พระพุทธศาสนา  พระพุทธเจ้า  พระไตรปิฎก  พระธรรม  ธรรมะปฏิบัติ  ศาสนพิธี  วันสำคัญทางศาสนา  ทำเนียบวัดไทย  พระพุทธศาสนาในประเทศไทย

เรื่องสวดมนต์เย็น

ผมไหว้พระสวดมนต์ทุกวันทั้งเช้าและเย็น
-------ตอนเช้าหลังตื่นนอนทำกิจธุระส่วนตัวแล้ว อันดับแรกต้องไหว้พระสวดมนต์ก่อนทำอย่างอื่น เวลาประมาณ 07.00 น. - 08.00 น.โดยประมาณ
------สำหรับตอนเย็นนั้นผมจะไหว้พระสวดในก่อน 1 ทุ่มคือเวลาประมาณ 18.00 น. เศษ ถือว่ายังไม่มืดค่ำ อย่างนี้จะเรียกว่าเป็นการสวดมนต็เย็นได้หรือไม่ และทำถูกต้องหรือไม่ ขอขอบคุณล่วงหน้าในคำตอบด้วยมากๆ


DT09370  mama 
 DT09370 
 18 พ.ค. 2552 22:30 น.
 


เจตตนาเกิดขึ้นแล้ว

และก็ได้ทำแล้ว

ขออนุโมทนาครับสาธุ


ความคิดเห็นที่ 1  / *8q* / 19 พ.ค. 2552 20:52 น. 


สาธุครับ ทำดีแล้วครับ อนุโมทนาด้วยครับ

้อ้อ หลังสวดเสร็จก็อุทิศบุญกุศลให้ญาติผู้ล่วงลับ เเละสรรพสัตว์ทั้งหลายด้วยเป็นการเพิ่มบุญครับ


ความคิดเห็นที่ 2  / ddman / 24 พ.ค. 2552 19:29 น. 


กระผมไม่รู้อะไรจริงๆที่ว่า "หลังสวดเสร็จก็อุทิศบุญกุศลให้ญาติผู้ล่วงลับ เเละสรรพสัตว์ทั้งหลายด้วยเป็นการเพิ่มบุญครับ".....ขอท่าน ddman หรือท่านอื่นๆด้วยได้เมตตาอธิบายให้กระผมอีกสักครั้งครับ

..แต่ที่กระผมทำเป็นประจำหลังไหว้พระสวดมนต์แล้วนั้น กระผมจะตั้งจิตอธิษฐานแล้วกล่าวว่า " บุญกุศลที่ได้จากการไหว้พระและสวดมนต์ในครั้งนี้ ขออุทิศไปให้แก่(เอ่ยชื่อผู้ล่วงลับ) ขอบุญกุศลนี้จงสำเร็จแก่(เอ่ยชื่อผู้ล่วงลับ) " อย่างนี้เรียกว่าเป็นการอุทิศบุญกุศลให้ญาติที่ล่วงลับอย่างที่ท่านแนะนำมานั้นใช่หรือไม่ครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ


ความคิดเห็นที่ 3  / mama / 25 พ.ค. 2552 22:39 น. 


ใช่แล้วครับ ที่ทำอยู่นั้นเรียกว่าเป็นการอุทิศกุศลให้ผู้อื่น ดีแล้วครับ อนุโมทนาสาธุครับ

บุญจากการสวดมนตร์เรียกว่า ภาวนามัย ส่วนการอุทิศผลบุญเรียกว่าปัตติทานมัย อยู่ในกลุ่มบุญยกิริยาวัตถุ๑๐

บุญกริยาวัตถุ ๑๐ ได้แก่

๑. ทานมัย การให้สิ่งที่เป็นประโยชน์สุขแก่ผู้รับ ย่อมต้องได้รับอานิสงส์ ดังนี้
๑- เป็นที่มาของทรัพย์สมบัติทั้งหลาย
๒- เป็นที่ตั้งของโภคทรัพย์ทั้งปวง
๓- ผู้ให้ย่อมได้รับความสุข
๔- ผู้ให้ย่อมเป็นที่รักของคนหมู่มาก
๕- ผู้ให้ย่อมผูกไมตรีผู้อื่นไว้ได้
๖- ทำให้เป็นผู้มีเสน่ห์น่านับถือ
๗- ทำให้เป็นที่น่าคบหาของคนดี
๘- ทำให้เข้ากับสังคมอื่นได้คล่องแคล่ว
๙- มีบุคลิกองอาจ สง่าผ่าเผย
๑๐- ทำให้มีชื่อเสียงเกียรติคุณดี
๑๑- ตายแล้วเกิดในสุคติภูมิ

๒. สีลมัย บุญที่สำเร็จได้ด้วยการรักษาศีล ย่อมต้องได้รับอานิสงส์ ดังนี้
๑- ทำให้มีความสุขกาย สุขใจ
๒- ทำให้เกิดโภคทรัพย์ได้
๓- ทำให้สามารถใช้สอยทรัพย์นั้นได้เต็มอิ่ม โดยไม่หวาดระแวง
๔-ทำให้ไม่ต้องหวาดระแวงว่าจะมีใครมาทวงทรัพย์คืน
๕- ทำให้เกียรติคุณฟุ้งขจรไป ทำให้ผู้อื่นเกิดความเชื่อถือ
๖- ทำให้ชีวิตนั้นแกล้วกล้าองอาจท่ามกลางชุมชน
๗- ทำให้ไม่เป็นคนหลงลืมสติ
๘- ตายแล้วไปเกิดในสุคตภูมิ

๓. ภาวนามัย บุญที่สำเร็จได้ด้วยการเจริญสมถภาวนา และวิปัสสนาภาวนา ย่อมต้องได้รับอานิสงส์
๑- มีรูปร่างหน้าตาสวยงาม
๒- มีผิวพรรณผ่องใส
๓- มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง
๔- มีความจำดี และกำลังปัญญาว่องไว
๕- เป็นคนใจคอเยือกเย็น
๖- เป็นที่ชื่นชอบของผู้พบเห็น
๗- มีบุคลิกอันน่าศรัทธา
๘- เกิดในตระกูลดี
๙- มีบุคลิกสง่างาม
๑๐- มีมิตรสหายมาก
๑๑- เป็นที่เคารพยำเกรงของคนทั่วไป
๑๒- เป็นที่ชื่นชอบของบัณฑิต
๑๓- สมบูรณ์ด้วยปัจจัย ๔
๑๔- ปราศจากอกุศลทั้งปวง
๑๕- ปลอดภัยจากศาสตราวุธ
๑๖- มีอายุยืน
๑๗- ตายแล้วเกิดในสุคติภูมิ

๔. อปจายนะ บุญที่สำเร็จได้ด้วยการอ่อนน้อมถ่อมตน ต่อผู้ที่ควรเคารพนบนอบ (คุณวุฒิ วัยวุฒิ ชาติวุฒิ) ย่อมต้องได้รับอานิสงส์ ดังนี้
๑- เกิดในตระกูลสูง
๒- มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง
๓- มีมิตรสหายดี
๔- ได้รับคำชมเชยอยู่เสมอ
๕- มีความสมบูรณ์ในทรัพย์
๖- ได้พบเห็นแต่สิ่งที่ตนปรารถนา

๕. เวยยาวัจจะ บุญที่สำเร็จได้ด้วยการช่วยเหลือกิจการงานที่ชอบ ย่อมต้องได้รับอานิสงส์ ดังนี้
๑- มีความเป็นอยู่ดี สุขกายสุขใจ
๒- มีมิตรสหายมาก
๓- มีไหวพริบความจำดี
๔- มีตำแหน่งหน้าที่การงานสูง

๖. ปัตติทานะ บุญที่สำเร็จได้ด้วยการอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้อื่น (การแผ่เมตตา) ย่อมต้องได้รับอานิสงส์ ดังนี้
๑- ไม่มีความอดอยาก ยากจน
๒- ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน
๓- มีบริวารดี
๔- เป็นที่รักของผู้พบเห็น
๕- มีรูปร่างหน้าตาสวยงาม
๖- มีอายุยืน

๗. ปัตตานุโมทนา บุญที่สำเร็จได้ด้วยการอนุโมทนาส่วนบุญ ย่อมต้องได้รับอานิสงส์ ดังนี้
๑- มีสุขภาพสมบูรณ์
๒- มีฐานะดี
๓- มากไปด้วยลาภสักการะ
๔- พบเห็นแต่สิ่งที่ทำให้เกิดความสบายใจ

๘. ธัมมสวนะ บุญที่สำเร็จได้ด้วยการฟังธรรม ย่อมต้องได้รับอานิสงส์ ดังนี้
๑- เกิดในตระกูลสูง
๒- มีสติปัญญาดี
๓- มีมิตรสหายดี
๔- มีความเชื่อมั่นในตนเอง

๙. ธัมมเทสนา บูญที่สำเร็จได้ด้วยการแสดงธรรม ย่อมต้องได้รับอานิสงส์ ดังนี้
๑- ไม่มีกลิ่นปาก
๒- มีฟันขาวเรียบ
๓- บุตรบริวารมีความเชื่อฟัง
๔- มีบุคลิกสง่างาม
๕- มีความจำดี
๖- เป็นที่ไว้วางใจแก่ผุ้พบเห็น

๑๐.ทิฏฐุชุกรรม บุญที่สำเร็จได้ด้วยการทำความเห็นให้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง ย่อมต้องได้รับอานิสงส์ ดังนี้
๑- มีปัญญาดี
๒- ไม่อดอยาก
๓- ไม่ยากจน
๔- มีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง
๕- มีบุคลิกสง่างาม
๖- พบเห็นแต่สิ่งที่ทำให้เกิดความสบายใจ
๗- มีฐานะความเป็นอยู่ดี
๘- มีบริวารมาก
๙- มีความเชื่อมั่นในตนเอง ไม่มีชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่น


บุญกริยาวัตถุ ๑๐ เมื่อสงเคราะห์ลงในทาน ศีล ภาวนา ได้ดังนี้คือ ทาน ปัตติทานะ ปัตตานุโมทนา สงเคราะห์ใน ทาน
ศีล อปจายะ เวยยาวัจจะ สงเคราะห์ใน ศีล
ภาวนา ธัมมสวนะ ธัมมเทสนา ทิฏฐุชุกรรม สงเคราะห์ใน ภาวนา

ภาวนามัย อานิสงค์ 17 ข้อดังกล่าว จะสรุปได้ว่า บุญที่สำเร็จได้ด้วยการเจริญสมถภาวนา และวิปัสสนาภาวนา ได้บุญ เพราะจิต ได้ ข่ม ลด ละ เลิก ตัด กิเลส เป็น ชั้นๆ จนถึงที่สุดแห่งทุกข์ คือ พระนิพพาน
ในจำนวน 10 ข้อ ภาวนามัย จึงสำคัญ ที่ สุด เพราะเป็น ปฏิบัติบูชา



ความคิดเห็นที่ 4  / ddman / 28 พ.ค. 2552 17:50 น. 

 เปิดอ่านหน้านี้  2480 
 ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็น

Member Detail  Guest


กรุณาล๊อกอินสมาชิกเว็บธรรมะไทยก่อนครับ... Login

  ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านทาง Facebook


จีรัง กรุ๊ป

เพจธรรมะไทย


 ธรรมะไทย