ธรรมะของหลวงพ่อสนอง กตปุญโญ

 surachaimanking   

 ไม่รู้จักผูกใจ

คนเราเมื่อร้อนก็ต้องหาทางแก้ร้อน เมื่อหนาวก็ต้องหาทางแก้หนาว เมื่อหิวก็หาทางแก้หิว เมื่อปวดเมื่อยก็ต้องเปลี่ยนอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน ถ้าร้อนใจจะเอาอะไรมาแก้? ร้อนใจก็ต้องรักษาศีล ทำสมาธิ ให้ดีจ จึงจะมีเครื่องแก้ แก้ภายนอกพอแก้ได้ แต่แก้ภายในต้องแก้ด้วยสติปัญญา ถ้าใจเป็นบุญกุศลแกล้วไม่ต้องไปแก้ เราต้องพยายามศึกษาและประพฤติปฏิบัติ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องของคนอื่น พระพุทธเจ้าสอนให้รู้จักหาทางไปของตัวเองว่าตายแล้วเราจะไปอย่างไร เราเกิดมาแล้วก็ต้องหาทางไปให้ดีกว่าที่เรามา เพราะเราจะยืนอยู่กับการเป็นมนุษย์นี่เป็นร้อยๆ พันๆปีไม่ได้ ถ้าเราจะอยู่ยืนๆ เราก็ต้องสร้างฐานะตัวเองให้จิตมี ศีล มีสมาธิ เป็นเทวดา เทวดามีอายุเป็นโกฏิๆ ล้านๆปี เป็นมนุษย์นี่แป๊บเดียว ไม่นานเราก็ต้องจากกันไป พระพุทธเจ้าท่านให้เรามองดูชีวิตของเราที่เคลื่อนคล้อยลับไปทุกวันๆ ความดีเราทำแล้วหรือยัง? ถ้าเราทำบาปได้ เราก็ต้องทำบุญได้ เรียกว่าละบาป บำเพ๊ญบุญให้มากเท่าไร จิตเราก็ยิ่งดีมากเท่านั้น แต่ถ้าเราไปทำบาปมากเท่าไรจิตใจของเราก็ยิ่งเศร้าหมองขุ่นมัวมากเท่านั้น จะเก็บแต่อารมณ์ไม่ดีฝังไว้ กินก็ใจไม่ดี นอนก็ใจไม่ดี คิดนึกอะไรก็ไม่ดี ที่พระพุทธเจ้าสอนเรา ถ้าทำตามได้เราก็เป็นสุขสงบ พระพุทธเจ้าทรงสอนแต่ทางสงบ สอนแต่ทางเป็นสุข สอนเพื่อให้ดับทุกข์ ท่านบอกว่าใจคนเรานี้มันร้อนง่ายแต่เย็นยาก มันทุกข์ง่ายแต่มันสุขยาก มันชั่วง่ายแต่มันดียาก ถ้าเราได้มารู้ใจตัวเองแล้วมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ถ้าดีที่ใจแล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็จะดีไปหมด เหมือนวันไหนจิตใจของเราปลอดโปร่งวันนั้นรู้สึกว่าจะมองไปทางไหนก็สบายใจ จะคุยกับใคร จะคิดอะไร จะยืนเดินนั่งนอนมันก็สบายใจ เพราะใจของเราเป็นบุญกุศล แต่วันไหนใจของเราหมกมุ่นขุ่นมัวเศร้าหมองมีแต่ความไม่สบายใจ วันนั้นจะยืนจะเดินจะนั่งจะนอน มันอึดอัดไปหมด ไม่มีความสบายกายสบายใจเลย เป็นมนุษย์ก็เหมือนตกนรก เพราะใจมันอึดอัด หากตายไปดวงใจดวงนี้มันก็จะต้องไปอึดอัดอีก ฉะนั้นเราต้องหาทางสงบใจให้ได้ อย่าให้ใจกระด้างกระเดื่อง อย่าให้ใจออกนอกลู่นอกทางนอกศีลนอกธรรม เราต้องรู้จักผูกใจตัวเอง รู้จักเครื่องอยู่ของใจ เครื่องอยู่ของใจก็คือภาวนานี่แหละ! หายใจเข้า “พุท” หายใจออก “โธ” จับความรู้สึกไว้ที่สองช่องจมูก เห็นใบหน้าตัวเอง เห็นจมูกตัวเอง เห็นลมหายใจเข้า-ออก สั้น-ยาว หยาบ-ละเอียด ร้อน-เย็น เห็นรูปร่างหน้าตาของเรา นุ่งห่มผ้าสีใดใส่เสื้อสีใด คิดนึกอะไรเราก็ “พุท” ลมเข้า “โธ” ลมออก จนกว่าใจของเราจะว่าง เรามีเงินก็ใช่ว่ามีความสุข เงินซื้อบุญกุศลทางจิตใจไม่ได้ เงินเป็นส่วนประกอบภายนอกให้สบายใจ หรือว่าให้ความสะดวกเท่านั้นเอง แต่ที่จะดับความทุกข์จริงๆนั้นต้องดับด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา คนเราวิ่งหาแต่เงิน วิ่งหาแต่วัตถุอย่างเดียว ไม่ได้วิ่งหาธรรมะ ถ้าคนเราวิ่งหาแต่ธรรมะก็จะเจอทุกสิ่งทุกอย่างมารวมกันไว้ที่เดียวคือที่ใจของเรา ฉะนั้นเราต้องพยายามพิจารณากายใจของเรา ภาวนา “พุทโธ” วันละ ๕ นาที ๑๐ นาที ภาวนาบ่อยๆ ก็ทำให้เกิดสมาธิ เกิดปัญญามากขึ้นๆ อันนี้แหละ! เราจะได้ไปสวรรค์บ่อยๆ ได้ใกล้พระนิพพานบ่อยๆ ท่านบอกว่าบุญนี่เหมือนน้ำหยดทีละหยด ที่เราเอาตุ่มมารองไว้ แม้ต้ำจะหยดทีละหยด แต่ถ้ามันหยดไม่หยุดเลย ในไม่ช้าก็ต้องเต็มตุ่ม การที่เรารักษา ศีลบ่อยๆ เจริญภาวนทำใจให้สงบบ่อยๆ ก็เหมือนน้ำหยดทีละหยดๆ ถึงแม้ไม่มากแต่หนักเข้าๆ ก็เต็มได้ฉันใด บุญกุศลที่เราทำเป็นนิจศีลทุกวันๆ นี่มันก็เต็มได้เหมือนกันฉันนั้น แต่ถ้าทำบุญไม่เป็น ทำแล้วเกิดความโกรธ เกิดความโลภ เกิดความหลง ก็เหมือนกับเอาน้ำไปหยดในตุ่มรั่วนั่นเอง กี่ร้อยกี่พันปีน้ำก็ไม่เต็มตุ่มสักที เราจะต้องทำสมาธิด้วย เพราะสมาธินี่เป็นที่เก็บบุญ ทำใจแล้วบุญจะไม่รั่ว สมาธิจะกำจัดนิวรณ์ได้ สมาธิสามารถกำจัดความรั่วไหลของอารมณ์ได้ ทำให้ไม่คิดโน่นไม่คิดนี่ ไม่ปรุงแต่งวุ่นวาย มันก็เลยกลายเป็นตุ่มดี บุญอะไรเข้ามาสักอย่างก็ขังอยู่ในใจเราหมด 

จากหนังสือ ธรรมะ ของหลวง พ่อสนอง กตปุญโญ




ความโกรธ

เจริญสุขท่านสาธุชนผู้สนใจธรรมะสว่างใจทุกท่าน...คนเราถ้าไม่โกรธกันเสียได้จะเป็นสุขมาก เพราะความโกรธนั้นเป็นศัตรูของใจเราเป็นตัวทุกข์อย่างมาก ถ้าเราโกรธแล้วไม่มีอะไรดีเลยในโลกนี้ มีแต่ของเสีย มีแต่ของที่ไม่สวยไม่งาม ฉะนั้นความโกรธจึงเป็นความทุกข์อย่างยิ่ง เหมือนที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ไม่ควรโกรธเลย ความโกรธนั้นเหมือนไฟไหม้เผาตัวเอง ไม่มีความสุข เร่าร้อนอยู่สม่ำเสมอจะกินก็ร้อน จะนั่งก็ร้อน จะนอนก็ร้อน จะเดินก็ร้อน จะพูดคุย จะทำการงานอะไรก็ร้อน ร้อนเพราะความโกรธมาเผาใจเรา แม้แค่นิดเดียวก็ร้อนดังนั้น จงชนะความโกรธดีกว่าชนะคนอื่น การชนะคนอื่นนั้นเราก็ไม่หมดโกรธ เราก็ยังเป็นคนโกรธมากขึ้น ยิ่งโกรธเป็นทวีคูณไปมากยิ่งกว่าเดิม ยิ่งเพิ่มความทะเยอทะยาน ความมักใหญ่ใฝ่สูง มีทิฏฐิมานะมากยิ่งขึ้น หรือความถือตัวมากขึ้น ดังนั้นจึงว่าความโกรธนั้นยิ่งเพิ่มความชั่วให้แก่ใจเรา ไม่ได้ทำความดีให้แก่ใจเราเลย ฉะนั้นผู้ปฏิบัติธรรมจึงรู้ว่า ความโกรธนั้นควรฆ่าให้ตายเสีย อย่าไปฆ่าคนอื่น ควรทำลายความโกรธเสีย หรือควรรู้ทันด้วยสติและปัญญา ความโกรธถ้าไม่รู้ทันด้วยสติปัญญานั้นก็จะไม่มีอะไรที่จะมาดับความโกรธได้ ฉะนั้นจึงต้องเพียรทำหรือคอยรู้จักเขาคือความโกรธ โกรธเมื่อไร ก็รู้จักว่าเขาโกรธเรื่องอะไร เหตุที่ทำให้โกรธนั้นเพราะอะไร.. เพราะเราคิดว่าเขาไม่ดี เขาพูดไม่ดี เขาทำอะไรไม่ถูกใจ เมื่อความโกรธมาเป็นนายเรา เราก็คิดจะเป็นนายคนอื่น คิดจะข่มขู่คนอื่นให้คนอื่นนั้นกลัวเรา ความโกรธนั้นเปรียบเหมือนสุนัข ที่เวลามันกินอาหารแล้วมันก็กัดกัน มันไม่ได้กัดกันเพราะว่ามันโกรธกัน เช่น เวลามันอยู่ด้วยกันมันก็รักกัน เลียกันไปเลียกันมา หยอกกันไปหยอกกันมา รักกันกลมเกลียวเพราะมันมีเมตตา ตอนมันยังไม่ได้กินอาหารสุนัขบางตัวมันก็รักกัน เราก็ต้องเปรียบเป็นสุนัขไทยก็แล้วกัน เพราะว่าถ้าเปรียบสุนัขฝรั่งถ้าเขาฝึกไว้ดีแล้วมันก็ไม่กัดกัน เวลาได้แย่งอาหารกัน อาหารจะเป็นอาหารดีหรือไม่ดีก็ตาม เพียงแค่ก้างปลา หัวปลาทูหรือกระดูกมันก็จะกัดกัน ยิ่งกระดูกนี่ยิ่งแย่งมาก เพราะว่าเป็นความหวงแหนของเขา นั่นแหละคือความโกรธ เกิดความโลภขึ้นมา พอเกิดความโกรธก็กัดกัน ยิ่งเพียงหัวปลาหัวเดียวหรือเพียงกระดูกเพียงท่อนเดียวก็กัดกันอยากให้สุนัขกัดกันก็เท่านั้นเอง เพียงแค่เอากระดูกหรือเพียงแค่เศษอาหารให้กินมันก็กัดกันแล้ว แต่เมื่อเลิกกินแล้วมันก็ไม่กัดกัน มันก็อยู่ด้วยกันแบบพี่แบบน้อง ฉะนั้นคนเราที่ทะเลาะกันก็คือแย่งความเป็นใหญ่หรือแย่งความคิดที่ว่าตัวเองเป็นเจ้าของ ตัวเองเป็นนาย ตัวเองสำคัญ คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่กว่าเขา แต่แท้ที่จริงแล้วคนเรามีธาตุธรรมเสมอกัน ไม่มีใครจะเกินเลยกันได้ มนุษย์เรานี้มีกินเท่ากันนอนเท่ากัน ใช้ชีวิตไม่ต่างกันไม่มีใครจะวิเศษกล่าวกัน บุญกุศลก็สามารถทำได้เท่ากัน ดังนั้นเราจึงเปรียบความโกรธเหมือนสุนัขแย่งอาหาร แย่งกระดูกกัน มันไม่รู้เรื่องอะไรเลย มันกัดกันเดี๋ยวก็มาดีกัน ทั้งๆ ที่เจ็บตัวโดยความโกรธ เขาเปรียบสุนัขเป็นครูได้เหมือนกัน ทำให้เกิดปัญญา เป็นปุคคลาธิษฐานได้ว่า นี่แหละเวลาโกรธก็เหมือนสุนัขกัดกันอย่างนี้ คนเราเวลาโกรธก็ทะเลาะกันอย่างนี้ แล้วเดี๋ยวก็มาตกลงดีกัน ถ้าดีกันไม่ได้ก็ให้เจ้าของไล่ บางตัวก็กัดกันเสียจนไม่ฟัง ก็ต้องเอาน้ำไล่หรือจับแยก คนเราเวลาโกรธก็เหมือนกัน ทะเลาะกันแย่งทรัพย์สมบัติกันฟ้องร้องกัน ตีกัน ฆ่ากัน ด่ากัน ขึ้นโรงขึ้นศาล หากรรมการพิพากษาให้แยกกัน ให้ประนีประนอมหรือว่าตกลงความถูกผิดกัน นี่ก็เป็นเพราะความโกรธ ความโลภ จึงต้องมีกรรมการคอยห้าม ถ้าไม่โกรธก็ดีกัน มีอะไรก็มาแบ่งกันกิน สุนัขที่กัดกันไม่ใช่ว่าจะได้กินดีนะ บางตัวก็ร้องครวญครางเจ็บไปเลย แข้งขาเจ็บ กินอะไรไม่ได้เพราะกัดกัน บางทีของนั้นก็หกหล่นเสียหายไปแล้ว ไม่ได้กินของดีของสะอาด หลวงพ่อสงค์ ท่านเปรียบเทียบว่าเวลาเจ้าของให้กินอะไรมันก็รักเจ้าของ ซื่อสัตย์ต่อเจ้าของ สุนัขนี้เป็นสัตว์ที่ซื่อสัตย์ จริงใจต่อเจ้าของ และก็ปกป้องเจ้าของไม่ให้คนอื่นเข้ามาใกล้ เวลาเจ้าของตีก็ร้อง เอ๋ง เอ๋ง วิ่งร้องลั่นไปตามใต้ถุนบ้าน มันไม่โกรธเจ้าของ พอหายเจ็บมันก็กับมาเลีย มาประจบเจ้าของ ต้องการให้เจ้าของรักมันต่อ เมื่อกี้มันรู้ว่าเจ้าของไม่ชอบมันเกลียดมัน ก็กลับมาเลียเจ้าของมันไม่ได้โกรธเจ้าของ สุนัขก็เป็นครูของความโกรธได้เหมือนกัน ใครทำใจได้อย่างสุนัขบ้าง ที่ไม่โกรธคนด่า ไม่โกรธคนว่า ไม่โกรธคนตี ไม่โกรธคนมาทำร้ายเรา นี่คือใจของสุนัขที่ไม่โกรธเจ้าของ ถ้าทำไม่ได้ก็สู้สุนัขไม่ได้ บางคนก็เปรียบเทียบอย่างนั้น ว่าสุนัขเป็นสัตว์ที่ไม่โกรธเจ้าของ อาจจะงอนนิดหน่อยน้อยใจบ้างก็เป็นเรื่องของสุนัข แต่ว่าความจริงแล้วเขาก็รักซื่อสัตย์ ดังนั้นสัตว์ถึงแม้ไม่ประเสริฐแต่บางครั้งจิตของเขาก็อยู่ในภูมิที่ไม่ปรุงแต่งไปในทางเลวร้ายที่คิดจะฆ่าเจ้าของ ไม่คิดจะแก้แค้นเจ้าของ ไม่คิดจะมาผูกพยาบาทอะไรแต่ว่ากลับรักเจ้าของมากยิ่งขึ้น ซื่อสัตย์มากขึ้นอีก นี่คือจิตของสุนัข ที่มันมีความโกรธแต่มันโกรธเพียงบางอย่างเท่านั้นเอง มันกลับไม่โกรธเจ้าของ มันโกรธกันเองด้วยการแย่งกันกินแต่ไม่นาน พอเลิกแล้วก็ดีกัน ไม่มีเลยในบ้านนี้ ไม่มีเลยในเมืองนี้ ในโลกนี้ไม่มีเลยที่มีความสุข เราจะเห็นเลยว่าคนโกรธย่อมไม่มีความสุขเลย เกิดมาโกรธแล้วไม่มีความสุขเลย คนๆ นั้นย่อมเป็นเหมือนงูพิษ เมื่อโกรธมากๆ ขึ้นมาถึงกับเข่นฆ่าทุบตีเป็นผู้ร้ายขึ้นมา ทุกคนก็เกลียดกลัว ทุกคนก็จะระแวงสงสัยว่าคนๆ นี้เป็นคนร้าย เป็นคนที่คบยาก เป็นศัตรูที่น่ากลัวมาก ทุกคนก็จะรังเกียจ เหมือนพิษภัย คนโกรธมากก็ตายมาเป็นงูพิษ ตายมาเป็นเสือ ตายมาเป็นจระเข้ มาเป็นสัตว์ที่ดุร้าย พวกสัตว์ที่ดุร้ายพอกลับมาเกิดก็เป็นสัตว์ที่น่าเกียจ ทุกคนก็ไม่รักใคร่ บางทีเจอแล้วก็ทำร้าย หรือถ้าเขาไม่ฆ่าตายก็เอาไปใส่กรงขัง เช่น พวกงู พวกเสือ พวกสัตย์ที่มีเขี้ยวเล็บ กัดกินมนุษย์ทำร้ายมนุษย์ โดยมากมนุษย์ก็จะฆ่าหรือไม่ก็เอาไปขังเอาไปทรมาน นี่คือสิ่งที่เกิดมาจากกรรมของความโกรธ มนุษย์ที่โกรธมากๆ เขาก็เอาไปขังเหมือนกัน ดังเช่นเขาเอาไปขังไว้ในคุกตลอดชีวิต บางครั้งถึงกับประหาร ตายไม่ดีเหมือนกันความโกรธ บางคนถึงกับพิกลพิการไปเลย นี่คือความโกรธ เหมือนอย่างบางคนพกระเบิดไปขู่เขา โกรธเขา เขาทำไม่ถูกใจ เขามาว่าเราพกระเบิดไปขู่เขา แย่งกันไปแย่งกันมาระเบิดหล่นแตกตายก็มี นี่คือความโกรธทั้งนั้น ฉะนั้นคนเรามาปฏิบัติธรรมนี้ ก็มาถึงความปราณีตของธรรม คนเราก็จะรู้จักรักษาใจตนเอง คนเราถ้าปฏิบัติธรรมตั้งแต่ ๗ ขวบขึ้นไป ขอให้เจริญธรรมะเถิด ฟังธรรมะพระพุทธเจ้าเข้าใจเถิดว่านี่คือหลักธรรม นี่คือสมถกรรมฐานว่าอย่างไร วิปัสสนากรรมฐานว่าอย่างไร บาปเป็นอย่างไรบุญเป็นอย่างไร เหตุของความเกิดทุกข์เป็นอย่างไร

บทความธรรมะของหลวง พ่อสนอง กตปุญโญ



 เปิดอ่านหน้านี้  3484 

RELATED STORIES


  แสดงความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย