วิญญาณที่เกิดใหม่เริ่มแรก ที่ไม่ได้เวียนมาจากภพภูมิอื่น เกิดขึ้นได้อย่างไร

 arunsuk   

เมื่อตายวิญญาณจะออกจากสังขารหนึ่งไปสู่สังขารใหม่

สมมติว่า ทุกภพภูมิมีสัตว์โลกอยู่ทั้งหมด 100 วิญญาณ เมื่อตายก็จะเปลี่ยนสังขารไปเรื่อยๆ ถ้ามีวิญญาณ 10 วิญญาณนิพพานไม่เกิด ก็จะเหลือ 90 วิญญาณ หากมีวิญญาณนิพพานไปเรื่อย ๆ ในที่สุดสัตว์โลกในภพภูมิต่างๆก็ต้องหมดไป ไม่ทราบเข้าใจถูกหรือเปล่า

แล้ววิญญาณที่เกิดใหม่เริ่มแรกเลย ที่ไม่ได้เวียนมาจากภพภูมิอื่นๆ เกิดได้อย่างไร

ขอบคุณค่ะ





ทุกสิ่งทุกอย่างจะเกิดขึ้นมาลอย ๆ โดยไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยไม่มีเจ้าค่ะ

เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี
เพราะสิ่งดับ สิ่งนี้จึงดับ

ความเห็นที่สุดโต่งของท่านควรละเสียเจ้าค่ะ
พึงเจริญมรรคมีองค์ 8 เพื่อมัคคผลนิพพานดีกว่าเจ้าค่ะ

ธรรมทั้งปวงเกิดแต่เหตุ เมื่อจะดับก็ดับที่เหตุนั้น
พระตถาคตเจ้าตรัสเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น
และความดับแห่งธรรมเหล่านั้นด้วย
พระมหาสมณะเจ้ามีปกติตรัสอย่างนี้


เจริญในธรรมเจ้าค่ะ



1. วิญญาณมีเป็นอนันต์ ถ้าวิญญาณทุกดวงเข้านิพพานหมด ก็เสร็จกิจการออกมาท่องเที่ยวนอกนิพพานของอสังขตธาตุ

100 ดวง เข้านิพพานไป 10 มันก็ต้องเหลือ 90 น่ะซิครับ น่าจะถูกแล้ว

2. แล้ววิญญาณที่เกิดใหม่เริ่มแรกเลย ที่ไม่ได้เวียนมาจากภพภูมิอื่นๆ เกิดได้อย่างไร

คุณถามได้ดี ผมตอบไปในกระทู้ต่างๆมากมาย แต่สุดท้ายผมก็โดนไล่ออกจากทุกเว็บที่ตอบเรื่องนี้ ผมตอบประเภทที่จะไม่โดนไล่ออกดีกว่า

ในพระสูตรเทวตาสังยุต ในสคาถวรรค สังยุตตนิกาย พระสุตตันตปิฏก พระอริยะคุณาธาร เส็ง ปุสฺโส ป.ธ.๖ แปลออกมา ผมขอสรุปดังนี้

ปฐมวิญญาณ ไม่มีใครสร้างขึ้น จึงไม่มีจุดเริ่มต้น สิ่งใดที่ไม่มีจุดเริ่มต้นย่อมไม่มีจุดสิ้นสุด เป็นอักขรัง ไม่มีสิ้นสุด ปฐมวิญญาณนี้คือ อสังขตธาตุหรือนิพพานนั่นเอง

ปฐมวิญญาณ เกิดเป็นสัตว์เพราะถูกอวิชชาและภวตัณหาครอบงำ แต่ทำไมอวิชชาจึงครอบงำได้ล่ะในเมื่อปฐมวิญญาณนี้คือ อสังขตธาตุหรือนิพพาน ตอบได้ง่ายๆ คือ อสังขตธาตุหรือนิพพาน ออกมาเล่นเกมส์ค้นหาตัวเอง อยู่เฉยๆโดยไม่รับรู้ภพภูมิอื่น อสังขตธาตุหรือนิพพาน ก็จะไม่มีทางรู้ความจริงว่า ภาวะนิพพานที่ตนอยู่ดีที่สุดแล้ว




ขอบคุณทุกคำตอบค่ะ

กระทู้นี้ถูกลบแน่นอน เอาอย่างนี้นะค่ะคุณ godama ฉันอยากอ่านบทความของคุณ
แล้วจะนำไปพิจารณาค้นคว้า และฉันก็อยากให้ทุกคนได้อ่านด้วย ขอให้คุณอ้างอิงพระไตรปิฏกแล้วตีความให้ด้วยก็จะยิ่งดีมาก ฉันขอรับอ่านในทุกสิ่งที่คุณอย่างจะให้อ่าน

ฉันขอเชิญทุกท่านช่วยพิจารณาแสดงความคิดเห็นเพื่อเป็นข้อพิจารณาด้วยนะค่ะ




คุณ arunsuk ครับ


ความอยากรู้อยากเห็นของคุณ มันเกินกว่าสิ่งท่พระพุทธเจ้าตรัสสอนแก่เถรวาท ซึ่งเริ่มต้นจาก พวกเราเดิมเป็นจิตปภัสสร และโดนอวิชชาเข้ามา ปฏิจจสมุปบาทจึงเกิดขึ้น


จริงๆแล้วฉันก็ไม่ได้อยากรู้อยากเห็นอะไรหรอก ทุกสรรพสิ่งก็เท่านั้นเอง เช่นนั้นเอง อย่างที่คุณน้ำเค็มตอบถูกต้องที่สุดค่ะ

เพียงแต่อยากให้เวทีคุณเพื่อแสดงในสิ่งที่คุณอยากแสดงให้คนอื่นได้รับรู้อย่างเต็มที่

และอีกอย่างความคิดเห็นของคุณมีมุมมองที่ลึก ทำให้ฉันหยุดคิดและศึกษา ฉันมีประสบการณ์ทางจิตและวิญญาณมาบ้างจึงเข้าใจได้

ฉันจึงไม่อยากให้คุณถูกไล่ไปจากเวปนี้ ฉันเข้าใจจริตของคุณ "พูดจาขวานผ่าซาก" ผู้คนที่ได้ฟังครั้งแรกจะรู้สึกไม่ดี คุณควรแก้ไขในข้อนี้

ฉันยังอยากทราบ 5 ข้อนั้นอยู่นะ ถ้าว่างก็อย่าลืมลงให้ด้วยเว๊บบอร์ดแล้วกันนะเผื่อมีคนอยากอ่าน

ขอบคุณค่ะ


ข้าพเจ้าขอสาธุในธรรม ของคุณน้ำเค็ม


ผมคัดข้อความบางส่วนเรื่องวิญญาณมาจากhttp://www.kammatan.com/board/index.php?action=printpage;topic=79.0 เพื่อช่วยเสริมความเข้าใจเรื่องวิญญาณธาตุ(ปฐมวิญญาณ) และวิญญาณขันธ์(วิถีวิญญาณ) รวมทั้งจุดเริ่มต้นของวิญญาณเริ่มแรกว่าเป็นมาอย่างไร ท่านจะได้เข้าใจเรื่องวิญญาณในปฏิจจสมุปบาทได้ดียิ่งขึ้น

............................................................................................................

ข้อความนี้ในพระสูตรเทวตาสังยุต ในสคาถวรรค สังยุตตนิกาย พระสุตตันตปิฏก ที่ข้าพเจ้าเลือกเฟ้นมาแปลและอธิบายไว้ใน หลักการและวิธีการสูงสุดของพระพุทธศาสนานี้ ...โดย อดีตพระอริยะคุณาธาร เส็ง ปุสฺโส

1. ปุพพันตะ จุดเริ่มตันของสังสารวัฏ คือจุดแรกที่ปฐมวิญญาณเกิดมีอวิชชา และภวตัณหา ประยุกต์แล้วจึงเกิดเป็นสัตว์

2 . อปรันตะ จุดสุดท้ายของสังสารวัฏ คือจุดบรรลุอรหันตผล ปฐมวิญญาณพ้นจากความเป็นสัตว์ หยุดเกิดตายในสังสารวัฏ ดำรงอยู่อย่างอิสรเสรี ไม่มีสังขารใดๆเป็นที่อาศัย บรรลุถึงเอกภาพสมบูรณ์ ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของสิ่งโดๆเป็นตนของตนอย่างแท้จริง (ปรมาตมันบริสุทธ์) ดำรงอยู่อย่างสันติตลอดกาลนิรันดร

ความหมายของวิญญาณ

ความจริงคำว่า ?วิญญาณ? ในภาษาบาลี มีความหมาย 2 อย่าง คือ

1. ปฐมวิญญาณ ซึ่งเป็นธาตุแท้ในกลุ่มธาตุแท้ทั้ง 6 คือ ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ
วิญญาณ ธาตุแท้ไม่มีการเริ่มต้น สิ่งใดที่ไม่มีการเริ่มต้น สิ่งนั้นย่อมไม่มีสิ้นสุด เป็นอักขรัง (อักษร) แปลว่า ไม่สิ้นสุด พระอมฤตนิพพาน พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงบัญญัติเรียกว่า ?อักขรัง? แปลว่า ไม่สิ้นสุด เช่นเดียวกัน

ดังนั้น พระนิพพานจึงมิใช่สิ่งดับสูญ เพราะหมายถึงปฐมวิญญาณบริสุทธิ์แล้ว

2. วิถีวิญญาณ ซึ่งหมายถึง วิญญาณทางทวารทั้ง 6 สำหรับรับรู้อารมณ์สื่อสัมผัส สิ่งนี้มีลักษณะเกิดดับ เหมือนสังขารทั้งหลาย เพราะเกิดจากกรรมในอดีตชาติ


เหตุเกิดวิญญาณ

วิญญาณทั้ง 2 ประเภทเกิดขึ้นเพราะเหตุ คือ

1. ปฐมวิญญาณ เกิดเป็นสัตว์เพราะถูกอวิชชาและภวตัณหาประยุกต์

2. วิถีวิญญาณ เกิดขึ้นทางทวารทั้ง 6 เพราะมีอารมณ์เข้าสู่ทวาร ดั่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ?อายตนะภายใน อายตนะภายนอก วิญญาณ 3 สิ่งประจวบกัน เกิดเป็นผัสสะ (สัมผัส)? เพราะเหตุนี้ วิญญาณทุกประเภทเพราะเหตุทั้งนั้น สมจริงดังสาวกภาษิตว่า

? เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา เตสํ เหตํ ตถาคโต เตสญฺจ โย นิโรโธ จ เอวํ วาที มหาสมโณ?




บางคำถามก้เป็น
อจินไตยครับ


อนุโมทนาค่ะ คุณ *8q* ถูกต้องอย่างยิ่งค่ะ

อจินติตสูตร "เรื่องอจินไตย"

"ภิกษุทั้งหลาย เรื่อง 4 อย่างนี้ไม่พึงคิด ใครขืนติดจะพึงมีส่วนเป็นบ้า เรื่อง 4 อย่างคือ
พุทธวิสัย ฌานวิสัย กัมมวิปากวิสัย และโลกจินดา
ภิกษุทั้งหลาย เรื่อง 4 อย่างเหล่านี้และไม่พึงคิด ใครขืนคิดจะพึงมีส่วนเป็นบ้า"

พุทธวจนะตรัสไว้ใน อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ขออธิบายดังนี้

1. พุทธวิสัย หมายถึงพระปรีชาญาณของพระพุทธเจ้า เป็นสิ่งเหนือสามัญมนุษย์ธรรมดา เพราะพระองค์ทรงค้นพบสัจธรรมที่ไม่เคยมีใครค้นพบมาก่อน ทรงมี "ทศพลญาณ" (พระญาณอันเป็นกำลังของพระทศพล) 10 ประการ ทรงมี "สัพพัญญุตญาณ" (พระญาณหยั่งรู้สิ่งทั้งปวง) ที่คนอื่นไม่มี การทรงแสดงปาฏิหาริย์ (เช่น ยมกปาฏิหาริย์) ก็ดี การที่ทรงพระฉายพระรัศมีไปเสมือนพระองค์ประทับอยู่เฉพาะหน้าบุคคลที่ทรงต้องการโปรดก็ดี ล้วนเป็นพุทธวิสัยทั้งสิ้น

2. ฌานวิสัย หมายถึงความสามารถพิเศษของผู้ได้ฌานและอภิญญา เช่น ตาทิพย์ หูทิพย์ อันเป็นอำนาจเหนือคนธรรมดา เป็นผลแห่งการฝึกฝนทางจิต สิ่งเหล่านี้มีจริงเป็นไปได้จริง คนที่ไม่เคยฝึกฝน ไม่เคยสัมผัส มัวแต่คิดว่ามันเป็นไปได้อย่างไร ไม่พ้นกลายเป็นคนบ้า เรื่องฌานและอภิญญาลึกล้ำกว่านี้หลายเท่านัก

3. กัมมวิปากวิสัย การให้ผลของกรรมที่ทำไว้ ไม่ว่าในทางดีหรือทางชั่ว เป็นความอัศจรรย์ กรรมมีกลไกของมันเองโดยเฉพาะมนุษย์ปุถุชนไม่สามารถจะหยั่งคาดได้ รู้แต่เพียงว่ากรรมที่ทำลงไปแล้วนั้นจะให้ผล ส่วนจะได้ผลอย่างไร เมื่อใด ปุถุชนมิสามารถหยั่งคาดได้

4. โลกจินดา การคิดเรื่องโลก โลกเกิดขึ้นได้อย่างไร จะสิ้นสุดลงเมื่อใด ดวงดาว พระอาทิตย์ พระจันทร์เกิดขึ้นได้อย่างไร

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_name.php?name=อจินติตสูตร&book=1&bookZ=33




อนุโมทนาค่ะ คุณ arunsuk DT09532 ที่ลิ้งค์ไปสู่พระไตรปิฎกเจ้าค่ะ

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/item.php?book=21&item=77&items=1&preline=0

ซึ่งมีข้อความตามลิ้งค์นี้ค่ะ (ได้รู้ศัพท์ที่มาจากภาษาบาลีด้วยค่ะ)






[๗๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อจินไตย ๔ ประการนี้ อันบุคคลไม่ควรคิด
เมื่อบุคคลคิด พึงเป็นผู้มีส่วนแห่งความเป็นบ้า เดือดร้อน
อจินไตย ๔ ประการ เป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
พุทธวิสัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ๑
ฌานวิสัยของผู้ได้ฌาน ๑
วิบากแห่งกรรม ๑
ความคิดเรื่องโลก ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อจินไตย ๔ ประการนี้แล ไม่ควรคิด
เมื่อบุคคลคิด พึงเป็นผู้มีส่วนแห่งความเป็นบ้า เดือดร้อน ฯ



ซึ่งมีความหมายในพระไตรปิฎก ส่วนของอรรถกถา ตามลิ้งค์นี้ค่ะ

http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=21&i=77

ส่วนที่เขียนอยู่ในเว็ปวาไรตี้ ที่นำมาจาก นสพ. ข่าวสด นั้นไปแปลงบางคำ ตัดบางประโยคออกน่ะค่ะ



     


ขอบคุณค่ะที่ชี้แนะ
เพิ่งจะเริ่มต้นยังไม่ทราบอะไรอีกมากมายและหาอะไรไม่ค่อยเจอ กัลญาณมิตรคงจะเหนื่อยหน่อยนะค่ะ เพราะปัญญาอันน้อยนิดบางครั้งยังตีความพระไตรปิฏกไม่ค่อยเข้าใจแม้อ่านอรรถกถาก็ยังเข้าใจไม่ลึกซึ้ง อิอิ

ส่วนความหมายของคำบางครั้งเจอที่อื่นๆ เขาอธิบายไว้ดี ไม่ผิด ทำให้เข้าใจง่าย ก็จะเก็บๆ ไว้และไม่ได้บันทึกที่มา จนจำไม่ได้แล้วว่ามาจากไหน เพราะเป็นเพียงภาษาที่ใช้เป็นสื่อให้เข้าใจ จะพูดจะเขียนอย่างไรก็ได้แต่ให้เข้าใจตรงกัน ความหมายเดียวกัน แต่ในส่วนของพระไตรปิฏกจะต้องคงไว้เพื่อไม่ให้คลาดเคลื่อน

ขอรบกวนนะค่ะ ถ้าเราอยากศึกษาเรื่อง กายกรรมกับมโนกรรม อันไหนเป็นใหญ่กว่ากันที่พระพุทธเจ้าปะทะวาทะกับชาวนิกรนชื่ออุบาลี เราจะค้นหาอย่างไรค่ะ

ขอบคุณค่ะ






ขอรบกวนนะค่ะ ถ้าเราอยากศึกษาเรื่อง กายกรรมกับมโนกรรม อันไหนเป็นใหญ่กว่ากันที่พระพุทธเจ้า
ปะทะวาทะกับชาวนิกรนชื่ออุบาลี เราจะค้นหาอย่างไรค่ะ

ขอบคุณค่ะ

arunsuk DT09532 [17 ก.ค. 2552 10:46 น.] คำตอบที่ 12





เป็นโอวาทที่แสดงให้ท่านอุปาลี คฤหดีผู้เป็นสาวกของนิครนถ์นาฏบุตรเจ้าค่ะ
ซึ่งต้นเหตุมาจากนิครณถ์ที่ชื่อว่า ทีฆตปัสสี เข้าไปทูลถามเรื่อง กายทณฺฑํ วจีทณฺฑํ มโนทณฺฑํ
ในพุทธศาสนา แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงตอบใน กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม เจ้าค่ะ


ดังนั้น การใช้คำว่า "ปะทะวาทะ" จึงมิควรเจ้าค่ะ

อ่านได้ใน อุปาลิวาทสูตร จาก พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๕
มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ ตามลิ้งก์นี้เจ้าค่ะ


http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_name.php?name=_อุปาลิวาทสูตร&book=9&bookZ=33


     


ส่วนความหมายของคำบางครั้งเจอที่อื่นๆ เขาอธิบายไว้ดี ไม่ผิด ทำให้เข้าใจง่าย ก็จะเก็บๆ ไว้และไม่ได้บันทึกที่มา จนจำไม่ได้แล้วว่ามาจากไหน เพราะเป็นเพียงภาษาที่ใช้เป็นสื่อให้เข้าใจ จะพูดจะเขียนอย่างไรก็ได้แต่ให้เข้าใจตรงกัน ความหมายเดียวกัน ....


arunsuk DT09532 [17 ก.ค. 2552 10:46 น.] คำตอบที่ 12




คุณ arunsuk DT09532 เข้าใจผิดแล้วค่ะ คำว่า เขาอธิบายไว้ดี ไม่ผิด นั่นคือความคิดของเราค่ะ ว่าดี
และเราคิดว่าถูก เพราะถูกใจเรา

ถ้าเป็นความรู้ทางโลก ไม่ว่ากันค่ะ

แต่ถ้าเป็นคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า ถือว่า ตู่พระพุทธวัจนะ บิดเบือนพุทธโอวาทค่ะ
เพราะคาถาธรรมบท พุทธอุทาน พุทธวัจนะ พุทธโอวาท ทั้งหลาย ล้วนมีนัยแห่งธรรมที่ลึกซึ้งละเอียด
สุขุม ลุ่มลึก แล้วปัญญาปุถุชน ที่ยังมีกิเลสหนาปัญญาหยาบมาตีความตามความคิดของตน แต่งต่อเติม
เขียนให้ไพเราะขึ้น ผู้อ่านอ่านแล้วชอบใจ ถูกใจจึงคิดว่าไม่ผิด ไม่เป็นไร

นี่เป็นเหตุที่สร้างความหายนะแห่งพระพุทธศาสนาเจ้าค่ะ ดังที่ทรงตรัสไว้ในอนาคตสูตร จากพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_line.php?B=22&A=2397


อีกประการหนึ่ง ในอนาคต
ภิกษุทั้งหลายจักไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา
เมื่อไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา

พระสูตรต่างๆ ที่ตถาคตได้ภาษิตไว้ เป็นสูตรลึกซึ้ง มีอรรถลึกซึ้งเป็นโลกุตระ ประกอบด้วยสุญญตาธรรม
เมื่อพระสูตรเหล่านั้นอันบุคคลแสดงอยู่ ก็จักไม่ฟังด้วยดี จักไม่เงี่ยโสตลงสดับ จักไม่ตั้งจิตเพื่อรู้
จักไม่ใฝ่ใจในธรรมเหล่านั้นว่าควรศึกษาเล่าเรียน

แต่ว่าสูตรต่างๆ ที่นักกวีแต่งไว้ ประพันธ์เป็นบทกวี
มีอักษรสละสลวย มีพยัญชนะสละสลวย เป็นพาหิรกถา เป็นสาวกภาษิต
เมื่อพระสูตรเหล่านั้น อันบุคคลแสดงอยู่ ก็จักฟังด้วยดี จักเงี่ยโสตลงสดับ จักตั้งจิตเพื่อรู้
จักฝักใฝ่ใจในธรรมเหล่านั้นว่าควรศึกษาเล่าเรียน เพราะเหตุดังนี้แล
การลบล้างวินัยย่อมมีเพราะการลบล้างธรรม
การลบล้างธรรมย่อมมีเพราะการลบล้างวินัย


ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภัยในอนาคตข้อที่ ๔ นี้ ซึ่งยังไม่บังเกิดในบัดนี้แต่จักบังเกิดในกาลต่อไป
ภัยข้อนี้อันเธอทั้งหลายพึงรู้ไว้เฉพาะ ครั้นแล้ว พึงพยายามเพื่อละภัยนั้น ฯ



ขอความเมตตาจากผู้อ่านช่วยผดุงไว้ซึ่งพุทธศาสนา ให้จรรโลงไว้ในส่วนที่ถูกต้องด้วยเจ้าค่ะ


เจริญในธรรมเจ้าค่ะ

     


โอ..พระเจ้า ! เช่นนั้นหรือ ฉันได้ตู่พระพุทธวัจนะของพระผู้มีพระภาคเจ้าไปแล้วหรือนี่ ฉันไม่ได้ตั้งใจเลยค่ะ

วันนี้อ่านแล้วมีความสุขมากๆๆๆๆ
สุขที่ 1 ขำตัวเอง
สุขที่ 2 ได้อ่านพระสูตรเต็มๆ ที่ได้ยินมาบางส่วน

ขออนุโมทนาและขอบคุณ คุณแม่หิ่งห้อยน้อยเป็นอย่างยิ่งค่ะ



แต่ยังมีความสงสัยอยู่ว่า
ถ้าเราจะอธิบายให้คนต่างภาษาฟัง เราก็ต้องเปลี่ยนเป็นภาษานั้น จะเป็นการตู่พระพุทธวัจนะ หรือไม่

ขอบคุณค่ะ



พระไตรปิฎกนั้น ได้แปลออกมาเป็นหลายภาษาค่ะ เช่น ภาษาบาลี ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ฯลฯ

ถ้าสามารถอธิบาย / พูดเป็นภาษาอังกฤษได้ ดิฉันก็เชี่อว่าความสามารถในการอ่านก็คงเป็นไปด้วยดีเช่นกัน เชิญค้นหา ได้ในอินเตอร์เน็ตเจ้าค่ะ


ส่วนเนื้อหาจะตรงกับบาลีหรือไม่ ยังไม่เคยไปอ่านเจ้าค่ะ


เจริญในธรรมเจ้าค่ะ




จะอยากรู้ไปทำไม

อยู่กับโลกแห่งความเป็นจริงบ้างน่ะคับ

เดี๋ยวจะออกนอกโลก 5555+


 เปิดอ่านหน้านี้  3035 


  แสดงความคิดเห็น


Go to top

จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย