ถามเรื่องพิธีกรรม

 mama   

ผมไหว้พระสวดมนต์ทุกวันทั้งเช้าและเย็น และจะจุดธูปและเทียนเฉพาะวันพระเท่านั้น วันอื่นๆไม่ได้จุดธูปและเทียน การทำอย่างนี้ถูกต้องหรือไม่ครับ




ก็ไม่ได้ผิดอะไรนะครับ ไม่มีกฏเกณฑ์ระเบียบอะไรหรอกครับสาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่ธูปเทียนแต่อยู่ที่เจตนาหรือใจในการบูชาครับ เมื่อกระทำไปด้วยศรัทธาเลื่อมใส ในพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ มิได้กระทำไปสักแต่เป็นเพียงพิธีกรรมที่"เขา"ว่ากันว่าดี ก็เลยทำไป ไม่รู้เรื่องราวอะไร ย่อมมีอานิสงค์มาก แต่ถ้าไหว้ไปยังงั้นเองจะต่างอะไรกับไหว้จอมปลวกล่ะครับ ? และการทำไปเช่นนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า"สีลัพพตปรมาส" ไม่มีผลหรืออานิสงค์ในทางบุญ เป็นสังโยชน์ผูกสัตว์ไว้ในสังสารวัฏครับ

อนุโมทนาครับ


สีลัพพตปรามาส =ความยึดมั่นถือว่า บุคคลจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้ด้วยศีลและวัตร (คือ ถือว่าเพียงประพฤติศีลและวัตรให้เคร่งครัดก็พอที่จะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้ ไม่ต้องอาศัยสมาธิและปัญญาก็ตาม ถือศีลและวัตรที่งมงายหรืออย่างงมงายก็ตาม), ความถือศีลพรต โดยสักว่า ทำตามๆ กันไปอย่างงมงาย หรือโดยนิยมว่าขลังว่าศักดิ์สิทธิ์ ไม่เข้าใจความหมายและความมุ่งหมายที่แท้จริง, ความเชื่อถือศักดิ์สิทธิ์ด้วยเข้าใจว่า จะมีได้ด้วยศีลหรือพรตอย่างนั้นอย่างนี้ล่วงธรรมดาวิสัย (ข้อ ๓ ในสังโยชน์ ๑๐, ข้อ ๖ ในสังโยชน์ ๑๐ ตามนัยพระอภิธรรม)

ที่มา พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

http://84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=%CA%D5%C5%D1%BE%BE%B5%BB%C3%D2%C1%D2%CA



อนุโมทนาเจ้าค่ะ

ท่าน ddman DT07247




[๖๗๓] สีลัพพตปรามาส เป็นไฉน?
ความเห็นว่า ความบริสุทธิ์ย่อมมีได้ด้วยศีล ด้วยพรต
ด้วยศีลพรตของสมณพราหมณ์ในภายนอกแต่ศาสนานี้ ดังนี้

ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ป่าชัฏคือทิฏฐิ กันดารคือทิฏฐิ
ความเห็นเป็นข้าศึกต่อสัมมาทิฏฐิ ความผันแปรแห่งทิฏฐิ
สัญโญชน์คือทิฏฐิ

ความยึดถือ ความยึดมั่น ความตั้งมั่น ความถือผิด ทางชั่ว
ทางผิด ภาวะที่ผิด ลัทธิเป็นบ่อเกิดแห่งความพินาศ
การถือโดยวิปลาส อันมีลักษณะเช่นว่านี้ อันใด
นี้เรียกว่า สีลัพพตปรามาส


http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/item.php?book=34&item=673&items=1&preline=0





[๗๒๕] สีลัพพตปรามาสสัญโญชน์ เป็นไฉน?
ความเห็นว่า ความบริสุทธิ์ย่อมได้ด้วยศีล ด้วยพรต
ด้วยศีลพรตของสมณพราหมณ์ในภายนอกแต่ศาสนานี้ ดังนี้

ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ป่าชัฏคือทิฏฐิ กันดารคือทิฏฐิ
ความเห็นเป็นข้าศึกต่อสัมมาทิฏฐิ ความผันแปรแห่งทิฏฐิ
สัญโญชน์คือทิฏฐิ

ความยึดถือ ความยึดมั่น ความตั้งมั่น ความถือผิด ทางชั่ว
ทางผิด ภาวะที่ผิด ลัทธิเป็นบ่อเกิดแห่งความพินาศ

การถือโดยวิปลาสมีลักษณะเช่นว่านี้ อันใด
นี้เรียกว่า สีลัพพตปรามาสสัญโญชน์


http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/item.php?book=34&item=725&items=1&preline=0






[๗๓๙] สีลัพพตปรามาสกายคันถะ เป็นไฉน?
ความเห็นว่า ความบริสุทธิ์ย่อมมีได้ด้วยศีล ด้วยพรต
ด้วยศีลพรตของสมณพราหมณ์ในภายนอกแต่ศาสนานี้ ดังนี้

ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ป่าชัฏคือทิฏฐิ กันดารคือทิฏฐิ
ความเห็นเป็นข้าศึกต่อสัมมาทิฏฐิ ความผันแปรแห่งทิฏฐิ
สัญโญชน์คือทิฏฐิ

ความยึดถือ ความยึดมั่น ความตั้งมั่น ความถือผิด ทางชั่ว
ทางผิด ภาวะที่ผิด ลัทธิเป็นบ่อเกิดแห่งความพินาศ
การถือโดยวิปลาส มีลักษณะเช่นว่านี้ อันใด
นี้เรียกว่า สีลัพพตปรามาสกายคันถะ

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/item.php?book=34&item=739&items=1&preline=0




เจริญในธรรมเจ้าค่ะ


     


กราบคุณแม่หิ่งห้อยน้อย ด้วยความเคารพยิ่ง

ขอบพระคุณและอนุโมทนาในรายละเอียดที่กว้างขวางด้วยครับ



สาธุครับทุกท่าน



ถาม มีผู้สอนบางท่านกล่าวว่า ในสมัยพุทธกาล ไม่มีใครเอาดอกไม้ของหอมไปบูชาพระพุทธเจ้า เพราะไม่มีกล่าวไว้ในพระสูตร มีแต่ชั้นอรรถกถาเท่านั้นที่กล่าวถึงเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นจึงไม่จำเป็นจะต้องหาดอกไม้ไปบูชาพระ ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าหรือพระธรรม หรือพระสงฆ์ เรื่องนี้มีความจริงประการใด

ตอบ สำหรับการบูชาพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ด้วยดอกไม้ของหอมนั้น ในอรรถกถาแสดงไว้ชัดเจนมาก แต่ก็มิได้หมายความว่าในพระไตรปิฎกไม่ได้กล่าวไว้
ก่อนอื่นขอให้นึกถึงวัตถุทาน ๑๐ ประการที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ว่ามีอะไรบ้าง มีข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อาศัย และประทีปดวงไฟ
วัตถุทานทั้ง ๑๐ อย่างนี้สามารถนำมาถวายพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ได้ มิฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจะไม่ตรัสวัตถุทาน ๑๐ อย่างนี้ไว้ แม้วัตถุทาน ๑๐ อย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นเพียงอามิสทาน มีผลน้อยกว่าธรรมทาน แต่ก็มิได้ทรงห้ามพุทธบริษัทว่าต้องบำเพ็ญแต่ธรรมทาน อามิสทานไม่ต้องบำเพ็ญ ไม่เคยตรัสเช่นนั้นเลย และแม้เมื่อใกล้จะปรินิพพานที่สาลวโนทยานของเจ้ามัลละ เมืองกุสินารา เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายพากันบูชาพระองค์ด้วยดอกไม้ของหอมเป็นอันมาก ดังที่กล่าวไว้ในมหาปรินิพพานสูตร พระองค์ก็มิได้ทรงติเตียนการบูชาของเทวดาและมนุษย์เหล่านั้น เพียงแต่ตรัสว่าพุทธบริษัททั้งหลายมิได้บูชาพระองค์ด้วยอามิสบูชาคือดอกไม้ของหอมเหล่านั้นเพียงเท่านั้น แต่บูชาพระองค์ด้วยการบูชาอย่างยิ่ง คือด้วยการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ซึ่งเท่ากับทรงแสดงว่าอามิสบูชาไม่ใช่การบูชาอย่างยิ่ง การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม คือการเจริญโพธิปักขิยธรรม มีสติปัฏฐานสี่เป็นต้นต่างหากที่เป็นการบูชาอย่างยิ่ง เพราะอามิสบูชานั้นอานิสงส์อย่างยิ่งก็แค่สวรรค์สมบัติ แต่ปฏิบัติบูชานั้นอานิสงส์อย่างยิ่ง คือนิพพานสมบัติ
ในพระสูตร ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มีอยู่หลายเรื่องที่กล่าวถึง บุพกรรมของนางเทพธิดาที่เมื่อเป็นมนุษย์ ได้ถวายดอกไม้ของหอมแก่ภิกษุทั้งหลาย ด้วยอานิสงส์ของการถวายดอกไม้ของหอมนั้น จุติแล้วปฏิสนธิในเทวโลก เป็นนางเทพธิดาผู้งดงามทั้งวิมานและร่างกาย
แม้ในขุททกนิกาย อปทาน ก็แสดงบุพกรรมของพระเถระ พระเถรีหลายรูป ก่อนที่จะสิ้นอาสวกิเลสว่า ในอดีต ท่านได้ถวายดอกไม้แม้เพียงดอกบวบแก่พระพุทธเจ้าเป็นต้น
จากหลักฐานที่มีมาในพระไตรปิฎกเหล่านี้ ก็คงเป็นข้อยุติได้กระมังว่า คนทั้งหลายในสมัยก่อนพุทธกาล และในสมัยพุทธกาล ท่านได้บูชาพระรัตนตรัยและสิ่งที่เนื่องด้วยพระรัตนตรัย เช่น พระสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุด้วยดอกไม้ของหอม และวัตถุทานอื่นๆ กันมาแล้ว อันเป็นผลให้ท่านเหล่านั้นไม่ไปสู่ทุคติเลย ตราบจนกระทั่งได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ สิ้นอาสวกิเลส เพราะฉะนั้น คำกล่าวของท่านผู้สอนธรรมท่านนั้น จึงคลาดเคลื่อนจากคำสอนของพระพุทธเจ้า

________________________________________ http://84000.org/tipitaka/book/nana.php?q=48


 เปิดอ่านหน้านี้  2715 


  แสดงความคิดเห็น


Go to top

จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย