ยังสับสนเรื่องของวิญญาณอยู่

 kakas   

(1) ตาเห็นคือวิญญาณเห็น ก็คือวิญญาณเกิดแล้ว และวิญญาณเกิดที่ไหนก็ดับที่นั่น
(2) หูได้ยินคือวิญญาณได้ยิน ก็คือวิญญาณเกิดแล้ว และวิญญาณเกิดที่ไหนก็ดับที่นั่น
(3) จมูกได้กลิ่นคือวิญญาณได้กลิ่น ก็คือวิญญาณเกิดแล้ว และวิญญาณเกิดที่ไหนก็ดับที่นั่น
ข้อ(1) (2) (3) ผมเข้าใจอย่างนี้ถูกหรือไม่ครับ
(4) ส่วนที่ว่าเมื่อวิญญาณจุติจิต(ตาย)ก็ไปปฏิสนธิจิต(เกิด)ในทันที แล้วแต่ว่ากรรมจะนำพาไปเกิดที่ไหน

วิญญาณในข้อง (1) (2) (3) เป็นวิญญาณอันเดียวกันกับข้อ (4) หรือไม่ เหมือนหรือต่างกันอย่างไรครับ จากคำถามผมเข้าใจอย่างนั้นหรือว่าเข้าใจผิดไป




คนเราตายวิญญาณออกจากร่าง เรารู้ตอนไหนว่าเราตายแล้ว
ถาม คนเราหากตาย วิญญาณออกจากร่าง เราจะรู้ตอนไหนว่าเราตายแล้ว

ตอบ ก่อนอื่น ขอทำความเข้าใจคำว่าวิญญาณ เสียก่อนว่า
วิญญาณนั้นได้แก่ธรรมชาติที่รับรู้อารมณ์ได้นึกคิดได้เป็นอย่างเดียวกับจิต
จิตกับวิญญาณนั้นเป็นคำที่ใช้แทนกันได้
จิตที่ทำหน้าที่เกิดเรียกว่าปฏิสนธิจิต หรือปฏิสนธิวิญญาณ
จิตที่ทำหน้าที่เห็นทางตาเรียกว่า จักขุวิญญาณ
จิตที่ทำหน้าที่ได้ยินเสียงทางหูเรียกว่า โสตวิญญาณ
จิตที่ทำหน้าที่รู้กลิ่นทางจมูกเรียกว่า ฆานวิญญาณ
จิตที่ทำหน้าที่ลิ้มรสทางลิ้นเรียกว่า ชิวหาวิญญาณ
จิตที่ทำหน้าที่รับรู้อารมณ์ต่างๆ ทางใจเรียกว่า มโนวิญญาณ
เพราะฉะนั้น จิตกับวิญญาณจึงเหมือนกัน เป็นคำที่ใช้แทนกันได้ มิได้มีโลกของวิญญาณที่แยกออกไปต่างหากจากจิต
คือมิได้มีโลกของวิญญาณตามที่หลายคนเข้าใจ คือมีหลายคนเข้าใจว่าสัตว์โลก โดยเฉพาะมนุษย์เมื่อตายแล้ว วิญญาณจะออกจากร่างกายไปล่องลอยหาที่เกิดหรือไปอยู่ที่ใดที่หนึ่ง เพื่อรอเวลาไปเกิดใหม่ คือรอเวลาไปเกิดเป็นมนุษย์ใหม่อีก ความจริง ความเข้าใจเหล่านั้นเป็นความเข้าใจผิด
พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ได้ตรัสไว้เช่นนั้น พระองค์ตรัสแต่ว่า เมื่อจุติจิตของสัตว์ใดดับลง หากสัตว์นั้นยังมีเหตุปัจจัยคือกิเลสอันเป็นเหตุให้เกิดอยู่ ปฏิสนธิจิตก็จะเกิด เกิดเป็นมนุษย์อีกก็ได้ เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานก็ได้ เกิดเป็นเทวดาก็ได้ สุดแต่กรรมที่สัตว์นั้นทำไว้จะให้ผลนำเกิด
ถ้าบาปกรรมนำเกิด ก็เกิดในทุคติภูมิ เป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกายหรือสัตว์เดรัจฉานอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าบุญกรรมนำเกิด ก็เกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดาอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่มีการรอเวลา หรือต้องไปพักอยู่ที่ใดเลย เพราะตายแล้วเกิดทันที สำหรับผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่ ด้วยเหตุนี้ ตอนตายจริงๆ จึงไม่มีใครรู้ว่าตนกำลังตาย เพราะจิตที่กำลังตายกับจิตที่รู้ว่าตายแล้วหรือกำลังตายนั้นเป็นจิตคนละจิตกัน
และที่คุณถามว่า คนตายตอนวิญญาณออกจากร่าง
คำว่าวิญญาณออกจากร่างก็ไม่มี เพราะวิญญาณเกิดที่ไหนก็ดับที่นั่น คือ
เกิดทางตาก็ดับทางตา เกิดทางหูก็ดับทางหู
เกิดทางจมูกก็ดับทางจมูก เกิดทางลิ้นก็ดับทางลิ้น
เกิดทางกายก็ดับทางกาย เกิดทางใจก็ดับทางใจ
เพราะฉะนั้นจึงออกไปจากร่างไม่ได้ ถ้าออกจากร่างได้ก็หมายความว่า วิญญาณไม่ดับจึงจะล่องลอยไปได้ ถ้าเช่นนั้นวิญญาณก็เป็นรูป ถึงจะล่องลอยไปไหนได้ และเมื่อวิญญาณไม่ดับล่องลอยไปได้ วิญญาณก็เป็นของเที่ยง ซึ่งผิดหลักพระพุทธศาสนาอีก
เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า วิญญาณไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา และไม่เฉพาะแต่วิญญาณเท่านั้น รูป เวทนา สัญญา สังขารก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาเหมือนกัน ไม่มีอะไรเลยในโลกนี้ที่เที่ยง คือไม่เกิดไม่ดับ หรือเกิดแล้วไม่ดับ
อีกประการหนึ่ง จิตหรือวิญญาณเป็นนามธรรม ไม่มีรูปร่าง จึงล่องลอยไปไหนไม่ได้ เกิดที่ไหนก็ดับที่นั่น

________________________________________
ที่มา อ้างอิง และแนะนำ :-
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔
มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
มหาตัณหาสังขยสูตร ว่าด้วยสาติภิกษุมีทิฏฐิลามก
http://84000.org/tipitaka/book/v.php?B=12&A=8041&Z=8506

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘
สังยุตตนิกาย นิทานวรรค
อัสสุตวตาสูตร
http://84000.org/tipitaka/book/v.php?B=16&A=2519&Z=2566
http://84000.org/tipitaka/book/nana.php?q=23


คนละดวงกันครับ

แต่ก็สืบต่อกันไปมีดวงเก่าๆเป็นเหตุครับ


สาธุครับท่าน 8q


ท่าน 8q กล่าวได้ถูกต้องครับ ผมเห็นด้วย

ความเห็นส่วนตัวผม คือ
วิญญาณในข้อง (1) (2) (3) เป็นวิญญาณคนละแบบกับ ข้อ (4) ครับ
วิญญาณตามข้อ 4. คือ วิญญาณที่ตายแล้วออกจากร่างไปเกิดใหม่ นั้น เป็นวิญญาณแบบในหนังครับ ไม่ใช่วิญญาณทางพุทธศาสนา ในเมื่อจิต ไม่ใช่เราแล้ว วิญญาณจะใช่เราได้อย่างไร

ผิดถูกประการใด ขออภัยครับ



ลองสร้างเสริมบุญบารมีและปฏิบัติกรรมฐานดูครับ จะสิ้นสงสัย


ในหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาสอนว่า การตายเกิดเป็นกระบวนการอันมีเหตุปัจจัย การเชื่อว่ามีกายทิพย์ ล่องลอยออกจากร่างเป็นความเชื่อในลัทธิมิจฉาทิฏฐิ ชนิดหนึ่ง เป็นอันตรายกีดกั้นขวางทางสู่มรรคผลนิพพาน

พึงศึกษาเรื่อง จิต หรือ วิญญาณ ให้ดีครับ

เมื่อครั้งพุทธกาล มีพระสาติ เชื่อว่า วิญญาณล่องลอยไปเกิดได้ตามกรรม พระพุทธองค์ทรงตำหนิทิฏฐิเช่นนั้น

ดังความใน

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔
มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
มหาตัณหาสังขยสูตร ว่าด้วยสาติภิกษุมีทิฏฐิลามก
[บางส่วน]

[๔๔๒] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุรูปหนึ่งมาแล้วตรัสว่า
ดูกรภิกษุ เธอจงมา เธอจงเรียกสาติภิกษุ ผู้เกวัฏฏบุตร ตามคำของเราว่า
ดูกรท่านสาติ พระศาสดารับสั่งให้หาท่าน
ภิกษุนั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว จึงเข้าไปหาสาติภิกษุ แล้วบอกว่า
ดูกรท่านสาติ พระศาสดารับสั่งให้หาท่าน.
สาติภิกษุรับคำภิกษุนั้นแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับถวายอภิวาท
แล้ว จึงนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า
ดูกรสาติ ได้ยินว่า เธอมีทิฏฐิอันลามกเห็นปานนี้เกิดขึ้นว่า เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อมท่องเที่ยว แล่นไป ไม่ใช่อื่นดังนี้ จริงหรือ?

สาติภิกษุทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่าวิญญาณนี้แหละ ย่อมท่องเที่ยว แล่นไป ไม่ใช่อื่น ดังนี้ จริง.

พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรสาติ วิญญาณนั้นเป็นอย่างไร?
สาติภิกษุทูลว่า สภาวะที่พูดได้ รับรู้ได้ ย่อมเสวยวิบากของกรรมทั้งหลาย ทั้งส่วนดีทั้งส่วนชั่ว ในที่นั้นๆ นั่นเป็นวิญญาณ.


พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรโมฆบุรุษ เธอรู้ธรรมอย่างนี้ที่เราแสดงแก่ใครเล่า
ดูกรโมฆบุรุษ วิญญาณอาศัยปัจจัยประชุมกันเกิดขึ้น เรากล่าวแล้วโดยปริยายเป็นอเนกมิใช่หรือ ความเกิดแห่งวิญญาณ เว้นจากปัจจัย มิได้มี
ดูกรโมฆบุรุษ ก็เมื่อเป็นดังนั้น เธอกล่าวตู่เราด้วย ขุดตนเสียด้วย จะประสพบาปมิใช่บุญมากด้วย เพราะทิฏฐิที่ตนถือชั่วแล้ว
ดูกรโมฆบุรุษ ก็ความเห็นนั้นของเธอ จักเป็นไปเพื่อโทษไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน.


ตรัสสอบถามเรื่องสาติภิกษุผู้มีความเห็นผิดนั้น
[๔๔๓] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความนั้นเป็นไฉน สาติภิกษุผู้เกวัฏฏบุตรนี้จะเป็นผู้ทำความเจริญในพระธรรมวินัยนี้บ้าง หรือไม่?
ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า ข้อนี้จะมีได้อย่างไร ข้อนี้มีไม่ได้เลย พระพุทธเจ้าข้า.
เมื่อภิกษุทั้งหลายทูลอย่างนี้แล้ว สาติภิกษุ ผู้เกวัฏฏบุตร นั่งนิ่ง กระดาก คอตก ก้มหน้าซบเซา หมดปฏิภาณ.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า สาติภิกษุ ผู้เกวัฏฏบุตร มีความเป็นดังนั้นแล้ว จึงตรัสกะเธอว่า ดูกรโมฆบุรุษ เธอจักปรากฏด้วยทิฏฐิอันลามกของตนนั้น เราจักสอบถามภิกษุทั้งหลายในที่นี้

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอย่อมรู้ทั่วถึงธรรมที่เราแสดงแล้วเหมือนสาติภิกษุ กล่าวตู่เราด้วยขุดตนเสียด้วย จะประสพบาป มิใช่บุญมากด้วย เพราะทิฏฐิที่ตนถือชั่วแล้ว ดังนี้หรือ?

ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า ข้อนี้ไม่มีเลย พระพุทธเจ้าข้า เพราะวิญญาณอาศัยปัจจัยประชุมกันเกิดขึ้น พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วแก่พวกข้าพระองค์ โดยปริยายเป็นอเนก ความเกิดแห่งวิญญาณเว้นจากปัจจัย มิได้มี.

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=12&A=8041&Z=8506


อย่ากล่าวเช่นนั้น วิญญาณธาตุมันไม่ตายตราบเท่าที่ยังมีกิเลส ติดใจในอารมณ์อยู่ ทำให้ต้องเกิดในสังสารวัฏฐ์ เป็นขันธ์ 5 ซึ่งมีวิญญาณขันธ์ ตัวนี้ไม่เที่ยง เป็นอนัตตา

แม้แต่ตัววิญญาณธาตุก็ไม่เที่ยง เป็นอนัตตาด้วย เพราะเมื่อปัจจัยคือกิเลสอวิชชามันดับไป วิญญาณธาตุก็ต้องดับไปด้วย กลายเป็นจิตบริสุทธิ์ หรือจิตหลุดพ้น หรือจิตสิ้นการปรุงแต่ง ซึ่งเที่ยง และไม่เป็นอนัตตา





สวัสดีครับคุณอุปทาน

เมื่อคุณอุปทานมีความเห็นเช่นนั้นก็เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับผม ที่ยกพระสูตรมานั้นเป็นคำตอบที่ชัดเจนแล้ว ผมคงห้ามปรามคนอื่นให้เเก้ไขทิฏฐิไม่ได้หรอกครับ ที่นำพระสูตรมาแสดงก็เพื่อสงเคราะห์ผู้อื่นมิให้เกิดความเห็นที่ผิดไปจากคำสอน มิได้มีความมุ่งหมายจะมาทำให้คุณอุปทานเปลี่ยนความเห็นเลย..

ขออภัยที่การแสดงพระสูตรตามพระไตรปิฎกทำให้เกิดความขัดเคืองใจนะครับ


คุณ*8q* ครับ



มันเป็นการยากที่จะคุยกับผู้ยึดมั่นในคำตีความเรื่องจิตผิดๆของอรรถกถาจารย์ ผู้เข้าไม่ถึงธรรม

ผมขอตอบคุณเลยดีกว่า


1. ดูแล้วจิตเกิดดับเปล่าครับคุนอุปทานถ้าเกิดดับก็ไม่เที่ยงครับ

ตอบ...จิตเกิดดับนั้นเป็นอาการ หรืออารมณ์ของจิตที่ไม่หยุดนิ่ง หาใช่ตัวจิตไม่


2. ผมบอกว่า : เมื่อคุณตาย วิญญาณขันธ์ ของคุณก็ตาย แต่ไอ้ตัววิญญาณธาตุ มันไม่ได้ตายไปด้วย มันยังคงสืบกรรมของเราต่อไปเรื่อยๆ

คุณโต้ว่า : ทุกอย่างต้องดับตามกันครับแต่มันดับเร็วจนเราๆท่านท่านไม่สามารถจะรู้ได้จึงหลงยึดว่ามีอยู่ครับ

ตอบ...ถ้าคุณคิดว่า วิญญาณขันธ์และวิญญาณธาตุเป้นตัวเดียวกัน แล้วเมื่อคนเราตายแล้ว ทุกอย่างต้องดับตามกัน ก็แสดงว่าตายแล้วสูญหรือนิพพานน่ะสิครับ เพราะร่างกายของคุณเป็นธาตุ 4 เป็นรูปเท่านั้น วิญญาณขันธ์และวิญญาณธาตุเป็นตัวนาม เมื่อดับรูปนามแล้ว และยังดับตัววิญญาณธาตุ ที่เป็นเหตุ หรือเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป

แต่เพราะว่า วิญญาณขันธ์และวิญญาณธาตุเป็นคนละตัวกัน เมื่อคุณตายไป วิญญาณขันธ์ ของคุณก็ตาย แต่ไอ้ตัววิญญาณธาตุ มันไม่ได้ตายไปด้วย มันยังคงสืบกรรมของเราต่อไปเรื่อยๆ


3. แต่ถ้าตัวที่คุนว่านี้(แต่ไอ้ตัววิญญาณธาตุ มันไม่ได้ตายไปด้วย )ก็แสดงว่ามันเที่ยงนะสิครับ

ถ้าเที่ยงก็ต้องบังคับบัญชาได้สิ

ตอบ...วิญญาณธาตุไม่ได้ตายตามไปด้วย ก็ไม่ได้หมายความว่าตัวมันเที่ยงนะครับ มันเพียงแต่ดำรงอยู่ต่อไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่ยังคงมีกิเลสตัญหาอยู่





ขอเชิญอ่านความเห็นของท่านผู้รู้อื่นๆบ้างก็น่าจะได้ความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้นนะครับคุณ kakas..

1. http://www.dhammahome.com/front/webboard/show.php?id=1566&PHPSESSID=0e685d688eeb6d9035c5bb347a25b09e

2. http://www.nkgen.com/773.htm

3. http://www.dhammahome.com/front/webboard/show.php?id=6615&PHPSESSID=c0860743f07ee8853607ce152467a392

4. http://www.84000.org/tipitaka/book/nana.php?q=23








คำว่า ขันธ์ แปลว่า กอง, พวก, หมวด, หมู่
ดังนั้น ขันธ์ ๕ จึงหมายถึงสภาวธรรม ๕ อย่าง ซึ่งประกอบด้วย
๑. รูปขันธ์ คือ อวัยวะน้อยใหญ่ หรือกลุ่มรูป ที่มีอยู่ในร่างกายทั้งหมด
๒. เวทนาขันธ์ คือ ความรู้สึก เป็นสุข เป็นทุกข์ ดีใจ เสียใจ หรือเฉย ๆ
๓. สัญญาขันธ์ คือ ธรรมชาติที่มีหน้าที่ในการจำ หรือเป็นหน่วยความจำของจิตนั่นเอง
๔. สังขารขันธ์ คือ ธรรมชาติที่ปรุงแต่งจิตให้มีลักษณะต่าง ๆ เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง เปรียบดังสีต่าง ๆ ที่หยดลงไปในแก้วน้ำ เป็นเหตุให้น้ำในแก้ว เปลี่ยนไปตามสีที่หยด
๕. วิญญาณขันธ์ หรือ จิต คือ ธรรมชาติที่รับรู้สิ่งต่าง ๆ ที่มาปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ อีกทั้งเป็นธรรมชาต ิที่ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิดต่าง ๆ



การเกิดขึ้นของจิต (วิญญาณขันธ์) จะเกิดขึ้นโดยไม่มีเจตสิก (เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์) นั้นไม่ได้ ลำพังจิตอย่างเดียว ไม่สามารถรับรู้หรือนึกคิดอะไรได้เลย จิตเปรียบเสมือนนาฬิกา เจตสิกเปรียบเสมือน ชิ้นส่วนและเฟืองจักรต่าง ๆ ที่ทำให้นาฬิกาทำงานได้ จิตและเจตสิก จะแยกจากกันไม่ได้ ต้องเกิดร่วมกันอิงอาศัยกัน จิตแต่ละดวงที่เกิดขึ้น จะต้องมีเจตสิกประกอบปรุงแต่งด้วยเสมอ

สรุปแล้ว ขันธ์ ๕ (เบญจขันธ์) ก็คือ รูป จิตและเจตสิก หรือ รูปกับนาม นั่นเอง


http://www.buddhism-online.org/Section02A_02.htm


1. ดูแล้วจิตเกิดดับเปล่าครับคุนอุปทานถ้าเกิดดับก็ไม่เที่ยงครับ

ตอบ...จิตเกิดดับคือ อาการของจิต หรืออารมณ์ของจิต หาใช่ตัวจิตไม่


2. เมื่อคุณตาย วิญญาณขันธ์ ของคุณก็ตาย แต่ไอ้ตัววิญญาณธาตุ มันไม่ได้ตายไปด้วย มันยังคงสืบกรรมของเราต่อไปเรื่อยๆ

ทุกอย่างต้องดับตามกันครับแต่มันดับเร็วจนเราๆท่านท่านไม่สามารถจะรู้ได้จึงหลงยึดว่ามีอยู่ครับ

ตอบ...ถ้าวิญญาณธาตุเป็นตัวเดียวกับวิญญาณขันธ์ และเมื่อเราตาย ทุกอย่างต้องดับตามกันไป แสดงว่าสูญหรือไม่ก็เข้านิพพานแล้วน่ะสิครับ

เมื่อเราตาย ตัวขันธ์ 5 ซึ่งเป็นนามรูปตาย แต่ตัววิญญาณธาตุ ซึ่งเป็นตัวสร้างนามรูป มันไม่ได้ตายตามไปด้วย นั่นแหละเราจึงต้องสืบกรรมไปเรื่อยๆ


3. แต่ถ้าตัวที่คุนว่านี้(แต่ไอ้ตัววิญญาณธาตุ มันไม่ได้ตายไปด้วย )ก็แสดงว่ามันเที่ยงนะสิครับ ถ้าเที่ยงก็ต้องบังคับบัญชาได้สิ

ตอบ...วิญญาณธาตุไม่เที่ยงครับ ศาสนาพราหมณ์เขาก็เข้าใจผิดในเรื่องนี้ วิญญาณธาตุสืบกรรมไปเรื่อยๆ ตราบใดที่ยังมีกิเลสตัณหาอยู่ วิญญาณธาตุก็ยังมีอยู่ชั่วกัลปาวสาน แต่ชั่วกัลปาวสานก็ไม่ใช่นิรันดร เพราะว่าช้าเร็ว พวกเราก็ต้องเข้านิพพานกันหมด นิพพานจึงเป็นสิ่งที่เที่ยงเพียงอันเดียว


ดูแล้วจิตเกิดดับเปล่าครับคุนอุปทานถ้าเกิดดับก็ไม่เที่ยงครับ



เมื่อคุณตาย วิญญาณขันธ์ ของคุณก็ตาย แต่ไอ้ตัววิญญาณธาตุ มันไม่ได้ตายไปด้วย มันยังคงสืบกรรมของเราต่อไปเรื่อยๆ

ทุกอย่างต้องดับตามกันครับแต่มันดับเร็วจนเราๆท่านท่านไม่สามารถจะรู้ได้จึงหลงยึดว่ามีอยู่ครับ


แต่ถ้าตัวที่คุนว่านี้(แต่ไอ้ตัววิญญาณธาตุ มันไม่ได้ตายไปด้วย )ก็แสดงว่ามันเที่ยงนะสิครับ

ถ้าเที่ยงก็ต้องบังคับบัญชาได้สิ


ขอบังอาจครับให้ดูลิงค์ตาม

http://www.buddhism-online.org/Section02A_05.htm


 เปิดอ่านหน้านี้  2786 


  แสดงความคิดเห็น


Go to top

จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย