การให้อภัย ไม่ใช่ยอมแพ้ ไม่ใช่เสียเปรียบ

 แสงเทียนน้อย   21 ก.พ. 2554

การให้อภัย ไม่ใช่ยอมแพ้ ไม่ใช่เสียเปรียบ

ยอมกันเสียบ้าง ก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง การยอมแพ้อาจหมายถึงชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ คือการให้อภัย

การให้อภัย ดูเหมือนว่า เรายอมไม่ติดใจไม่เอาเรื่อง แล้วเขาจะได้กำเริบ ส่วนเราเสียเปรียบ ความจริงแล้วไม่ใช่ เรากำลังบำเพ็ญบารมี คือ"อภัยทาน" อันเป็นทานบารมีที่สูงส่ง

บางคนรักมากหลงมาก เพราะเขาดี ก็ปรารถนาพบกันทุกชาติ หรือต้องการพบกันอีก บางคนก็อธิษฐานไม่ขอพบขอเจอกันอีกและไม่ให้อภัย ผลของการไม่อภัย ก็เหมือนการผูกสิ่งที่เราไม่ชอบไว้กับตัวตลอดเวลา คล้ายๆ ผูกเวร จองเวร ไม่มีที่สิ้นสุด

 การให้อภัย เป็นการฝึกจิต อบรมจิต เป็นการชำระใจ เป็นการยุติปัญหาต่างๆ เป็นการแสดงกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่การเสียหน้าหรือเสียรู้ ไม่ใช่การได้เปรียบเสียเปรียบ แต่เป็นการชำระล้างสิ่งที่ไม่ดีออกจากใจ เหมือนล้างภาชนะที่สกปรก ฉันนั้น 

การให้อภัยพูดง่ายแต่ทำยาก แม้จะยากเพราะใจไม่อยากทำ ก็ต้องฝืนใจ เพราะเมตตาและการให้อภัย เป็นคุณประโยชน์แก่เรา เป็นความสงบร่มเย็นของเราเอง ไม่ใช่ของใครอื่น

 การให้อภัยจึงเป็นชัยชนะของผู้มีปัญญา 

เจริญธรรม




ใช่ค่ะเห็นด้วยกับการให้อภัยเป็นทานอย่างยิ่ง ดิฉันได้มีประสบการณ์ยากจะให้อภัย
แก่สามีและภรรยาน้อย มันยากมากที่จะทำใจอภัยได้ แต่ได้พบในภายหลังว่า
การให้อภัยเป็นการปลดแอกจิตวิญญาณเราเอง ให้ละความพยาบาทเพื่อตัดเวร
ตัดภัยให้หมดสิ้นกันไปในชาตินี้ และจบลงที่เราเอง ยึดคำพระพุทธองค์ว่าไม่มีเหตุ
ก็ไม่มีผล นี่อาจเป็นผลกรรมของเราในอดีตก็ได้ คิดเพื่อเป็นอุบายในการอภัย
แล้วพบว่าชีวิตมีความสุขขึ้นมาก โปร่งเบาสบาย กว่าการยึดความโกรธ อาฆาตมาไว้
กับตัว


เห็นด้วยกับท่าน "แสงเทียนน้อย" การให้อภัย เป็นการแสดงถึงความมี "จิตสันติภาพ" อย่างสูงยิ่ง คู่กับการ "อโหสิกรรม" อันเป็น "จิตสันติภาพสูงสุด" การให้อภัย เป็นกระบวนการละ หรือสละความคิด ความรู้สึก "ถือโทษ" ออกไปจากจิตใจ เมื่อ ผู้ละเมิดได้แสดงสำนึก แม้ไม่ได้ชดเชย หรือแสดงพฤติกรรมชดเชยความพลั้งพลาดในการ "ละเมิด" และก่อให้เกิดความยินดีด้วยกันทั้งสองฝ่าย ความรู้สึกหลังการให้อภัย จึงเป็นการ "อโหสิกรรม"ต่อกัน แปลว่า ไม่ติดใจในความพลั้งพลาดที่เกิดขึ้น แต่การอโหสิกรรม เป็นการละ หรือสละ หรือยกโทษให้ โดยที่ไม่ตั้งข้อมุ่งหวังว่าฝ่ายผู้พลั้งพลาดละเมิดจะได้แสดงความสำนึกแล้วหรือไม่ โดยตั้งจิตไม่ถือโทษ เอาความเสียแต่ต้น อโหสิกรรมจึงเป็น "จิตสันติภาพสูงสุด"

การให้อภัย (อภัยทาน) และการอโหสิกรรม จึงเป็น"หัวใจแห่งกระบวนการสันติภาพ" หัวใจ หรือจิตใจ หรือจิต จะนำมาซึ่ง การให้อภัย (อภัยทาน) และการอโหสิกรรม ได้ ต้องมาจากธรรมะ คือ คือพรหมวิหารธรรม เป็นฐานต้นในจิตใจ

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง การให้อภัย เป็นการสละกรรม(หรือตัดกรรม)อันเป็นเวรกรรม คือการอาฆาตพยาบาท จองเวร อันมีต้นมาจากกิเลส คือ ความโกรธ(ซึ่งอาจเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวพันกับ ความโลภ ความหลงก็ได้) เมื่อจิตไม่ติดในกิเลส(ความโกรธ) เวรกรรมก็ไม่สามารถครอบงำจิตได้ เพราะได้ตัดกรรมด้วยการให้อภัย หรืออโหสิกรรมไว้แต่ต้น

การให้อภัย หรือทำอภัยทาน การอโหสิกรรม มิใช่การหนีปัญหา มิใช่เสียหน้า มิใช่ยอมแพ้ยอมสยบหรือหน้าตัวเมียใด ๆ ทั้งสิ้น ตรงกันข้าม เป็นการกระทำของผู้มีจิตสูงส่ง ยึดมั่นรับผิดชอบ สละ เต็มใจยินดีรองรับ ค้ำจุนสังคมและโลกให้เกิดความสงบ สันติสุขอย่างแท้จริงและยั่งยืน ด้วยวิถึแห่งธรรมะชั้นสูง ครับ

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นธรรมะขั้นสูงสักปานใด ทุกคนก็สามารถนำมาปฏิบัติได้ด้วยกันทั้งนั้น หาได้เป็นธรรมะเฉพาะแห่งผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่เท่านั้นก็หาไม่ครับ


 เปิดอ่านหน้านี้  8231 

RELATED STORIES


  แสดงความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย