คนที่ถูกห้ามบวชเป็นพระภิกษุ

 วัดหลวงปรีชากูล   11 พ.ค. 2554

คนที่ถูกห้ามบวชเป็นพระภิกษุ

เพื่อเป็นความรู้ แก่พุทธศาสนิกชน และช่วยกันจรรโลงพระพุทธศาสนา

ที่มา.... >> http://sites.google.com/site/watluangpreechakul/prohibit-to-monk

....................................................................................................................

คำชี้แจง

อาตมาได้รับคำถามจากหลายท่านอยู่บ่อยๆ ในทำนองว่าคนที่เป็นชายไม่สมบูรณ์หรือผู้ที่มีใจสับสน เช่นกายเป็นชายแต่ใจเป็นหญิง หรือพวกคนสองเพศ หรือบางทีก็เรียกว่าเกย์ ภาษาไทยเราเรียกว่า “กะเทย” คนพวกนี้บวชได้ไหม?

อาตมาได้ชี้แจงว่า ตามพระวินัยกล่าวไว้ว่าบวชไม่ได้ แม้บวชแล้วก็ไม่เป็นพระหรือเณร รู้เมื่อไรก็ให้เขาสึกเสีย ถ้าเขามีศรัทธาก็ให้เขานุ่งขาวห่มขาวรักษาสิกขาบท ๕ - ๘ หรือรักษากุศลกรรมบถ ๑๐ ก็จะเกิดกุศลมหาศาล เป็นเหตุเป็นปัจจัยในภายภาคหน้าต่อไป

เขาก็เล่าให้ฟังว่า เห็นมีบวชกันอยู่ทั่วไปในที่ต่างๆ บางแห่งอยู่กันเป็นหมู่เป็นกลุ่มก็มี อาตมาก็บอกว่า นั่นเพราะว่าอุปัชฌาย์ไม่ทราบ หรือผู้ที่บวชไม่ทราบประเพณีของวินัยของพระพุทธเจ้าก็ได้ แต่เมื่อทราบก็ต้องชี้แจงให้เขาได้รับรู้ ให้เขาสึกเสียหรือสร้างกุศลกรรมอย่างอื่นยังมีทางที่ก่อให้เกิดบุญกุศลมากมาย แต่ถ้าเขายังฝืนอยู่ในธรรมวินัยนี้มีแต่เสื่อม และเป็นบาปมากๆ เมื่อพระภิกษุผู้มีศีลต้องกราบไหว้หรือทำสามีจิกรรมเขาในเวลาเมื่อเข้าร่วมทำสังฆกรรมกับหมู่พระภิกษุ นอกจากจะทำสังฆกรรมให้วิบัติ บวชพระไม่เป็นพระ ทำสังฆกรรมเป็นคณะปูรกะ ทำให้กรรมกำเริบคือเสียใช้ไม่ได้อีกด้วย

ดังนั้นผู้ที่ทราบจงช่วยกันชี้แจงและบอกกล่าวให้รู้กัน เพื่อช่วยกันดูแลป้องกันพระศาสนา เพื่อสังฆมณฑลจะได้บริสุทธิ์ต่อไป.

“โพธิสัตตะ”
เรียบเรียงข้อความใหม่บางส่วนโดย พระวัชพล ปภาโต

....................................................................................................................

บุคคลที่พระพุทธเจ้าห้ามบวชโดยเด็ดขาด

อภัพบุคคลเหล่านี้ ต้องห้ามบวชเพราะเพศบกพร่องก็มี เพราะประพฤติผิดพระธรรมวินัยก็มี เพราะประพฤติผิดต่อ (ผู้ให้) กำเนิดของเขาเองก็มี.

จำพวกมีเพศบกพร่องนั้น คือ บัณเฑาะก์ ที่แปลว่ากะเทย, อุภโตพยัญชนก ที่แปลว่าคนมีทั้ง ๒ เพศ

กะเทย นั้นได้ความตามบาลีและอรรถกถาว่า ได้แก่ชายมีราคะกล้า ประพฤตินอกจารีตในทางเสพกามและยั่วยวนชายอื่นให้เป็นเช่นนั้น

ชายผู้ถูกตอน (ขันที) ก็ห้ามอุปสมบทเหมือนกัน คนชนิดนี้เป็นที่รังเกียจของคนอื่นในทางกามารมณ์

อุภโตพยัญชนก คือคนมี ๒ เพศ เป็นหญิงก็มี เป็นชายก็มี

จำพวกคนทำผิดต่อพระศาสนา นั้นแสดงไว้ ๗ ประเภท คือ คนฆ่าพระอรหันต์, คนผู้ข่มขืนภิกษุณี, คนลักเพศ, ภิกษุไปเข้ารีตเดียรถีย์ (ทั้งที่ยังเป็นภิกษุอยู่ สึกแล้วมาบวชใหม่ก็ห้าม), ภิกษุต้องปาราชิกละเพศไปแล้ว, ภิกษุผู้ทำสังฆเภท, คนทำร้ายพระศาสดาจนถึงห้อพระโลหิต

คนลักเพศ นั้นคือถือเพศภิกษุเอาเองด้วยตั้งใจจะปลอมเข้าอยู่ในหมู่ภิกษุ เช่นปลอมตัวว่าบวช ปลอมเข้าอยู่ในหมู่ภิกษุ

ภิกษุไปเข้ารีตเดียรถีย์ นั้นเพ่งเอาผู้ไปเข้ารีตทั้งที่กำลังเป็นภิกษุ คฤหัสถ์เข้ารีตหรือภิกษุสึกแล้วจึงเข้ารีต ไม่จัดเข้าในข้อนี้

คนผู้ทำสังฆเภท หมายเอาภิกษุผู้มีสังวาสเสมอกัน ภายหลังแตกจากสงฆ์ไปตั้งคณะหนึ่งต่างหาก มีพระเทวทัตเป็นตัวอย่าง การจัดภิกษุผู้ทำสังฆเภทเป็นอภัพบุคคลนั้น ความว่า แม้ภิกษุนั้นกลับใจมาขอบวชเข้าหมู่อีก ก็ห้ามมิให้รับเข้าบวชเป็นเด็ดขาด

คนทำผิดต่อกำเนิดของตน นั้น คือ คนฆ่าพ่อฆ่าแม่



อภัพบุคคลเหล่านี้ ถ้ารู้มาก่อนก็ไม่พึงให้อุปสมบท(บวช) แต่ถ้าให้บวชแล้วเพราะไม่รู้ เมื่อภายหลังรู้ พึงให้สึกเสีย

มีปัญหาถามว่า ในบาลีห้ามไม่ให้อุปสมบท แต่จะให้เพียงบรรพชา (บวชเณร) จะได้ไหม? มีคำเฉลยว่า การบรรพชาทรงอนุญาตสำหรับคนมีอายุหย่อน ๒๐ ปี คือผู้ยังเป็นเด็กเท่านั้น เป็นเบื้องต้นแห่งการบวช ผู้ที่ถูกห้ามอุปสมบทจึงถูกห้ามไปถึงการบรรพชาด้วย

คนเคยต้องปาราชิก เมื่ออุปัชฌาย์ไม่รู้และให้บวชไปแล้ว ต่อมารู้ในภายหลังพึงให้สึกเสียจากเพศพระ.

....................................................................................................................


ยังมีคนผู้ต้องห้ามอยู่อีก

จำพวกคนถูกห้ามไม่ให้รับบรรพชา (บวชเณร) จัดเป็น ๘ พวก ดังนี้ :-

๑. คนมีโรคอันจะติดต่อกัน โรคไม่รู้จักหาย โรคเรื้อรัง ได้แก่โรคเรื้อน มาว่าโรคฝี เช่นฝีดาษและสุกใส หัด โรคกลาก โรคพยาธิ โรคหืด โรคลมบ้าหมู โรคเป็นผลแห่งบาป โรคเรื้อรังเช่นริดสีดวงและกามโรค โรคอัมพาต โรคเอดส์ คนเป็นโรคเหล่านี้ที่รักษาหายเป็นปกติแล้ว รับให้บรรพชาได้.

๒. คนมีอวัยวะบกพร่อง คือ มือขาด เท้าขาด ทั้งมือและเท้าขาด หูขาด จมูกขาด ที่ทั้งหูทั้งจมูกขาด นิ้วมือนิ้วเท้าขาด.

๓. คนมีอวัยวะไม่สมประกอบ คนมีมือเป็นแผ่น คือนิ้วมือไม่ได้เป็นง่าม มีหนังติดกันในระหว่าง คนค่อมคือมีหลังโกง คนเตี้ยคือเตี้ยกว่าคนปกติ คนคอพอก คนตีนปุก คนแปลกประหลาดเพื่อน (ในทางเสีย) คือ สูงเกินบ้าง ต่ำเกินบ้าง ดำเกินบ้าง ขาวเกินบ้าง ผอมเกินบ้าง อ้วนเกินบ้าง มีศีรษะใหญ่เกินบ้าง มีศีรษะหลิมเกิน คนที่แก้หายเช่นคนมีมือเป็นแผ่น เมื่อตัดหนังตกแต่งให้เป็นปกติ ไม่ห้ามบรรพชา.

๔. คนพิการ คนตาบอดตาใส คนง่อย คือมีมือหงิกบ้าง มีเท้าหงิกบ้าง มีนิ้วหงิกบ้าง คือมีเท้าหรือขาพิการ เดินไม่ปกติ คนตาบอดมืด คนใบ้ คนหูหนวก คนทั้งบอดทั้งใบ้ คนทั้งบอดทั้งหนวก คนทั้งใบ้ทั้งหนวก คนทั้งบอดทั้งใบ้ทั้งหนวก.

๕. คนทุรพล คือคนแก่ง่อนแง่น (ทำงานไม่ไหว) คนเปลี้ย คนมีอิริยาบถขาด หรือที่เรียกว่าเส้นประสาทพิการ.

๖. คนมีเกี่ยวข้อง คือคนที่พ่อแม่ไม่ได้อนุญาต เป็นราชภัฏ คือข้าราชการอันพระราชาเลี้ยง ตรงกับข้าราชการอยู่ในตำแหน่งได้รับพระราชทานเงินเดือนหรือเบี้ยเลี้ยง คนมีหนี้สิน คนเป็นทาส คนจำพวกนี้ทำหากภาระให้สิ้นสุดหรือสะสางแล้วก็สามารถบวชได้ เช่นบุตรได้รับอนุญาตจากมารดาบิดา ราชภัฏได้รับอนุญาตจากพระราชาหรือเจ้าหน้าที่เหนือตน คนมีหนี้สินใช้หนี้เสร็จแล้ว คนเป็นทาสได้รับปลดเป็นไทแล้ว รับบวชได้.

๗. คนเคยถูกอาชญาหลวง มีหมายปรากฏอยู่ คือคนถูกเฆี่ยนหลังลาย คือมีรอยแผลเป็นที่หลัง คนถูกสักหมายโทษ.

๘. คนประทุษร้ายความสงบ คือโจรผู้ร้ายที่ขึ้นชื่อโด่งดัง คนโทษหนีเรือนจำ คนทำผิดมี
หมายไว้ คนเหล่านี้ถูกห้ามบรรพชาแล้ว ก็เป็นอันถูกห้ามอุปสมบทด้วย.


....................................................................................................................


บุคคลผู้ห้ามให้บวชตามหลักฐานอรรถกถาจารย์

๑. ปณฺฑกาติ อุสฺสนฺสกิเลสา อวูปสนฺตปริฬาหา นปุสกา บุคคลที่ไม่ใช่ชายหรือหญิง มีกิเลสแน่นหนา มีความเร่าร้อนกลัดกลุ้มอยู่เสมอ เรียกว่า “บัณเฑาะก์” หรือกะเทย

๒. เต ปริฬาหาภิภูตา เยน เกนจิ สทฺธึ มิตฺตภาวํ ปตฺเถนฺติ กระเทยเหล่านั้น (ที่มีนิสัยชอบพวกเพศเดียวกัน) เมื่อถูกราคะครอบงำแล้วปรารถนาเป็นมิตรกับพวกผู้ชายบางคน


....................................................................................................................


อรรถกถาจารย์แบ่งกะเทยไว้ ๕ ประเภท คือ

๑. อาสิตตบัณเฑาะก์ (ยสฺส ปเรสํ องฺคชาตํ มุเขน คเหตฺวา อสุจินา อาสิตฺตสฺส ปริฬาโห วูปสมติ อยํ อาสิตฺตปณฺฑโก) หมายความว่า กะเทยพวกที่ชอบใช้ปากอมองคชาตของผู้อื่น ความเร่าร้อนสงบไปเมื่อถูกน้ำอสุจิรั่วรดแล้ว พวกนี้เรียกว่า อาสิตตบัณเฑาะก์

๒. อุสสุยบัณเฑาะก์ (ยสฺส ปน ปเรสํ อชฺฌาจารํ ปสฺสโต อุสฺสุยยาย ปริฬาโห วูปสมติ อยํ อุสฺสุยฺยปณฺฑโก) หมายความว่า กะเทยพวกที่เห็นคนอื่นเขาประพฤติล่วงประเวณี หรือเห็นคนอื่นเขาเสพสังวาสกันความเร่าร้อนด้วยราคะที่ฟุ้งขึ้นของเขาก็สงบไป พวกนี้เรียกว่า อุสสุยยบัณเฑาะก์ (พวกชอบแอบดู)

๓. โอปักกมิยบัณเฑาะก์ (ยสฺส อุปกฺกเมน พีชานํ อปนีตานิ อยํ โอปกฺกมิย ปณฺฑโก) หมายความว่า กะเทยพวกที่ถูกตอนแล้ว ถ้าเป็นประเพณีเก่าของจีนคือพวกขันที คือคนพวกที่ถูกเขาควักเอาอัณฑะออกแล้ว (น่าจะตัดออก) พวกนี้เรียกว่า โอปักกมิยบัณเฑาะก์

๔. ปักขบัณเฑาะก์ (เอกจฺโจ ปน อกุสลวิปาเกน กาฬปกฺเข ปณฺฑโก โหติ ชุณฺหปกฺเข ปนสฺส ปริฬาโห วูปสมติ อยํ ปกฺขปณฺฑโก) หมายความว่า กะเทยพวกนี้เป็นกะเทยมีราคะกล้าเฉพาะวันข้างแรมไปจนถึงเดือนดับเพราะอกุศลวิบาก แต่พอข้างขึ้นก็สงบไป พวกนี้เรียกว่า ปักขบัณเฑาะก์

๕. นปุงสกบัณเฑาะก์ (อิตฺถีอุภโตพยญฺชนกสฺส อิตฺถีสุ ปุริสตฺตํ กโรนฺตสฺส อิตฺถี นิมิตฺตํ ปฏิจฺฉนฺนํ ปุริสนิมิตฺตํ ปากฏํฯ ปุริสอุภโตพยญฺชนกสฺส ปุริสานํ อิตฺถีภาวํ อุปคจฺฉนฺตสฺส ปุริสนิมิตฺตํ ปฏิจฺฉนฺนํ โหติ อิตฺถีนิมิตฺตํ ปากฏํ โหติฯ อิตฺถีอุภโตพยญฺชนโก สยญฺจ คพฺภํ คณฺหาตีติ ปรญฺจ คณฺหาเปติฯ ปุริสอุภโตพยญฺชนโก ปน สยํ น คณฺหาติ ปรํ คณฺหาเปติฯ)
หมายความว่า กะเทยพวกนี้มี ๒ เพศในร่างเดียวกัน คือ พวกอุภโตพยัญชนกเมื่อทำหน้าที่ของผู้ชายให้หญิง ก็ซ่อนรูปเพศหญิงไว้แต่เพศชายปรากฏ, เมื่อทำหน้าที่เป็นหญิง เพศชายหายไปแต่เพศหญิงปรากฏ, เรียกพวกนี้ว่า ปุริสอุภโตพยัญชนกฯ ส่วนอิตถีอุภโตพยัญชนก ท้องเองก็ได้ และทำผู้อื่นท้องก็ได้ ส่วนปุริสอุภโตพยัญชนกไม่ได้ตั้งท้องเอง แต่ทำให้หญิงท้องก็ได้ (ผู้เขียนฯ เคยเห็นภาพในหนังสือคู่มือแพทย์)


....................................................................................................................


พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้อย่างไร ?

เนสํ หิ น ภิกฺขเว ปณฺฑโก ปพฺพาเชตพฺโพ โย ปพฺพาเชยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ อาทินา ปพฺพชฺชา อุปสมฺปทา จ ปฏิกฺขิตฺตาฯ

แปลใจความว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสห้ามการบรรพชาและอุปสมบท แก่บุคคลเหล่านั้น ด้วยคำเป็นต้นว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย กะเทยอันภิกษุไม่พึงให้บวช ภิกษุใดให้บวช ภิกษุนั้นพึงทำไม่ดี ฯลฯ

ตสฺมา เตปิ ปาราชิกาฯ ความว่า เพราะกะเทยแม้เหล่านั้น เป็นผู้พ่ายแพ้แล้ว คือเปรียบเหมือนเป็นปาราชิกตั้งแต่เขาเป็นคฤหัสถ์ (คือบวชไม่ได้ตลอดชีวิต)

ปพฺพชฺชาปิ เนสํ ปฏิกฺขิตฺตา ฯ แม้การบรรพชาของคนพวกนั้นก็ทรงห้ามแล้ว

ปณฺฑโก ภิกฺขเว อนุปสมฺปนฺโน น อุปสมฺปาเทตพฺโพ อุปสมฺปนฺโน นาเสตพฺโพ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุปสัมบันที่เป็นกะเทย ภิกษุไม่พึงให้บวช ที่บวชแล้วพึงให้สึกเสีย ฯ




สาธุ...ดีแล้วหนอ


นมัสการพระคุณเจ้าและสวัสดีครับคุณศร

เห็นด้วยกับพระคุณเจ้าครับ สิ่งที่พบเห็นกันทั่วไปก็แบบหนึ่ง ความจริงตามที่พระบรมศาสดาได้บัญญัติไว้ก็อีกแบบหนึ่ง ผมเชื่อแบบหลังครับ

เคยอ่านมาว่าแม้บัณเฑาะว์ 5 ประเภท พระพุทธองค์ก็ทรงอนุญาติให้บรรพชาได้เพียง 3 ประเภท

ผมเคยอ่านในพระวินัย(คลับคล้ายคลับคลานะครับ) รู้สึกว่าพระห้ามอยู่ในที่ลับตาหรือลับหูกับบัณเฑาะว์สองต่อสอง หรือ ห้ามนั่งที่นั่งแถวเดียวกับอุพโตพยัญชนก อาจมีอีกหลายสิกขาบท ถ้าอุปสมบทได้พระพุทธองค์คงไม่บัญญัติพระวินัยสิกขาบทเหล่านี้เพราะจะคุมแทบไม่ได้เลย

ความจริงผมมีเพื่อนเป็นเกย์เยอะเพราะไม่ได้เคยรังเกียจหรือแสดงท่าทีรังเกียจอะไรเลย
ผมก็มองเค้าว่าทัดเทียมกับเรานี่แหละครับ ดังนั้นผมจึงไม่ดูถูกพวกเขาด้วยการปั้นคำเท็จหรือป้อยอ ให้เขาได้รับรู้ความจริงผมว่าเป็นการให้เกียร์ติพวกเขามากกว่าการเสกสรรค์คำเท็จเพื่อป้อยอซะอีก อีกอย่างนึงผมเห็นด้วยกับพระคุณเจ้าว่ารักษาศีล 5 ศีล 8 กุศลกรรมบทให้บริสุทธิ์ก็ได้กุศลมหาศาลแล้ว และ ในสมัยพุทธกาลผู้บรรลุมรรคผลในเพศฆราวาสก็มีมากมาย

เคยอ่านในบางความคิดเห็น(ที่ไหนจำไม่ได้แล้วหาดูจากในกูเกิ้ล) มีอ้างว่าจิตเดิมแท้ไม่มีเพศ ผมเพิ่มให้อีกนิดก็ได้(รู้น้อย) ปุริสภาวะรูปและอิตถีภาวะรูปก็ไม่มีในปวัติกาล
แต่ผมว่าต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายๆอย่างด้วย วินัยของสงฆ์โดยรวมด้วย มิฉะนั้นในสมัยประกาศพรหมจรรย์ใหม่ๆก็คงยากที่คนจะยอมรับแล้วไหนจะต้องวางระเบียบกฏเกณฑ์ในการที่ผู้ชายจำนวนมากต้องมาอยู่รวมกันอีก อีกอย่างศาสนาอื่น(ในปัจจุบัน)อย่างคริสตร์กับอิสลามก็แอนตี้เกย์แล้วถ้าพุทธบวชได้ถึงขนาดที่พุทธศาสนิกชนต้องไปกราบไหว้ผมว่าไม่ดีแน่ๆ


นมัสการลาพระคุณเจ้าและกราบลาคุณศรครับ


ต้องกราบขอประทานอภัยพระคุณเจ้า "วัดหลวงปรีชากูล" ด้วยความเคารพอย่างสูงครับ ผมอ้างอิงพระวินัยผิดอีกแล้ว เมื่อวานตอนกลางคืนได้นำหนังสือมาตรวจสอบ หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า "ศีลของพระและสมณวิสัย" แปลจากพระปาฏิโมกข์ โดย สมเด็จพระวันรัตน์ (แดง สีลวฑฒนมหาเถร) อดีตเจ้าอาวาสองค์ที่ 3 วัดสุทัศเทพวราราม กรุงเทพมหานคร(ตรงฉายาท่านมีจุดข้างล่างตรงตัวฑ.มณโฑ ในลักษณะภาษาบาลีด้วยครับแต่ผมไม่ได้พิมพ์ใน microsoft word มาก่อนเลยพิมพ์สัญญลักษณ์พิเศษไม่ได้น่ะครับ) เล่มนี้ไม่ได้ซื้อมาเพื่อจะจับผิดพระนะครับ ซื้อมาอ่านในพระวินัยบางข้อที่เราสงสัยอยู่ลึกๆว่าพระทำเช่นนี้ได้หรือเปล่าและเพื่อการปฏิบัติตัวของเราต่อหน้าภิกษุสงฆ์โดยไม่ทำให้ท่านอาบัติ เช่น ไปสวดมนตร์พร้อมกับท่านน่ะครับ ความจริงถ้าผมไม่แก้คงมีท่านที่ทราบไม่กี่ท่าน แต่ข้อหา "กล่าวตู่พระพุทธพจน์ กล่าวในสิ่งที่พระพุทธองค์บัญญัติว่าไม่ใช่สิ่งที่พระองค์บัญญัติแต่กลับไปกล่าวในสิ่งที่พระพุทธองค์ไม่ได้บัญญัติว่าเป็นสิ่งที่พระพุทธองค์บัญญัติ" นั้น อกุศลกรรมจะแรงโดยไม่ต้องคำนึงเลยว่าจะมีผู้รู้เห็นหรือเปล่า หากจงรักภักดิ์ดีด้วยทราบซึ้งในคุณมหาศาลของพระรัตนตรัยต้องแก้(โดยไม่แคร์ว่าอาจมีท่านผู้มาอ่านแล้วว่าเราไม่เก่ง นั่นก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของโลกธรรมไป)


ก่อนอื่นต้องกราบขอขมาพระรัตนตรัยด้วยความเคารพอย่างสูง โดยขอความกรุณาให้ท่านเป็นตัวแทนสงฆ์นะครับ(ไม่ว่าสมมติสงฆ์หรืออริยสงฆ์)

ในส่วนที่ไม่พบในพระวินัยคือ "พระห้ามอยู่ในที่ลับตาหรือลับหูกับบัณเฑาะว์สองต่อสอง" พบแต่
หญิง...ภิกษุสงสัยอยู่ว่าหญิงหรือมิใช่แลกำหนัดยินดีถูกต้องหญิงนั้นด้วยกายตนต้องอาบัติ วิมติถุลลัจจัย
หญิง...ภิกษุสำคัญว่าเป็นบัณเฑาะว์กำหนัดยินดีถูกต้องกายหญิงนั้นด้วยกายตนต้องอาบัติ ยถาสัญญาถุลลัจจัย
ภิกษุจับต้องกายบัณเฑาะว์ด้วยกายตนด้วยความกำหนัดต้องอาบัติ ยถาวัตถุุลลัจจัย
ข้อความทั้งหมดอยู่ในหน้า 136-137ของหนังสือเล่มนี้โดยบางครั้งมีถุลลัจจัยอื่นขั้นแต่ยกมาเฉพาะเกี่ยวกับหญิงและบัณเฑาะว์น่ะครับ
ส่วนเรื่องของอุภโตพยัญชนกเป็นอาบัติทุกกฏ อยู่ในหน้า 140 บรรทัดที่ 5 - 6 ความว่า อย่านั่งอาสนะยาวกับหญิง แลบัณเฑาะว์ แล อุภโตพยัญชนก
ในหน้าเดียวกันท่านกล่าวไว้ว่าอย่าไหว้ อวันทิยบุคคล 10 ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ บัณเฑาะว์น่ะครับ

ขออภัยในความผิดพลาดด้วยครับท่าน ไม่ได้คิดจะมั่วหรือกล่าวตู่พระพุทธพจน์เลยครับ
แต่เป็นการประมาทพลาดพลั้งคือ แค่จำได้เพียงคลับคล้ายคลับคลาก็พิมพ์ลงไปแล้วไม่เช็คให้ดีเสียก่อน คราวหลังจะสำรวมระวังให้มากกว่านี้ครับ


ความคิดเห็นนี้ไม่ใช่การวิจารณ์พระวินัยนะครับแต่พยายามจะตีความเพื่อให้ตัวผมเองเข้าใจได้ถูกต้องครับ หากผิดพลาดประการใดลบกวนท่านผู้รู้ช่วยติติงแก้ไขด้วยครับ

หนังสือเล่มนี้ให้ความหมายของคำว่า "บัณเฑาะว์" ไว้ว่า คือพวกกะเทย คนไม่ปรากฎว่าเป็นเพศชายหรือเพศหญิงได้แก่ กระเทยโดยกำเนิด 1 ชายถูกตอนเรียกว่าขัณฑี 1 ชายมีราคะกล้า ประพฤตินอกจารีตในการเสพกามและยั่วยวนชายอื่นให้เป็นเช่นนั้น 1

ส่วน "อุภโตพยัญชนก" ให้ความหมายไว้ว่า คนที่มีสองเพศ

เกย์น่าจะเป็นกลุ่มคนที่อยู่ในความหมายที่ 3 ของคำ "บัณเฑาะว์" แต่ บัณเฑาะว์ไม่น่าจะใช่คนเพียงกลุ่มเดียว น่าจะรวม ชายที่ถูกตอน ไม่ว่าจะเรียกว่าขัณฑีหรือไม่ กับ กระเทย ซึ่งความหมายในทางพันธุศาสตร์ผมจำไม่ได้แล้วแต่มีความรู้สึกว่าตรงนี้มองลึกลงไปถึงระดับโครโมโซม

ส่วนอุภโตพยัญชนกผมไม่มีความรู้เรื่องนี้คิดไปกลัวผิดอีกน่ะครับ เรื่องบัณเฑาะว์ผมเข้าใจถูกหรือเปล่าครับ ที่สงสัยอีกอย่างนึงคือ พวกชอบแอบดูหรือดูหนังโป๊(ชนิดแสวงหามาดู) ที่ถูกมองว่าเป็นชายหรือหญิงมีหรือเปล่าครับ


และคนพวกนี้จัดเป็นบัณเฑาะว์หรือเปล่าครับ นมัสการลาพระคุณเจ้าด้วยความเคารพอย่างสูงครับ


ตอบคุณ คืนถิ่น

พวกชอบแอบดูที่ว่านั้น ถ้าเป็นชายแท้ ก็ไม่จัดเป็นบัณเฑาะก์ เพียงแต่เป็นพวกชายมีราคะกล้าทั่วไป

แต่พวกอุสสุยบัณเฑาะก์ นั้นหมายเอาพวกกะเทย ที่ชอบดูคนอื่นเขาเสพสังวาสกัน แล้วพอใจ ก็จัดเป็นกะเทยอีกพวกหนึ่งเท่านั้นเอง

คำว่าอุสสุยบัณเฑาะก์ จึงไม่ได้หมายถึงชายธรรมดาทั่วไป

แต่อาตมาจะลองสอบถามกับพระอาจารย์ "โพธิสัตตะ" อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งท่านเป็นมหาเปรียญ ถ้าท่านมีความเห็นมากกว่านี้ อาตมาก็จะนำมาลงบอกให้ทราบอีกครั้ง

: วัดหลวงปรีชากูล

...........................................................................


ขอทำความเข้าใจเพิ่มเติม

การที่พระพุทธเจ้าทรงห้ามไม่ให้กะเทยบวชนี้ ไม่ได้หมายความว่าให้รังเกียจพวกกะเทยก็หาไม่
เพราะกะเทยหรือใครก็ตาม ก็เป็นเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายเหมือนกัน ถ้าเขาเป็นคนดีก็น่ายกย่องสรรเสริญ เช่นเดียวกัน

แต่อาตมาเชื่อว่า เป็นเพราะว่า ชาวโลกส่วนใหญ่เขาเห็นว่า กะเทยเป็นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับทางเพศ เช่นเดียวกับสตรี
ดังนั้น ถ้าพระภิกษุเข้าไปคลุกคลีด้วย แม้จะด้วยบริสุทธิ์ใจก็ตาม ก็จะเป็นที่ติเตียน ติฉินนินทาของชาวโลกได้
จะทำให้คนที่ไม่ศรัทธาในพระพุทธศาสนาพากันรังเกียจและไม่ศรัทธาต่อไป ส่วนพวกที่ศรัทธาอยู่แล้วก็จะพากันแคลงใจ และรังเกียจเอาได้

ดังนั้น การที่พระไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยในทุกๆ กรณี จึงเป็นการดีที่สุด


ยกตัวอย่าง เช่น พระภิกษุมีน้องสาวแท้ๆ เข้ามาคลุกคลีใกล้ชิดเป็นประจำ แม้พระภิกษุจะไม่ได้คิดอะไร เพราะเป็นน้องสาวแท้ๆ
แต่ก็จะเป็นที่ติเตียนของคนทั่วไปได้ ดังนั้น แม้จะเป็นน้องสาว ก็ไม่สมควรเข้าไปคลุกคลีด้วยเช่นเดียวกัน
จะกล่าวไปใย ถึงการเข้าไปคลุกคลีกับพวกกะเทย ก็ย่อมเป็นการไม่สมควรเช่นเดียวกัน




ขอบพระคุณพระคุณเจ้า "วัดหลวงปรีชากูล" มากครับที่กรุณาสละเวลามาให้ความกระจ่าง
มิฉะนั้นผมต้องเข้าใจผิดไปตลอดแน่เลยครับ ผมเคยอ่านหนังสือแล้วคิดว่า พวกนี้อาจรวมพวกถ้ำมองหรือพวกชอบแสวงหาหนังโป๊มาดูก็ได้ พอเข้าใจแล้วครับ คำว่า "บัณเฑาะว์" ต้องมาก่อน แล้วจึงตีความจำแนกประเภทเป็นครั้งที่สอง

ด้วยเหตุนี้หรือเปล่าครับก่อนบวชพระท่านจึงถามว่า

ปุริโส้สิ๊ - เป็นบุรุษ คือเพศชาย (คนมีสองเพศเคยมาบวช)

เคยอ่านหนังสือในนั้นบอกว่ามีพระรูปหนึ่งในสมัยพุทธกาลหงุดหงิดกับกิเลสตัว "กามราคะ" จึงตัดเครื่องหมายแห่งปุริสภาวะรูปของตัวเอง แล้วถูกพระพุทธองค์ตำหนิว่าเป็นวิธีที่ผิดน่ะครับ (ให้ตัดอย่างหนึ่งไพล่ไปตัดเสียอีกอย่างหนึ่ง) พระรูปนั้นจะกลายเป็นบัณเฑาะว์และสิ้นสภาพของสงฆ์ไปในทันทีหรือเปล่าครับ

ด้วยความเคารพอย่างสูง

นมัสการลาครับ


ขออนุโมทนากับความวิริยะและความตั้งใจจริงกับพระคุณเจ้าและคุณคืนถิ่น ที่สนใจในการศึกษาพระธรรมตามแนวพระไตรปิฎก ยุคนี้ 2554 พระธรรมตามแนวพระไตรปิฎกหาผู้ศึกษาได้น้อยเพราะโดยมากติดแต่คำสอนครูอาจารย์มากกว่าคำสอนที่เป็นพุทธพจน์ ...ไปดูในพระวินัยปิฎกเล่มที่ ๖ ฉบับมหามกุฏ ฯ หน้า ๓๐๘ เรื่องห้ามบวชบัณเฑาะก์ (จำไว้ว่าในการศึกษาพระธรรมจะหมวดใดให้ไปดูที่จุดเกิดเหตุ หรือเรื่องแรกเกิด จะทำให้เราไม่สับสน)
เรื่องห้ามบัณเฑาะก์มิให้อุปสมบท
[๑๒๕] ก็โดยสมัยนั้นแล บัณเฑาะก์คนหนึ่งบวชในสำนักภิกษุ เธอ
เข้าไปหาภิกษุหนุ่ม ๆ แล้วพูดชวนอย่างนี้ว่า มาเถิดท่านทั้งหลาย จงประทุษร้าย
ข้าพเจ้า ภิกษุทั้งหลายพูดรุกรานว่า เจ้าบัณเฑาะก์จงฉิบหาย เจ้าบัณเฑาะก์จง
พินาศ จะประโยชน์อะไรด้วยเจ้า เธอถูกพวกภิกษุพูดรุกราน จึงเข้าไปหาพวก
สามเณรโค่งผู้มีร่างล่ำสันแล้วพูดชวนอย่างนี้ว่า มาเถิดท่านทั้งหลาย จงประทุษร้าย
ข้าพเจ้า พวกสามเณรพูดรุกรานว่า เจ้าบัณเฑาะก์จงฉิบหาย เจ้าบัณเฑาะก์
จงพินาศ จะประโยชน์อะไรด้วยเจ้า เธอถูกพวกสามเณรรุกราน จึงเข้าไปหา
พวกคนเลี้ยงช้าง คนเลี้ยงม้า แล้วพูดอย่างนี้ว่า มาเถิด ท่านทั้งหลาย จง
ประทุษร้ายข้าพเจ้า พวกคนเลี้ยงช้าง พวกคนเลี้ยงม้า ประทุษร้ายแล้วจึงเพ่ง
โทษ ติเตียน โพนทะนาว่า พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้เป็นบัณเฑาะก์
บรรดาพวกสมณะเหล่านี้ แม้พวกใดที่มิใช่บัณเฑาะก์ แม้พวกนั้นก็
ประทุษร้ายบัณเฑาะก์ เมื่อเป็นเช่นนี้ พระสมณะเหล่านี้ก็ล้วน แต่ไม่ใช่เป็นผู้
ประพฤติพรหมจรรย์ ภิกษุทั้งหลายได้ยินพวกคนเลี้ยงช้าง พวกคนเลี้ยงม้า พา
กันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
อนุปสัมบัน คือ บัณเฑาะก์ ภิกษุไม่พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้วต้องให้
สึกเสีย.

และในหน้าที่ ๒๓๒.. (ขอตัดเฉพาะเรื่องของ อโคจร)
สตรีทั้งหลายผู้อาศัยรูปเลี้ยงชีวิต มีอัชฌาจารอันบุรุษได้ง่าย ด้วยเพิ่มให้สินจ้างเพียงเล็กน้อย เป็นต้น ชื่อหญิงแพศยา สตรีทั้งหลายซึ่งผัวตายหรือผัวหย่าร้างไป ชื่อว่า
หญิงหม้าย หญิงหม้ายเหล่านั้นย่อมปรารถนาความสนิทสนมกับชายคนใดคน
หนึ่ง เหล่าเด็กหญิงที่เจริญวัยเป็นสาวแล้ว หรือผ่านวัยเป็นสาวไปแล้ว ชื่อว่า
หญิงทึนทึก หญิงทึนทึกเหล่านั้นมักปองชายเที่ยวไป ย่อมปรารถนาความสนิทสนมกับชายคนใดคนหนึ่ง มนุษยชาติที่มิใช่ชายหรือหญิงมีกิเลสหนามีความ
กำหนัดกลัดกลุ้มไม่รู้จักสร่าง ชื่อว่าบัณเฑาะก์ พวกบัณเฑาะก์นั้นถูกกำลัง
แห่งความกำหนัดกลัดกลุ้มครอบงำแล้ว ย่อมปรารถนาความสนิทสนมกับชาย
คนใดหนึ่ง ....
----------------------------------
บัณเฑาะก์มีหลายประเภทก็จริง แต่ต้นบัญญัติแสดงชัดว่าบัณเฑาะก์ที่ทรงห้ามจริงๆที่เห็นชัดในปัจจุบันคือ กายเป็นชายแต่ใจเป็นหญิง มักชอบสนิทสนมปรารถนาผู้ชายด้วยสำคัญว่าตนเป็นหญิง (เกย์ Q ) ....แล้วหากเป็นเกย์ K กายเป็นชายที่ชอบชายอื่นในฐานะชายอื่นนั้นเป็นหญิงเล่าท่านจะว่าอย่างไร แล้ว เกย์ Kบวชได้หรือไม่เล่า ???



ขอบพระคุณคุณศรมากที่ให้ความรู้ที่ละเอียดขึ้นครับ

ผมขออนุญาติลองแสดงความคิดเห็นบ้างนะครับ
ผมว่าแค่เป็นเกย์ก็เข้าข่ายบัณเฑาะว์ในความหมายที่สามใช่เปล่าครับ เพราะอย่างไรเสียก็ประพฤตินอกจารีตในการเสพกาม (ชายต้องคู่กับหญิง)

พิมพ์ไปก็กลัวไป กลัวว่าจะกลายเป็นกระทู้เหยียดเกย์ ไม่ใช่เลยนะครับ ไม่มีท่านผู้ใดคิดจะรังเกียจหรือเหยียด หรือ แม้จำกัดสิทธิเสรีภาพของการแสดงออกในทางเพศเลยนะครับ

เพียงแต่ทุกท่านสนทนาเรื่องของพระวินัย ถ้าเราจะบวชก็ต้องทำตามกฏของการบวชให้ถูกต้องเหมือนกับการเข้าเรียนในสถาบันการศึกษาแห่งใดก็ต้องทำตามกฏระเบียบของที่นั่นน่ะครับ แต่ถ้าไม่ได้เรียนที่สถาบันการศึกษาที่ใฝ่ฝัีนก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเป็นผู้ไม่มีความรู้หรือเลิกเรียนไปเลยน่ะครับ เรื่องการเหยียด แบ่งชั้นวรรณะหรือจำกัดสิทธิเสรีภาพในศาสนาพุทธไม่มีหรอกครับ แต่บางครั้งชายจำนวนมากๆที่มาอยู่รวมกัน(สงฆ์)จำเป็นต้องมีพระวินัยไว้ควบคุมน่ะครับ เพราะต้องพยายามเรียนรู้ถึงการปฏิบัติให้เข้าถึงความดับทุกข์ซึ่ง "กามราคะ" เป็นกิเลสตัวสำคัญมากที่ต้องคำนึงอ่ะครับ

ไม่ขอพูดเรื่องภิกษุณีนะครับ


ตอบคุณ ศร

อาตมาได้สอบถามกับพระอาจารย์ "โพธิสัตตะ" แล้ว
ท่านได้ตอบมาว่า ทั้งเกย์ Q และ K นั้น ก็จัดเป็นบัณเฑาะก์ บวชไม่ได้เช่นเดียวกัน

...............................................................................


ตอบคุณ คืนถิ่น

พระภิกษุที่ตัดอวัยวะทางเพศของตนเอง เพราะรังเกียจกามราคะนั้น ไม่ถือว่าขาดจากความเป็นภิกษุ และไม่ถือว่าท่านเป็นบัณเฑาะก์ด้วย เพราะท่านบวชมาก่อนที่จะทำอย่างนั้น


ยินดีที่ทุกท่าน สนใจในพระพุทธศาสนา............
: วัดหลวงปรีชากูล



ขอบพระคุณพระคุณเจ้า "วัดหลวงปรีชากูล" และ คุณศร มากครับที่กรุณาอธิบายให้ฟัง(อ่าน) บางสิ่งบางอย่างที่ผมอ่านในหนังสือแล้วสงสัยมาตั้งนานแต่ไม่รู้จะไปถามใครก็มาถามและได้ความรู้จากที่นี่เองครับ(เพราะทราบว่ามีคนเก่งๆเยอะแต่ท่านไม่แสดงตัว)

ขอแก้ที่ผมพิมพ์ผิดไปนิดนึงนะครับในความคิดเห็นที่1 ที่ผมบอกว่ามีผู้อ้างว่าจิตเดิมแท้ไม่มีเพศนั้น(ไม่รู้ว่าท่านผู้ใดและเว็บไหนเลยครับ เวลาอ่านความคิดเห็นจากสิ่งที่ค้นในกูเกิ้ลในเรื่องที่ไม่ระบุเวลาสนทนา เพราะอ่านชื่อไปก็ไม่รู้จักคือหมายถึงเห็นมากกว่าแต่จำไม่ได้หรอกครับ)แล้วมานึกดูอีกทีเรื่องนี้คำถามคือ เกย์สามารถบรรลุมรรคผลได้หรือเปล่า ซึ่งผมก็ไม่ได้คิดอะไรเรื่องนี้นักเพราะชายจริงหญิงแท้ที่บรรลุมรรคผลในเพศฆราวาสในยุควัตถุนิยมผมก็ว่ามีน้อยมากๆ ผมว่าถือศีลปฏิบัติธรรมโดยไม่ต้องถามหามรรคผลก่อนน่าจะดีกว่าเพราะแค่ "กุศลาธรรมา อกุศลาธรรมา อัพยากตาธรรมา" ที่พระสวด จะมีสักกี่คนที่ทราบว่าแปลว่าอะไร มีอะไรบ้างแต่ละอย่างเป็นเช่นไร แล้วอีกอย่างนึงเรื่องนี้เป็นวิสัย "พระสัพพัญญุตญาณ" ถามไปก็กลายเป็นเอาข้อความในคัมภีร์มาเถียงกันเลยขอผ่านจุดนี้ไป แต่ที่พระคุณเจ้านำเสนอนั้นคือวินัยของการอยู่รวมหมู่ในบรรพชิตเพศชายและการบวชที่ถูกต้องตามพระวินัยบัญญัติซึ่งจะเป็นความรู้คู่สังคมพุทธต่อไปในภายภาคหน้า ผมจึงสนใจอยากรู้น่ะครับ ก็มานั่งคิดว่า เกย์ชอบผู้ชาย ถ้าต้องไปอยู่ในหมู่พระสงฆ์ที่เป็นชายล้วนจะปฏิบัติให้พ้นกามราคะ คงยาก แต่พระพุทธองค์ท่านทรงพระมหากรุณาให้บัณเฑาะว์ตั้งสามประเภทบรรพชา(ไม่ใช่อุปสมบท)ได้ เท่านี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าพระเมตตาธิคุณและพระมหากรุณาธิคุณนั้นเป็น อัปปมัญญา คือ ไม่เจาะจงว่าสัตว์นั้นจะเป็นเหล่าใด ภพภูมิใด ชนชั้นวรรณะัใดเลย ท่านเมตตาเสมอเหมือนกันหมด และเป็นโชคดีของพุทธศาสนิกชนรุ่นหลังมากๆที่วันนี้คำสอนของพระองค์ยังอยู่ครบ รัตนะอันมีค่าหาประมาณมิได้ดัง "รัตนตรัย" นั้น เมื่อโชคดีได้เห็นคุณค่าและมีโอกาสได้ชื่นชมรัตนะนี้ ผมก็พยายามที่จะรักษาไว้ไม่ให้รัตนะนี้หมองลงไป เพราะเวไนยสัตว์รุ่นหลังๆจะได้มีโอกาสอันสูงค่านี้ด้วยเหมือนที่ครั้งหนึ่งผมเคยมีโอกาสนั้นมาแล้ว

นมัสการลาพระคุณเจ้าและกราบลาคุณศรครับ



กราบขอบพระคุณยังพระคุณเจ้าด้วยความเคารพ..ผู้ผิดเพศเหล่านี้ไม่อาจบรรลุได้ แต่ทำกุศลอื่นๆไปเกิดในสุคติได้ .. เกย์ K ถ้าว่าตามแหล่งต้นบัญญัติแม้จะไม่กล่าวถึง ดูเหมือนจะบวชได้ แต่เพื่อความบริสุทธิ์แก่พระศาสนา ท่านก็ยังถือว่าไม่ควรให้บวชอยู่นั่นแหละ...สาธุ ที่บัณฑิตชนร่วมแสดงความคิดที่เป็นกุศลต่อกันและกัน ..ขอเจริญในธรรม


 เปิดอ่านหน้านี้  8208 

RELATED STORIES


  แสดงความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย