ธรรมะภาคปฏิบัติ สั้นๆง่ายๆโดยพระอ.สุเมโธ (พระฝรั่งศิษย์หลวงปู่ชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง จ. อุบลฯ รุ่นแ

 kaveebsc   

ธรรมะภาคปฏิบัติ สั้นๆง่ายๆโดยพระอ.สุเมโธ (พระฝรั่งศิษย์หลวงปู่ชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง จ. อุบลฯ
รุ่นแรกๆ ผู้ที่หลวงปู่ทำนายว่า จะทำให้ดอบบัวบานมากมายทั่วไปในประเทศตะวันตก)

พูดเรื่องการพิจารณาจิตเพื่อความหลุดพ้นทุกข์

"....จิตเปรียบเหมือนกระจกเงา มันสะท้อนภาพ
ผู้ฉลาดรู้ว่า ภาพมันก็สักแต่ว่าภาพ ไม่ใช่ตัวตน
ภาพที่ไม่ทำอันตรายต่อตัวกระจกแต่ประการใด
กระจกสะท้อนสภาวะที่โสโครกที่สุด
แต่ตัวกระจกเองจะเปรอะเปื้อนก็หาไม่
และภาพนั้นก็เปลี่ยนไป ไม่เที่ยง

สิ่งโสโครกและโคลนตม มีบทบาทสำคัญเหมือนกัน
โทสะและอกุศลจิต เป็นเหมือนปุ๋ยคอก มันเหม็น
ไม่มีใครอยากเข้าใกล้
แต่มันให้อาหารแก่ต้นไม้ ทำให้เราได้ดอกไม้สวยๆ งามๆ
ถ้าบุคคลสามารถพิจารณาดูปุ๋ยคอก
และรู้เรื่องราวของมัน
แทนที่จะรังเกียจแล้วละก็
บุคคลผู้นั้นก็รู้ถึงคุณค่าของมัน....."

ความเห็นส่วนตัวผมนะครับ เข้าใจท่านหมายความว่า
จิตเปรียบเหมือนกระจกเงา มีสภาวะธรรมต่างๆเกิดขึ้นในจิต
คนที่ฉลาดก็จะรู้ว่า มันก็แค่สภาวะธรรมหนึ่งๆ ไม่ใช่ตัวตนใดๆ
ไม่ทำอันตรายใดๆให้กับจิต แม้สภาวะธรรมนั้นๆจะเลวที่สุด
ก็ไม่ทำให้จิตเปรอะเปื้อนใดๆ และสภาวธรรมนั้นๆ ก็เปลี่ยนไปไม่เที่ยง

ในท่อนที่สอง ผมเข้าใจว่า

อกุศลจิตมันเป็นสิ่งที่เราผู้ปฏิบัติธรรม มักจะรังเกียจ ไม่ชอบ (เราเป็นคนดีอ่ะ)
แต่อกุศลจิตนั้นๆ ถ้าเราพิจารณาดูมันให้ดี รู้จักมันให้ดี
แทนที่จะรังเกียจมัน ไม่สนใจมัน
มันก็จะให้อาหารแก่ปัญญาของเรา ทำให้ปัญญาเราเจริญขึ้น

ดังนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมต้องพิจารณาดูอกุศลจิต (เหมือนเช่นที่เราพิจารณากุศลจิต)
โดยไม่เลือกว่าชอบ หรือไม่ชอบ
เราจะบรรลุธรรม พ้นทุกข์ได้

ความเข้าใจของผมนี้ อาจไม่ถูกต้อง โปรดพิจารณาเองให้ถ่องแท้ลึกซึ้ง
หากท่านใด มีความคิดความเห็นใดๆเพิ่มเติม
เชิญโพสต์ได้นะครับ

เชิญดูกระทู้บรรยายธรรมท่านพระอาจารย์สุเมโธ ตามลิ้งค์นี้นะครับ
http://larndham.net/index.php?showtopic=34756&st=2#top
แล้วท่านจะทราบว่า ทำไม หลวงปู่ชา จึงได้พยากรณ์ท่านพระอ.สุเมโธดังนั้น

สาธุ.... ขออนุโมทนากับท่านผู้สนใจศึกษาและปฏิบัติธรรมทุกๆท่านครับ




"สิ่งโสโครกและโคลนตม มีบทบาทสำคัญเหมือนกัน
โทสะและอกุศลจิต เป็นเหมือนปุ๋ยคอก มันเหม็น
ไม่มีใครอยากเข้าใกล้
แต่มันให้อาหารแก่ต้นไม้ ทำให้เราได้ดอกไม้สวยๆ งามๆ
ถ้าบุคคลสามารถพิจารณาดูปุ๋ยคอก
และรู้เรื่องราวของมัน
แทนที่จะรังเกียจแล้วละก็
บุคคลผู้นั้นก็รู้ถึงคุณค่าของมัน....."

คล้ายๆ กันกับธรรมบรรยายจากท่านผู้นี้ :

.............................

สุขนั้นเป็นสิ่งที่เราชอบใจอยากให้มันเที่ยงแต่มันก็ไม่เที่ยง ทุกข์นั้นเป็นสิ่งที่เราไม่ชอบใจ อยากให้มันไปเร็วๆ แต่มันก็ไปเร็วบ้าง ไปช้าบ้าง สุดแล้วแต่เหตุปัจจัยที่ปรุงแต่งให้มันเป็นไป

ความจริง ความทุกข์ลำบากเป็นฤดูกาลของชีวิต ........

เหมือนต้นไม้ที่เจริญเติบโตขึ้นโดยผ่านทั้งฤดูร้อน ฝน และหนาว ต้นไม้จะต้องผ่านทั้ง 3 ฤดู จึงจะเจริญงอกงามได้ .......

ชีวิตคนเราก็ฉันนั้น ถ้ามีแต่สุขก็อ่อนแอ ไม่รู้จักชีวิต ถ้ามีแต่ทุกข์ ก็คงถูกทุกข์แผดเผาไปหมด ทนไม่ไหว จึงต้องผ่านทั้งทุกข์และสุข เพื่อความเข้มแข็งสมบูรณ์ของชีวิต

ความทุกข์ลำบากทำให้เราเข้าใจตัวเอง เข้าใจคนอื่นที่อยู่รอบตัวเราดีขึ้น เข้าใจความดี ความชั่วได้มากขึ้น น้ำตาที่หลั่งออกมาจากดวงตาในยามที่ท้อแท้ใจ จะช่วยทำให้ดวงตาคือปัญญาของเราสว่างขึ้น มองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจนขึ้น

..........................


พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9)

เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร

watdevaraj@hotmail.com

http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROaWRXUXdOekEzTVRJMU1RPT0=&sectionid=TURNd053PT0=&day=TWpBd09DMHhNaTB3Tnc9PQ==

ดังนั้น....สิ่งใดเกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นย่อมดีเสมอ (ชื่อหนังสือของ นพ.เทอดศักดิ์ เดชคง)



 เปิดอ่านหน้านี้  2704 


  แสดงความคิดเห็น


Go to top

จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย