาวาส ทุกคนจึงต้องช่วยกันดูแล
วัดจึงจะอยู่ได้(เดิมๆอีกแล้ว)

จากนั้นทั้งสามท่านก็ผลัดกันเหวี่ยงมุกอย่างเมามันเช่นเคย
เกี่ยวกับเรื่องสนุกๆในวัด เป็นการยกตัวอย่างประกอบ
แทนที่จะให้ธรรมะโยมได้นำไปปฏิบัติ
เพราะถ้าโยมเข้าใจในธรรมะแล้ว
ก็จะตระหนักในคุณค่าของพุทธศาสนา
ซึ่งถือเป็นการรักษาพุทธศาสนาดีที่สุด

เมื่อวานจึงเป็นวันแรกที่ผมไม่ได้แก้ตัวอะไรให้ท่าน
กับการตอบคำถามที่เละเทะของท่านต่อเพื่อนๆของผมเลย
กลับสนับสนุนคำที่ว่าท่านเล่นจนไม่เหลืออะไรจริงๆ

เพราะเสียดายมากกับโอกาสที่ท่านจะได้ให้แนวคิด
หรืออาศัยช่วงเวลาในวันสำคัญนี้รับธรรมะจากท่าน
เพราะท่านเป็นที่ชื่นชอบของญาติโยมอยู่แล้ว
ได้ให้โยมเกิดความศรัทธาในพุทธศาสนามากขึ้น
และได้รู้เรื่องต่างๆอีกมากมาย กับเรื่องที่โยมไม่เคยรู้
รวมถึงได้ตระหนักถึงวันสำคัญวันนี้

แต่เปล่าเลย มหาสมปอง ละทิ้ง "โอกาส" ไปอย่างหน้าตาเฉย
มุกเอาชื่อท่านมาทิ้งในวันที่ พระองค์ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานเสียแล้ว
(สำหรับผมนะ)
เอาเป็นว่าต่อแต่นี้ผมคงไม่ต้องติดตามพระที่ชื่อ"มหาสมปอง"อีกต่อไป
สิ่งที่เคยได้ชื่นชมก็พอกันที(แต่สิ่งที่ดีก็ยังเก็บไว้นะครับ)

เพราะทีแรกคิดว่าท่านจะเอาสิ่งที่สนุกๆมานำเสนอพุทธศาสนา
ให้โยมเปิดใจรับและใช้โอกาสนี้เผยแผ่พุทธศาสนา
รวมถึงปลูกศรัทธาให้กับผู้ที่ยังไม่เกิดศรัทธา
แต่เปล่าเลยท่านใช้สิ่งเหล่านี้สร้างชื่อของท่าน
และผลประโยชน์ของแกรมมี่ต้นสังกัดท่านเท่านั้นแท้ๆ
โดยอ้างว่าไม่อยากให้ธรรมะเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ
แต่ทุกวันนี้แทบไม่มีธรรมะอะไรเลย
มีแต่ไม่น่าเบื่ออย่างเดียวเพราะมุกของท่าน

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณท่านมหาสมปองมากครับ
ที่ได้แสดงให้ผมได้เห็นถึงว่าท่านแสดงธรรม
ได้ขัดกับพุทธประสงค์ของพระองค์ท่านอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด
คือ
โด่งดังในเบื้องต้น
เน่าใน ในท่ามกลาง
และเละเทะในที่สุด(เฮ้อ)

รวมถึงขอฝากไว้เป็นแง่คิดแก่ผู้บรรยายธรรมยุคใหม่ทุกคนด้วยนะครับ
ให้ดูท่านสมปองไว้เป็นตัวอย่าง
ว่านอกจากที่โยมชื่นชอบการบรรยายธรรมของท่านแล้ว
โยมได้อะไรจากท่านบ้าง

ขอเป็นกำลังใจให้นักเผยแผ่ทุกคนครับ
ที่คิดวิธีแสดงธรรมให้เข้าใจง่าย
และอย่าลืม ให้ "ธรรมะ" โยมนะครับ
อันจะเป็นประโยชน์แก่โยมที่ได้นำคำสอนไปปฏิบัติ
เพื่อให้เกิดความผาสุกในชาตินี้ และสั่งสมอุปนิสัยไว้ในชาติต่อๆไป
อีกทั้งเป็นมหากุศลต่อท่านเองด้วยครับ


ขอขอบคุณท่านสมปองมากครับ
ที่ทำให้พวกเราได้เรียนรู้อะไรดีๆ จากท่านครับ























โด่งดังในเบื้องต้น
เน่าใน ในท่ามกลาง
และเละเทะในที่สุด(เฮ้อ)

..........
อะไรจะขะไหนหนาด


พระมหาสมปองเป็นพระฉลาดคิด ฉลาดทำ

สำคัญที่สุดคือ ไม่ตั้งตนเหมือน "ข้าเก่งคนเดียว"

หากมีแต่การรวมทีมเพื่อเผยแผ่หลักคำสอนให้เข้าใจง่าย ดูน่าติดตาม

ซึ่งเป็นการต่อยอดการเผยแผ่ธรรมะอีกระดับ

อันจะนำมาซึ่งประโยชน์ต่งานศาสนาเป็นอย่างยิ่ง

ในขณะที่ใครหลายคนอาจมองว่าท่านเป็นพระหนุ่มคึกคะนอง

เล่นมากไป เนื้อหาสาระน้อยไป แต่เมื่อขึ้นตราชั่ง หักลบกลบเสียแล้ว

ถือว่าท่านเป็นผู้หนึ่งที่ทำให้เด็กวัยรุ่นำทยหันมาสนใจธรรมะมากขึ้น

จึงนับว่าเป็นผลบวกมากกว่าผลลบ

พระพยอม กัลยาโณ
เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว

กล่าวไว้ในปกหนังสือสุขกันเถอะโยม ๒


หลายมุมมอง หลายความคิดเห็น ต้องใช้ปัญญาพิจารณาในสิ่งที่เกิดขึ้น เก็บเอาส่วนดี ปรับปรุงแก้ไขส่วนเสีย ทุกอย่างก็จะพัฒนาขึ้นในทางที่ดี...


ระหว่าง

พระที่สอนคนให้รู้จัก ธรรม แสดงธรรมให้รู้ว่าจะเกิดประโยชน์ต่อเมื่อตนเองปฏิบัติได้

กับ

พระที่เอาแต่สอนให้คนเอาของมาให้วัด ไม่ว่าวัตถุ,เงินทอง แล้วบอกเขาว่าได้ บุญ เป็นสิ่งตอบแทน ให้ญาติโยมเอาบุญกับไปนอนกอดที่บ้าน ละเมอเพ้อพกถึงสวรรค์วิมาร

ท่านๆ คิดว่า แบบไหน ที่ควรสนับสนุน


สนุกนะ .......... ขำดีจัง ......... ฮาเข้าไปดิ


สุดท้ายแล้ว ก็ได้แต่ความฮา ได้แต่เสียงหัวเราะ

เนื้อหาในทางธรรม .......... ไม่ค่อยจะมีหรอก

พวกเด็กวัยรุ่น มันเปิดช่องทีวีมาดูแก้เซ็ง เท่านั้นแหละ สุดท้ายพวกเด็กวัยรุ่นมันก็ไม่ได้ธรรมะไปปฏิบัติ

เหอะๆ



เห็นด้วยกับคุณเจ้าของกระทู้ครับ
พยายามทำใจเป็นกลาง และเปิดใจให้กว้างแล้ว
ท่านมหาสมปองคงจะติดในชื่อเสียงของท่านที่เพิ่มเข้ามาอย่างรวดเร็ว จนลืมจุดยืนของความเป็นพระไปเสียแล้ว (จริงๆดูตลกเชิญยิ้มก็คงให้ผลไม่ต่างกัน)
ซึ่งต่างจากพระรุ่นใหม่ที่ดังในยุคนี้เช่นกันอย่างท่าน ว.วชืรเมธี อย่างสิ้นเชิง

กราบขออภัยท่านมหาสมปอง ที่ต้องพูดตรงๆแบบนี้


ได้มีโอกาสชมรายการโทรทัศน์ ?ธรรมะเดลิเวอรี่? โดย พระมหาสมปอง และคณะ ในวันจันทร์ ที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๑ ทาง ททบ.๕ แล้วมีความรู้สึกอนุโมทนาในความคิดและการกระทำที่ก้าวหน้าของรายการธรรมะแบบนี้ ซึ่งมีการนำเสนอได้อย่างไม่น่าเบื่อ ดังต่อไปนี้

๑.พระมหาสมปอง มีแนวการเทศน์ที่กระชับ กระจ่าง กระตุ้น มีเหตุมีผล เข้าใจได้ง่าย แฝงอารมณ์ขันครื้นเครงอย่างมีศิลปะ เป็นการเพิ่มรสชาติการฟังธรรม

๒.พระมหาสมปอง เป็นพระหนุ่มที่ใจกว้าง เปิดโอกาสให้เพื่อนพระได้มีโอกาสนำเสนอธรรมะในรูปแบบที่แต่ละรูปถนัด การที่พระมหาสมปองนั่งเทศน์โดยมีเพื่อนพระนั่งประกบซ้ายขวา ให้ความรู้สึกอบอุ่นเอื้ออาทรแบบสหายธรรม โดยที่พระทั้งสองรูปนั้นก็มิใช่เป็นเพียง ?พระอันดับ? เท่านั้น ยังมีโอกาสแสดงออกในกิจกรรมเสริมธรรมะโดยชวนผู้ฟังมีส่วนร่วมในกิจกรรมนั้นอย่างสนุกสนานและมีสาระ เป็นการเสนอธรรมะในรูปแบบที่แปลกใหม่ดีมาก

๓.การตอบปัญหาแบบปุจฉา-วิสัชนา ในตอนท้ายการเทศน์ เป็นเรื่องน่าสนใจ เพราะเป็นการสื่อสารสองทาง ระหว่างผู้ฟังกับผู้เทศน์ อาทิ มีผู้ถามว่าเมื่อทำบุญตอนเช้า แต่ไปกรวดน้ำตอนเย็น จะแตกต่างกันหรือไม่ พระมหาสมปองตอบว่า ต่างกันตรงที่ถ้ากรวดน้ำตอนเย็น น้ำก็จะเย็นกว่าตอนสาย ขอให้คำนึงถึงเจตนา ถ้าไม่มีน้ำที่จะกรวด หรือถ้าไม่มีเวลาที่จะกรวดน้ำ ก็ขอให้กรวดน้ำใจก็ได้บุญไม่น้อยไปกว่ากัน นับว่าคำตอบของพระมหาสมปองมีคุณค่าทางปัญญา ประนีประนอมต่อความเชื่อเดิม โดยไม่เสียหลักการทางพระพุทธศาสนา

ในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นนักบวชที่ต้องออกเทศน์นอกสถานที่บ่อยครั้ง เป็นการเทศน์เดี่ยวโดยไม่มีพระ-คน-เครื่องเทคโนโลยี ประกอบด้วยเลย หลายครั้งต้องเทศน์อย่างต่อเนื่องสามถึงสี่ชั่วโมง เมื่อได้เห็นวิธีการของพระนักเทศน์รุ่นใหม่อย่างพระมหาสมปองและคณะก็ทำให้ฉุกคิดถึงวิธีการพัฒนารูปแบบการเทศน์ได้มากขึ้น แม้จะไม่ทำถึงขนาดนั้น แต่ก็ได้ดูไว้เป็นแนวทางด้วยใจชื่นชมและศรัทธา โดยเฉพาะการทำให้ผู้อื่นมีส่วนแห่งความสำคัญเคียงคู่ไปด้วยนั้น เป็นเรื่องที่น่าทำตามยิ่งนัก

การทำความดีด้วยตนเอง การชักชวน-สนับสนุนผู้อื่นให้ร่วมทำดี การอนุโมทนาในความดีที่ผู้อื่นได้กระทำ เป็นการทำความดีสามระดับ ในโอกาสนี้ข้าพเจ้าขอทำความดีอันดับที่สามต่อรายการธรรมะเดลิเวอรี่

http://www.prajan.com/webboard/view.php?id=10601


"การที่จะให้การเผยแผ่ธรรมะในประเทศไทย และการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ของคนในประเทศที่กำลังประสบกับวิกฤติอย่างหนัก ต้องมาจากการที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายสนับสนุนก็ดี และองค์กรเผยแผ่เองก็ดี คือต้องประสานงานกันอย่างสามัคคีและเดินไปด้วยกันด้วยความร่วมมือ โดยตระหนักการถึงปัญหาและแก้ไขปัญหาด้วยความจริงใจ
ไม่ใช่ ตลกโปกฮา แล้วบอกว่าทำให้คนเข้าวัดมากขึ้น โดยเป็นผลประโยชน์ของกลุ่มใด กลุ่มหนึ่ง"
ว.วชิรเมธี
ส่วนหนึ่ง ใน ธรรมวิจารณ์


ประเทศไทย สังคมไทย ในปัจจุบัน

บอบช้ำมากพอแล้ว ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ ศีลธรรม จริยธรรม

เพราะพวกคุณทั้งหลายที่มัวแต่จะกล่าวหาว่าคนโน้นเป็นอย่างโน้นอย่างนี้

ยกย่องคนโน้นดี คนนี้ดี

เอาเวลาที่คุณกล่าวหาไปทำประโยชน์ให้กับสังคมจะดีกว่ามั๊ง

ประเทศชาติจะได้เจริญ

ผมขอเถอะนะ ทำอะไรให้กับสังคมบ้างเถอะ

และให้คิดเสมอว่า"วันนี้คุณทำอะไรให้กับสังคมแล้วหรือยัง"

สามัคคีนะ พูดกันทุกวัน และรู้ความหมายกันบ้างไหม......


เห็นด้วยกับเจ้าของกระทู้ครับ

ระยะหลังเริ่มจะกลายจากการแสดงชักจูงธรรมะให้วัยรุ่น กลายเป็นมุกตลกคาเฟ่ก็มี
คราวก่อนโน้น ก็โฆษณายกเอาวงดนตรีคณะใดคณะหนึ่งให้คนเข้าไปชมกัน
ชักเลอะไปกันใหญ่

ถ้าจิตไม่มีความมั่นคงในธรรม และหมั่นศึกษาปฏิบัติเจริญธรรมให้แก่ตน
.. ก็ไขว้เขวพาตนออกไปสู่โลกธรรมในที่สุดครับ

แทนที่จะดึงคนมาหาธรรม กลายเป็นดึงตัวเองเข้าหาโลกธรรมไปซะ

ภาษาวัยรุ่นต้องบอกว่า "อย่าเอามันส์อย่างเดียว" ครับ
ขอให้เน้นเอา"ธรรม" เป็นสำคัญครับ



อย่าตลกให้มากก็ได้ 5555

เพราะแค่นี้ตลกก็ตกงานกันไปหมดแล้ว

ว่าแต่มีสังกัดแกรมมี่ด้วยเหรอ แม่เจ้า มีการเซ็นสัญญาด้วยป้ะ

แล้วงี้คิดภาษีกันยังไงจ้ะ

รายได้ที่ได้มา เป็นของวัดหรือของพระ ละเจ้าคะ


คนที่สอนธรรมในขั้นโลกียะ ก็เพราะตัวเองได้เข้าถึงธรรมได้แค่ระดับนั้น

แต่หากผู้ใดเข้าถึงธรรมระดับโลกุตระ ( หมายถึงได้บรรลุธรรม เป็นพระอริยเจ้าขั้นใดขั้นหนึ่ง) ท่านก็จะสอนธรรมในระดับขั้นโลกุตระ

คือตัวเองได้ปฏิบัติจนเกิดปัญญา เกิดผลอย่างไร ก็สอนผู้อื่นอ่างนั้น ตามภูมิธรรมของตน

ดังนั้นหากผู้ปฏิบัติธรรมหรือผู้ที่สนใจธรรมะ ท่านใดที่ต้องการการปฏิบัติให้เกิดมรรค ผล หรือ เป็นทางสะสมเพื่อให้เกิดมรรคผลในชาติต่อๆไป ควรเข้าหาผู้ที่สอนถึงโลกุตรธรรมนั้น ซึ่งก็คือ การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน หรือการเจริญสติปัฏฐาน4 ซึ่งเป็นการพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม

แต่หากผู้ใดสนใจหรืออากปฏิบัติแค่ธรรมทางโลก ระดับ โลกียะ มันก็ได้แค่นั้น ก็ยังไม่ก้าวถึงการเจริญเพื่อการดับทุกข์อย่างแท้จริง ( พระพุทธองค์ตรัสว่า ทางใดที่จะทำให้ถึงมรรค ผล นิพพาน ทางนั้น คือ สติปัฏฐาน 4 เท่านั้น นอกจากสติปัฏฐาน4 แล้วไม่มีเลย )

ที่โพสต์มาไม่ได้ต้องการมุ่งร้าย หรือกล่าวว่าใครเลย

แค่เพียงให้มุมมองว่า เราควรจะเข้าหา ควรจะศึกษา ธรรมแบบไหน ถึงจะดีที่สุด ถึงจะเป็นการละกิเลสได้เร็วที่สุด

เพราะหากเข้าหากพระอริยบุคคลก็จะได้ธรรมของพระอริยบุคคล ซึ่งจะเป็นประโยชน์ก่เรามากๆ




จงเร่งบำเพ็ญเพียรเพื่อละกิเลสเถิด อย่าเพียงมองแค่ เป็นธรรมที่สนุก ฟังแล้วสบายๆแบบที่คนทางโลกต้องการเลย

แต่ให้พิจารณาว่า เพราะเกิดมานั่นแหละมีแต่ทุกข์ เจอแต่ทุกข์เพราะโลกนี้มีแต่ทุกข์ หาสุขจริงๆไม่ได้เลย


สาธุ........เห็นด้วยอย่างยิ่ง


สาธุครับ


 เปิดอ่านหน้านี้  3381 

  แสดงความคิดเห็น


RELATED STORIES




จีรัง กรุ๊ป    

 ธรรมะไทย