ช่วยด้วย...ทำใจไม่ได้

เราครองชีวิตคู่มานานมีลูกเต้าด้วยกันและอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขและอบอุ่น จู่ๆคนที่เรารักต้องต้องด่วนจากไปอย่างกระทันหันทั้งๆที่วานนี้ยังพูดคุยกันอยู่ดีๆ จนถึงวันนี้ที่คนที่เรารักนั้นจากไปเกือบจะถึงปีแล้ว แต่ทำไม่ทำใจไม่ได้เลย พยายามทำใจทุกวิธีทั้งอ่านหนังสือธรรมะ ทั้งพยายามทำสมาธิไม่มีกะจิตกะใจจะทำเลย ทั้งๆที่ก็รู้อยู่ว่าการเกิด แก่ เจ็บ ตายและการพัดพรากจากกันนั้นทุกคนหนีไม่พ้น รู้ทั้รู้แต่ทำใจไม่ได้ยิ่งนานวันจิตใจยิ่งแย่ลง ขอได้โปรดช่วยบอกวิธีให้ด้วยว่าจะทำอย่างไรที่ทำให้ด้านจิตใจดีขึ้น กราบขอบพระคุณ



DT08741

zx



ขอให้คุณได้ทำบุญแผ่ส่วนกุศลเมตตาทุกวัน ให้เห็นว่ายังมีสิ่งอื่นที่ต้องรับผิดชอบ ดำเนินชีวิตต่อไปให้ดีที่สุด คิดถึงลูกให้มากๆ สอนให้เขาเป็นคนดี เราก็ต้องทำตัวให้เขาเห็นด้วย เข้มแข็ง ต่อสู้ และเลือกทางเดินสายกลาง หมั่นสวดมนต์ ไหว้พระ เจริญภาวนาเสมอๆ จิตใจก็จะสงบนิ่งเอง เจริญในธรรมเจ้าค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1  / บุญประสาน / 14 ม.ค. 2552 11:33 น. 



ตามคำตรัสสอนของพระพุทธองค์ ทุกอย่างล้วนอนัตตา ทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป ผมเข้าใจเนื้อหาที่คุณzx สื่อมาดีครับ ว่ารู้สึกเช่นไร แต่สัจจะธรรมในชีวิต เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่เราเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันได้ การพบก็ดี การพลัดพรากก็ดี ล้วนเป็นทุกข์ทั้งสิ้น เราไม่สามารถหนีสัจจะธรรมข้อนี้ไปได้ครับ คนเราเกิดมาก็ต้องตายทุกคน จะเร็วหรือช้าเท่านั้น ไม่วันนี้ก็วันหน้า แต่สิ่งที่เรายังทำได้ตลอดไปตราบที่เรายังมีชีวิตอยู่ คือความดี บุญกุศล แห่งธรรม อันนี้ส่งผลแก่ตัวท่านและผู้อื่นรวมถึงผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ผลบุญ แห่งธรรม ช่วยอะไรท่านได้บ้าง ผมยกตัวอย่างที่ท่านเห็นแน่นอน จิตใจท่านสงบ ไม่ร่ำรี้รำไรกับอดีต ที่ทำให้ใจท่านหมองเศร้า มีแรงใจในการดำเนินชีวิตที่ดี ส่งผลดีต่อการงาน เมื่อท่านมีความเบิกบาน ลูกของท่านก็จะรับอนิสงค์ในความสุขของชีวิตไปด้วย วิธีการทำกุศลบุญ ที่ง่ายที่สุด และได้กุศลมากสุด คือการนั้งสมาธิครับ นั้งแล้วจิตท่านสงบ เป็นบุญเป็นกุศล อันนี้ท่านลองหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ จาก googleหรือในเวปนี้ก็ ได้ครับ
ผมเองก็มีครอบครัว ลูก2คนแล้ว ผมมีปัญหาในครอบครัวพอควร(ขนาดไม่ตายจากกัน ผมยังเป็นทุกข์เลย) แต่พอผมเริมศึกษาธรรมะ แล้วผมก็เริ่มเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไร แล้วการนั้งสมาธิช่วยได้จริงหรือไม่ แรกๆผมไม่เชื่อนะ แต่พอศึกษาธรรมเข้ามากๆแล้วก็ลองปฏิบัติดู ผมจึงเรียนรู้ว่าสัจจะธรรมในชีวิตคืออะไร คำว่าบุญ คำว่ากุศล มีจริงหรือไม่ อยากให้ลองทำดูครับ ไม่มีค่าใช้จ่าย ใช้เวลา10-20นาทีก็พอ หรือเอาเท่าที่เราพอทำได้ ขอให้เจริญในธรรมนะครับ..
ปล.ผมเขียนแนวธรรมะไม่ค่อยถนัด ขอเขียนแนวบทความแทนครับ

ความคิดเห็นที่ 2  / ปิยะ / 14 ม.ค. 2552 13:19 น. 





สรรพสิ่งในโลกนี้ล้วนอยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์ทั้งสิ้น
"การพลัดพรากจากสิ่งที่รักย่อมเป็นทุกข์"
การจมปลักอยู่กับอดีต หวนไห้ อาลัย ในสิ่งที่จากไปไม่มีวันคืน
จักได้ประโยชน์อันใดเล่า

ดิฉันเข้าใจความรู้สึกของคุณดีค่ะ ดิฉันก็เคยสูญเสียคนที่เราเคารพรัก
ก็ได้แต่บอกตัวเองว่า "แล้ววันนี้ก็มาถึง" เมื่อจากไปจริง ๆ
ก็พยายามทำใจ บอกตัวเองว่าจะใช้ฃีวิตที่เหลืออยู่ให้เกิดประโยชน์และคุณค่า
เพื่ออุทิศส่วนกุศลไปให้คนที่เรารัก

ทุกครั้งที่มองไปบนท้องฟ้าก็รับรู้ว่ามีคนที่เรารัก คอยส่งกำลังใจให้เราต่อสู้
กับความทุกข์อยู่เสมอ ต้องยิ่มกับโลก คิดในทางบวก แล้วคุณจะมีความสุข
มากขึ้นนะคะ

ดูแลและเป็นกำลังใจให้ลูก ๆ ดีกว่านะคะ แสดงความเข้มแข็งให้ลูกเห็น
ลองไปอ่านเรื่องราวดี ๆ ตัวอย่างชีวิตที่สูญเสียพลัดพรากยิ่งกว่าเรา เขายังยิ้ม
กับโลกได้ บางคนสูญเสียญาติพี่น้องด้วยอุบัติเหตุคราวละหลายคนก็มี

ทุกครั้งที่เรามีความทุกข์ เรามักจะคิดว่าทุกข์ของเรายิ่งใหญ่เสมอ หารู้ไม่ว่า
ยังมีคนทีทุกข์กว่าเราร้อยเท่าพันทวี ขอเป็นกำลังใจคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3  / ธรรมทิพย์ / 14 ม.ค. 2552 15:38 น. 



"ขอให้คุณได้ทำบุญแผ่ส่วนกุศลเมตตาทุกวัน ให้เห็นว่ายังมีสิ่งอื่นที่ต้องรับผิดชอบ ดำเนินชีวิตต่อไปให้ดีที่สุด คิดถึงลูกให้มากๆ"


"สิ่งที่เรายังทำได้ตลอดไปตราบที่เรายังมีชีวิตอยู่ คือความดี บุญกุศล แห่งธรรม อันนี้ส่งผลแก่ตัวท่านและผู้อื่นรวมถึงผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ผลบุญ แห่งธรรม ช่วยอะไรท่านได้บ้าง ผมยกตัวอย่างที่ท่านเห็นแน่นอน จิตใจท่านสงบ ไม่ร่ำรี้รำไรกับอดีต ที่ทำให้ใจท่านหมองเศร้า มีแรงใจในการดำเนินชีวิตที่ดี ส่งผลดีต่อการงาน เมื่อท่านมีความเบิกบาน ลูกของท่านก็จะรับอนิสงค์ในความสุขของชีวิตไปด้วย "

"ทุกครั้งที่มองไปบนท้องฟ้าก็รับรู้ว่ามีคนที่เรารัก คอยส่งกำลังใจให้เราต่อสู้
กับความทุกข์อยู่เสมอ ต้องยิ่มกับโลก คิดในทางบวก แล้วคุณจะมีความสุข
มากขึ้นนะคะ


จะพยายามทำใจและทำตามคำแนะนำ กราบขอบพระคุณทุกกำลังใจที่ให้เป็นอย่างสูง





ความคิดเห็นที่ 4  / zx / 14 ม.ค. 2552 23:02 น. 



เข้าใจความรู้สึกคุณนะคะ

ถ้าลองมองอีกแง่นึงนะ จริงๆแล้วคนที่คุณรักก็ไม่ได้จากไปไหนเลย คุณรักเค้าที่ร่างกาย รูปร่างหน้าตา หรือว่าที่ใจเค้า เราเชื่อว่าคนเราสื่อจิตถึงกันได้ ถึงจะจากกันไปแล้ว เค้าอาจไปเกิดใหม่แต่ดวงจิตก็ไม่ได้ไปไหน ยังสามารถสื่อถึงกันได้ ถ้านึกถึงเค้าอยากให้เค้าไปสบาย คุณต้องประกอบคุณความดีทั้งกายวาจาใจและ ทำทานศีลภาวนาเพื่ออุทิศส่วนกุศลไปให้เธอ ให้เธอไปอยู่ภพภูมิที่ดีและมีความสุขมากๆ ส่วนคุณก็ทำหน้าที่พ่อให้ดีที่สุด เลี้ยงให้ลูกเป็นคนดี ภรรยาคุณก็จะมีความสุขและจากไปอย่างไม่มีห่วงนะคะ

เป็นกำลังใจให้ค่ะ

เวลาจะช่วยคุณได้ค่ะ ^^

ความคิดเห็นที่ 5  / น้ำใส_11 / 14 ม.ค. 2552 23:21 น. 



อนุโมทนาครับทุกท่าน

ความคิดเห็นที่ 6  / ddman / 15 ม.ค. 2552 13:14 น. 



ดิฉันเสียทั้งพ่อทั้งแม่ไม่มีครอบครัวยังต้องอยู่ด้วยกำลังใจแต่คุณยังมีลูกทำไมไม่คิดถึงลูกมาก ๆ และสู้ต่อไปเพื่อลูกวันข้างทุกคนก็ต้องจากไปเหมือน ๆ กันแม้แต่ตัวเราเองจริงไหมค่ะ

สู้ต่อไปนะคนเราก็ต้องจากกันทั้งนั้นอย่าท้อแท้
อยู่เพื่อลูกเป็นกำลังใจให้เสมอ

ความคิดเห็นที่ 7  / ชีวิตเกิดใหม่ / 15 ม.ค. 2552 18:16 น. 



สรรพสัตว์ย่อมเกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดาของโลกวัฏสงสารคุณต้องทำใจยอมรับความจริงว่าเขาได้ตายจากไปแล้วแต่จิตวิญญาณเขายังอยู่ถ้าคุณคิดถึงเขาคุณก็ควรสั่งสมบุญทุกบุญคือ ทาน ศีล ภาวนา แล้วอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลนี้ไปให้เขาเขาก็จะระลึกถึงคุณเขาก็จะอนุโมทนาบุญกับคุณขอเป็นกำลังใจให้นะครับ

ความคิดเห็นที่ 8  / Khamphushong / 16 ม.ค. 2552 15:15 น. 




ถึงแม้จะทำให้รู้สึกดีขึ้นมาบ้างชั่วขณะก็ยังดี กราบขอบคุณทุกกำลังใจที่ให้

ความคิดเห็นที่ 9  / zx / 16 ม.ค. 2552 23:07 น. 



ถ้าคุณกังวลมาก ๆ
ผมแนะนำว่า ลองไปหาพระที่มีญาณล่วงรู้
ว่า แฟนคุณไปเกิดที่ภพไหนครับ
ถ้าแฟนคุณไปเกิดเป็นนางฟ้า บนสวรรค์
คุณก็จะได้คลายความกังวลใช่ไหมครับ
เขาไปเกิดดีแล้ว สบายกว่าเรา ไม่ทุกข์แล้ว

หากแฟนคุณไปเกิดในภพไม่ดี
คุณก็ต้องทำบุญส่งไปให้เยอะๆ ทุก ๆ วัน
เพื่อให้คลายทุกข์ไปได้

วิธีนี้เพื่อให้คุณทราบข่าวคราวเท่านั้น ครับ
ให้คลายกังวลไปได้ส่วนหนึ่ง
คือ ได้รู้ว่า เขาอยู่ไหน ทำอะไรอยู่
ดีกว่าไม่รู้อะไรเลยใช่ไหมครับ

สิ่งสำคัญที่สุด คือ จิตใจของคุณเองนะครับ
คุณต้องหัดทำสมาธิให้ได้ คิดว่ายังไงคุณก็ต้องทำให้ได้
ตั้งใจให้แน่วแน่ครับ ขอให้ทำก่อน ผลจะดีหรือไม่ดี
อย่างไร ไม่ต้องสนใจครับ ทำทุกวัน

ใช้วิธี กำหนดลมหายใจเข้า-ออกครับ
ใจจับแต่ลมหายใจเท่านั้น
ไม่สนใจ หรือคิดอย่างอื่น
พยายามทำให้ได้ครับ วันละ 5-10 นาที
แล้วจิตคุณจะสงบ คลายจากทุกข์ได้
แม้ชั่วขณะก็ยังดีครับ
สะสมไปเรื่อย ๆ คิดว่าคุณจะมีจิตใจที่เข้มแข็งขึ้น
กว่าเดิมครับ เป็นผลลัพธ์จากการนั่งสมาธิ


ความคิดเห็นที่ 10  / julonk / 17 ม.ค. 2552 01:02 น. 



เรื่องนี้ เกิดได้กับทุกคนในยามที่จะต้องพลัดพรากจากสิ่งหรือบุคคลผู้เป็นที่รัก
ความ ตายเป็นธรรมชาติ เป็นของเปิดเผย แต่ก็น้อยคนที่จะยอมรับได้ว่า สักวันหนึ่งจะถึงเวลาของเรา หรือเวลาที่ต้องจากกันกับคนอันเป็นที่รัก
แม้เรื่องอย่างนี้ในอดีตกาลนานมาแล้ว ก็เคยเกิดขึ้น... ปัจจุบันก็ยังเกิดอยู่ ...และต่อไปก็จะต้องเกิดขึ้นอีก... เป็นธรรมดา

ดังตัวอย่างของพระเจ้าปเสนทิโกศล ที่ท่านรักพระมเหสีที่ชื่อ พระนางมัลลิกาเทวีมาก นางได้ตายจากท่านไป ทำให้พระองค์ทรงโทมนัสยิ่งนัก กินแทบไม่ได้ นอนก็ไม่หลับ ทรงพระวรกายผ่ายผอมเต็มไปด้วยความเศร้าโศก ในที่สุดวันหนึ่งก็เสด็จมาเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาค



ที่สุดวันหนึ่งก็เสด็จมาเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาค พระพุทธองค์ท่านทรงทราบเรื่องดี จึงตรัสเรื่อง ฐานะ 5 ประการ ที่ใครๆไม่พึงได้... ฐานะ 5 ประการที่บุคคลไม่พึงได้ นั้น เป็นไฉน?

1. ขอให้สิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดา (ของเรา) จงอย่าได้แก่
2. ขอให้สิ่งที่มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา (ของเรา) จงอย่าได้เจ็บไข้
3. ขอให้สิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดา (ของเรา) อย่าได้ตาย
4. ขอให้สิ่งที่มีความฉิบหายเป็นธรรมดา​(ของเรา) จงอย่าได้ฉิบหาย
5. ขอให้สิ่งที่มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา (ของเรา) จงอย่าได้สิ้นไป



ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ถูกลูกศรคือความโศกที่มีพิษแทงเข้าแล้ว ย่อมทำตนให้เดือดร้อน...เดือดร้อนอย่างไร? เดือดร้อนเพราะความเศร้าโศกเสียใจนั่นเอง...ดังนั้น พระองค์จึงทรงแสดงต่อพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า "ประโยชน์ แม้เล็กน้อยในโลกนี้ อันใครๆย่อมไม่ได้เพราะการเศร้าโศก เพราะการคร่ำครวญ... พวกอมิตร ทราบว่า เขาเศร้าโศก เขาเป็นทุกข์...ย่อมดีใจ ก็ คราวใด บัณฑิตผู้พิจารณาเนื้อความ ไม่หวั่นไหวในอันตรายทั้งหมด คราวนั้น พวกอมิตรย่อมเห็นหน้าอันไม่ผิดปกติของบัณฑิตนั้น ยิ้มแย้มตามเคย ...อมิตรย่อมเป็นทุกข์ บัณฑิตพึงได้ประโยชน์ในที่ใดๆ ด้วยประการใดๆ เพราะการสรรเสริญ เพราะความรู้ เพราะกล่าวคำสุภาษิต เพราะการบำเพ็ญทาน หรือเพราะประเพณีของตน..ก็พึงบากบั่นในที่นั้นๆ ถ้าพึงทราบว่า ความต้องการอย่างนี้ อันเราหรือผู้อื่นไม่พึงได้ไซร้ จากความเศร้าโศก ก็ไม่ควรเศร้าโศก ควรตั้งใจทำงานโดยเด็ดขาดว่า บัดนี้ เราทำอะไรอยู่ ดังนี้"

ขอน้อมนำคำสอนของพระพุทธองค์จาก ฐานสูตร มาแสดงให้ท่านทราบ และ พิจารณา ปัญญา ที่เกิดขึ้น ย่อมคลายความรัดรึงของลูกศรที่มีพิษที่ได้แทงอกอยู่นั้น ให้หลุดออกไป ความเจ็บปวดยอกแสยงอันใดที่เคยปรากฏเพราะพิษนั้น ย่อมสิ้นสุดลงได้...

๗. ฐานสูตร

[๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฐานะ ๕ ประการนี้ อันสตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิตควรพิจารณาเนืองๆ ๕ ประการเป็นไฉน คือ สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิต ควรพิจารณาเนืองๆ ว่า เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้น ความแก่ไปได้ ๑ เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้ ๑ เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้ ๑ เราจะต้องพลัดพรากจาก ของรักของชอบใจทั้งสิ้น ๑ เรามีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรม เป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่ง จักทำกรรมใด ดีก็ตาม ชั่ว ก็ตาม เราจะเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น ๑ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไร สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิต จึงควรพิจารณาเนืองๆ ว่า เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้น ความแก่ไปได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความมัวเมาในความเป็นหนุ่มสาวมีอยู่แก่สัตว์ ทั้งหลาย ซึ่งเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ เมื่อเขา พิจารณาฐานะนั้นอยู่เนืองๆ ย่อมละความมัวเมาในความเป็นหนุ่มสาวนั้นได้โดย สิ้นเชิง หรือทำให้เบาบางลงได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์ นี้แล สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิต จึงควรพิจารณาเนืองๆ ว่า เรามี ความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไร สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิต จึงควรพิจารณาเนืองๆ ว่า เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่ล่วง พ้นความเจ็บไข้ไปได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความมัวเมาในความไม่มีโรคมีอยู่แก่ สัตว์ทั้งหลาย ซึ่งเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลาย ประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ เมื่อเขาพิจารณาฐานะนั้นอยู่เนืองๆ ย่อมละความมัวเมาในความไม่มีโรคนั้นได้โดย สิ้นเชิง หรือทำให้เบาบางลงได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์ นี้แล สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิต จึงควรพิจารณาเนืองๆ ว่า เรามี ความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไปได้ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไร สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิต จึงควรพิจารณาเนืองๆ ว่า เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้น ความตายไปได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความมัวเมาในชีวิตมีอยู่แก่สัตว์ทั้งหลาย ซึ่ง เป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ เมื่อเขาพิจารณาฐานะ นั้นอยู่เนืองๆ ย่อมละความมัวเมาในชีวิตนั้นได้โดยสิ้นเชิง หรือทำให้เบาบางลง ได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์นี้แล สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิต จึงควรพิจารณาเนืองๆ ว่า เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้น ความตายไปได้ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไร สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิต จึงควรพิจารณาเนืองๆ ว่า เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของ ชอบใจทั้งสิ้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความพอใจ ความรักใคร่ในของรักมีอยู่แก่สัตว์ ทั้งหลาย ซึ่งเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ เมื่อเขา พิจารณาฐานะนั้นอยู่เนืองๆ ย่อมละความพอใจ ความรักใคร่นั้นได้โดยสิ้นเชิง หรือทำให้เบาบางลงได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์นี้แล สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิต จึงควรพิจารณาเนืองๆ ว่า เราจะต้อง พลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไร สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิต จึงควรพิจารณาเนืองๆ ว่า เรามีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่ง กรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่ง จักทำกรรมใด ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต มีอยู่แก่สัตว์ทั้งหลาย เมื่อเขาพิจารณาฐานะนั้นอยู่เนืองๆ ย่อมละทุจริตได้โดยสิ้นเชิง หรือทำให้เบาบางลงได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัย อำนาจประโยชน์นี้แล สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิต จึงควรพิจารณา เนืองๆ ว่า เรามีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่ง จักทำกรรมใด ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เราจัก เป็นผู้รับผลของกรรมนั้น ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกนั้นย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ไม่ใช่เราแต่ ผู้เดียวเท่านั้นที่มีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ โดยที่แท้ สัตว์ ทั้งปวงบรรดาที่มีการมา การไป การจุติ การอุบัติ ล้วนมีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ เมื่ออริยสาวกนั้นพิจารณาฐานะนั้นอยู่เนืองๆ มรรค ย่อมเกิดขึ้น อริยสาวกนั้นย่อมเสพ อบรม ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อเสพ อบรม ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป อริยสาวก นั้นย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ไม่ใช่เราแต่ผู้เดียวเท่านั้น ที่มีความเจ็บไข้เป็น ธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้ โดยที่แท้ สัตว์ทั้งปวงบรรดาที่มีการมา การไป การจุติ การอุบัติ ล้วนมีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ ไปได้ เมื่ออริยสาวกนั้นพิจารณาฐานะนั้นอยู่เนืองๆ มรรคย่อมเกิดขึ้น อริยสาวก นั้นย่อมเสพ อบรม ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อเสพ อบรม ทำให้มากซึ่งมรรค นั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป อริยสาวกนั้นย่อมพิจารณาเห็น ดังนี้ว่า ไม่ใช่เราแต่ผู้เดียวเท่านั้นที่มีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตาย ไปได้ โดยที่แท้ สัตว์ทั้งปวงบรรดาที่มีการมา การไป การจุติ การอุบัติ ล้วน มีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้ เมื่ออริยสาวกนั้นพิจารณาฐานะ นั้นอยู่เนืองๆ มรรคย่อมเกิดขึ้น อริยสาวกนั้น ย่อมเสพ อบรม ทำให้มากซึ่ง มรรคนั้น เมื่อเสพ อบรม ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป อริยสาวกนั้นย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ไม่ใช่เราแต่ผู้เดียว เท่านั้นที่จะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น โดยที่แท้ สัตว์ทั้งปวง บรรดาที่มีการมา การไป การจุติ การอุบัติ ล้วนจะต้องพลัดพรากจากของรักของ ชอบใจทั้งสิ้น เมื่ออริยสาวกนั้นพิจารณาฐานะนั้นอยู่เนืองๆ มรรคย่อมเกิดขึ้น อริยสาวกนั้นย่อมเสพ อบรม ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อเสพ อบรม ทำให้ มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป อริยสาวกนั้นย่อม พิจารณาเห็นดังนี้ว่า ไม่ใช่เราแต่ผู้เดียวเท่านั้นที่มีกรรมเป็นของตน เป็นทายาท แห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่ง จักทำกรรมใด ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น โดยที่แท้ สัตว์ทั้งปวงบรรดา ที่มีการมา การไป การจุติ การอุบัติ ล้วนมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่ง กรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่ง จักทำกรรมใด ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม จักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น เมื่ออริยสาวกนั้นพิจารณาฐานะ นั้นอยู่เนืองๆ มรรคย่อมเกิดขึ้น อริยสาวกนั้นย่อมเสพ อบรม ทำให้มากซึ่ง มรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ สัตว์ทั้งหลาย ย่อมมีความแก่เป็นธรรมดา มีความเจ็บไข้ เป็นธรรมดา มีความตายเป็นธรรมดา สัตว์ทั้งหลายย่อม เป็นไปตามธรรมดา พวกปุถุชนย่อมเกลียด ถ้าเราพึงเกลียด ธรรมนั้น ในพวกสัตว์ผู้มีอย่างนั้นเป็นธรรมดา ข้อนั้นไม่ สมควรแก่เราผู้เป็นอยู่อย่างนี้ เรานั้นเป็นอยู่อย่างนี้ ทราบ ธรรมที่หาอุปธิมิได้ เห็นการออกบวชโดยเป็นธรรมเกษม ครอบงำความมัวเมาทั้งปวงในความไม่มีโรค ในความเป็น หนุ่มสาว และในชีวิต ความอุตสาหะได้มีแล้ว แก่เราผู้ เห็นเฉพาะซึ่งนิพพาน บัดนี้ เราไม่ควรเพื่อเสพกามทั้งหลาย จักเป็นผู้ประพฤติไม่ถอยหลัง ตั้งหน้าประพฤติพรหมจรรย์ ฯ

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/item.php?book=22&item=57&items=1&preline=1


ความคิดเห็นที่ 11  / ddman / 18 ม.ค. 2552 01:04 น. 



พบเพื่อพรากสัจจะจริงยิ่งกระไร

ความคิดเห็นที่ 12  / สีลวัฒน์ / 20 ม.ค. 2552 19:41 น. 



ความรักเป็นทุกข์ การพลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์
คุณได้ให้คำยืนยันสัจจะที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสไว้
ขออนุโมทนาบุญให้คุณกลับมามีสติสงบระงับใจได้
และขอมีความสุขมากยิ่งๆ ขึ้นอีกนะคะ

ความคิดเห็นที่ 13  / dhanitar / 20 ม.ค. 2552 23:25 น. 



การที่คุณเป็น ทุกข์นั้นเพราะ คุณไม่ยอมวาง
คุณ รู้อยู่แล้ว ว่า ความพลัดพรากลาจากจากสิ่งอันเป็นที่รัก เป็นของธรรมดา

แต่คุณกลับไม่วาง การที่คุณถือคุณย่อมหนักเอง คุณย่อมเป็นทุกข์เอง
แต่ถ้าคุณว่า คิดใหม่ ทำใหม่ คุณย่อมพ้นทุกข๋

คุณจงใช้ชีวิตดุจผู้ยืนอยู่บนฝั่ง ไม่ใช่คุณเป็นผู้ว่ายน้ำ และ คุณจะหายจากความทุกข์

คุณต้องมอง สิ่งทั้งหลายที่ผ่านมาแล้วให้มันผ่านไป อดีตเราไมคำนึงถึงมันย่อมกลับคืนมาไม่ได้

เราต้องอยู่กับปัจจุบัญ เพื่อ อนาคต

ความคิดเห็นที่ 14  / Nazi / 24 ม.ค. 2552 16:16 น. 



ขอให้คุณคิดถึงแต่สิ่งดี ๆ ที่คุณทั้งสองมีร่วมกันมานะค่ะ คิดเสียว่าเขาอยู่ข้างเรา
หรือ คิดว่าเขาไปทำงานต่างที่ คุณต้องทำใจให้คิดดีไว้ก่อน อย่าคิดว่าเขาจากไปแล้ว....อย่าคิดว่ามันคืเองร้ายแรง สุข ทุกข์อยู่ที่ใจค่ะ...คิดดี ได้ดีนะค่ะ ขอเป็นกำลังใจให้นะค่ะ
ถ้าคุณคิดมาก ไม่สบายใจ เท่ากับเป็นทุกข์ แล้วคน ๆ นั้น ถ้าเขารู้...เขาก็คงไม่เป็นสุขเช่นกันค่ะ

ความคิดเห็นที่ 15  / kikapu / 24 ม.ค. 2552 20:51 น. 



เป็นเหมือนกันเลยค่ะ เพิ่งเสียคนรักไป เราคงต้องเข้มแข็ง พี่อยู่เพื่อลูกๆ

หนูกับแฟนยังไม่ได้แต่ง แต่ก็เกือบจะถึงเวลาแล้ว เราไม่มีลูกด้วย ทำใจยังไม่ได้เหมือนกันค่ะ

หนูเพิ่งเดือนหนึ่ง พยายามเข้ามาศึกษาธรรมะเหมือนกันค่ะ

เป็นกำลังใจให้กันและกันนะค่ะ



ความคิดเห็นที่ 16  / mj233 / 25 ม.ค. 2552 00:02 น. 

 เปิดอ่านหน้านี้  2613 

 ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็น


กรุณาล๊อกอินสมาชิกเว็บธรรมะไทยก่อนครับ... Login


  แสดงความคิดเห็น


Go to top


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย