การนั่งสมาธิทำอย่างไร?

    

การนั่งสมาธิทำอย่างไร?






อ่านประสบการณ์ปฏิบัติ ๗ เดือนได้ที่ :

http://www.tlcthai.com/club/list_topic.php?club=buddhism&club_id=1278&table_id=1&cate_id=788




วิธีเจริญวิปัสสนาล้วน ๆ จากประสบการณ์ตรง ( เบื้องต้น )

๑) การเจริญภาวนาในอิริยาบถเเดิน เดินกลับไปกลับมา ก้มหน้าเล็กน้อย ส่งจิตกำหนดดูอาการของเท้าแต่ละจังหวะที่เคลื่อนไป อย่างจดจ่อ ต่อเนื่อง รับรู้ถึง ความรู้สึกของเท้าที่ค่อยๆยกขึ้น ค่อย ๆ ย่างลง และความรู้สึกสัมผัสที่ฝ่าเท้า(อ่อน แข็ง เย็น ร้อน ฯลฯ) ส่งจิตดูอาการแต่ละอาการอย่างจรด แนบสนิทอยู่กับอาการนั้น ไม่วอกแวก จนรู้สึกได้ถึงอาการที่เปลี่ยนไป ดับไปของสภาวนั้น ๆ เช่น ขณะย่างเท้า ก็รู้สึกถึงอาการลอยไปเบาๆ ของเท้า พอเหยียบลงอาการลอยๆ เบาๆ เมื่อ ๒-๓วินาที ก่อนก็ดับไป มีอาการตึงๆแข็งเข้าแทนที่ พอยกเท้าขึ้นอาการตึงๆแข็งๆ ด็ดับไป กลับ มีอาการลอยเบาๆ โล่งๆเข้าแทนที่ เป็นต้น ยิ่งเคลื่อนไหวช้า ๆ ยิ่งเห็นอาการชัด และ ในขณะที่กำลังเดินอยู่นั้น

หากมีความคิดเกิดขึ้นให้หยุดเดินก่อน แล้วส่งจิตไปดูอาการคิด พร้อมกับ บริกรรมในใจว่า “คิดหนอๆๆๆ” จนกว่าความคิดจะเลือนหายไป จึงกลับไปกำหนด เดินต่อ อย่ามองซ้ายมองขวา พยายามให้ใจอยู่กับเท้าที่ค่อย ๆ เคลื่อนไปเท่านั้น

ถ้าเผลอหรือหลุดกำหนดให้เอาใหม่ เผลอเริ่มใหม่ ๆๆๆ ไม่ต้องหงุดหงิด การปฏิบัติเช่นนี้ เรียกว่า “เดินจงกรม” ต้องเดิน ๑ ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย


๒) การเจริญาภวนาในอิริยาบถนั่ง นั่งตัวตรง แต่ไม่ต้องตรงมาก ให้พอ เหมาะสมกับสรีระของตนเอง นั่งสงบนิ่ง ไม่ขยับเขยื้อนอวัยวะส่วนใดทั้งสิ้น จนสังเกต ได้ว่าอวัยวะที่ยังไหวอยู่มีแต่ท้องเท่านั้น ให้ส่งจิตไปดูอาการไหวๆ นั้นอย่างต่อเนื่อง แค่ดูเฉยๆ อย่าไปบังคับท้อง ปล่อยให้ท้องไหวไปเรื่อย ๆ ตามธรรมชาติ นั่งกำหนดดู อย่างติดต่อ ต่อเนื่อง ไม่หลุด ไม่เผลอ ถ้ามีเผลอสติบ้างก็ไม่ต้องหงุดหงิด เผลอ..เอา ใหม่ ๆ จนเห็นอาการพอง อาการยุบค่อย ๆ ชัดขึ้น ขณะเห็นท้องพอง กำหนดในใจว่า “พองหนอ” ขณะเห็นท้องยุบกำหนดในใจว่า “ยุบหนอ” บางครั้งท้องนิ่งพอง-ยุบไม่ ปรากฏก็ให้กำหนดรู้อาการท้องนิ่งนั่น “รู้หนอๆๆ” หรือ “นิ่งหนอๆๆ” บางครั้งพอง-ยุบเร็วแรงกำหนดไม่ทัน ก็ให้กำหนดรู้อาการ “รู้หนอๆ” หรือ “พอง-ยุบ” ตัดหนอออก

ถ้าขณะนั่งกำหนดอยู่มีความคิดเข้ามาให้หยุดกำหนดพอง-ยุบไว้ก่อน ส่ง จิตไปดูอาการคิด พร้อมกับบริกรรมในใจว่า “คิดหนอๆๆ” แรงๆ เร็วๆ โดยไม่ต้องสน ใจว่าคิดอะไร พออาการคิดจางไปแล้ว หรือหายไปโดยฉับพลัน ให้กำหนดดูอาการ ที่หายไป “รู้หนอๆๆ” แล้วรีบกลับไปกำหนดพอง-ยุบต่อทันที อย่าปล่อยให้จิตว่าง จากการกำหนดเด็ดขาด

ขณะที่กำหนดอยู่นั้น ถ้าเกิดอาการปวดขา หรืออวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งขึ้น มา ให้ทิ้งพอง-ยุบไปเลย แล้วส่งจิตไปดูอาการปวดนั้น บริกรรมในใจว่า “ปวดหนอๆ” พยายามกำหนดดูอย่างติดต่อ ต่อเนื่อง แต่อย่าเอาจิตเข้าไปเป็นทุกข์กับอาการปวดนั้น ภายใน ๕ หรือ ๑๐ วันแรกให้กำหนดดูอาการปวดอย่างเดียว ไม่ต้องสนใจอารมณ์อื่นมากนัก จนกว่าอาการปวดจะหาย หรือลดลง วันแรกๆ อาการปวดจะไม่รุนแรงมากนัก นั่งได้ ๑ ชั่วโมงแบบสบายๆ พอเรามีสมาธิมากขึ้น มีญาณปัญญามากขึ้น อาการปวดจะค่อยๆรุนแรงขึ้น จนทนแทบไม่ไหว จากที่เคยนั่งได้ ๑ ชั่วโมง พอวันที่ ๕-๖ เป็นต้นไป นั่ง ๑๐ หรือ ๒๐ นาทีก็ทนแทบไม่ไหวแล้ว ให้พยายามนั่งกำหนดต่อไปจนกว่าจะครบชั่วโมง (เพื่อจะได้เป็นกำลังใจในการกำหนดบัลลังก์ต่อๆไป) ยิ่งปวดมากก็ยิ่งกำหนดถี่ๆเร็วๆ แรงๆ นั่นแสดงว่าสมาธิของเราก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ภายใน๑๐-๒๐ วันเวทนาก็จะหายขาดไปเอง หรืออาจจะมีอยู่บ้างเล็กน้อยช่วงท้ายบัลลังก์ ถึงต้อนนี้วิปัสสนาญาณของคุณก้าวเข้าสู่ขั้นที่ ๔ แล้ว ขั้นต่อไป ไม่ควร/ห้ามปฏิบัติด้วยตนเอง(อย่างเด็ดขาด) ต้องมีพระอาจารย์คอยควบคุมอย่างใกล้ชิด มิฉะนั้นแล้วจะเกิดผลเสียมากว่าผลดี ..ขอเตือน..

ที่อธิบายมานี้เป็นเพียงหลักปฏิบัติเบื้องต้น มีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมายที่จะต้องเรียนรู้ ผู้ต้องการปฏิบัติให้เห็นมรรคเห็นผล พึงแสวงหาสำนักปฏิบัติที่เห็นว่าเหมาะสมกับตนเอาเองเถิด..






การนั่งสมาธิทำอย่างไร?


โดย : โก้ [202.62.111.66] 13 พ.ค. 2551 18:02 น

............................................................................................................................

.......ขณะเห็นท้องพอง กำหนดในใจว่า “พองหนอ” ขณะเห็นท้องยุบกำหนดในใจว่า “ยุบหนอ” บางครั้งท้องนิ่งพอง-ยุบไม่ ปรากฏก็ให้กำหนดรู้อาการท้องนิ่งนั่น “รู้หนอๆๆ” หรือ “นิ่งหนอๆๆ” ....


พระมหาประเสริฐ มนฺตเสวี - 202.28.111.17 [13 พ.ค. 2551 21:22 น.] คำตอบที่ 1




จะสอนคนควรนำกัมมัฏฐานที่ถูกต้องมาสอนนะครับท่านพระมหาประเสริฐ มนฺตเสวี
สิ่งที่ท่านสอนนี้เขาเรียกว่า " กามสัญญา " สอนคนให้ยึดติดในกามภพ เป็นการพอกพูนสักกายทิฏฐิครับ



สมาธิหรือสัมมาสมาธิ คือสภาวะที่จิตเป็นกุศล สงัดจากกามสงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย เป็นไปเพื่อละสักกายทิฏฐิไม่ให้มีเหลือครับ ไม่ยินดียินร้ายต่อนามรูปทั้งปวงครับ การทำสมาธิจะอยู่ในอริยาบทใดก็ได้ครับ นั่ง นอน ยืน เดิน หรือทำการงานก็ได้ครับ เมื่อใดที่จิตของผู้ปฏิบัติเป็นกุศลสงัดจากกามสงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้วจิตนั้นเรียกว่า จิตเป็นสมาธิแล้วครับ ส่วนจะละเอียดประณีตมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับปัญญาในการละองค์ฌานในจิตครับ ละได้มากก็ได้ฌานระดับสูงละเอียดปราณีตมากครับ


[๕๐๗] วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็สักกายทิฏฐิมีได้อย่างไร?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับในโลกนี้ ไม่ได้เห็นพระอริยะไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้ฝึกในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้เห็นสัปบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัปบุรุษ ไม่ได้ฝึกในธรรมของสัปบุรุษ ย่อมตามเห็นรูป โดยความเป็นตนบ้าง ตามเห็นตนว่ามีรูปบ้าง ตามเห็นรูปในตนบ้าง ตามเห็นตนในรูปบ้าง ย่อมตามเห็นเวทนา ... ย่อมตามเห็นสัญญา ... ย่อมตามเห็นสังขารทั้งหลาย ... ย่อมตามเห็นวิญญาณ โดยความเป็นตนบ้าง ตามเห็นตนว่ามีวิญญาณบ้าง ตามเห็นวิญญาณในตนบ้าง ตามเห็นตนในวิญญาณบ้าง อย่างนี้แล สักกายทิฏฐิจึงมีได้.
วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็อย่างไรสักกายทิฏฐิจึงจะไม่มีฯ
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วในธรรมวินัยนี้ ได้เห็นพระอริยะ ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ฝึกดีแล้วในธรรมของพระอริยะ ได้เห็นสัปบุรุษ ฉลาดในธรรมของสัปบุรุษ ฝึกดีแล้วในธรรมของสัปบุรุษ ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนบ้าง ไม่ตามเห็นตนว่ามีรูปบ้าง ไม่ตามเห็นรูปในตนบ้าง ไม่ตามเห็นตนในรูปบ้าง ย่อมไม่ตามเห็นเวทนา ... ย่อมไม่ตามเห็นสัญญา ... ย่อมไม่ตามเห็นสังขารทั้งหลาย ... ย่อมไม่ตามเห็นวิญญาณ โดยความเป็นตนบ้าง ไม่ตามเห็นตนว่ามีวิญญาณบ้าง ไม่ตามเห็นวิญญาณในตนบ้าง ไม่ตามเห็นตนในวิญญาณบ้าง อย่างนี้แล สักกายทิฏฐิจึงจะไม่มี.....ฯลฯ...


วิสาขอุบาสกสรรเสริญธรรมทินนาภิกษุณี
[๕๑๓] ลำดับนั้น วิสาขอุบาสก ชื่นชม อนุโมทนา ภาษิตของธรรมทินนาภิกษุณีแล้ว ลุกจากอาสนะ อภิวาทธรรมทินนาภิกษุณี ทำประทักษิณแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้กราบ ทูลเรื่องที่ตนสนทนาธรรมกถากับธรรมทินนาภิกษุณีให้ทรงทราบทุกประการ.
เมื่อวิสาขาอุบาสกกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาค จึงตรัสว่า ดูกรวิสาขะ ธรรมทินนาภิกษุณีเป็นบัณฑิต มีปัญญามาก แม้หาก ท่านพึงสอบถามเนื้อความนั้นกะเรา แม้เราก็พึงพยากรณ์เนื้อความนั้น เหมือนที่ธรรมทินนาภิกษุณี พยากรณ์แล้ว เนื้อความแห่งพยากรณ์นั้นเป็นดังนั้นนั่นแล ท่านพึงจำทรงไว้อย่างนั้นเถิด..

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพจน์นี้แล้ว วิสาขอุบาสก ชื่นชม ยินดี พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้ว ฉะนั้นแล.

จบ จูฬเวทัทลสูตร ที่ ๔


สัมมาสมาธิที่ถูกต้องเป็นอย่างนี้ครับ


สัมมาสมาธิเป็นไฉน ?
ก็ภิกษุผู้อริยะบุคคลในศาสนานี้ ปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน มีสติปรากฏไม่เผลอเรอ มีกายสงบระงับ ไม่กระวนกระวาย มีใจตั้งมั่น มีอารมณ์อันเดียว ไม่ยินดียินร้าย ต่อรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธัมมารมณ์ และใจเรานั้นก็สงัดจากกาม สงัดจาก อกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว

จิตเป็นสมาธิ บรรลุปฐมฌาน มีวิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกคาตารมณ์

ละวิตก วิจาร เข้าสู่ทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะ
วิตกวิจารสงบไป ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติ สุข และเอกคตารมณ์

เธอมี อุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌาน ที่พระอริยทั้งหลาย สรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข และเอกคตารมณ์

เธอบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัส โทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ มีเอกคตารมณ์ เสวยอุเบกขาอยู่เป็นอารมณ์เดียว

อันนี้เรียกว่า สัมมาสมาธิ ฯ



เจริญในธรรมครับ



วธีบรรลุมรรค ผล มี ๑๐ แบบ ครับ ...การบรรลุแบบ ปัญญาวิมุตติ...เป็นแบบที่ ๔ ใน ๑๐..ครับ

ปฏิบัติแบบ สุทธวิปัสสนาครับ ...ปฏิบัติวิปัสสนาล้วน (ไม่ต้องให้ได้ฌานก่อน) ปฏิบัติวิปัสสนาได้เลย..โดยใช้สมาธิเพียงขั้นขณิกสมาธิ

อ่านรายละเอียด ..และหลักฐานอ้างอิงจากคัมภีร์ได้ที่นี่ครับ

http://www.tlcthai.com/club/list_topic.php?club=buddhism&club_id=1278&table_id=1&cate_id=788

coppy ไปวางได้เลยครับ....








พระอริยที่เป็นสุกขวิปัสสกบุคคล เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ปัญญาวิมุตติมีจำนวนมากกว่าพระอริยที่เป็นฌานลาภีบุคคล เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เจโตวิมุตติ นั้นมากมาย ดังใน สังยุตตพระบาลี แสดงไว้ว่า

อิเมสํ หิ สารีปุตฺต ปญฺจนฺนํ ภิกฺขุสตานํ สฎฺฐิ ภิกฺขู เตวิชฺชา สฏฺฐิ ภิกขู ฉฬาภิญฺญา สฏฺฐิ ภิกฺขู อุภโตภาควิมุตฺตา อถ อิตเร ปญฺญาวิมุตฺตา

ดูกร สารีบุตร ในพระภิกษุ ๕๐๐ องค์, ๖๐ องค์ เป็นเตวิชชบุคคล, ๖๐ องค์เป็นฉฬาภิญญาบุคคล, ๖๐ องค์เป็นอุภโตภาควิมุตติบุคคล เหลือนอกนั้นทั้งหมดเป็นปัญญาวิมุตติบุคคล

อ้างอิง .... สํ.สคา.(ไทย) ๑๕/๒๑๕/๓๑๓




หลักการเจริญวิปัสสนานั้น แม้ผู้ปฏิบัติจะมีสมาธิในระดับใดก็ตาม ก็สามารถนำมาเป็นเครื่องมือในการเจริญวิปัสสนาได้ แม้แต่จิตที่สงบชั่วขณะ (ขณิกสมาธิ) ก็สามารถนำมาเป็นพื้นฐานเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานได้ ดังที่ท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์มูลปัณณาสฎีกา ว่า “ น หิ ขณิกสมาธึ วินา วิปสฺสนา สมฺภาวติ ” แปลว่า หากขาดขณิกสมาธิ วิปัสสนาก็เกิดไม่ได้ คือ ต้องอาศัยขณิกสมาธิเป็นบาทจึงจะเจริญวิปัสสนาได้

สุกขวิปัสสกบุคคล คือ ผู้ที่ไม่ได้ฌานก่อน เริ่มเจริญวิปัสสนากำหนดพิจารณารูปนามที่ปรากฏเฉพาะหน้าเลย โดยใช้สมาธิระดับขณิกเพียงเท่านั้น






ปฏิบัติแบบ สุทธวิปัสสนาครับ ...ปฏิบัติวิปัสสนาล้วน (ไม่ต้องให้ได้ฌานก่อน) ปฏิบัติวิปัสสนาได้เลย..โดยใช้สมาธิเพียงขั้นขณิกสมาธิ

อ่านรายละเอียด ..และหลักฐานอ้างอิงจากคัมภีร์ได้ที่นี่ครับ

http://www.tlcthai.com/club/list_topic.php?club=buddhism&club_id=1278&table_id=1&cate_id=788

coppy ไปวางได้เลยครับ....


พระมหาประเสริฐ มนฺตเสวี - 202.28.111.17 [14 พ.ค. 2551 12:28 น.] คำตอบที่ 3




มีคำถามใคร่เรียนถามต่อท่านพระมหาประเสริฐ มนฺตเสวี ดังนี้ครับ
1.ขณิกสมาธิเป็นจิตประเภทไหนครับ ?
2.ขณิกสมาธิใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการแบ่งครับ ?
3.ในพระพุทธศาสนาเราใช้พระไตรปิกอ้างอิงหรือใช้เว็ปไซท์ในการอ้างอิงครับ ?
ขณิกสมาธิอยู่ตรงส่วนไหนของพระไตรปิกครับ
4.ที่ท่านกล่าวว่า...ปฏิบัติแบบ สุทธวิปัสสนาครับ ...ปฏิบัติวิปัสสนาล้วน (ไม่ต้องให้ได้ฌานก่อน) ปฏิบัติวิปัสสนาได้เลย..โดยใช้สมาธิเพียงขั้นขณิกสมาธิ ....ตรงนี้ใครสอนท่านครับ และมีอยู่ตรงส่วนไหนของพระไตรปิฎกครับ ยกมาให้ดูหน่อยได้ไหมครับ ?
5.สมาธิเป็นสภาวะธรรมที่เป็นเหตุหรือเป็นผลขณะเจริญวิปัสสนาครับ ?
6.จิตจะเป็นสมาธิได้ต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้างครับ ?

ขอขอบพระคุณในคำตอบเป็นการล่วงหน้าครับท่านพระมหาเปรียญ ฯ


เจริญในธรรมครับ


อภิปัญโญ ภิกขุ





หลักการเจริญวิปัสสนานั้น แม้ผู้ปฏิบัติจะมีสมาธิในระดับใดก็ตาม ก็สามารถนำมาเป็นเครื่องมือในการเจริญวิปัสสนาได้ แม้แต่จิตที่สงบชั่วขณะ (ขณิกสมาธิ) ก็สามารถนำมาเป็นพื้นฐานเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานได้ ดังที่ท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์มูลปัณณาสฎีกา ว่า “ น หิ ขณิกสมาธึ วินา วิปสฺสนา สมฺภาวติ ” แปลว่า หากขาดขณิกสมาธิ วิปัสสนาก็เกิดไม่ได้ คือ ต้องอาศัยขณิกสมาธิเป็นบาทจึงจะเจริญวิปัสสนาได้

สุกขวิปัสสกบุคคล คือ ผู้ที่ไม่ได้ฌานก่อน เริ่มเจริญวิปัสสนากำหนดพิจารณารูปนามที่ปรากฏเฉพาะหน้าเลย โดยใช้สมาธิระดับขณิกเพียงเท่านั้น



พระมหาประเสริฐ มนฺตเสวี - 202.28.111.17 [14 พ.ค. 2551 12:41 น.] คำตอบที่ 4



ขอเรียนถามอีกเช่นกันดังนี้นะครับ
1.ระหว่างบาลี อรรถกถา และฎีกานั้นเราควรเชื่อถือส่วนไหนมากกว่ากันครับ ?
2.ถ้าระหว่างบาลี อรรถกถา และฎีกานั้น มีเนื้อความไม่ตรงกัน มีการอธิบายที่ขัดแย้งกัน ผู้อ่านควรเชื่อถือส่วนไหนดีครับ ?
3.ดังที่ท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์มูลปัณณาสฎีกา ว่า “ น หิ ขณิกสมาธึ วินา วิปสฺสนา สมฺภาวติ ” แปลว่า หากขาดขณิกสมาธิ วิปัสสนาก็เกิดไม่ได้ คือ ต้องอาศัยขณิกสมาธิเป็นบาทจึงจะเจริญวิปัสสนาได้ .....ตามที่ท่านอ้างอิงมานี้ เป็นฎีกาของพระไตรปิฎกฉบับที่ใครเป็นเจ้าของ สำนักไหนแปลครับ เช่นมหามกุฏ ฯ มหาจุฬา ฯ ส.ธรรมภักดี หรือกรมการศาสนาครับ ?
4.ขณิกสมาธิจัดเป็นสัมมาสมาธิหรือไม่ครับ ?


ขอขอบพระคุณในคำตอบเป็นการล่วงหน้าครับท่านพระมหาเปรียญ ฯ


เจริญในธรรมครับ


อภิปัญโญ ภิกขุ




ทุกคำถามผมเขียนไว้แล้ว..ครับ อ้างอิงจากคัมภีร์ชัดเจนครับ

อ่านได้ที่ :

http://www.tlcthai.com/club/list_topic.php?club=buddhism&club_id=1278&table_id=1&cate_id=788

coppy ไปวางได้เลยครับ....


ส่วน พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา ....ถ้าศึกษาอย่างถี่ถ้วน..จะพบว่า..ไม่มีคัมภีร์ใดขัดแย้งกับคัมภีร์ใดเลย....มีแต่จะเสริมกัน ให้สมบูรณ์ ยิ่ง ๆๆ ขึ้น ...

..แต่ต้องศึกษาให้ถี่ถ้วนนะครับ





ปัญญาวิมุตติ (วิปัสสนาล้วน )

พระพุทธเจ้าตรัสถึงผู้บรรลุมรรค ผล นิพพานไว้ ๑๐ จำพวก บุคคลประเภทที่ ๔ คือผู้ที่บรรลุมรรคผลนิพพานด้วยการปฏิบัติวิปัสสนาล้วน ๆ โดยไม่เคยได้ฌานใด ๆ เลย

บุคคล ๑๐ จำพวก คือ

๑. พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า. คือ ท่านผู้ตรัสรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ซึ่งสัจจะด้วยตนเองในธรรมทั้งหลาย ที่ตนมิได้เคยสดับมาแล้วในก่อน บรรลุความเป็นพระสัพพัญญูในธรรมนั้น และบรรลุความเป็นผู้มีความชำนาญในธรรมเป็นกำลังทั้งหลาย บุคคลนี้เรียกว่า พระสัมมาสัมพุทธะ

๒. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า คือ ท่านผู้ ตรัสรู้ซึ่งสัจจะทั้งหลายด้วยตนเอง ในธรรมทั้งหลายที่ตนไม่ได้สดับมาแล้วในก่อน แต่มิได้บรรลุความเป็นพระสัพพัญญูในธรรมนั้น ทั้งไม่ถึงความเป็นผู้ชำนาญในธรรมอันเป็นกำลังทั้งหลาย บุคคลนี้เรียกว่า พระปัจเจกพุทธะ
๓. ท่านผู้เป็นอุภโตภาควิมุต (ผู้หลุดพ้นทั้งสองส่วน) หมายถึงพระอรหันต์ผู้บำเพ็ญสมถกัมมัฏฐาน ได้สัมผัส วิโมกข์ ๘ ด้วยนามกาย ได้เจโตวิมุตติขั้นอรูปสมาบัติและสิ้นอาสวะเพราะเห็นด้วยปัญญา เป็นพระอรหันต์ผู้ได้ปัญญาวิมุตติ

๔. ท่านผู้เป็นปัญญาวิมุต (ผู้หลุดพ้นด้วยปัญญา) หมายถึงพระอรหันต์ผู้บำเพ็ญวิปัสสนาล้วน ๆ มิได้สัมผัสวิโมกข์ ๘ แต่สิ้นอาสวะเพราะเห็นด้วยปัญญา

๕. ท่านผู้เป็นกายสักขี (ผู้เป็นพยานในนามกาย) หมายถึงท่านที่ได้สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยนามกาย และอาสวะบางส่วนก็สิ้นไปเพราะรู้เห็นด้วยปัญญา ได้แก่ พระอริยบุคคลผู้บรรลุโสดาปัตติผลขึ้นไป จนถึงท่านผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุพระอรหัตที่มีสมาธินทรีย์แก่กล้าในการปฏิบัติ
๖. ท่านผู้เป็นทิฏฐิปัตตะท่านผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ (ผู้บรรลุสัมมาทิฏฐิ) หมายถึงผู้เข้าใจอริยสัจถูกต้องและอาสวะบางส่วนก็สิ้นไปเพราะเห็นด้วยปัญญา ได้แก่พระอริยบุคคลผู้บรรลุโสดาปัตติผลขึ้นไปจนถึงผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุพระอรหัตที่มีปัญญินทรีย์แก่กล้าในการปฏิบัติ

๗. ท่านผู้เป็นสัทธาวิมุตท่านผู้เป็นสัทธาวิมุต (ผู้หลุดพ้นด้วยศรัทธา) หมายถึงเข้าใจอริยสัจถูกต้อง ได้แก่ พระอริยบุคคลผู้บรรลุโสดาปัตติผลขึ้นไป จนถึงผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุพระอรหัตที่มีสัทธินทรีย์แก่กล้าในการปฏิบัติ
๘. ท่านผู้เป็นธัมมานุสารีท่านผู้เป็นธัมมานุสารี (ผู้แล่นไปตามธรรม) หมายถึงพระอริยบุคคลผู้บำเพ็ญอริยมรรค ดำรงอยู่ในโสดาปัตติมรรค กำลังปฏิบัติเพื่อบรรลุโสดาปัตติผลมีปัญญาแก่กล้า

๙. ท่านผู้เป็นสัทธานุสารีท่านผู้เป็นสัทธานุสารี (ผู้แล่นไปตามศรัทธา) คือท่านผู้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติมรรค กำลังปฏิบัติเพื่อบรรลุโสดาปัตติผล มีศรัทธาแก่กล้าเป็นตัวนำ

๑๐. ท่านผู้เป็นโคตรภู ท่านผู้เป็นโคตรภู หมายถึงผู้ประกอบด้วยวิปัสสนาจิตที่มีพลังถึงที่สุดโดยเป็นปัจจัยที่ต่อเนื่องกันถึงโสดาปัตติมรรค, หรือท่านผู้ประกอบด้วยโคตรภูญาณ(ญาณครอบโคตร คือญาณที่เป็นหัวต่อระหว่างภาวะปุถุชนกับภาวะอริยบุคคล)อันมีนิพพานเป็นอารมณ์ หมายเอาผู้ปฏิบัติกำลังจะเข้าสู่ขั้นอริยบุคคลชั้นโสดาปัตติมรรค

พระไตรปิฎก.... สํ.สคา.(ไทย) ๑๕/๒๑๕/๓๑๓


อ้างอิง..
องฺ.สตฺตก.อ.(บาลี) ๓/๑๔/๑๖๑
องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๑๔/๑๖๑
องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๑๔/๑๖๒
องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๑๔/๑๖๒
องฺ.นวก.อ. ๓/๘-๑๐/๒๙๑, องฺ.ทสก.อ. ๓/๑๖/๓๒๒





ดังที่แสดงความคิดเห็นมา...ผมไม่ได้ขัดแย้งว่า..สิ่งที่ท่านกล่าวมาผิด นะครับ และขอยืนยันด้วยว่า ถูกต้อง ๑๐๐ %




แต่ผมกำลังอธิบายว่า...สิ่งที่ผมเสนอมาก็เป็นอีกหนทางหนึ่งในการปฏิบัติ เพื่อบรรลุมรรค ผล นิพพาน เช่นกัน...ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ไม่ปฏิเสธ..และมีที่อ้างอิงชัดเจน

...แต่ท่านกำลังทำทุกวิถีทาง..เพื่อให้เห็นว่าสิ่งที่ผมอธิบายมา ผิดโดยสิ้นเชิง...

ไม่ทราบว่าผมเข้าใจถูกหรือเปล่า..??



และถ้าท่านต้องการพิสูจน์ในสิ่งที่ผมอธิบาย...

ผมขอท้าทายว่า...ถ้าท่านปฏิบัติอย่างที่ผมบอกทุกประการ ตั้งแต่จิตแรกที่ตื่นนอน จนถึง จิตสุดท้ายที่หลับ...ภายใน ๑ เดือน ....ท่านจะได้พบกับสภาวะของวิปัสสนูปกิเลส( ๑๐ ประการ)ในสัมมสนญาณ อย่างน้อย ๓ ประการ ..ที่แน่ ๆ คือ ขณะนั่งจะรู้สึกสว่างเหมือนแสงสปอดไลฟ์มาส่องหน้า....

ผมขอท้ายทายด้วยควารจริงใจครับ....

(คนจริง อย่างนี้อยากพ้บมานานแล้ว)




แต่ผมกำลังอธิบายว่า...สิ่งที่ผมเสนอมาก็เป็นอีกหนทางหนึ่งในการปฏิบัติ เพื่อบรรลุมรรค ผล นิพพาน เช่นกัน...ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ไม่ปฏิเสธ..และมีที่อ้างอิงชัดเจน

...แต่ท่านกำลังทำทุกวิถีทาง..เพื่อให้เห็นว่าสิ่งที่ผมอธิบายมา ผิดโดยสิ้นเชิง...

ไม่ทราบว่าผมเข้าใจถูกหรือเปล่า..??

พระมหาประเสริฐ มนฺตเสวี - 202.28.111.17 [14 พ.ค. 2551 15:49 น.] คำตอบที่ 8


มีคำถามที่ต้องการถามต่อครับ
1.ขณะเจริญวิปัศศนาตามแนวทางที่ท่านแนะนำนั้น จิตสงัดจากกามสงัดจากอกุศลด้วยหรือไม่ครับ ?
2.ที่ท่านกล่าวว่า.....สิ่งที่ผมเสนอมาก็เป็นอีกหนทางหนึ่งในการปฏิบัติ เพื่อบรรลุมรรค ผล นิพพาน เช่นกัน...ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ไม่ปฏิเสธ..และมีที่อ้างอิงชัดเจน.....ตรงนี้เป็นหนทางของใครครับ ?
3.ที่ท่านกล่าวว่า...แต่ท่านกำลังทำทุกวิถีทาง..เพื่อให้เห็นว่าสิ่งที่ผมอธิบายมา ผิดโดยสิ้นเชิง...
ไม่ทราบว่าผมเข้าใจถูกหรือเปล่า..??
......ตรงนี้ผมกระทำในวิถีทางใดมาบ้างแล้วครับ ?
4.การเจริญวิปัสสนาแบบไม่เอาฌานตามที่ท่านนำเสนอมานั้นมรรคมีองค์ 8 เกิดขึ้นครบถ้วนได้อย่างไรครับ ?
5. ถ้าวิถีทางที่ท่านนำเสนอมานั้นท่านคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องทางหนึ่งแล้วไซร้ ขอความเมตตาจากท่านพระมหาเปรียญ ฯ ตอบคำถามที่ผมได้ถามไว้ให้ผมคลายข้อสงสัยด้วยนะครับ
เพราะที่ถามไปท่านยังไม่ได้ตอบผมเลยครับ

ขอขอบพระคุณในคำตอบเป็นการล่วงหน้าครับท่านพระมหาเปรียญ ฯ


เจริญในธรรมครับ


อภิปัญโญ ภิกขุ





และถ้าท่านต้องการพิสูจน์ในสิ่งที่ผมอธิบาย...

ผมขอท้าทายว่า...ถ้าท่านปฏิบัติอย่างที่ผมบอกทุกประการ ตั้งแต่จิตแรกที่ตื่นนอน จนถึง จิตสุดท้ายที่หลับ...ภายใน ๑ เดือน ....ท่านจะได้พบกับสภาวะของวิปัสสนูปกิเลส( ๑๐ ประการ)ในสัมมสนญาณ อย่างน้อย ๓ ประการ ..ที่แน่ ๆ คือ ขณะนั่งจะรู้สึกสว่างเหมือนแสงสปอดไลฟ์มาส่องหน้า....

ผมขอท้ายทายด้วยควารจริงใจครับ....

(คนจริง อย่างนี้อยากพ้บมานานแล้ว)

พระมหาประเสริฐ มนฺตเสวี - 202.28.111.17 [14 พ.ค. 2551 15:59 น.] คำตอบที่ 9



ขอถามเพิ่มเติมครับ
.สภาวะของวิปัสสนูปกิเลส( ๑๐ ประการ)ในสัมมสนญาณ....

1.วิปัสสนูปกิเลส( ๑๐ ประการ) มีอะไรบ้างครับ ?
2.สัมมสนญาณ....คืออะไรครับ ?
3.คนที่เจริญวิปัสสนาตามวิถีทางที่ท่านแนะนำมาโดยไม่มีฌาน ไม่มีเจโตปริยญาณ เขาสามารถรู้จักจิตแรกจนกระทั่งจิตสุดท้ายได้อย่างไรครับ ?
4.ขอขอบคุณที่ท่านให้เกียรติกล่าวว่า.....ผมขอท้ายทายด้วยควารจริงใจครับ....
....(คนจริง อย่างนี้อยากพบมานานแล้ว)...



ผมก็ขอขอบคุณด้วยใจจริงเช่นกันครับ ที่มีโอกาสได้สนทนาธรรมกับบัณฑิตผู้ทรงภูมิรู้ระดับมหาเปรียญ ฯ ครับ ยังไง ๆ ก็ขอความกรุณาสละเวลาแสดงธรรมตอบคำถามเพื่อประโยชน์แก่ผู้อ่านในเว็ปนี้ให้ครบถ้วนทุกคำถามด้วยนะครับ


เจริญในธรรมครับ



ขอความกรุณา สละเวลาสักนิด อ่านตรงนี้กันสักหน่อยเถอะครับ แม้จะยาวแต่ขอให้อ่าน

ข้อขัดแย้งในคำสอนของครูบาอาจารย์
สาเหตุที่ผู้ศึกษามักพบข้อขัดแย้งมากมาย

คำสอนของพระพุทธเจ้าและครูบาอาจารย์ผู้ปฎิบัติชอบทั้งหลายนั้น ควรพิจารณาสิ่งที่ได้อ่านโดยแยบคายด้วยใจที่เปิดกว้าง อะไรที่ยังไม่เชื่อก็ยังไม่ควรปฎิเสธ เห็นว่าสิ่งใดยังขัดแย้งก็ให้วางใจเป็นกลางไว้ก่อนหากว่าตนเองยังพิสูจน์ไม่ได้ ยกเว้นแต่เสียว่าเมื่อพิจารณาโดยแยบคายแล้วเห็นว่าขัดกับคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยสิ้นเชิง ดังเช่นกรณีธรรมกาย

และเมื่อได้ศึกษาหากยิ่งได้เคยเจริญสติ ปฏิบัติวิปัสสนา ในแนวทางที่ถูกต้อง จนปล่อยวางความเห็นผิดได้บ้าง ก็จะยิ่งเห็นได้ว่า คำสอนของครูบาอาจารย์ผู้ปฎิบัติชอบทั้งหลายนั้น พยายามชี้ไปสู่สิ่งเดียวกัน

ก็จะเห็นว่าจริงๆแล้วมิได้มีอะไรที่ขัดแย้งกันเลย สิ่งที่เราเคยคิดว่าขัดแย้งกัน ก็พบว่ามีเพียงใจเราเองนั่นแหละที่เข้าไปแย้ง


ครูบาอาจารย์ทุกท่านเมื่อได้พบธรรมอันเดียวกันกับพระพุทธเจ้า ท่านก็ย่อมนำพาให้เพื่อนมนุษย์ที่เหลือได้เห็นด้วยวิธีการที่ท่านเห็นว่าเหมาะที่สุด
หากแต่ว่าแต่ละท่านสอนต่างคนต่างกรรมต่างเวลาต่างวาระต่างเหตุต่างปัจจัย ดังนั้นจึงเป็นไปได้แน่นอนว่าย่อมมีคนเอาไปตีความในทางที่ขัดแย้งกัน


ไม่ว่าจะเป็นคำสอนของครูบาอาจารย์ทางเถรวาท ของ หลวงปู่มั่น, หลวงปู่ดุลย์, หลวงพ่อชา, พลวงพ่อเทียน, หลวงพ่อปราโทย์, ท่านพุทธทาส, ฯลฯ
หรือจะเป็นคำสอนตามแนวเซ็น ของท่าน เว่ยหล่าง, ฮวงโป ฯลฯ หรือจะเป็นคำสอนตามแนววัชรยานแห่งธิเบต ก็ตาม
แม้แต่ละคำสอนจะแตกต่างกันในบางส่วน แต่ทุกคำสอนก็มีจุดร่วมเดียวกัน ล้วนแล้วแต่ชี้นำให้บุคคลในวัฎฎสงสารเข้าถึงสภาวะความเป็นพุทธะอย่างแท้จริงเช่นเดียวกัน
ธรรมที่แท้นั้นเป็นหนึ่งเดียว ไร้ข้อขัดแย้ง ส่วนธรรมที่เขียนเป็นคำพูดและข้อเขียนเป็นเพียงสมมติบัญญัติ หากยึดถือในสมมติบัญญัติ ย่อมสามารถก่อให้เกิดความขัดแย้งและข้อโต้เถียงได้มากมาย

ผู้ที่ยึดมั่นถือมั่นในบางส่วน เพ่งเล็งแต่ข้อขัดแย้ง และปิดใจต่อส่วนอื่นโดยสิ้นเชิง ย่อมเจริญเติบโตในทางธรรมได้โดยยาก
ผู้ที่เปิดใจรับในทุกส่วน ยอมรับเอาสิ่งดีๆของทุกส่วนมาพิจารณาร่วมกัน ย่อมเจริญเติบโตในทางธรรมได้โดยง่าย





.....






บางคนฟังเมื่อได้ฟังคำสอนของครูบาอาจารย์บางท่านด้วยความไม่แยบคาย เข้าใจผิดในสิ่งที่ท่านต้องการสื่อ และหากผู้นั้นกำลังยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดอยู่ หากเข้าใจผิดไปในทางที่แย้งกับสิ่งที่ตนเองยึดมั่น ก็จะเกิดอคติ โกรธเกลียดชิงชังไม่ชอบใจในครูบาอาจารย์ท่านนั้น

หากจะยกตัวอย่างสมัยพุทธกาาล
พระเทวทัตนั้นยึดมั่นถือมั่นว่า ภิกษุต้องไม่ฉันเนื้อและปลา
แต่เมื่อถูกพระพุทธเจ้าปฏิเสธสิ่งที่ตนยึดมั่น ก็มีอคติเกิดชิงชังในพระพุทธเจ้า
คำสอนอันดีงามมากมายของท่านไม่อยู่ในสายตาอีกแล้ว กลับเพ่งเล็งแต่จำเพาะคำพูดที่ไม่ลงรอยกับความยึดมั่นของตน บ่มเพาะความเกลียดชังขึ้นมาในใจตนเอง


หากจะให้ยกตัวอย่างในยุคสมัยปัจจุบัน

ผู้ที่ยึดมั่นในปริยัติ เมื่อได้ยินหลวงตากล่าวว่า "ภาคปริยัตินี้ถ้าไม่เรียนเพื่อปฏิบัติ มันก็เป็นภาคส่งเสริมกิเลสไปในตัว"
หากตีความโดยแยบคายสักนิด ก็จะเห็นว่าท่านไม่ได้ปฎิเสธปริยัติโดยแม้แต่น้อย
แต่ด้วยความยึดมั่นอย่างรุนแรงในปริยัติ จึงโดนกิเลสครอบงำปลุกปั่นให้เกิดอคติต่อหลวงตา คำสอนอันดีงามมากมายของท่านไม่อยู่ในสายตาอีกแล้ว กลับเพ่งเล็งแต่จำเพาะคำพูดที่ไม่ลงรอยกับความยึดมั่นของตน บ่มเพาะความเกลียดชังขึ้นมาในใจตนเอง

ผู้ที่ยึดมั่นถือมั่นในสวรรค์นรก
เมื่อได้ยินคำสอนพุทธทาสว่า "เรื่องสวรรค์นรกที่เป็นรูปธรรมท่านบอกอย่าเพิ่งสนใจ ให้สนใจสวรรค์นรกในใจตัวเองก่อน"
ก็ตีความด้วยความไม่แยบคายของตนว่าท่านปฏิเสธสวรรค์นรก เกิดอคติในตัวท่าน
เพ่งเล็งแต่จำเพาะคำพูดที่ไม่ลงรอยกับความยึดมั่นของตน คำสอนอันดีงามมากมายของท่านไม่อยู่ในสายตาอีกแล้วบ่มเพาะความเกลียดชังขึ้นมาในใจตนเอง

เมื่อได้ยินคำสอนในแนวที่ว่า "ข้างบนข้างล่างนี้คือความหลอกลวงของ Gravity ของโลก เพราะโลกนั้นกลม ฉะนั้นเลิกมันได้แล้ว เรื่องสวรรค์ข้างบนนรกข้างล่างนี้ มันเป็นเรื่องที่เลิกกันได้แล้ว"
ก็รีบชิงตีความด้วยความไม่แยบคายของตนว่าท่านปฏิเสธสวรรค์นรก แต่หากไต่ตรองดูดีๆแล้ว จะพบว่าตัวเราเองที่กำลังหลงผิดไปเอง ว่านรกสวรรค์ ต้องมี "บน" หรือ "ล่าง"

คำสอนในทำนองนี้และการเข้าใจตีความผิดๆของผู้ที่ขัดแย้งยังมีอยู่อีกมากมาย เกิดขึ้นได้กับคำสอนของครูบาอาจารย์ทุกท่านและพระพุทธเจ้าทุกองค์



ท่านพุทธทาสมักจะใช้คำพูดที่ถูกจริตผู้ที่เชื่อในเหตุผลและหลักการทางวิทยาศาสตร์ ชักนำคนเหล่านั้นเข้ามาศึกษาพุทธศาสนาจริงจังอย่างมากมาย

แต่ก็เรียกได้ว่าคำสอนของท่านนั้นตีแสกกลางหน้าผู้ที่ที่ไม่แยบคายในการตีความและยังยึดมั่นถือมั่นในอภิธรรมในสวรรค์นรกแบบสุดโต่ง

เมื่อเอาอภิธรรมเอาสวรรค์นรกเป็นสรณะ ความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งเหล่านั้นกลับยิ่งพอกพูนกิเลส อัตตา ของตน

เอาศาสนาพุทธที่ศึกษามาเป็นเครื่องมือในการอวดดี ถกเถียง โต้แย้งกัน และหลงผิดไปต่อต้านพระผู้สอนดีแล้ว




.....





ครูบาอาจารย์ผู้ปฎิบัติชอบทั้งหลายท่านพยามนำพาให้เพื่อนมนุษย์หลุดพ้นจากความยึดมั่นถือมั่น ปล่อยวางความเห็นผิดในกายในใจของตน หลุดพ้นจากวัฏฏสงสาร
แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ยึดมั่นถือมั่นในบางสิ่งจนเกินเหตุกลับพยายามต่อต้านคำสอนของครูบาอาจารย์ผู้ปฎิบัติชอบ จนยากที่จะปล่อยวางและหลุดพ้นจากวัฏฏสงสาร





.....





เหตุที่ผมตั้งกระทู้นี้ เพราะเห็นการถกกระทู้ในหลายๆกระทู้นั้นมีผู้พลั้งไปต่อว่าครูบาอาจารย์ผู้ปฎิบัติชอบ

ผมเข้าใจดีว่า ผู้ทำนั้นทำด้วยศรัทธาในพระศาสนา และเชื่อว่าตนเองได้ทำในสิ่งที่ดีแล้ว
แต่เมื่อกลับมาดูมุมมองของพระเทวทัต ท่านก็คงเห็นว่าสิ่งที่ท่านเสนอนั้นเป็นสิ่งที่ดีแล้ว ภิกษุต้องปฎิบัติตามกฎอันเคร่งครัดที่ท่านเสนอ ด้วยความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนั้น ท่านจึงกล่าวโทษพระพุทธเจ้า และก่อการทำให้สงฆ์แตกแยก


การตั้งใจทำสิ่งที่ดี ถ้าไม่แยบคายในสิ่งที่ตัวเองทำ ก็สามารถหลงผิดไปทำในสิ่งที่ผิดพลาดอย่างรุนแรงได้


เมื่อฟังครูบาอาจารย์แล้วมีบางสิ่งที่เราคลางแคลงใจ ไม่เชื่อ ตีความไม่ออก ตีความไม่ถูก ถ้าเราจะไม่เชื่อนั้นก็ไม่ผิด ผู้ฉลาดย่อมไม่เชื่อโดยง่าย
แต่ที่ผิดนั้นเพราะบางคนถูกกิเลสชักนำให้ไปเชื่อฟังอาจารย์ที่ยึดมั่นถือมั่นในทางสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เข้ากับตน ถูกชี้นำให้มีอคติเกลียดชังครูบาอาจารย์ผู้ปฎิบัติชอบ
ผู้นั้นก็จะกลายเป็นเครื่องมือในการก่อกรรมทำเข็ญให้เกิดความเข้าใจผิดและแตกแยกในหมู่นักปฎิบัติธรรมไปโดยปริยาย

จากที่ผมตามอ่านจากหลายๆกระทู้ในลานธรรมเห็นว่า คนที่มักจะต่อว่าครูบาอาจารย์ผู้ปฎิบัติชอบนั้นจะเป็นผู้มีมานะทิฐฎิสูงมาก เมื่อใครกล่าวแนะนำสิ่งใดในทางที่ไม่ได้สนับสนุน(แม้จะไม่ได้ต่อต้าน) ก็จะไม่นำสิ่งเหล่านั้นมาพิจารณาเลย จะหาแหล่งข้อมูลมาต่อต้านทั้งหมด และมักจะไม่แยบคายในการทำความรับรู้ในประเด็นที่ผู้อื่นพยายามจะนำเสนอหรือชี้ให้เห็น

คนเหล่านั้นรู้สึกไม่พอใจ เมื่อคนอื่นไม่เชื่อสวรรค์นรก ก็โกรธ
เมื่อคนอื่นไม่ตอบรับว่ามี(แต่ไม่ปฎิเสธ) ก็ไม่พอใจ พยายามบังคับให้ผู้อื่นเชื่อตามตน หรือบางทีก็แย้งว่าไม่เชื่อก็ไม่ควรปฎิเสธ
แต่ตัวเองกลับไม่เชื่อเมื่อมีใครกล่าวว่าพระบางท่านเป็นผู้ปฎิบัติชอบ นอกจากไม่เชื่อแล้วยังทำการปฎิเสธ ไปจนถึงต่อต้านกล่าวโทษในทางที่ไม่ดี





.....





สิ่งที่ผมกล่าว อาจทำให้ใครบางคนโกรธ ไม่ชอบใจ
ถ้าหากคุณอ่านแล้วรู้สึกโกรธ ไม่ชอบใจ ก็ขอให้ดูอาการไม่ชอบใจที่กำลังเกิดขึ้นในร่างกายและจิตใจของคุณ

ตัวผมเองไม่ได้คิดว่าจะสั่งสอนคุณ และไม่คิดว่าตัวเองสูงส่งกว่าคุณ แต่ผมอยากช่วยตักเตือนแนะนำคุณในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง เพื่อนที่นับถือพุทธศาสนาเหมือนกัน
ตัวคุณเองก็คงศึกษาพุทธศาสนามามาก และ คงอยากช่วยเหลือผู้อื่น และตั้งใจทำในสิ่งที่ถูกต้อง

ถ้าคุณเพียงแต่เปลี่ยนมุมมองเพียงเล็กน้อย เปิดใจสักหน่อย
ธรรมใดๆหรือการปฎิบัติใดๆที่ทำให้ท่านยึดมั่นถือมั่นมากขึ้น ทำให้เกิดความโกรธความเกลียดความขัดแย้งในใจมากขึ้น ก็ให้ละการคำนึงถึงธรรมนั้นไปก่อน
ธรรมใดๆหรือการปฎิบัติใดๆที่ทำให้ท่านปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น ทำให้เกิดความสงบ ร่มเย็น ขึ้นในใจ ก็ขอให้น้อมนำธรรมนั้นมาสู่ตนให้มาก

หากลองเปลี่ยนแปลงก็จะเป็นผลดีแก่คุณเอง
คุณจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ก็สุดแท้แล้วแต่คุณ
ถ้าไม่เปลี่ยนผมก็เห็นว่าเป็นไปตามธรรมดาโลก ถ้าเปลี่ยนผมก็อนุโมธนาด้วย



nonarav ที่มา ลานธรรมเสวนา





พระอริยที่เป็นสุกขวิปัสสกบุคคล เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ปัญญาวิมุตติมีจำนวนมากกว่าพระอริยที่เป็นฌานลาภีบุคคล เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เจโตวิมุตติ นั้นมากมาย ดังใน สังยุตตพระบาลี แสดงไว้ว่า

อิเมสํ หิ สารีปุตฺต ปญฺจนฺนํ ภิกฺขุสตานํ สฎฺฐิ ภิกฺขู เตวิชฺชา สฏฺฐิ ภิกขู ฉฬาภิญฺญา สฏฺฐิ ภิกฺขู อุภโตภาควิมุตฺตา อถ อิตเร ปญฺญาวิมุตฺตา

ดูกร สารีบุตร ในพระภิกษุ ๕๐๐ องค์, ๖๐ องค์ เป็นเตวิชชบุคคล, ๖๐ องค์เป็นฉฬาภิญญาบุคคล, ๖๐ องค์เป็นอุภโตภาควิมุตติบุคคล เหลือนอกนั้นทั้งหมดเป็นปัญญาวิมุตติบุคคล

อ้างอิง .... สํ.สคา.(ไทย) ๑๕/๒๑๕/๓๑๓




หลักการเจริญวิปัสสนานั้น แม้ผู้ปฏิบัติจะมีสมาธิในระดับใดก็ตาม ก็สามารถนำมาเป็นเครื่องมือในการเจริญวิปัสสนาได้ แม้แต่จิตที่สงบชั่วขณะ (ขณิกสมาธิ) ก็สามารถนำมาเป็นพื้นฐานเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานได้ ดังที่ท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์มูลปัณณาสฎีกา ว่า “ น หิ ขณิกสมาธึ วินา วิปสฺสนา สมฺภาวติ ” แปลว่า หากขาดขณิกสมาธิ วิปัสสนาก็เกิดไม่ได้ คือ ต้องอาศัยขณิกสมาธิเป็นบาทจึงจะเจริญวิปัสสนาได้

สุกขวิปัสสกบุคคล คือ ผู้ที่ไม่ได้ฌานก่อน เริ่มเจริญวิปัสสนากำหนดพิจารณารูปนามที่ปรากฏเฉพาะหน้าเลย โดยใช้สมาธิระดับขณิกเพียงเท่านั้น


พระมหาประเสริฐ มนฺตเสวี - 202.28.111.17 [14 พ.ค. 2551 12:41 น.] คำตอบที่ 4

ชอบกระทู้นี้จริงๆ จ้า....สาธุ ๆ ๆ

ขณิกสมาธิ = สมาธิแบบชาวบ้านที่ธรรมด๊า ธรรมดาจ้า....
สรุป แค่คิดดีก็สำเร็จมรรคผลได้จ้า...อะ อะ อะ อะ




...แต่ท่านกำลังทำทุกวิถีทาง..เพื่อให้เห็นว่าสิ่งที่ผมอธิบายมา ผิดโดยสิ้นเชิง...

ไม่ทราบว่าผมเข้าใจถูกหรือเปล่า..??

พระมหาประเสริฐ มนฺตเสวี - 202.28.111.17 [14 พ.ค. 2551 15:49 น.] คำตอบที่ 8

วิถีทางที่พระมหาประเสริฐ มนฺตเสวีศึกษาปฏิบัติมานั้นสวนทางกับการปฏิบัติไปตามแนวแห่งมรรคมีองค์ 8 เจ้าค่ะ จึงกล่าวได้ว่าวิถีทางนี้ผิดโดยสิ้นเชิงเจ้าค่ะ เพราะปฏิบัติคัดค้านคำสอนของพระพุทธเจ้าเจ้าค่ะ.



ผมขอท้ายทายด้วยควารจริงใจครับ....

(คนจริง อย่างนี้อยากพบมานานแล้ว)

พระมหาประเสริฐ มนฺตเสวี - 202.28.111.17 [14 พ.ค. 2551 15:59 น.] คำตอบที่ 9

เห็นท้าทายด้วยวิถีทางนี้มาหลายสิบปีแล้วเจ้าค่ะ ไม่เวิ๊คเจ้าค่ะ
ถ้าเป็นทางเจริญวิปัสสนาที่ถูกต้องเป็นทางตรงจริงตามราคาคุยของสะยาดอจากพม่า ป่านนี้พระอริยะบุคคลคงเต็มบ้านเต็มเมืองแล้วเจ้าค่ะ

เพราะพระและเณรนิสิตที่บวชและศึกษาระดับปริญญาจาก มหาวิทยาลัยมหาจุฬา ฯ สำเร็จการศึกษาด้วยการเจริญวิปัสสนาตามวิถีทางของท่านพระมหาประเสริฐ มนฺตเสวี นี้แล้วลาสิกขาบทไปครองเรือนพอกพูนกิเลสเสียมากกว่า 90 เปอร์เซ็น ส่วนที่เหลืออยู่ไม่ลาสิกขาบทก็เป็นประเภทสูงอายุทั้งนั้นแล้วเจ้าค่ะ

ตัวเลขมันฟ้องเจ้าค่ะ ไม่กล้ารับคำท้าเจ้าค่ะ ผิดทางชัวร์ 100 %


เจริญในธรรมเจ้าค่ะ.



พระศาสดาของผมเป็นชาวอินเดียครับ พระองค์ตรัสไว้ว่า

ทน.โต เสฏ.โฐ มนุส.เสสุ

( ทันโต เสฏโฐ มะนุสเสสุ )

ในหมู่มนุษย์ คนที่ฝึกแล้วประเสริฐสุด





เอามาจากบล็อคนี้ของท่านพระมหาเปรียญ ฯลฯ ครับ
http://www.tlcthai.com/club/view_topic.php?club=buddhism&club_id=1278&table_id=1&cate_id=788&post_id=10257


แต่พอวันที่ ๓ เป็นต้นไป รู้สึกเสมือนว่าตนเองกำลังถูกจับทรมานให้เจ็บปวดอย่างช้า ๆ ค่อย ๆ ปวดแรงขึ้นๆ โดยเฉพาะที่ศีรษะ มันบีบรัดจนมึนงงไปหมด กำหนดอะไรก็ไม่ชัดเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างมาบังเอาไว้หรืออารมณ์ที่จะกำหนดอยู่ไกลมากๆ จนแทบมองไม่เห็น ยิ่งพยายามกำหนดให้ชัด อาการบนศีรษะก็ยิ่งบีบรัดแรงขึ้น ๆ พอส่งจิตดูอาการปวดบนศีรษะก็ยิ่งปวดจนงง มีเส้นประสาทกระตุกเจ็บเป็นระยะ จากนั้นอาการทั้งหมดมารวมเป็นจุดเดียวกันที่หน้าผาก รู้สึกเจ็บๆ เสียวๆ ตามรากผม ยิ่งกำหนดคอก็เริ่มสั่น กล้ามเนื้อกระตุก รู้สึกว่าหน้าบูดเบี้ยวไม่เป็นรูปร่าง มึนงงจนไม่รู้ว่าตนเองนั่งอยู่ท่าไหน รู้สึกเหมือนตนเองนั่งเอาศีรษะลง ยิ่งกำหนดเข้าไปอีก ยิ่งรู้สึกเหมือนมีเข็มแทงอยู่ที่กลางหน้าผาก บางครั้งเหมือนมีน้ำเย็นๆฉีดใส่หน้าผากอย่างแรงอยู่ตลอดเวลา ทำให้ต้องนั่งเงยหน้า แล้วคอก็เริ่มสั่นแรงขึ้น ๆ ........

ให้กำหนดตั้งแต่จมูกหรือคอลงมา และกำหนดเร็วๆ ไม่ต้องจดจ่อมาก" จึงนำความไปเรียนสยาดอ ท่านก็ไม่คัดค้าน หลังจากนั้นการกำหนดอารมณ์ต่าง ๆ ค่อย ๆ ดีขึ้น กำหนดได้ชัดและสะดวกขึ้น ทั้งๆที่อาการปกคลุมบนศีรษะก็ยังมีอยู่ แต่ไม่ใส่ใจ พยายามส่งจิตไปกำหนดอารมณ์อื่น แบบถี่ ๆ เร็วๆ แรงๆ เพื่อไม่ให้จิตไปรับรู้อาการบนศีรษะ นาน ๆ อาการบนศีรษะจึงจะรุนแรงทำให้มึนงงขึ้นมาสักครั้งหนึ่ง แต่พอดวงอาทิตย์เริ่มลับแสงความมืดเข้าปกคลุม นั่งสมาธิรู้สึกเหมือนถูกฉาบทาไว้ด้วยความมืดมิด งงๆ เคว้งคว้าง จับอารมณ์กำหนดแทบไม่ได้เลย เหมือนถูกขังในคุกมืดมาเป็นร้อยๆปี พอไปสอบอารมณ์ช่วงเช้า จึงขอเปลี่ยนเวลาสอบเป็นช่วงค่ำ เพื่อจะได้ไม่ต้องนั่งสมาธิช่วงค่ำ

พระมหาประเสริฐ ( guest )
2008-03-09 13:56:08


นี่เป็นตัวอย่างการเริ่มต้นวิปัสสนาที่ผิดพลาดผิดทางของท่านพระมหาประเสริฐ เพราะเริ่มต้นปฏิบัติด้วยจิตที่เป็นอกุศลเป็นมิจฉาทิฏฐิ คือมีกามราคะในนามรูปติดยึดในกายสังขาร ฟุ้งซ่านไปตามนามรูป ผลที่ได้คือทุกข์ ทั้งหลายประดังเข้ามาด้วย อกุศลวิบากในขณะนั้น

ผมก็ขอฝากบอกสยาดอ(ภัททันตะวิโรจนะ) และหลวงพ่อพระพรหมโมลี ผ่านท่านพระมหาประเสริฐ มนฺตเสวี ด้วยนะครับว่าพวกท่านกำลังเดินผิดทาง และกำลังนำลูกศิษย์นับหมื่นนับแสนให้เดินผิดทางกันด้วยครับ

ถ้าการปฏิบัติเราไม่ใช้พระไตรปิฎกในการปฏิบัติ แล้วเราจะมีพระไตรปิฎกไว้ทำไม ?
มีพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากันไว้ทำไม ?
วันนี้พวกท่านคิดค้นวิธีการนี้มา วันต่อไปพวกโน้นคิดค้นวิธีการโน้นมา แล้วพระพุทธศาสสนาจะมีอะไรเป็นปทัฏฐานกันละครับ ?

มจร.ของพวกท่านสอนอย่างหนึ่ง ธรรมกายสอนอย่างหนึ่ง สันติอโศกสอนอย่างหนึ่ง สำนักปลุกเสกของขลังก็สอนอย่างหนึ่ง ภิกษุประเภททรงเจ้าก็สอนอย่างหนึ่ง ฯลฯ
ความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาวพุทธจะเกิดได้อย่างไรครับ ?


วิธีปฏิบัติที่ถูกต้องเขาปฏิบัติกันอย่างนี้ครับ.

[๑๒๕] ภิกษุนั้นประกอบด้วยศีลขันธ์ อินทรียสังวร สติสัมปชัญญะและสันโดษอัน
เป็นอริยะเช่นนี้แล้ว ย่อมเสพเสนาสนะ อันสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ
ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง ในกาลภายหลังภัต เธอกลับจากบิณฑบาตแล้ว นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า
เธอละความเพ่งเล็งในโลก มีใจปราศจากความเพ่งเล็งอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความเพ่งเล็งได้
ละความประทุษร้ายคือพยาบาท ไม่คิดพยาบาท มีความกรุณาหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความประทุษร้ายคือ พยาบาทได้
ละถีนมิทธะแล้ว เป็นผู้ปราศจากถีนมิทธะ มีความกำหนดหมายอยู่ที่แสงสว่าง มีสติสัมปชัญญะอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะได้
ละอุทธัจจะกุกกุจจะแล้ว เป็นผู้ไม่ ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบ ณ ภายในอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอุทธัจจะกุกกุจจะได้ ละวิจิกิจฉาแล้ว เป็นผู้ข้ามวิจิกิจฉา ไม่มีความคลางแคลงในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จาก วิจิกิจฉาได้


รูปฌาน ๔
[๑๒๗] เมื่อเธอพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ เหล่านี้ ที่ละได้แล้วในตน ย่อมเกิดปราโมทย์
เมื่อปราโมทย์แล้วย่อมเกิดปีติ
เมื่อมีปีติในใจ กายย่อมสงบ
เธอมีกายสงบแล้วย่อมได้เสวยสุข
เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น.
เธอสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เธอทำกายนี้แหละให้ชุ่มชื่นเอิบอิ่มซาบซ่านด้วยปีติและสุขเกิดแต่วิเวก ไม่มีเอกเทศไหน ๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว ที่ปีติและสุขเกิดแต่วิเวกจะไม่ถูกต้อง

ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนพนักงานสรงสนาน หรือลูกมือพนักงานสรงสนานผู้ฉลาด
จะพึงใส่จุรณ์สีตัวลงในภาชนะสำริด แล้วพรมด้วยน้ำ หมักไว้ ตกเวลาเย็นก้อนจุรณ์สีตัวซึ่งยาง ซึมไปจับติดกันทั่วทั้งหมด ย่อมไม่กระจายออก ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล ทำกายนี้แหละให้ ชุ่มชื่นเอิบอิ่มซาบซ่านด้วยปีติและสุขเกิดแต่วิเวก ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว ที่ปีติและสุขเกิดแต่วิเวกจะไม่ถูกต้อง ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ.

[๑๒๘] ดูกรมหาบพิตร อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุทุติยฌานมีความผ่องใสแห่งจิต
ในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะวิตก วิจารสงบไป ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุข
เกิดแต่สมาธิอยู่ เธอทำกายนี้แหละ ให้ชุ่มชื่นเอิบอิ่มซาบซ่าน ด้วยปีติและสุขเกิดแต่สมาธิ
ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว ที่ปีติและสุขเกิดแต่สมาธิจะไม่ถูกต้อง.
ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนห้วงน้ำลึกมีน้ำปั่นป่วน ไม่มีทางที่น้ำจะไหลมาได้ ทั้งในด้านตะวันออก ด้านใต้ ด้านตะวันตก ด้านเหนือ ทั้งฝนก็ไม่ตกเพิ่มตามฤดูกาล แต่สายน้ำเย็นพุขึ้นจากห้วง น้ำนั้นแล้ว จะพึงทำห้วงน้ำนั้นแหละให้ชุ่มชื่นเอิบอาบซาบซึมด้วยน้ำเย็น ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งห้วงน้ำนั้นทั้งหมด ที่น้ำเย็นจะไม่พึงถูกต้องฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล ย่อมทำกายนี้แหละ ให้ชุ่มชื่นเอิบอิ่มซาบซ่านด้วยปีติและสุขเกิดแต่สมาธิ ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว ที่ปีติและสุขเกิดแต่สมาธิจะไม่ถูกต้อง ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ.

[๑๒๙] ดูกรมหาบพิตร อีกประการหนึ่ง ภิกษุมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุข
ด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌาน ที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่าผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข เธอทำกายนี้ให้ชุ่มชื่นเอิบอิ่มซาบซ่านด้วยสุขอันปราศจากปีติ ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัวที่สุขปราศจากปีติจะไม่ถูกต้อง ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนในกอบัวขาบ ในกอบัวหลวง หรือในกอบัวขาว ดอกบัวขาบ ดอกบัวหลวง หรือดอกบัวขาว บางเหล่าซึ่งเกิดในน้ำ เจริญในน้ำ ยังไม่พ้นน้ำ จมอยู่ในน้ำ น้ำหล่อเลี้ยงไว้ ดอกบัวเหล่านั้น ชุ่มชื่นเอิบอาบซาบซึมด้วยน้ำเย็นตลอดยอด ตลอดเง่า ไม่มีเอกเทศไหน ๆ แห่งดอกบัวขาบ ดอกบัวหลวง หรือดอกบัวขาว ทั่วทุกส่วน ที่น้ำเย็นจะไม่พึงถูกต้อง ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล ย่อมทำกายนี้แหละให้ชุ่มชื่นเอิบอิ่มซาบซ่านด้วยสุขปราศจากปีติ ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว ที่สุขปราศจากปีติจะไม่ถูกต้อง ดูกรมหาบพิตร นี้แหละ สามัญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ.

[๑๓๐] ดูกรมหาบพิตร อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข
เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่
เธอนั่งแผ่ไปทั่วกายนี้แหละ ด้วยใจอันบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว ที่ใจอันบริสุทธิ์ผ่องแผ้วจะไม่ถูกต้อง ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงนั่งคลุมตัวตลอดศีรษะด้วยผ้าขาว ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายทุกๆ ส่วนของเขาที่ผ้าขาวจะไม่ถูกต้อง ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เธอนั่งแผ่ไปทั่วกายนี้แหละด้วยใจอันบริสุทธิ์ผ่องแผ้วไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว ที่ใจอันบริสุทธิ์ผ่องแผ้วจะไม่ถูกต้อง ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ.

วิชชา ๘
วิปัสสนาญาณ...วิชชาที่ ๑
[๑๓๑] ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อญาณทัสนะ ๑- เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า กายของเรานี้แล มีรูปประกอบด้วยมหาภูต ๒- ๔ เกิดแต่มารดาบิดา เติบโต ขึ้นด้วยข้าวสุกและขนมสดไม่เที่ยง ต้องอบ ต้องนวดฟั้น มีอันทำลายและกระจัดกระจายเป็นธรรมดาและวิญญาณของเรานี้ ก็อาศัยอยู่ในกายนี้ เนื่องอยู่ในกายนี้ ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือน แก้วไพฑูรย์อันงาม เกิดเองอย่างบริสุทธิ์ แปดเหลี่ยม นายช่างเจียระไนดีแล้ว สุกใสแวววาว สมส่วนทุกอย่าง มีด้ายเขียวเหลืองแดงขาวหรือนวลร้อยอยู่ในนั้น บุรุษมีจักษุจะพึงหยิบ แก้วไพฑูรย์นั้นวางไว้ในมือแล้วพิจารณาเห็นว่า แก้วไพฑูรย์นี้งาม เกิดเองอย่างบริสุทธิ์แปดเหลี่ยม นายช่างเจียระไนดีแล้ว สุกใสแวววาว สมส่วนทุกอย่าง มีด้ายเขียวเหลืองแดงขาวหรือนวลร้อยอยู่ในแก้วไพฑูรย์นั้นฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้ม น้อมจิตไปเพื่อญาณทัสนะ เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า กายของเรานี้แลมีรูป ประกอบด้วยมหาภูต ๔ เกิดแต่มารดาบิดา เติบโตด้วยข้าวสุกและขนมสด ไม่เที่ยง ต้องอบ ต้องนวดฟั้น มีอันทำลาย กระจัดกระจายเป็นธรรมดา และวิญญาณของเรานี้ก็อาศัยอยู่ในกายนี้ เนื่องอยู่ในกายนี้ ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็น ประจักษ์ข้อก่อนๆ ฯลฯ



สรุป.
ก่อนเริ่มเจริญวิปัสสนานั้น ผู้ปฏิบัติต้องเจริญสัมมาสมาธิให้บรรลุปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน เสียก่อนครับ

สำหรับคนใหม่ที่ไม่เคยฝึกสมาธิมาเลยจะทำให้ได้ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน
ใช้เวลาไม่เกิน 20 นาทีครับ ได้ฌานสมาบัติเพื่อเจริญวิปัสสนาแน่นอน.


ท่านพระมหาประเสริฐ มนฺตเสวี ไปปฏิบัติที่ท่าขี้เหล็กตั้ง 7 เดือนแต่ไม่ได้แม้แต่ปฐมฌานที่เป็นโลกียะมันเสียดายเวลาครับ

ปฏิบัติธรรมจนบรรลุมัคคผลและฌานสมาบัติใช้เวลาไม่นานหรอกครับ

พระธรรมเป็นอกาลิโก คือไม่เนื่องด้วยเวลาครับ แต่เนื่องด้วยมรรคมีองค์ 8 คือการปฏิบัติที่ถูกวิธี ถูกต้อง และถูกทางเท่านั้นครับ


จากบล็อคที่นำมา นี่คือความแตกต่างที่ชัดเจนว่าพระมหาเปรียญ ฯ ท่านเดินผิดทาง และสอนคนอื่นให้เดินผิดทาง
กุศลให้ผลเป็นสุขครับไม่ใช่ให้ผลเป็นทุกข์
วิปัสสนาเป็นกุศลธรรมต้องให้ผลเป็นสุขครับ
จึงจะเรียกว่าปฏิบัติมาได้ถูกต้อง ถูกทาง ถูกวิธี

ที่ถูกต้องต้องปฏิบัติอย่างนี้ครับ
...
เมื่อเธอพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ เหล่านี้ ที่ละได้แล้วในตน ย่อมเกิดปราโมทย์
เมื่อปราโมทย์แล้วย่อมเกิดปีติ
เมื่อมีปีติในใจ กายย่อมสงบ
เธอมีกายสงบแล้วย่อมได้เสวยสุข
เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น.
เธอสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน...ฯลฯ



ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่พระไตรปิฎกออนไลน์

http://www.tipitaka.com/tipitaka09.htm


เจริญในธรรมครับ


อภิปัญโญ ภิกขุ





ปฏิบัติแบบ สุทธวิปัสสนาครับ ...ปฏิบัติวิปัสสนาล้วน (ไม่ต้องให้ได้ฌานก่อน) ปฏิบัติวิปัสสนาได้เลย..โดยใช้สมาธิเพียงขั้นขณิกสมาธิ

อ่านรายละเอียด ..และหลักฐานอ้างอิงจากคัมภีร์ได้ที่นี่ครับ

http://www.tlcthai.com/club/list_topic.php?club=buddhism&club_id=1278&table_id=1&cate_id=788

coppy ไปวางได้เลยครับ....

พระมหาประเสริฐ มนฺตเสวี - 202.28.111.17 [14 พ.ค. 2551 12:28 น.] คำตอบที่ 3



ขอถวายความรู้ที่ถูกต้องแด่พระมหาประเสริฐ มนฺตเสวี เจ้าค่ะ

ขณิกสมาธิ
ตามที่พระมหาประเสริฐ มนฺตเสวี เรียนรู้และใช้เป็นวิถีทางในการเจริญวิปัสสนา
เป็นบริกรรมจิตของปุถุชนผู้ยังหนาแน่นด้วยกิเลส ญาณปัญญาเกิดในจิตแบบนี้ไม่ได้เจ้าค่ะ
เป็นจิตที่ไม่ใหญ่
เป็นจิตที่มีจิตอื่นยิ่งกว่า
เป็นจิตที่ไม่หลุดพ้น
มีกามราคะอันเกิดจากกามสัญญา มีนิวรณ์ 5 ครอบงำอยู่
จิตแบบนี้องค์ฌานคือสัมมาสมาธิไม่อาจเกิดขึ้นได้ องค์ธรรมที่เป็นกุศลอื่น ๆ ในมรรคมีองค์ 8 ก็เกิดขึ้นไม่ได้ การวิปัสสนาตามวิธีนี้ย่อมล้มเหลวไม่ได้ญาณปัญญาและมัคคผลใด ๆ เพราะจิตที่ใช้เป็นจิตด้อยคุณภาพ


การเจริญวิปัสสนาที่ถูกต้องถูกวิธีจึงต้องใช้ปฐมฌาน
แม้เป็นวิปัสสนาล้วนก็ต้องปฐมฌานเจ้าค่ะ ใช้ขณิกสมาธิคือกามวจรกุศลจิตไม่ได้เจ้าค่ะ เพราะไม่มีเอกคตารมณ์จิตไม่ตั้งมั่นเจ้าค่ะ
ส่วนปฐมฌานนั้น
เป็นจิตที่สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย
เป็นจิตที่ใหญ่
เป็นจิตที่ไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ( เมื่อเทียบกับอกุศลจิตและกามาวจรกุศลจิต หรือขณิกสมาธิ )
เป็นจิตที่หลุดพ้น
เป็นจิตที่หลุดพ้นด้วยองค์ฌานหรือองค์ธรรม


การเจริญวิปัสสนาที่ถูกต้องจึงต้องใช้ปฐมฌานเป็นบาทในการเจริญวิปัสสนาดังนี้เจ้าค่ะ.


โลกุตตรกุศลจิต
มรรคจิตดวงที่ ๑
[๑๙๖] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?
โยคาวจรบุคคล เจริญฌานเป็นโลกุตตระ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน
เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน เป็น
ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่ในสมัยใด
ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์
สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ มนินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัทธาพละ วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ หิริพละ โอตตัปปพละ อโลภะ อโทสะ อโมหะ อนภิชฌา อัพยาปาทะ สัมมาทิฏฐิ หิริ โอตตัปปะ กายปัสสัทธิ จิตตปัสสัทธิ กายลหุตา จิตตลหุตา กายมุทุตา จิตตมุทุตา กายกัมมัญญตา จิตตกัมมัญญตา กายปาคุญญตา จิตตปาคุญญตา กายุชุกตา จิตตุชุกตา สติ สัมปชัญญะ สมถะ วิปัสสนา ปัคคาหะ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น หรือนามธรรมที่อิงอาศัย เกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล







และถ้าท่านต้องการพิสูจน์ในสิ่งที่ผมอธิบาย...

ผมขอท้าทายว่า...ถ้าท่านปฏิบัติอย่างที่ผมบอกทุกประการ ตั้งแต่จิตแรกที่ตื่นนอน จนถึง จิตสุดท้ายที่หลับ...ภายใน ๑ เดือน ....ท่านจะได้พบกับสภาวะของวิปัสสนูปกิเลส( ๑๐ ประการ)ในสัมมสนญาณ อย่างน้อย ๓ ประการ ..ที่แน่ ๆ คือ ขณะนั่งจะรู้สึกสว่างเหมือนแสงสปอดไลฟ์มาส่องหน้า....

ผมขอท้ายทายด้วยควารจริงใจครับ....

(คนจริง อย่างนี้อยากพบมานานแล้ว)

พระมหาประเสริฐ มนฺตเสวี - 202.28.111.17 [14 พ.ค. 2551 15:59 น.] คำตอบที่ 9




สัมมสนญาณที่ถูกต้องคือปัญญาญาณอย่างนี้เจ้าค่ะ




     [๙๙] ปัญญาในการย่อธรรมทั้งหลายทั้งอดีต อนาคตและปัจจุบันแล้ว
กำหนดไว้ เป็นสัมมสนญาณอย่างไร ฯ......

พระโยคาวจรย่อมกำหนดรูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน เป็นภายในก็ตาม ภายนอกก็ตาม หยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม เลวก็ตามประณีตก็ตาม มีในที่ไกลก็ตาม ในที่ใกล้ก็ตาม โดยความเป็นของไม่เที่ยง การกำหนดนี้เป็นสัมมสนญาณอย่างหนึ่ง
.....กำหนดโดยความเป็นทุกข์ การกำหนดนี้เป็นสัมมสนญาณอย่างหนึ่ง
.....กำหนดโดยความเป็นอนัตตา การกำหนดนี้เป็น สัมมสนญาณอย่างหนึ่ง

พระโยคาวจรย่อมกำหนดเวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน เป็นภายในก็ ตาม เป็นภายนอกก็ตาม หยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม เลวก็ตาม ประณีตก็ตาม มีในที่ไกลก็ตาม ในที่ใกล้ก็ตาม โดยความเป็นของไม่เที่ยง การกำหนดนี้เป็นสัมมสนญาณอย่างหนึ่ง
.....กำหนดโดยความเป็นทุกข์ การกำหนดนี้เป็นสัมมสนญาณอย่างหนึ่ง
.....กำหนดโดยความเป็นอนัตตา การกำหนดนี้เป็นสัมมสนญาณ อย่างหนึ่ง

พระโยคาวจรย่อมกำหนดจักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน โดยความเป็นของไม่เที่ยง การกำหนดนี้เป็นสัมมสนญาณ อย่างหนึ่ง
.....กำหนดโดยความเป็นทุกข์ การกำหนดนี้เป็นสัมมสนญาณอย่างหนึ่ง
.....กำหนดโดยความเป็นอนัตตา การกำหนดนี้เป็นสัมมสนญาณอย่างหนึ่ง ฯ

ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่ารูปทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน
.....ไม่เที่ยง เพราะอรรถว่าสิ้นไป
.....เป็นทุกข์ เพราะอรรถว่าน่ากลัว
.....เป็นอนัตตา เพราะอรรถว่าหาแก่นสารมิได้

ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน
.....ไม่เที่ยง เพราะอรรถว่าสิ้นไป
.....เป็นทุกข์ เพราะอรรถว่าน่ากลัว
.....เป็นอนัตตา เพราะอรรถว่าหาแก่นสารมิได้

ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า รูปทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน
.....ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไปเป็นธรรม ๓ เป็นสัมมสนญาณ

ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไปเป็นธรรมดา เป็นสัมมสนญาณ ฯ



ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า........เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา และมรณะ เมื่อชาติไม่มี ชราและมรณะก็ไม่มี เป็นสัมมสนญาณ

ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า........ ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ เมื่อชาติไม่มี ชราและมรณะก็ไม่มี เป็นสัมมสนญาณ

ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า...... เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เมื่อภพไม่มี ชาติก็ไม่มี ฯลฯ ...........
..........เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เมื่ออุปาทานไม่มี ภพก็ไม่มี
..........เพราะ ตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เมื่อตัณหาไม่มี อุปาทานก็ไม่มี
..........เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เมื่อเวทนาไม่มี ตัณหาก็ไม่มี
..........เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เมื่อผัสสะไม่มี เวทนาก็ไม่มี
..........เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมี ผัสสะ เมื่อสฬายตนะไม่มี ผัสสะก็ไม่มี
..........เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมี สฬายตนะ เมื่อนามรูปไม่มี สฬายตนะก็ไม่มี
..........เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมี นามรูป เมื่อวิญญาณไม่มี นามรูปก็ไม่มี
..........เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เมื่อสังขารไม่มี วิญญาณก็ไม่มี
..........เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารก็ไม่มี เป็นสัมมสนญาณ ฯ

ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เมื่ออวิชชา ไม่มี สังขารก็ไม่มี เป็นสัมมสนญาณ ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น
ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด

เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการย่อธรรมทั้งหลายทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันแล้วกำหนด เป็นสัมมสนญาณ ฯ



     " เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการย่อธรรมทั้งหลายทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันแล้วกำหนด เป็นสัมมสนญาณ ฯ " .






     หยดน้ำน้อย      คอยสะท้อน      ต้อนรูปภาพ
มาไห้ทราบ      รูปลักษณ์เห็น      เป็นไฉน ???
กวีธรรม      ที่นำกลอน      มาสอนใจ
ผู้อ่านได้      เห็นภาพแหล่ง      แห่งปัญญา

     ดวงตาญาณ      ของใคร      ได้มองเห็น
องค์ธรรมเป็น      รูปลักษณ์      ประจักว่า
นี่คือทุกข์      นี่เหตุทุกข์      รุกอุรา
รู้จักว่า      ความดับนี้       มีมรรคนำ

     ปฏิจจะ      สมุปบาท      ก็อาจเห็น
สะท้อนเป็น      สัมมสนญาณ      อ่านอุปถัมภ์
เร่งสร้างเถิด      ดวงตาญาณ      เพื่ออ่านธรรม
ญาณย่อมนำ      ท่านสู่แคว้น      แดนนิพพาน


วิธีนี้เป็นวิธีปฏิบัติธรรมตามแนวทางของปฏิสัมภิทา 4 ที่ถูกต้องเจ้าค่ะ
ด้วยความปรารถนาดีจากกัลยาณมิตรแห่งเว็ปธรรมะไทยเจ้าค่ะ


เจริญในธรรมเจ้าค่ะ.





และถ้าท่านต้องการพิสูจน์ในสิ่งที่ผมอธิบาย...

ผมขอท้าทายว่า...ถ้าท่านปฏิบัติอย่างที่ผมบอกทุกประการ ตั้งแต่จิตแรกที่ตื่นนอน จนถึง จิตสุดท้ายที่หลับ...ภายใน ๑ เดือน ....ท่านจะได้พบกับสภาวะของวิปัสสนูปกิเลส( ๑๐ ประการ)ในสัมมสนญาณ อย่างน้อย ๓ ประการ ..ที่แน่ ๆ คือ ขณะนั่งจะรู้สึกสว่างเหมือนแสงสปอดไลฟ์มาส่องหน้า....

ผมขอท้ายทายด้วยควารจริงใจครับ....

(คนจริง อย่างนี้อยากพบมานานแล้ว)

พระมหาประเสริฐ มนฺตเสวี - 202.28.111.17 [14 พ.ค. 2551 15:59 น.] คำตอบที่ 9




มีหลายคำถามที่ผมถามไป และท่านยังไม่ได้ตอบหรือตอบไม่ได้ ไม่เป็นไรครับ


ขอถวายความรู้ที่ยังศึกษาและปฏิบัติไปไม่ถึง แด่สยาดอ(ภัททันตะ วิโรจนะ) พระพรหมโมลี และพระมหาประเสริฐ มนฺตเสวี ดังนี้ครับ

จากที่ท่านกล่าวว่า....ท่านจะได้พบกับสภาวะของวิปัสสนูปกิเลส( ๑๐ ประการ)ในสัมมสนญาณ อย่างน้อย ๓ ประการ ..

การที่ท่านรู้ท่านเข้าใจว่า โอภาส ญาณ ปีติ ปัสสัทธิ สุข อธิโมกข์ ปัคคาหะ อุปัฏฐานะ อุเบกขา นิกันติ ฐานะ 10 ประการนี้ เป็นกิเลส เป็นมิจฉาทิฏฐิของพวกท่านครับ
เป็นความรู้ผิด เป็นความเข้าใจสภาวะธรรมผิดของพวกท่านครับ

สภาวะธรรมในฐานะ 10 ประการเหล่านี้ไม่ใช่กิเลสครับ แต่เป็นสภาวะธรรมที่เป็นกุศล
อันอิงอาศัยเกิดร่วมกันเกิดพร้อมกันในกุศลจิตได้แก่ กามาวจรกุศลจิตที่สัปปยุตด้วยญาณ ( ประกอบด้วยญาณรู้ ) ปฐมฌานจิต ทุติยฌานจิต ตติยฌาน จตุตถฌานจิต
โสดาปัตติมัคคจิต โสดาปัตติผลจิต สกทาคามีมัคคจิต สกทาคามีผลจิต อนาคามีมัคคจิต อนาคามีผลจิต อรหัตตมัคคจิต และอรหัตตผลจิต

โอภาส ญาณ ปีติ ปัสสัทธิ สุข อธิโมกข์ ปัคคาหะ อุปัฏฐานะ อุเบกขา นิกันติ จึงเป็นธรรมที่เป็นกุศลเพราะเกิดร่วมเกิดพร้อมกับกุศลจิต

แต่สิ่งที่เป็นกิเลสแก่ปุถุชนผู้มีจิตเป็นกามาวจรกุศลอันสัปปยุตด้วยญาณ ผู้บรรลุรูปฌาน 4 และพระอริยบุคคลเบื้องต้น 3 ได้แก่พระโสดาบัน พระสกทาคามี และพระอนาคามี คือ.....
ความกวัดแกว่งหวั่นไหวเพราะ โอภาส ญาณ ปีติ ปัสสัทธิ สุข อธิโมกข์ ปัคคาหะ อุปัฏฐานะ อุเบกขา และนิกันติ .


ความกวัดแกว่งหวั่นไหวของจิตในฐานะ 10 นี้ที่เป็นกิเลสครับ

ส่วน โอภาส ญาณ ปีติ ปัสสัทธิ สุข อธิโมกข์ ปัคคาหะ อุปัฏฐานะ อุเบกขา นิกันติ ฐานะ 10 ประการนี้ เป็นสภาวะธรรมที่เป็นกุศลครับ ดูได้จากมัคคจิตแต่ละดวงครับ


โอภาส .....เจริญแล้วบรรลุจุตูปปาตญาณและรู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ 4 ได้ครับ
ญาณ .....เจริญแล้วบรรลุปฏิสัมภิทา 4 วิโมกข์ 8 อภิญญา 6 และวิชชา 3 ครับ
ปีติ .....เจริญแล้วทำให้กายสงบระงับครับ
เมื่อปราโมทย์แล้วย่อมเกิดปีติ
เมื่อมีปีติในใจ กายย่อมสงบ
เธอมีกายสงบแล้วย่อมได้เสวยสุข
เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น.
เธอสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน...ที่เป็นโลกุตตระในอรหัตตมัคคครับ

ปัสสัทธิ .....เจริญแล้วสงบจากอาสาวกิเลสครับ
สุข .....เจริญแล้วจิตตั้งมี่นครับ
อธิโมกข์ .....เจริญแล้วบรรลุอรหัตตผลครับ
ปัคคาหะ .....เจริญแล้วเกิดสัมมาวายามะในอรหัตตมัคคจิตครับ
อุปัฏฐานะ .....เจริญแล้วเกิดสัมมาสมาธิในอรหัตตมัคคจิตครับ
อุเบกขา .....เจริญแล้วย่อมบรรลุกำลังแห่งอภิญญาในอรหัตตผล บรรลุปฏิสัมภิทา 4 วิโมกข์ 8 อภิญญา 6 และวิชชา 3 มาเป็นของแถมครับ
นิกันติ .....เจริญแล้วอิทบาท 4 ในอรหัตตผลจิตบริบูรณ์ ทำให้เป็นดุจยานพาหนะคือบรรลุกำลังแห่งอภิญญาได้ครับ

ค่อย ๆ ศึกษาต่อไปนะครับ ยังมีสิ่งที่พวกท่านยังศึกษาและปฏิบัติไปไม่ถึงอีกมากมายครับ


ด้วยความปราถนาดีจากกัลยาณมิตรนะครับ


เจริญในธรรมครับ

อภิปัญโญ ภิกขุ




ขอถวายความรู้ที่ท่านทั้งหลายยังศึกษาและปฏิบัติไปไม่ถึง แด่สยาดอ(ภัททันตะ วิโรจนะ) พระพรหมโมลี และพระมหาประเสริฐ มนฺตเสวี ดังนี้ครับ


[๕๔๒] ใจที่นึกถึงโอภาสอันเป็นธรรมถูกอุทธัจจะกั้นไว้ ย่อมมีอย่างไร ฯ
เมื่อภิกษุมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โอภาสย่อมเกิดขึ้น ภิกษุนึกถึงโอภาสว่า โอภาสเป็นธรรม เพราะนึกถึงโอภาสนั้น จึงมีความฟุ้งซ่านเป็นอุทธัจจะ
ภิกษุมีใจอันอุทธัจจะนั้นกั้นไว้ ย่อมไม่ทราบชัดตามความเป็นจริง ซึ่งความปรากฏโดย
ความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า มีใจที่นึกถึงโอภาสอันเป็นธรรมถูกอุทธัจจะกั้นไว้ สมัยนั้น จิตที่ตั้งมั่นสงบอยู่ภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้นตั้งมั่นอยู่ มรรคย่อมเกิดแก่ภิกษุนั้น มรรคย่อมเกิดอย่างไร ฯลฯ มรรคย่อมเกิดอย่างนี้ ฯลฯ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไปอย่างนี้ เมื่อภิกษุมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ญาณ ปีติ ปัสสัทธิ สุข อธิโมกข์ (ความน้อมใจเชื่อ) ปัคคาหะ (ความเพียร) อุปัฏฐานะ (ความตั้งมั่น) อุเบกขา นิกันติ (ความพอใจ) ย่อมเกิดขึ้น ภิกษุ นึกถึงความพอใจว่า ความพอใจเป็นธรรม เพราะนึกถึงความพอใจนั้น จึงมีความฟุ้งซ่านเป็นอุทธัจจะ ภิกษุมีใจอันอุทธัจจะนั้นกั้นไว้ ย่อมไม่ทราบชัดตามความ
เป็นจริงซึ่งความปรากฏโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มีใจที่นึกถึงความพอใจอันเป็นธรรมถูกอุทธัจจะกั้นไว้ สมัยนั้น จิตที่ตั้งมั่นสงบอยู่ภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่นอยู่ มรรคย่อมเกิดแก่ภิกษุนั้น มรรคย่อมเกิดอย่างไร ฯลฯ มรรคย่อมเกิดอย่างนี้ ฯลฯ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไปอย่างนี้ ฯลฯ เมื่อภิกษุมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ฯลฯ เมื่อภิกษุมนสิการโดยความเป็นอนัตตา โอภาส ญาณ ปีติ ปัสสัทธิ สุข อธิโมกข์ ปัคคาหะ อุปัฏฐานะ อุเบกขา นิกันติ ย่อมเกิดขึ้น ภิกษุนึกถึงความพอใจว่า ความพอใจเป็นธรรม เพราะนึกถึงความพอใจนั้น จึงมีความฟุ้งซ่านเป็นอุทธัจจะ ภิกษุมีใจอันอุทธัจจะนั้นกั้นไว้ ย่อมไม่ทราบชัดตามความเป็นจริง ซึ่งความปรากฏโดยความเป็นอนัตตา โดยความ
เป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ เพราะเหตุนั้น ท่านกล่าวว่า มีใจที่นึกถึงความพอใจอันเป็นธรรมถูกอุทธัจจะกั้นไว้ ฯลฯ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัย ย่อมสิ้นไป อย่างนี้ ฯ

[๕๔๓] เมื่อภิกษุมนสิการรูปโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ฯลฯ เมื่อภิกษุมนสิการรูปโดยความเป็นทุกข์ เมื่อภิกษุมนสิการรูปโดยความเป็นอนัตตา เมื่อภิกษุมนสิการเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา โอภาส ญาณ ปีติ ปัสสัทธิ สุข อธิโมกข์ ปัคคาหะ อุปัฏฐานะ อุเบกขา นิกันติ ย่อมเกิดขึ้น ภิกษุนึกถึงความพอใจว่า ความพอใจเป็นธรรม เพราะนึกถึงความ พอใจนั้น จึงมีความฟุ้งซ่านเป็นอุทธัจจะ ภิกษุมีใจอันอุทธัจจะนั้นกั้นไว้ ย่อมไม่ทราบชัดตามความเป็นจริง ซึ่งชราและมรณะอันปรากฏโดยความเป็นอนัตตา
โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มีใจที่นึกถึงความพอใจอันเป็นธรรมถูกอุทธัจจะกั้นไว้ สมัยนั้น จิตที่ตั้งมั่นสงบอยู่ภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่นอยู่ มรรคย่อมเกิดแก่ภิกษุนั้น มรรคย่อมเกิดอย่างไร ฯลฯ มรรคย่อมเกิดอย่างนี้ ฯลฯ ย่อมละสังโยชน์ อนุสัยย่อม สิ้นไป อย่างนี้ ใจที่นึกถึงความพอใจอันเป็นธรรมถูกอุทธัจจะกั้นไว้อย่างนี้ ฯ

จิตย่อมกวัดแกว่งหวั่นไหวเพราะโอภาส ญาณ ปีติ ปัสสัทธิ สุข อธิโมกข์ ปัคคาหะ อุปัฏฐานะ ความวางเฉยจากความนึกถึงอุเบกขา และนิกันติ ภิกษุนั้นกำหนดฐานะ ๑๐ ประการนี้ ด้วยปัญญาแล้ว ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความนึกถึงโอภาสเป็นต้นอันเป็นธรรมฟุ้งซ่าน และย่อมไม่ถึงความหลงใหล จิตกวัดแกว่ง เศร้าหมอง และเคลื่อนจากจิตภาวนา จิตกวัดแกว่ง เศร้าหมอง ภาวนาย่อมเสื่อมไป จิตบริสุทธิ์ ไม่เศร้าหมอง ภาวนาย่อมไม่เสื่อม จิตไม่ฟุ้งซ่าน ไม่เศร้าหมอง และไม่เคลื่อนจากจิตภาวนาด้วย ฐานะ ๔ ประการนี้ ภิกษุย่อมทราบชัดซึ่งความที่จิตกวัดแกว่งฟุ้งซ่าน ถูกโอภาสเป็นต้นกั้นไว้ ด้วยฐานะ ๑๐ ประการ ฉะนี้แล ฯ
จบยุคนัทธกถา



อาจารย์ระดับมหาวิทยาลัยควรนำความรู้ที่ถูกต้องไปสอนให้นิสิตนักศึกษา ได้เรียนรู้และปฏิบัติครับ เพราะท่านเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ มีอิทธิพลต่อความน่าเชื่อถือของชาวโลก เพราะปัจจุบันแม้พวกท่านสอนผิด แสดงธรรมผิดคนยังเคารพศรัทธาในตัวพวกท่านว่าทางนี้ถูกต้อง ซึ่งน่าเสียดายเวลาที่ต้องสูญเสียไปกับการหลงทางครับ


นำสิ่งที่ถูกต้องไปสอน ไปศึกษา และปฏิบัติกันดีกว่าครับ


เจริญในธรรมครับ



อภิปัญโญ ภิกขุ



ชอบกระทู้นี้จริงๆ จ้า....สาธุ ๆ ๆ

ขณิกสมาธิ = สมาธิแบบชาวบ้านที่ธรรมด๊า ธรรมดาจ้า....
สรุป แค่คิดดีก็สำเร็จมรรคผลได้จ้า...อะ อะ อะ อะ

123... - 117.47.167.118 [14 พ.ค. 2551 17:14 น.] คำตอบที่ 13

****************************

จะมีใคร ใจกว้างอย่างท่าน 123... บ้างนะ
เห็นด้วยครับ กับคุณ 123


จะมีใคร ใจกว้างอย่างท่าน 123... บ้างนะ
เห็นด้วยครับ กับคุณ 123

456 - 125.25.55.128 [15 พ.ค. 2551 14:26 น.] คำตอบที่ 20

ขอบคุณคร๊าบ....ท่าน 456....อะ อะ อะ อะ

ผมรู้ธรรมะเพราะขณิกสมาธิคร๊าบ....สมาธิชาวบ้านธรรมดาๆ ที่สามารถทำอะไรๆได้
เหลือเฟือที่จะเห็นสัจจธรรมแล้วคร๊าบ....คงจะเหมือนกับ ท่านองคุลีมาร ที่ถือดาบ
ตามไล่ล่าพระพุทธองค์ พอหันกับมาคิดดี ด้วยสมาธิที่เพิ่งวางดาบ ก็สำเร็จมรรคผล

แล้ว ความเก่งทั้งหลายจะตามมาเองตามวาสนาบารมีที่อบรมไว้คร๊าบ....อะ อะ อะ อะ


ก็ท่าน 123 เป็นกระจกนี่นา ไม่ยึดดีไม่ยึดชั่ว อยู่ตรงกลางหรืออยู่เหนือหละท่าน...ก็ตามอ่านข้อคิดปริศนาธรรมของท่านนะ แต่ท่านพูดสั้นไปหน่อย ผู้อ่านที่มีภูเขาบังตาหรือเส้นผมบังตาหรือเพียงฝุ่นบังตาก็จะเห็นไม่เท่ากันหรือไม่เห็นเลย...บอกให้ว่าได้ข้อคิด...

ว่าแต่กระจกท่านก็ยังเกิดดับไม่แน่นอน ต้องหมั่นเช็ดกระจกขจัดอาสวะ และยังเป็นสภาวะอนิจจัง...สู้ไร้บานกระจก เดิมที่ไม่มีใดใด ฝุ่นจะจับลงที่ตรงไหน...

เจริญธรรม


789 - 117.47.72.25 [15 พ.ค. 2551 14:51 น.] คำตอบที่ 22

ใยชอบคุยเรื่องที่ตนเองไม่รู้จักน้า...อะ อะ อะ อะ

มีใครรู้ช่วยแปลคำถามหน่อยจ้า....งงอ่ะ....อะ อะ อะ อะ


การนั่งสมาธิคือการทำให้จิตจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งตลอดเวลาเท่าที่เคยปฎิบัติมาก็ใช้วิธีดูท้องพองยุบค่ะ แต่ถ้าเป็นคนง่วงนอนง่ายให้เดินจงกรมเอา เวลาเดินก็ให้รู้ตัวว่าเดิน
ก้าวขาไหนก็ให้รู้ตัวอยู่ตลอดก็เป็นสมาธิแล้ว แต่เคยไปปฎิบัติมาที่สำนักสงฆ์สันติที่ดอยแม่สลอง จ.เชียงราย ที่นี่จะสอนให้พิจารณาหู ตาลิ้น จมูก กายใจ แล้วก็มีการสอบอารมณ์ด้วยค่ะ ซึ่งหลวงพ่อจะเป็นผู้สอบอารมณ์ สอนเกี่ยวกับญาณ ฌานดีมากเลยค่ะแต่เป็นสถานที่เล็กๆ ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆค่ะ มีข้าวกินฟรีเป็นอาหารที่พระบิณฑบาตรมาค่ะ แต่อยู่เกือบยอดดอยได้มั้งค่ะ ค่อนข้างไกลต้องเหมารถจากตีนดอยขึ้นไปค่ะ


การนั่งสมาธิคือการทำให้จิตจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งตลอดเวลาเท่าที่เคยปฎิบัติมาก็ใช้วิธีดูท้องพองยุบค่ะ แต่ถ้าเป็นคนง่วงนอนง่ายให้เดินจงกรมเอา เวลาเดินก็ให้รู้ตัวว่าเดิน
ก้าวขาไหนก็ให้รู้ตัวอยู่ตลอดก็เป็นสมาธิแล้ว แต่เคยไปปฎิบัติมาที่สำนักสงฆ์สันติที่ดอยแม่สลอง จ.เชียงราย ที่นี่จะสอนให้พิจารณาหู ตาลิ้น จมูก กายใจ แล้วก็มีการสอบอารมณ์ด้วยค่ะ ซึ่งหลวงพ่อจะเป็นผู้สอบอารมณ์ สอนเกี่ยวกับญาณ ฌานดีมากเลยค่ะแต่เป็นสถานที่เล็กๆ ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆค่ะ มีข้าวกินฟรีเป็นอาหารที่พระบิณฑบาตรมาค่ะ แต่อยู่เกือบยอดดอยได้มั้งค่ะ ค่อนข้างไกลต้องเหมารถจากตีนดอยขึ้นไปค่ะ

ทิพาภรณ์ - 124.120.249.152 [15 พ.ค. 2551 16:28 น.] คำตอบที่ 24


เข้าใจให้ถูกต้องเสียใหม่นะเจ้าคะ

สมาธิในศาสนานี้ หมายถึงการยังจิตหรือทำจิตหรือสร้างจิตให้เป็นกุศล สงัดจากกามสงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายเจ้าค่ะ ไม่ใช่การจดจ่อแบบที่เข้าใจมาจากสำนักนั้นเจ้าค่ะ


ด้วยความเป็นกัลยาณมิตรเจ้าค่ะ


เจริญในธรรมเจ้าค่ะ



เอามาฝากให้บางคนอ่าน

http://larndham.net/index.php?showtopic=30780

ทำลิ้งค์ไม่เป็น ก็อบปี้ไปนะ



เอามาฝากให้บางคนอ่าน

http://larndham.net/index.php?showtopic=30780

ทำลิ้งค์ไม่เป็น ก็อบปี้ไปนะ

** - 125.25.58.106 [15 พ.ค. 2551 17:50 น.] คำตอบที่ 26



หุหุ .....ทำความเข้าใจให้ดี ๆ ก่อนเจ้าค่ะ
สมาชิกลานธรรมยังไม่เข้าใจในเรื่องการเปรียบเทียบเลยเจ้าค่ะ
อ่านข้อความที่ยกไปยังไม่ครบถ้วนก็ด่วนสรุปแสดงความคิดเห็นอวดภูมิรู้เสียแล้ว


สรุปให้ท่านเข้าใจเสียใหม่อย่างนี้เจ้าค่ะ

1.ตามดูตามเห็นแล้ว สักกายทิฏฐิจึงมีได้

2.ไม่ตามดูตามเห็นแล้ว สักกายทิฏฐิจึงจะไม่มี

ท่าน วัชรพลและอนุตตริยะ อ่านแล้วยังจับความไม่ได้เลย ว่าเขาพูดเรื่องอะไรเจ้าค่ะ
ศึกษาดี ๆ นะเจ้าค่ะ ดูตรงสีน้ำเงิน
สักกายทิฏฐิจึงมีได้เพราะปฏิบัติอย่างไร ?
กายและจิตเป็นขันธ์ 5 ไหม ถ้าตามดูแล้ว สักกายทิฏฐิมีได้ไหม?ท่านต้องไปถามท่าน วัชรพลและอนุตตริยะ เขาอย่างนี้ เขาจะได้เข้าใจเจ้าค่ะ

สักกายทิฏฐิจึงจะไม่มีเพราะปฏิบัติอย่างไร ?

สงสัยอย่างไรก็ถามมา
อ่านใหม่กันอีกรอบเจ้าค่ะ


[๕๐๗] วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็สักกายทิฏฐิมีได้อย่างไร?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับในโลกนี้ ไม่ได้เห็นพระอริยะไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้ฝึกในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้เห็นสัปบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัปบุรุษ ไม่ได้ฝึกในธรรมของสัปบุรุษ ย่อมตามเห็นรูป โดยความเป็นตนบ้าง ตามเห็นตนว่ามีรูปบ้าง ตามเห็นรูปในตนบ้าง ตามเห็นตนในรูปบ้าง ย่อมตามเห็นเวทนา ... ย่อมตามเห็นสัญญา ... ย่อมตามเห็นสังขารทั้งหลาย ... ย่อมตามเห็นวิญญาณ โดยความเป็นตนบ้าง ตามเห็นตนว่ามีวิญญาณบ้าง ตามเห็นวิญญาณในตนบ้าง ตามเห็นตนในวิญญาณบ้าง อย่างนี้แล สักกายทิฏฐิจึงมีได้

วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็อย่างไรสักกายทิฏฐิจึงจะไม่มีฯ
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วในธรรมวินัยนี้ ได้เห็นพระอริยะ ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ฝึกดีแล้วในธรรมของพระอริยะ ได้เห็นสัปบุรุษ ฉลาดในธรรมของสัปบุรุษ ฝึกดีแล้วในธรรมของสัปบุรุษ ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนบ้าง ไม่ตามเห็นตนว่ามีรูปบ้าง ไม่ตามเห็นรูปในตนบ้าง ไม่ตามเห็นตนในรูปบ้าง ย่อมไม่ตามเห็นเวทนา ... ย่อมไม่ตามเห็นสัญญา ... ย่อมไม่ตามเห็นสังขารทั้งหลาย ... ย่อมไม่ตามเห็นวิญญาณ โดยความเป็นตนบ้าง ไม่ตามเห็นตนว่ามีวิญญาณบ้าง ไม่ตามเห็นวิญญาณในตนบ้าง ไม่ตามเห็นตนในวิญญาณบ้าง อย่างนี้แล สักกายทิฏฐิจึงจะไม่มี.....ฯลฯ...


วิสาขอุบาสกสรรเสริญธรรมทินนาภิกษุณี
[๕๑๓] ลำดับนั้น วิสาขอุบาสก ชื่นชม อนุโมทนา ภาษิตของธรรมทินนาภิกษุณีแล้ว ลุกจากอาสนะ อภิวาทธรรมทินนาภิกษุณี ทำประทักษิณแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้กราบ ทูลเรื่องที่ตนสนทนาธรรมกถากับธรรมทินนาภิกษุณีให้ทรงทราบทุกประการ.
เมื่อวิสาขาอุบาสกกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาค จึงตรัสว่า ดูกรวิสาขะ ธรรมทินนาภิกษุณีเป็นบัณฑิต มีปัญญามาก แม้หาก ท่านพึงสอบถามเนื้อความนั้นกะเรา แม้เราก็พึงพยากรณ์เนื้อความนั้น เหมือนที่ธรรมทินนาภิกษุณี พยากรณ์แล้ว เนื้อความแห่งพยากรณ์นั้นเป็นดังนั้นนั่นแล ท่านพึงจำทรงไว้อย่างนั้นเถิด..

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพจน์นี้แล้ว วิสาขอุบาสก ชื่นชม ยินดี พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้ว ฉะนั้นแล.

จบ จูฬเวทัทลสูตร ที่ ๔



ขอถาม คุณพี่ดังตฤณ

มีคนบอกว่าการ "ตามดู" ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า จริงหรือเท็จครับ??

*************************************

ตอบ

ท่านไม่ได้ใช้คำว่าตามดู
ท่านใช้คำว่ามีความเพียร มีสัมปชัญญะ
และมีสติอยู่ในการพิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม
นั่นเป็นภาษาถ่ายทอดอย่างเป็นทางการ มีความชัดเจน
เหมาะกับการสืบทอดให้เป็นที่เข้าใจตรงกัน
แม้ผ่านเวลานานกี่พันปีก็ตาม

แต่ในทางปฏิบัติแล้ว
ทุกยุค ทุกท้องถิ่น ตลอดจนทุกสำนัก
จะมีคำเรียกอะไรบางอย่างเฉพาะตัว
ที่ไม่เป็นทางการเสมอ
จากคำว่า "เพียร" ซึ่งหมายถึงพยายามอย่างต่อเนื่อง
ก็อาจผันเป็นภาษาไทยให้ฟังง่ายเป็น "ตาม"
จากการมีสติระลึกถึงกาย เวทนา จิต ธรรม
ก็ย่นย่อลงเหลือแค่ "ดูกายใจ"

ผมไม่ปฏิเสธทั้งภาษาเก่าและภาษาใหม่
ตราบใดที่ยังเข้าใจตรงกันโดยปราศจากอคติ
เพราะคำต่างกัน แต่กิริยาของใจเหมือนกันได้
เช่นคนหนึ่งห้ามว่า อย่าดู
อีกคนหนึ่งห้ามว่า อย่ามอง
อีกคนหนึ่งห้ามว่า อย่าเบิ่ง
มันเหมือนกันหมด

สำคัญคือคนที่ใช้คำถูก อาจทำตามพระพุทธเจ้าไม่ถูก
ส่วนคนที่ใช้คำอย่างไม่เป็นทางการ
อาจจะมีวิธีระลึกอันเป็นภายในอย่างถูกต้องตามพุทธประสงค์

เมื่อสิ้นพระศาสดาแล้ว
ไม่มีทางไม่ขัดแย้งกัน
เพราะแม้พระองค์ยังอยู่
ก็ไม่ใช่จะไม่มีเรื่องขัดแย้งกันทางความเห็นระหว่างพระ
ฉะนั้นสิ่งที่ควรทำคือ "ศึกษาต้นฉบับคำสอนให้ดี"
แล้วจึงนำไปเปรียบเทียบครับ
ว่าใครสำนักไหนสอนอย่างไร
ลงรอยกันได้ในทางปฏิบัติหรือไม่
ปฏิบัติแล้วได้ผลเป็นความลดละกิเลส
คลายความเศร้าโศก ตลอดจนถึงมรรคถึงผล
ทำลายอุปาทานว่ามีตัวตนได้หรือไม่
ถ้าได้ก็ไม่ต้องขัดกันในรายละเอียดปลีกย่อย
เพราะได้เป้าหมายหลักที่ต้องการกันจริงๆแล้วครับ

ดังตฤณ

ข้อความจาก ลานธรรมเสวนา






.....
จากคำว่า "เพียร" ซึ่งหมายถึงพยายามอย่างต่อเนื่อง
ก็อาจผันเป็นภาษาไทยให้ฟังง่ายเป็น "ตาม"
จากการมีสติระลึกถึงกาย เวทนา จิต ธรรม
ก็ย่นย่อลงเหลือแค่ "ดูกายใจ".....


ดังตฤณ

ข้อความจาก ลานธรรมเสวนา

** - 125.25.13.195 [15 พ.ค. 2551 19:03 น.] คำตอบที่ 28



ขอถามสักเล็กน้อยเจ้าค่ะ

1.ตอนนี้ท่านละสักกายทิฏฐิได้แล้วหรือยังเจ้าคะ?
2.ท่านควรใช้พระไตรปิฎกเป็นปทัฏฐานหรือใช้ท่านดังตฤณ ท่านวัชรพลและท่านอนุตตริยะ เป็นปทัฏฐานดีเจ้าคะ ?
3.ก็ย่นย่อลงเหลือแค่ "ดูกายใจ".....อย่างนี้บรรลุฌานสมาบัติ 8 ได้อย่างไรเจ้าคะ ?
4.ก็ย่นย่อลงเหลือแค่ "ดูกายใจ".....อย่างนี้บรรลุมัคค 4 ผล 4 ได้อย่างไรเจ้าคะ ?

5.ฝากถามท่านดังตฤณ ด้วยนะเจ้าคะว่าสติปัฏฐาน 4 ที่ปฏิบัติแบบด้านล่างนี้ผิดใช่ไหม ?



[๔๕๘] สติปัฏฐาน ๔ คือ
๑. ภิกษุในศาสนานี้ พิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆ อยู่
๒. พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาเนืองๆ อยู่
๓. พิจารณาเห็นจิตในจิตเนืองๆ อยู่
๔. พิจารณาเห็นธรรมในธรรมเนืองๆ อยู่
[เห็นกายในกาย]
[๔๕๙] ก็ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆ อยู่ เป็นอย่างไร
ภิกษุในศาสนานี้ เจริญโลกุตตรฌาน อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้
เข้าสู่นิพพาน เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ สงัดจากกาม สงัดจาก
อกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน ประกอบด้วย วิตก วิจาร มีปีติและสุข
อันเกิดแต่วิเวก เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา พิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆ
อยู่ ในสมัยใด สติ ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก ความ
ทรงจำ ความไม่เลื่อนลอย ความไม่ลืม สติ สตินทรีย์ สติพละ สัมมาสติ
สติสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค ในสมัยนั้น อันใด นี้
เรียกว่าสติปัฏฐาน ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยสติปัฏฐาน
[เห็นเวทนาในเวทนา]
ก็ภิกษุ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาเนืองๆ อยู่ เป็นอย่างไร
ภิกษุในศาสนานี้ เจริญโลกุตตรฌาน อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลก
ให้เข้าสู่นิพพาน เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ สงัดจากกาม สงัดจาก
อกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุข
อันเกิดแต่วิเวก เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาเนืองๆ
อยู่ ในสมัยใด สติ ความตามระลึก ฯลฯ สัมมาสติ สติสัมโพชฌงค์ อัน
เป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่าสติปัฏฐาน
ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยสติปัฏฐาน
[เห็นจิตในจิต]
ก็ภิกษุ พิจารณาเห็นจิตในจิตเนืองๆ อยู่ เป็นอย่างไร
ภิกษุในศาสนานี้ เจริญโลกุตตรฌาน อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลก
ให้เข้าสู่นิพพาน เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ สงัดจากกาม สงัดจาก-
อกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุข
อันเกิดแต่วิเวก เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา พิจารณาเห็นจิตในจิตเนืองๆ อยู่
ในสมัยใด สติ ความตามระลึก ฯลฯ สัมมาสติ สติสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์
แห่งมรรค นับเนืองในมรรค ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่าสติปัฏฐาน ธรรม
ทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยสติปัฏฐาน
[เห็นธรรมในธรรม]
ก็ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมเนืองๆ อยู่ เป็นอย่างไร
ภิกษุในศาสนานี้ เจริญโลกุตตรฌาน อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลก
ให้เข้าสู่นิพพาน เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ สงัดจากกาม สงัดจาก
อกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุข
อันเกิดแต่วิเวก เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา พิจารณาเห็นธรรมในธรรมเนืองๆ
อยู่ในสมัยใด สติ ความตามระลึก ฯลฯ สัมมาสติ สติสัมโพชฌงค์ อันเป็น
องค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า สติปัฏฐาน
ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยสติปัฏฐาน
ในธรรมเหล่านั้น สติปัฏฐาน เป็นไฉน
ภิกษุในศาสนานี้ เจริญโลกุตตรฌาน อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลก
ให้เข้าสู่นิพพาน เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ สงัดจากกาม สงัดจาก
อกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุข
อันเกิดแต่วิเวก เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา พิจารณาเห็นธรรมในธรรมเนืองๆ
อยู่ ในสมัยใด สติ ความตามระลึก ฯลฯ สัมมาสติ สติสัมโพชฌงค์ อัน
เป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่าสติปัฏฐาน
ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยสติปัฏฐาน


เจริญในธรรมเจ้าค่ะ



อ่านประสบการณ์ปฏิบัติ ๗ เดือนได้ที่ :

http://www.tlcthai.com/club/list_topic.php?club=buddhism&club_id=1278&table_id=1&cate_id=788

พระมหาประเสริฐ มนฺตเสวี - 202.28.111.17 [13 พ.ค. 2551 21:22 น.] คำตอบที่ 1

ไปเปิดไฟล์เสียงฟังตอนท้ายๆ เดือนที่เจ็ดมาแล้วจ้า....ใช้ได้เลยจ้า....
ขอบคุณมากนะจ๊ะ....อะ อะ อะ อะ


ขออภัยจ้า...คำตอบ 30 ผิดพลาดจ้า....จริงๆแล้วฟังจากที่นี่จ้า....

http://www.dungtrin.org/7months.html

ลองก็อปวางดูนะจ๊ะ....




ลองอ่านตรงนี้บ้างน่ะเจ้าคะ


เหตุเกิดและเหตุดับสัญญา.

เมื่อเธอพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ เหล่านี้ที่ละได้แล้วในตน ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อปราโมทย์แล้วย่อมเกิดปิติ เมื่อมีปิติในใจ กายย่อมสงบ เธอมีกายสงบแล้ว ย่อมได้เสวยสุข เมื่อมีสุขจิตย่อมตั้งมั่น. เธอสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ สัญญาเกี่ยวด้วยกามที่มีในก่อนของเธอย่อมดับ สัจจสัญญาอันละเอียดมีปีติและสุขเกิดแต่วิเวก ย่อมมีในสมัยนั้น เธอย่อมเป็นผู้มีสัจจสัญญาอันละเอียด มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกในสมัยนั้น สัญญาอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้น เพราะการศึกษา สัญญาอย่างหนึ่งย่อมดับไปเพราะการศึกษา ด้วยประการอย่างนี้ แม้นี้ก็เป็นข้อที่จะพึงศึกษาอย่างหนึ่ง.

[๒๘๐] ดูกรโปฏฐปาทะ อีกข้อหนึ่ง ภิกษุบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะวิตกวิจารสงบไป ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่. สัจจสัญญาอันละเอียด มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกมีในก่อนของเธอย่อมดับสัจจสัญญาอันละเอียด มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิย่อมมีในสมัยนั้น เธอย่อมเป็นผู้มีสัจจสัญญาอันละเอียด มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิในสมัยนั้น สัญญาอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้นเพราะการศึกษาสัญญาอย่างหนึ่งย่อมดับไปเพราะการศึกษา ด้วยประการอย่างนี้ แม้นี้ก็เป็นข้อที่จะพึงศึกษาอย่างหนึ่ง.

[๒๘๑] ดูกรโปฏฐปาทะ อีกข้อหนึ่ง ภิกษุมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข สัจจสัญญาอันละเอียด มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิในก่อนของเธอย่อมดับไป สัจจสัญญาอันละเอียด ประกอบด้วยสุขเกิดแต่อุเบกขาย่อมมีในสมัยนั้น เธอชื่อว่าเป็นผู้มีสัจจสัญญาอันละเอียด ประกอบด้วยสุขเกิดแต่อุเบกขาในสมัยนั้น สัญญาอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้นเพราะการศึกษา สัญญาอย่างหนึ่งย่อมดับไปเพราะการศึกษา ด้วยประการอย่างนี้แม้นี้ก็เป็นข้อที่จะพึงศึกษาอย่างหนึ่ง.

[๒๘๒] ดูกรโปฏฐปาทะ อีกข้อหนึ่ง ภิกษุบรรลุจตุตถฌานไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข
เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่
สัจจสัญญาอันละเอียด ประกอบด้วยสุขเกิดแต่อุเบกขามีในก่อนของเธอย่อมดับ สัจจสัญญาอันละเอียด ประกอบด้วยอทุกขมสุขย่อมมีในสมัยนั้น เธอชื่อว่าเป็นผู้มีสัจจสัญญาอันละเอียดประกอบด้วยอทุกขมสุข ในสมัยนั้น สัญญาอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้นเพราะการศึกษา สัญญาอย่างหนึ่งย่อมดับไปเพราะการศึกษา ด้วยประการอย่างนี้ แม้นี้ก็เป็นข้อที่จะพึงศึกษาอย่างหนึ่ง.

[๒๘๓] ดูกรโปฏฐปาทะ อีกข้อหนึ่ง ภิกษุบรรลุอากาสานัญจายตนฌานซึ่งมีอารมณ์ว่าอากาศไม่มีที่สุด เพราะล่วงรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะไม่ใส่ใจซึ่งสัญญาต่าง ๆ โดยประการทั้งปวงอยู่ รูปสัญญามีในก่อนของเธอย่อมดับสัจจสัญญาอันละเอียด ประกอบด้วยอากาสานัญจายตนฌานย่อมมีในสมัยนั้น เธอย่อมเป็นผู้มีสัจจสัญญาอันละเอียด ประกอบด้วยอากาสานัญจายตนฌานในสมัยนั้น สัญญาอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้นเพราะการศึกษา สัญญาอย่างหนึ่งย่อมดับไปเพราะการศึกษา ด้วยประการอย่างนี้ แม้นี้ก็เป็นข้อที่จะพึงศึกษาอย่างหนึ่ง

[๒๘๔] ดูกรโปฏฐปาทะ อีกข้อหนึ่ง ภิกษุก้าวล่วงอากาสานัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง ได้บรรลุวิญญาณัญจายตนฌานซึ่งมีอารมณ์ว่า วิญญาณไม่มีที่สุดดังนี้อยู่ สัจจสัญญาอันละเอียด ประกอบด้วยอากาสานัญจายตนฌานมีในก่อนของเธอย่อมดับ สัจจสัญญาอันละเอียดประกอบด้วยวิญญาณัญจายตนฌานย่อมมีในสมัยนั้น เธอย่อมเป็นผู้มีสัจจสัญญาอันละเอียดประกอบด้วยวิญญาณัญจายตนฌานในสมัยนั้น สัญญาอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้นเพราะการศึกษาสัญญาอย่างหนึ่งย่อมดับไปเพราะการศึกษา ด้วยประการอย่างนี้ แม้นี้ก็เป็นข้อที่จะพึงศึกษาอย่างหนึ่ง.

[๒๘๕] ดูกรโปฏฐปาทะ ภิกษุก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง ได้บรรลุอากิญจัญญายตนฌานซึ่งมีอารมณ์ว่า ไม่มีอะไร สัจจสัญญาอันละเอียดประกอบด้วยวิญญาณัญจายตนฌานที่มีในก่อนของเธอย่อมดับ สัจจสัญญาอันละเอียดประกอบด้วยอากิญจัญญายตนฌานย่อมมีในสมัยนั้น เธอย่อมเป็นผู้มีสัจจสัญญาอันละเอียด ประกอบด้วยอากิญจัญญายตนฌานในสมัยนั้น สัญญาอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้นเพราะการศึกษา สัญญาอย่างหนึ่งย่อมดับไปเพราะการศึกษา ด้วยประการอย่างนี้ แม้นี้ก็เป็นข้อที่จะพึงศึกษาอย่างหนึ่ง.


การเข้าอภิสัญญานิโรธ .

[๒๘๖] ดูกรโปฏฐปาทะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้มิสกสัญญา เธอพ้นแล้วจากปฐมฌานจากทุติยฌานนั้นๆ แล้ว ย่อมได้บรรลุอากิญจัญญายตนฌานโดยลำดับ เมื่อเธอตั้งอยู่ในอากิญจัญญายตนฌานแล้ว ย่อมมีความปริวิตกอย่างนี้ว่า เมื่อเราคิดอยู่ก็ยังชั่ว เมื่อเราไม่คิดอยู่จึงจะดี แต่ถ้าเรายัง ขืนคิดขืนคำนึง สัญญาของเราเหล่านี้พึงดับ สัญญาอย่างหยาบเหล่าอื่นพึงเกิดขึ้น ถ้ากระไร เราไม่พึงคิด ไม่พึงคำนึง. ครั้นเธอปริวิตกอย่างนี้แล้ว เธอก็ไม่คิด ไม่คำนึงเมื่อเธอไม่คิด ไม่คำนึง สัญญาเหล่านั้นก็ดับไป สัญญาที่หยาบเหล่าอื่นก็ไม่เกิดขึ้น เธอก็ได้บรรลุนิโรธ. ดูกรโปฏฐปาทะ การเข้าอภิสัญญานิโรธแห่งภิกษุผู้มีสัมปชัญญะโดยลำดับ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้แล.

พ. ดูกรโปฏฐปาทะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน การเข้าอภิสัญญานิโรธแห่งภิกษุผู้มีสัมปชัญญะโดยลำดับเช่นนี้ ก่อนแต่นี้เธอเคยได้ยินบ้างหรือ?
ป. หามิได้ พระเจ้าข้า ข้าพระองค์เพิ่งรู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วอย่างนี้แล.
ดูกรโปฏฐปาทะ เพราะเหตุที่ภิกษุเป็นผู้มีสกสัญญา พ้นจากปฐมฌานเป็นต้นนั้นแล้วย่อมบรรลุอากิญจัญญายตนฌานโดยลำดับ เธอย่อมมีความปริวิตกอย่างนี้ว่า เมื่อเรายังคิดอยู่ก็ยังชั่วเมื่อเราไม่คิดอยู่จึงจะดี ถ้าเรายังขืนคิด ขืนคำนึง สัญญาของเราเหล่านี้พึงดับไป และสัญญาที่หยาบเหล่าอื่นพึงเกิดขึ้น ถ้ากระไร เราไม่พึงคิด ไม่พึงคำนึง ครั้นเธอปริวิตกอย่างนี้แล้วเธอก็ไม่คิด ไม่คำนึง เมื่อเธอไม่คิด ไม่คำนึง สัญญาเหล่านั้นก็ดับไป และสัญญาที่หยาบเหล่าอื่นก็ไม่เกิดขึ้น เธอก็ได้บรรลุนิโรธ การเข้าอภิสัญญานิโรธแห่งภิกษุผู้มีสัมปชัญญะโดยลำดับย่อมมีด้วยประการอย่างนี้แล.


เจริญในธรรมเจ้าค่ะ





๖) ๗ เดือนบรรลุธรรม - ประสบการณ์ธรรมะกึ่งนิยาย
สำหรับทุกระดับที่ต้องการรายละเอียดและแรงบันดาลใจ
บนทางการภาวนาที่เหมือนเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม
๗ เดือนบรรลุธรรมจะช่วยให้เห็นภาพใหญ่โดยรวมชัดขึ้น
คือแสดงตัวอย่างสาธิตหรือ "Demo" การใช้ชีวิตแบบนักภาวนา
รวมทั้งแสดงให้เห็นว่าอุปสรรคระหว่างทางเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งๆ
ที่เมื่อผ่านแล้วก็จะพบกับความคุ้มค่าเหนือจินตนาการใดๆ

พระไตรปิฎกหาคนเชื่อถือยาก แต่นักแต่งนวนิยายคนเชื่อถือทั้งเมือง


พระไตรปิฎกหาคนเชื่อถือยาก แต่นักแต่งนวนิยายคนเชื่อถือทั้งเมือง

น้ำเค็ม DT02176 [15 พ.ค. 2551 21:05 น.] คำตอบที่ 33

แล้วคุณ น้ำเค็มคิดอย่างไรที่ พระวินัย ปรับอาบัติพระอุปฌาช์ ถ้าไม่บอกกรรมฐานห้า
กับผู้มาบวชทุกระดับ ไม่ว่าบวชพระ บวชเณร บวชชี หรืออุบาสก อุบาสิกา กรรมฐาณห้า
คือ เกศา(ผม) โลมา(ขน) นักขา(เล็บ ทันตา(ฟัน) ตะโจ(หนัง)

ทำไมพระวินัยไม่บอกให้ผู้บวชทุกระดับชั้น ให้พกพระไตรปิฏก ถ้าไม่พกจะเป็นอาบัติ
คุณคิดว่าอย่างไรหรือ ช่วยไขให้มหาชนรู้ด้วยซิครับ....อะ อะ อะ อะ


คนเรามันก็ตีความผู้เขียนออกไปเรื่อยเปื่อย
หากไม่ผิด มันก็พยายามหาเรื่องให้ผิด เพราะคนอ่านมันไม่มีวิจารณญาณที่แยบคายพอ
เมื่อมันไม่มีวิจารณญานที่แยบคายพอ มันก็หาว่าเขา ปฏิเสธพระไตรปิฎก ไม่เอาพระไตรปิฎก

ตัวอย่างเช่น
หลวงพ่อชาท่านกล่าวไว้ว่า "พระธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่อาจค้นพบจากพระไตรปิฎก"
เมื่อคนที่มันไม่มีวิจารญาณที่แยบคายพอ มันก็ตีความว่า "หลวงพ่อชา ปฏิเสธพระไตรปิฎก"

และอีกตัวอย่างเช่น

ผู้ที่ยึดมั่นในปริยัติ เมื่อได้ยินหลวงตากล่าวว่า "ภาคปริยัตินี้ถ้าไม่เรียนเพื่อปฏิบัติ มันก็เป็นภาคส่งเสริมกิเลสไปในตัว"
หากตีความโดยแยบคายสักนิด ก็จะเห็นว่าท่านไม่ได้ปฎิเสธปริยัติโดยแม้แต่น้อย
แต่ด้วยความยึดมั่นอย่างรุนแรงในปริยัติ จึงโดนกิเลสครอบงำปลุกปั่นให้เกิดอคติต่อหลวงตา คำสอนอันดีงามมากมายของท่านไม่อยู่ในสายตาอีกแล้ว กลับเพ่งเล็งแต่จำเพาะคำพูดที่ไม่ลงรอยกับความยึดมั่นของตน บ่มเพาะความเกลียดชังขึ้นมาในใจตนเอง

จากข้างบน

อย่าเพิ่งคิดนะ ว่าผมมองว่าคำตอบของคุณผิด (แต่คุณคงคิดไปแล้ว) ก็ช่างเถอะ



ปญ.ญายต.ถํ วิปส.สติ

( ปัญญายัตถัง วิปัสสะติ )

ดัวยปัญญา จึงจะเห็นอรรถชัดแจ้ง

พระไตรปิฎกหาคนเชื่อถือยาก แต่นักแต่งนวนิยายคนเชื่อถือทั้งเมือง

ถ้ามองในมุมกลับ นิยายที่ส่งเสริมให้พระไตรปิฏกศักดิ๋สิทธิ์ยิ่งๆ ขึ้นไป
มิควรหรือที่จะยกย่อง เพราะเรื่องในนิยายเป็นภาคขยายในพระไตรปิฏกทั้งนั้น
จริงๆน้า...จะบอกห้าย...อะ อะ อะ อะ




คนเรามันก็ตีความผู้เขียนออกไปเรื่อยเปื่อย
หากไม่ผิด มันก็พยายามหาเรื่องให้ผิด เพราะคนอ่านมันไม่มีวิจารณญาณที่แยบคายพอ
เมื่อมันไม่มีวิจารณญานที่แยบคายพอ มันก็หาว่าเขา ปฏิเสธพระไตรปิฎก ไม่เอาพระไตรปิฎก

สาธุเจ้าค่ะเห็นด้วยกับความคิดเห็นของท่านเจ้าค่ะ
เพราะเริ่มต้นด้วยคำตอบนี้เจ้าค่ะ
เอามาฝากให้บางคนอ่าน

http://larndham.net/index.php?showtopic=30780

ทำลิ้งค์ไม่เป็น ก็อบปี้ไปนะ

** - 125.25.58.106 [15 พ.ค. 2551 17:50 น.] คำตอบที่ 26

แล้วตามด้วยคำตอบนี้เจ้าค่ะ.....

ดังตฤณ

ข้อความจาก ลานธรรมเสวนา




** - 125.25.13.195 [15 พ.ค. 2551 19:03 น.] คำตอบที่ 28
.


ตัวอย่างเช่น
หลวงพ่อชาท่านกล่าวไว้ว่า "พระธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่อาจค้นพบจากพระไตรปิฎก"
เมื่อคนที่มันไม่มีวิจารญาณที่แยบคายพอ มันก็ตีความว่า "หลวงพ่อชา ปฏิเสธพระไตรปิฎก"

และอีกตัวอย่างเช่น

ผู้ที่ยึดมั่นในปริยัติ เมื่อได้ยินหลวงตากล่าวว่า "ภาคปริยัตินี้ถ้าไม่เรียนเพื่อปฏิบัติ มันก็เป็นภาคส่งเสริมกิเลสไปในตัว"
หากตีความโดยแยบคายสักนิด ก็จะเห็นว่าท่านไม่ได้ปฎิเสธปริยัติโดยแม้แต่น้อย
แต่ด้วยความยึดมั่นอย่างรุนแรงในปริยัติ จึงโดนกิเลสครอบงำปลุกปั่นให้เกิดอคติต่อหลวงตา คำสอนอันดีงามมากมายของท่านไม่อยู่ในสายตาอีกแล้ว กลับเพ่งเล็งแต่จำเพาะคำพูดที่ไม่ลงรอยกับความยึดมั่นของตน บ่มเพาะความเกลียดชังขึ้นมาในใจตนเอง

คำสอนอันดีงามมากมายของท่านไม่อยู่ในสายตาอีกแล้ว กลับเพ่งเล็งแต่จำเพาะคำพูดที่ไม่ลงรอยกับความยึดมั่นของตน บ่มเพาะความเกลียดชังขึ้นมาในใจตนเอง
สาธุเห็นด้วยกับคำตอบนี้ของท่านเจ้าค่ะ สิ่งที่ดีมีประโยชน์ไม่เอาไปเอาไปแต่กิเลสความเกลียดชังน่าเสียดายจริง ๆ เจ้าค่ะ.


จากข้างบน

อย่าเพิ่งคิดนะ ว่าผมมองว่าคำตอบของคุณผิด (แต่คุณคงคิดไปแล้ว) ก็ช่างเถอะ


** - 125.25.38.52 [15 พ.ค. 2551 22:26 น.] คำตอบที่ 35


สาธุเห็นด้วยเจ้าค่ะ ท่านได้คิดไปได้ไกลล่วงหน้าจริง ๆ เจ้าค่ะ

55555 ยังไม่ได้คิดอะไรเลยเจ้าค่ะมีท่านช่วยคิดแทนให้แล้วเจ้าค่ะ
ตอบเมื่อไหร่จึงจะคิด ไม่เคยคิดล่วงหน้ามาก่อนเจ้าค่ะ สู้ท่านไม่ได้จริง ๆ

เจริญในธรรมเจ้าค่ะ.



แม้กระทู้จะยาวมาถึงเพียงนี้แล้ว

คุณ123... ก็ยังใจกว้างเหมือนเดิม รู้จักมองในหลายๆมุม

ถ้าใจเราไม่ขัดแย้ง มันก็ไม่มีอะไรขัดแย้งหรอก เพราะที่ขัดแย้งมันคือใจของเราเองต่างหาก

จริงป่ะครับท่าน 123






เคยสงสัยว่าคนที่มีอำนาจในเวปแล้วขัดขวางการแสดงธรรมจะได้รับผลเช่นไร ตอนนี้หายสงสัยแล้วหละ...ว่ารู้ธรรมทั้งป่าแต่หารู้ความจริงไม่...


แม้กระทู้จะยาวมาถึงเพียงนี้แล้ว

คุณ123... ก็ยังใจกว้างเหมือนเดิม รู้จักมองในหลายๆมุม

ถ้าใจเราไม่ขัดแย้ง มันก็ไม่มีอะไรขัดแย้งหรอก เพราะที่ขัดแย้งมันคือใจของเราเองต่างหาก

จริงป่ะครับท่าน 123

10 11 12 - 125.25.24.85 [16 พ.ค. 2551 00:23 น.] คำตอบที่ 38

ถูกต้องนะคร๊าบ....อะ อะ อะ อะ ภาษาธรรมะบอกว่า....จิตปรุงแต่งอารมณ์

ภาษาตะกร้อบอกว่า....ชงเองกินเอง...

ทั้งหมดทั้งสิ้นล้วนออกจากจิตใจของแต่ละท่านคร๊าบ....ผู้ที่มีใจโอบอุ้มไปในธรรมทั้งปวง

ถึงพร้อมด้วยพระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม จะกว้างขวางในธรรมได้มาก จนในที่สุด

จะเห็นว่า เรื่องทั้งหมดบรรดามี ล้วนเป็นพระธรรมทั้งสิ้น แม้เรื่องอกุศล ก็เป็นพระธรรม แต่ที่ไม่ได้ยกย่องเพราะไม่ใช่กาลสมัย ไม่ช่วยให้จิตเข้าถึง
สาระแห่งธรรมได้ง่าย เหมือนกุศล ก็ประมาณนี้แหละคร๊าบท่าน....อะ อะ อะ อะ





ทุกสิ่ง เกิด-ดับ แน่นอน
ใยไม่ อนาทร
เร่งถอน ยึดมั่น อันทราม

ฝุ่นจับ ตรงไหน ก็ตาม
รู้ทุก โมงยาม
สาม(ไตร)ลักษณ์ ประจักษ์ ชัดเจน

อุปาทาน พาขันธ์ ตระเวน
สะสม กรรมเวร
หากเห็น ทางธรรม นำนิพพาน

ตำรา อย่าถือ ไว้นาน
ปฏิบัติ ผสาน
ออกฌาณ...วิปัสสนา พารู้จริง


กราบพุทธองค์ด้วย ศรัทธา
ทรงประทานเอก คาถา ... "พาหิยะ เมื่อเธอเห็นแล้ว จักเป็นสักว่าเห็น"...
... (ไม่ทันรับเอหิภิกขุอุปสัมปทา วิบากกรรมเก่าตามมา)...
ก็ถึงนิพพาน์ ทันใด


ผู้รู้โปรดช่วย แถลงไข
สำเร็จ ด้วยอะไร
คงไม่มีเวลา "เข้าฌาณ"

(พระพุทธองค์ยังมิได้ทรงประทานแนวทาง"เข้าฌาณ" ด้วยมิใช่กาล)
(อยู่ระหว่าง เส้นทางบิณฑบาตร)











ประวัติของ พระพาหิยทารุจิริยะเถระ


พระพาหิยทารุจิริยะเถระ เป็น 1 พระอสีติมหาสาวก 80 องค์ที่มีญาณครบ 67 ประการ เป็นพระอรหันต์ประเภทสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา คือเป็นภิกษุผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ตรัสรู้เร็วพลัน บรรลุปฏิสัมภิทา 4 วิโมกข์ 8 อภิญญา 6 และวิชชา 3

ภิกษุพระอรหันต์ประเภทสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา หมายถึงการเจริญฌานให้เกิดขึ้นนั้นเป็นของง่าย ( สุขาปฏิปทา ) เมื่อได้ฌานแล้วเจริญมัคคผลและปัญญาณ 67 ญาณนั้นได้อย่างรวดเร็ว ( ขิปปาภิญญา ) เหนือกว่าภิกษุอื่นใดทั้งหมดในศาสนานี้.....



ในกัปล์ที่แสนกัปล์นับถอยหลังไปแต่กัปล์นี้
มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าพระปทุมมุตตระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก ทุกย่างพระบาทมีดอกปทุมผุดขึ้นมารองรับทุก ๆ ย่างพระบาท ละอองเกษรของดอกปทุมฟุ้งกระจายหอมตลบอบอวลขึ้นไปถึงพระอุระของพระองค์ จึงทรงมีพระนามว่า พระปทุมมุตตระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระพาหิยทารุจิริยะเถระ เกิดเป็นมนุษย์ในศาสนาของพระปทุมมุตตระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในกาลนั้นพระปทุมมุตตระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้แต่งตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่ง ภิกษุผู้เลิศกว่าภิกษุหลายผู้ตรัสรู้เร็วพลัน

พระพาหิยทารุจิริยะเถระ ได้เห็นอย่างนั้นมีจิตเลื่อมใสศรัทธาตั้งความปรารถนาที่จะเป็นเอตทัคคะอย่างนั้นบ้าง จึงอธิการกุศลในศาสนาของพระปทุมมุตตระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วตั้งความปรารถนา

พระปทุมมุตตระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงพยากรรับรองว่าเธอจักได้เป็นภิกษุผู้เลิศกว่าภิกษุหลายผู้ตรัสรู้เร็วพลัน มีนามว่าพระพาหิยทารุจิริยะ ในศาสนาของพระสมณะโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า

แสนกัปล์ผ่านไปจนถึงกาลปลายพระพุทธศาสนาของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว ในปลายพระพุทธศาสนาของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้านี้พระพาหิยทารุจิริยะเถระ ได้ออกบวชเป็นภิกษุพร้อมด้วยพระเถระ รวม 7 องค์ มีปรารภเห็นพ้องต้องกันว่า....
แม้พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าจะดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว แต่พระสัทธรรมยังดำรงค์อยู่ พวกเราอย่าประมาทในธรรมในศาสนานี้เลย จึงชักชวนกันไปเจริญสมณะธรรมแบบอุกกฤติคือเคร่งครัด

ขณะเดินทางไป ได้พบภูเขาศิลาสูงเหนือพื้นดินมาก ไม่มีทางขึ้นและลง จึงต่อไม้ทำเป็นบันใดปีนขึ้นไปเพื่อเจริญสมณะธรรมบนภูเขาศิลานั้น เมื่อขึ้นไปครบทั้ง 7 องค์ ก็ผลักบันใดไม้นั้นทิ้งไปเสีย ตั้งจิตอธิษฐานพร้อมกันว่ายังไม่บรรลุมัคคผลคุณวิเศษณ์อยู่ตราบใด พวกเราจักขอตายในสถานที่นี้

ในราตรีแรกพระเถระผู้ใหญ่บรรลุอรหัตตผลพ้อมด้วยปฏิสัมภิทา 4 จึงเหาะไปบิณฑบาตรมาหวังจะเกื้อกูลแก่พระเถระที่เหลือทั้ง 6 องค์ แต่พระเถระทั้ง 6 องค์ มีมานะทิฏฐิว่า พวกเราไม่ได้ทำกติกากันไม่ใช่หรือว่าถ้าใครบรรลุพระอรหันต์แล้วจะต้องบิณฑบาตรมาให้พวกเรา พระเถระเห็นดังนั้นจึงแสดงฤทธิ์หลีกไป และดับขันธ์ปรินิพพานในกาลแห่งสิ้นอายุขัยในชาตินั้น

ในราตรีที่ 2 พระเถระองค์รองบรรลุอนาคามีผล พร้อมด้วยโลกียะปฏิสัมภิทา จึงเหาะไปบิณฑบาตรมาอนุเคราะห์ภิกษุที่เหลืออีก 5 องค์ ดุจเดียวกับพระเถระองค์ใหญ่ แต่พระเถระทั้ง 5 องค์ มีมานะทิฏฐิว่า พวกเราไม่ได้ทำกติกากันไม่ใช่หรือว่าถ้าใครบรรลุพระอนาคามีแล้วจะต้องบิณฑบาตรมาให้พวกเรา พระเถระเห็นดังนั้นจึงแสดงฤทธิ์หลีกไป มรณะภาพแล้วไปไปเกิดเป็นพรหมพระอนาคามีในพรหมโลกชั้นสุทธาวาส

ครั้นเกิดแล้วก็ระลึกถึงพระเถรที่เหลือทั้ง 5 นั้นซึ่งมีพระพาหิยทารุจิริยะเถระรวมอยู่ด้วย ว่าบัดนี้พวกเขาได้คุณวิเศษอันใดกันบ้าง ก็ทราบว่าพระเถระทั้ง 5 นั้นมณะภาพด้วยการอดหาร อันเนื่องด้วยมานะทิฏฐินั้น

ทราบว่าในกาลบัดนี้พระพาหิยทารุจิริยะเถระ ได้มาเกิดเป็นมนุษย์เป็นลวงโลกนุ่งห่มสาหร่ายอยู่ที่ใกล้ท่าเรือสุปปารกะ สำคัญตนว่าเป็นพระอรหันต์ และเป็นกาลที่จะหมดอายุขัยแล้วในวันพรุ่งนี้ จึงมีจิตอนุเคราะห์สหายด้วยกรุณา จึงมาจากพรหมโลก ปรากฏให้เห็นแล้วกล่าวว่า....

ดูกรพาหิยะ ท่านไม่เป็นพระอรหันต์หรือไม่เป็นผู้ถึงอรหัตตมรรคอย่างแน่นอน ท่านไม่มีปฏิปทาเครื่องให้เป็นพระอรหันต์หรือเครื่องเป็นผู้ถึงอรหัตตมรรค

พาหิยทารุจีริยะถามว่า เมื่อเป็นอย่างนั้น บัดนี้ใครเล่าเป็นพระอรหันต์ หรือเป็นผู้ถึงอรหัตตมรรคในโลกกับเทวโลก

พรหมนั้นตอบว่า ดูกรพาหิยะ ในชนบททางเหนือ มีพระนครชื่อว่าสาวัตถี บัดนี้ พระผู้มี
พระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ประทับอยู่ในพระนครนั้น ดูกรพาหิยะ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นแล เป็นพระอรหันต์อย่างแน่นอน ทั้งทรงแสดงธรรมเพื่อความเป็นพระอรหันต์ด้วย

ลำดับนั้นแล พาหิยทารุจีริยะผู้อันพรหมนั้นให้สลดใจแล้ว หลีกไปจากท่าสุปปารกะในทันใดนั้นเอง ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคผู้ประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีใกล้พระนครสาวัตถี โดยการพักแรมสิ้นราตรีหนึ่งในที่ทั้งปวง ฯ ด้วยระยะทาง 120 โยชน์


ก็สมัยนั้นแล ภิกษุมากด้วยกัน จงกรมอยู่ในที่แจ้ง พาหิยทารุจีริยะเข้าไปหาภิกษุทั้งหลายถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้ถามภิกษุเหล่านั้นว่า ข้าแต่ท่านทั้งหลายผู้เจริญ บัดนี้ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอ ข้าพเจ้าประสงค์จะเฝ้าพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ภิกษุเหล่านั้นตอบว่า ดูกรพาหิยะ พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปสู่ละแวกบ้านเพื่อบิณฑบาต ลำดับนั้นแล พาหิยทารุจีริยะรีบด่วนออกจากพระวิหารเชตวัน เข้าไปยังพระนครสาวัตถี ได้เห็นพระผู้มีพระภาคกำลังเสด็จเที่ยวบิณฑบาตในพระนครสาวัตถี น่าเลื่อมใส ควรเลื่อมใส มีอินทรีย์สงบ มีพระทัยสงบ ถึงความฝึกและความสงบอันสูงสุด มีตนอันฝึกแล้ว คุ้มครองแล้ว มีอินทรีย์สำรวมแล้ว เป็นผู้ประเสริฐ แล้วได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค หมอบลงแทบพระบาทของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้าแล้วมีปีติแผ่ซ่านไปทั่วกาย จิตสงัดจากกามสงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้วบรรลุปฐมฌาน มีพระสัมมสัมพุทธเจ้าเป็นอารมณ์.

ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์ ขอพระสุคตโปรดทรงแสดงธรรมที่จะพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข แก่ข้าพระองค์สิ้นกาลนานเถิด ฯ



แต่พระพาหิยทารุจิริยะเถระยังมีอินทรีย์ไม่แก่กล้าควรแก่การบรรลุธรรมในขณะนั้น จะต้องเจริญอิทธิบาท 4 ด้วยฌานที่ได้แล้วนั้นสักช่วงเวลาหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงรอกาลที่อินทรีย์ของ พระพาหิยทารุจิริยะเถระนั้นแก่กล้าจึงตรัสว่า.

ดูกรพาหิยะ เวลานี้ยังไม่สมควรก่อน เพราะเรายังเข้าไปสู่ละแวกบ้านเพื่อบิณฑบาตอยู่


แม้ครั้งที่ ๒ พาหิยทารุจีริยะก็ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ความเป็นไปแห่งอันตรายแก่ชีวิตของพระผู้มีพระภาคก็ดี ความเป็นไปแห่งอันตรายแก่ชีวิตของข้าพระองค์ก็ดี รู้ได้ยากแล ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์ ขอพระสุคตโปรดทรงแสดงธรรมที่จะพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข แก่ข้าพระองค์ตลอดกาลนานเถิด ฯ


แม้ครั้งที่ ๒...แม้ครั้งที่ ๓ พาหิยทารุจีริยะก็ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ความเป็นไปแห่งอันตรายแก่ชีวิตของพระผู้มีพระภาคก็ดี ความเป็นไปแห่งอันตรายแก่ชีวิตของข้าพระองค์ก็ดี รู้ได้ยากแล ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์ ขอพระสุคตโปรดทรงแสดงธรรมเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข แก่ข้าพระองค์สิ้นกาลนานเถิด ฯ


ในกาลนั้นอินทรีย์ของพระพาหิยทารุจีริยะเถระแก่กล้าบริบูรณ์แล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ......" ดูกรพาหิยะ เธอพึงทำความศึกษาอย่างนี้ว่า เมื่อเห็นก็สักแต่ว่าเห็นนะพาหิยะ ".....

ครั้นจบพระธรรมเทศนา พระพาหิยทารุจีริยะเถระก็ตั้งอยู่ในอรหัตตผล พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาญาณ มีญาณ 67 ญาณเสมอด้วยพระอสีติมหาสวก 80 องค์ทุกประการ


บรรลุธรรมแล้วพระพาหิยทารุจีริยะเถระทูลขออุปสมบท พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสถามว่า ดูกรพาหิยะเธอมีบริขารแล้วหรือ พระเถระตรวจดูด้วยญาณแล้วทราบว่าไม่มี เพราะตลอดแสนกัปล์ที่ผ่านมาพระเถระไม่เคยถวายบริขาร 8 แด่ภิกษุสามเณรในพุทธศาสนามาก่อนเลย โดยที่สุดแม้แต่เข็มสักเล่มหนึ่งก็ไม่เคยถวายใคร ดังนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่อาจอุปสมบทให้ด้วยวิธีเอหภิกขุอุปสัมปทา คือสำเร็จการอุปสมบทด้วยฤทธิ์ได้

พระพาหิยทารุจีริยะเถระจึงตอบว่า......ไม่มีพระเจ้าข้า

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสว่า ..... ดูกรพาหิยะเธอพึงไปหาบริขารมาก่อน....

พระพาหิยทารุจีริยะเถระทูลลาไปแสวงหาสบง จีวร จากกองหยากเหยื่อละแวกนั้น

กาลนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จหลีกไปสู่ที่บิณฑบาตรในเมืองสาวัตถี

และกาลนั้นของพระพาหิยทารุจีริยะเถระ เป็นกาลหมดอายุขัยเพราะปานาติบาตที่ทำมา
นางยักษ์สินีผู้เป็นคู่เวรกันเข้าสิงโคแม่ลูกอ่อนขวิดเอา พระพาหิยทารุจีริยะเถระ ดับขันธ์ปรินิพพาน ณ กองหยากเหยื่อนั้น


ครั้นพระผู้มีพระภาคเสด็จเที่ยวบิณฑบาตในพระนครสาวัตถีเสด็จกลับจากบิณฑบาตในเวลาปัจฉาภัต เสด็จออกจากพระนครพร้อมกับภิกษุเป็นอันมาก ได้ทอดพระเนตรเห็นพาหิยทารุจีริยะทำกาละแล้ว จึงตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงช่วยกันจับสรีระของพาหิยทารุจีริยะยกขึ้นสู่เตียงแล้ว จงนำไปเผาเสีย แล้วจงทำสถูปไว้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย พาหิยทารุจีริยะประพฤติธรรมอันประเสริฐเสมอกับท่านทั้งหลาย ทำกาละแล้ว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว ช่วยกันยกสรีระของพระพาหิยทารุจีริยะขึ้นสู่เตียง แล้วนำไปเผา และทำสถูปไว้แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้นั่งอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สรีระของพาหิยทารุจีริยะข้าพระองค์ทั้งหลายเผาแล้ว และสถูปของพาหิยทารุจีริยะนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายทำไว้แล้วคติของพาหิยทารุจีริยะนั้นเป็นอย่างไร ภพเบื้องหน้าของเขาเป็นอย่างไร ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พาหิยทารุจีริยะเป็นบัณฑิต ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งไม่ทำเราให้ลำบาก เพราะเหตุแห่งการแสดงธรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย พาหิยทารุจีริยะปรินิพพานแล้ว ฯ
ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า

ดิน น้ำ ไฟ และลม ย่อมไม่หยั่งลงในนิพพานธาตุใด
ในนิพพานธาตุนั้น ดาวทั้งหลายย่อมไม่สว่าง พระอาทิตย์
ย่อมไม่ปรากฏ พระจันทร์ย่อมไม่สว่าง ความมืดย่อมไม่มี
ก็เมื่อใดพราหมณ์ชื่อว่าเป็นมุนีเพราะรู้ (สัจจะ ๔) รู้แล้ว
ด้วยตน เมื่อนั้น พราหมณ์ย่อมหลุดพ้นจากรูปและอรูป
จากสุขและทุกข์ ฯ


เจริญในธรรมครับ

อภิปัญโญ ภิกขุ




ฌานและญาณ ต้องอิงอาสัยเกิดร่วมเกิดพร้อมในอริยะมัคคจิตด้วยกันเสมอ


สมาธิคือการที่จิตเป็นกุศล จิตเป็นจิตที่สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย
เมื่อจิตเป็นสมาธิก็จะมีปัญญาอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดร่วมด้วยเพราะกุศลนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัยเสมอ
สังขารเกิดเพราะกุศลมูลเป็นปัจจัย.....ฯลฯ.....ชรา มรณะ เกิดเพราะชาติเป็นปัจจัย.....เช่น

สมาธิระดับปฐมฌาน.....มีปัญญาในการละนิวรณ์ 5 ได้เกิดขึ้น
สมาธิในระดับทุติยฌาน.....มีปัญญาในการละ วิตก วิจารได้เกิดขึ้น
สมาธิในระดับตติยฌาน.....มีปัญญาในการละ ปีติได้เกิดขึ้น
สมาธิในระดับจตุตถฌาน.....มีปัญญาในการละสุข และละทุกข์ได้เกิดขึ้น
สมาธิในระดับอากาสานัญจายตนะฌาน.....มีปัญญาในการละรูปสัญญา ละปฏิฆะสัญญา และละนานัตตะสัญญา ( คือการละความยินดี ยินร้าย และละความยึดมั่นถือมั่นในรูปทั้งปวงว่าตัวว่าตน ) ได้เกิดขึ้น
สมาธิในระดับวิญญานัญจายตนะฌาน.....มีปัญญาในการก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะฌานได้เกิดขึ้น
สมาธิในระดับอากิญจัญญายตนะฌาน.....มีปัญญาในการก้าวล่วงวิญญานัญจายตนะฌานได้เกิดขึ้น
สมาธิในระดับเนวสัญญานาสัญญายตนะฌาน.....มีปัญญาในการก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะฌานได้เกิดขึ้น

สมาธิในระดับโสดาปัตติมัค.....มีปัญญาในการละสังโยชน์ได้ 3 คือสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลพตปรามาสได้หมดสิ้นเกิดขึ้น
สมาธิในระดับสกทาคามีมัคค.....มีปัญญาในการละสังโยชน์ได้ 3 เหมือนพระโสดาบัน แต่มีปัญญาในการละ ราคะ โทสะ และโมหะให้บางเบาได้ด้วยเกิดขึ้น
สมาธิในระดับอนาคามีมัคค.....มีปัญญาในการละสังโยชน์ได้ 5 คือสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลพตปรามาส กามราคะ และปฏิฆะได้หมดสิ้นเกิดขึ้น
สมาธิในระดับอรหัตตมัคค.....มีปัญญาในการละสังโยชน์ 10 ได้เกิดขึ้น คือสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลพตปรามาส กามราคะ ปฏิฆะ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชาได้หมดสิ้นเกิดขึ้น

สมาธิในระดับกามมหากุศลจิตในปุถุชน.....มีปัญญาในการยังอภิญญา 5 ประการให้เกิดขึ้น ได้แก่แสดงฤทธิ์ได้ มีหูทิพย์ มีตาทิพย์ รู้จักจิตใจผู้อื่น และระลึกชาติได้เกิดขึ้น

สมาธิในระดับกามมหากุศลจิตในพระอริบุคคลชั้นต้น 3.....มีปัญญาในการยังอภิญญา 5 และโลกียปฏิสัมภิทาให้เกิดขึ้น

สมาธิในระดับกามกิริยาจิต.....มีปัญญาในการยังอภิญญาแตกต่างกันดังนี้
1.สมาธิในระดับกามกิริยาจิตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.....มีปัญญาเหล่านี้เกิดขึ้น
๖๘. อินทริยปโรปริยัติญาณ [ญาณในความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลาย]

๖๙. อาสยานุสยญาณ [ญาณในฉันทะเป็นที่มานอนและกิเลสอันนอนเนื่องของสัตว์ทั้งหลาย]

๗๐. ยมกปาฏิหิรญาณ [ญาณในยมกปาฏิหาริย์]

๗๑. มหากรุณาสมาปัตติญาณ

๗๒. สัพพัญญุตญาณ

๗๓. อนาวรณญาณ


2.สมาธิในระดับกามกิริยาจิตของพระปัจเจกพุทธเจ้า.....มีปัญญาในระดับปัจเจกโพธิญาณ วิโมกข์ 8 อภิญญา 6 และวิชชา 3 เกิดขึ้น

3.สมาธิในระดับกามกิริยาจิตของพระอรหันตสาวก.....มีปัญญาในระดับปฏิสัมภิทา 4 วิโมกข์ 8 อภิญญา 6 และ วิชชา 3 เกิดขึ้น



สมาธิเป็นที่ตั้งของปัญญา

ปัญญาต้องเกิดร่วมเกิดพร้อมกับสมาธิ

สมาธิน้อยปัญญาก็น้อย สมาธิมาก ปัญญาก็มาก

สมาธิบริบูรณ์ จิตก็หลุดพ้นจากวัฏฏะด้วยโลกุตตระฌาน


นั่งหลับตาแต่จิตไม่เป็นสมาธิ ไม่สงัดจากกามไม่สงัดจากบาปอกุศล.....ปัญญาเกิดไม่ได้ ตั้งอยู่ไม่ได้ครับ


เจริญในธรรมครับ

อภิปัญโญ ภิกขุ




พบพระสัมมสัมพุทธเจ้าเพียงครู่
พระพาหิยทารุจิริยะเถระก็มีเวลาเข้าฌานได้นับขณะจิตไม่ถ้วนครับ
เพราะฌานคือ กุศลจิตที่เกิดดับ ๆ ต่อเนื่องตามกัน พบพระพุทธเจ้าจิตก็เป็นกุศล

เปลี่ยนอกุศลจิตและกามาวจรกุศลจิตให้เป็นจิตที่สงัดจากกามสงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายได้ จิตนั้นเรียกว่าเป็นฌานแล้วครับ


วันหนึ่ง ๆ จิตเราก็เป็นฌานจิตได้นับไม่ถ้วนครับ

ถ้าจิตท่านเป็นจิตที่สงัดจากกามสงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายได้ จิตนั้นเรียกว่าเป็นฌานแล้วครับ


พระพาหิยทารุจิริยะเถระเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วเลื่อมใสศรัทธา ปีติมีกำลังกล้าจิตท่านเป็นจิตที่สงัดจากกามสงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายได้ จิตนั้นเรียกว่าเป็นฌานแล้วครับ

เจริญในธรรมครับ

อภิปัญโญ ภิกขุ



วันหนึ่ง ๆ จิตเราก็เป็นฌานจิตได้นับไม่ถ้วนครับ

ถ้าจิตท่านเป็นจิตที่สงัดจากกามสงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายได้ จิตนั้นเรียกว่าเป็นฌานแล้วครับ

Apipanyo DT05479 [17 พ.ค. 2551 10:13 น.] คำตอบที่ 47

จริงจ้า....จึงควรคิดดีกันเข้าไว้นะจ๊ะ...เก่งนะเนี่ย ท่านเห็นได้ อภิปัญโญ ภิกข

ผมกำลังฝึกขับขี่ฌานอยู่คร๊าบ....อะ อะ อะ อะ


ขอบคุณครับ ขอบคุณมากๆ


รวดเร็วและง่ายดายดีจังนะครับ ไม่ต้องมานั่งตีความตามตำราว่าของใครอ้างถูก ของใครอ้างผิด ตำราเล่มไหนของแท้ - ของเทียม หรือวิธีการฝึกของใครสุดยอดกว่ากัน

เดินๆมา เจอปุ๊บ เกิดฌานปั๊บ ฟังอีกแป๊บ (1ประโยค ก็ราวๆ20-30วินาที)
สำเร็จเป็นอรหันต์เลย โป๊ะเชะ !!!

ขอบคูณท่าน อภิปัญโญ ที่ช่วยให้ความกระจ่าง !

พวกเราที่อ่านๆกันอยู่ จึงควรคิดดี... (อุ๊บ ! ขอประทานโทษ ท่าน 123 ที่นับถือ ด้วยขอรับ) ...จึงควรพิจารณา (ด้วยสุตตมยปัญญา และ จินตมยปัญญา ของปุถุชนที่มีอยู่) ให้กระจ่างว่า พระสาวกแต่ละท่านเหล่านั้น ท่านเข้าถึง มรรคผล นิพพาน ด้วยแนวทาง ด้วยอุบายวิธี หรือด้วยลักษณาการที่เหมือนกันเด๊ะหรือแตกต่างกันเช่นไร แล้วเราหละ เอาไงดี หรือเอาไงให้ได้"ดี"

ขอความสำเร็จในธรรมจงมีแด่ทุกท่านครับ




จิตคิดดี = จิดสงัดจากกามสงัดจากอกุศล = จิตเป็นฌาน

ถูกต้องไหมครับ ท่าน 123 ท่าน อภิปัญโญ

ถ้าอย่างงั้น กระผมกำลังห้อยฌาน ของท่าน 123 อยู่กำลังนี้ขอรับ

บางทีลม(กิเลศ)พัดแรงจัด ก็ทำท่าจะหล่น จะหล่น อยู่รอมมะร่อขอรับ

พุทธองค์ช่วยลูกด้วย...!!!


สุ - 118.172.50.101 [17 พ.ค. 2551 17:00 น.] คำตอบที่ 49

จ้า....แล้ว...สุตตมยปัญญา และ จินตมยปัญญา ของปุถุชนที่มีอยู่ จะมีปัญญาเห็นเส้นทาง
ของอริยชนได้จริงๆ เหรอจ๊ะ....อะ อะ อะ อะ





123 - 222.123.232.9[17 พ.ค. 2551 18:13 น.] คำตอบที่ 51


คร๊าบ... คือ อย่างนี้นะครับ...จำได้ว่า นานมาแล้ว ผมคิดจะไปเที่ยวระยองเป็นครั้งแรก ผมมีรถยนต์เก่าๆอยู่ 1 คัน น้ำมันเต็มถัง แต่...แหะๆ...ผมไม่รู้ว่าระยองอยู่ส่วนไหนของประเทศ ที่อยากไป ก็เพราะเพื่อนที่รักกันมากแนะนำให้ไป มันบอกว่าทะเลสะอาดดี หาดทรายขาว บรรยากาศสงบ ร่มรื่น ก็อยากไป เพราะเชื่อเพื่อน ทีนี้เอาไงหละ ผมคิดแล้วก็เลยไป 7-11 ซื้อแผนที่ประเทศไทย และแผนที่ระยองมา 3-4ฉบับ ศึกษาเส้นทางเปรียบเทียบกันดู ก็เห็นว่าคล้ายๆกันในเส้นทางหลัก จะมีก็แต่เส้นทางแยกย่อยและเส้นทางตัดใหม่ ที่แตกต่างกัน ซึ่งผมพิจารณาดูแล้ว ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เท่าที่ระบุไว้ตรงกัน ก็น่าจะพาผมไปถึงระยองได้ และเพื่อความแน่ใจ ผมก็ลองสอบถามหลายๆคนที่รู้จักกัน ว่าเคยไประยองไหม ช่วยบอกทางด้วยซิ บางคนก็บอกว่าไม่เคยไประยอง แต่ไปถึงชลบุรีก็ใกล้ๆกัน เท่าที่เขารู้ ไปต่ออีกหน่อยเดียวก็จะถึงระยอง เขามีธุระก็เลยแวะชลบุรี บางคนไม่เคยไป เขาให้แผนที่ผมแทนคำแนะนำ ใจดีมากเลยคนนี้ แต่มีอยู๋คนหนึ่ง แนะนำเส้นทางให้ไปทางสุพรรณบุรี แล้วไปกาญจนบุรี แล้วไปทะลุนครปฐมค่อยย้อนกลับมาหลายซับหลายซ้อนกว่าจะทะลุสายบางนา-ตราด ผมคิดว่าถ้าไปตามนั้น คงจะหลงทางแน่ๆก็เลยฟังเฉยๆ ผมตัดสินใจไปตามแผนที่ทางหลวง ระหว่างทางก็แวะสอบถามชาวบ้านข้างทางเปรียบเทียบกับแผนที่ สุดท้าย ผมก็ไปถึงระยองจนได้ นี่แหละครับท่าน 123 การใช้ สุตตมยปัญญา และ
จินตามยปัญญาของผม
ตอนนี้มีคนแนะนำผมว่ามีอีกแห่งหนึ่ง น่าสนใจมาก จะไปไม่ต้องใช้รถยนต์(น้ำมันยิ่งแพงๆอยู่ด้วย)ไม่ต้องเอาอะไรไปด้วยเลยทั้งสิ้น ไปถึงแล้วจะสงบ ร่มรื่นมาก ผมก็ชักสนใจ นี่ก็สะสมแผนที่มาศึกษาเส้นทางอยู่ สอบถามผู้รู้ไปก็เยอะ ลองเดินทางไปก็หลายครั้ง แต่ก็รู้สึกว่ามันจะวนๆเวียนๆอยู่แถวๆนี้แหละ มันยังรู้สึกคุ้นๆตาอยู่เหมือนกับว่ายังไปไม่ถึงไหนเลยครับ ท่านครับ








นี่แหละครับท่าน 123 การใช้ สุตตมยปัญญา และจินตามยปัญญาของผม

สุ - 118.172.50.101 [17 พ.ค. 2551 19:16 น.] คำตอบที่ 52

แล้วที่ว่า สุตตมยปัญญา และจินตามยปัญญาของผม ทั้งสองอย่างนี้ี่
เป็นแบบปุถุชนหรือป่าวคร๊าบ....อะ อะ อะ อะ


สุดท้าย ผมก็ไปถึงระยองจนได้
แล้วเห็นระยองแบบภาพสามมิติ หรือทุลุมิติแบบอริยะชนละคร๊าบ....อะ อะ อะ อะ


ก็เคยบอกหลายครั้งแบบอุปมาแล้วก็ไม่เชื่อ...ว่า
ปุถุชนเหมือนคลื่นวิทยุ AM ของอริยชนเหมือนคลื่นวิทยุ FM
ไม่มีทางที่ปุถุชนจะเห็นความจริงของอริยชนได้หรอกคร๊าบ ต่อให้มีแผนที่สุดวิเศษ
แค่ใหน มีบุคลากรชั้นหนึ่งอย่างไร ก็ยังคงอยู่ในคลื่น AM อยู่ดีนะคร๊าบ มักจะสำคัญผิด คิดไปว่า น่าจะเป็นแบบนี้ หรือสารพัดที่จะคาดเดากันไปเรื่อยเปื่ยย.....อะ อะ อะ อะ


วันไหนเห็นระยองแบบทะลุมิติบอกด้วยนะคร๊าบ....จะร่วมอนุโมทนาด้วย
ก็เครื่องส่ง ทั้ง AM FM มันก็ตั้งอยู่ที่เดียวกันนั่นแหละคร๊าบ
มันอยู่ที่คุณมีเครื่องรับ FM หรือไม่ตะหาก....อะ อะ อะ อะ






นั่งแล้วเกิดตัวเล็กลงในความรู้สึกหมายความว่าอย่างไรค่ะ


ไม่น่าเชื่อ ว่าการนำเสนอที่ดีๆ จะนำไปสู่การหาเรื่อง นักปฏิบัติธรรมหรือหาเรื่อง อารมณ์ตัวเองยังดูตัวเองไม่เป็นเลย มัวแต่วิจารณ์คนที่ปรารถนาดี แบบนี้สมัยพุทธกาลก็มีเยอะ ถ้าอย่างนั่นคงต้องรอไปก่อน เถียงกันให้เสร็จแล้วค่อยว่ากันนะครับ [url]http://[/url]


นั่งแล้วเกิดตัวเล็กลงในความรู้สึกหมายความว่าอย่างไรค่ะ
ก็หมายความว่า ตัวไม่ใหญ่นั่นเอง(อิอิ) เล็กหนอ ๆ รู้หนอๆ (รู้ว่าตัวเองเล็กหนอตัวเองนะตัวเอง)


ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติอันบุคคลเจริญ
กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่
ก็อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร กระทำให้มากแล้ว
อย่างไร จึงมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนี้ ภิกษุไปแล้วสู่ป่า
หรือโคนไม้ หรือเรือนว่างก็ตาม นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบ
ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า เธอนั้น มีสติหายใจเข้า
มีสติหายใจออก :
เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว,
เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว;
เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น,
เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น;
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า “เราเป็นผู้รู้พร้อม
เฉพาะซึ่งกายทั้งปวง (สพฺพกายปฏิสํเวที) หายใจเข้า”,
ว่า “เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง หายใจออก”;
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า “เราเป็นผู้ทำ
กายสังขารให้รำงับ (ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ) หายใจเข้า”,
ว่า “เราเป็นผู้ทำกายสังขารให้รำงับ หายใจออก”;


 เปิดอ่านหน้านี้  3343 

RELATED STORIES


  แสดงความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย