การนั่งกรรมฐาน

 บุญประสาน   

อยากนั่งกรรมฐาน แต่ไม่ทราบว่าจะเริ่มต้นกำหนดจิตอย่างไร ขอท่านผู้รู้แนะนำเพื่อเป็นธรรมทานด้วยคะ






ถ้าเริ่มฝึกใหม่ให้ใช้วิปัสสนากัมมัฏฐานนำสมถะเจ้าค่ะ

ให้นั่งขัดสมาด หรือนั่งขัดสมาธิ หรือนั่งพับเพียบ หรือนั่งห้อยเท้าบนเก้าอี้หรือบนเตียงก็ได้ แล้วนั่งตัวตรงหายใจแรง ๆ เต็มปอดให้สม่ำเสมอ ให้แรงพอรู้สึกกระทบเย็นที่ช่องจมูก กระทบเย็นที่ด้านหลังระหว่างคิ้ว และกรทบเย็นถึงลำคอ 3 จุด จากนั้นอบรมจิตอย่างนี้ว่า ไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเรา ๆ ๆ ๆ ๆ

หายใจแรง ๆ และอบรมจิตว่า " ไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเรา ๆ ๆ ๆ ๆ " ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเกิดองค์ธรรมสมถะเจ้าค่ะ

องค์ธรรมสมถะได้มาจากเหตุคือการอบรมจิตละนิวรณ์ 5 ได้แก่ละกามราคะ ละพยาบาท ละความลังเลไม่มั่นใจในตนเอง ละความท้อถอยหดหู่โงกง่วง และละความฟุ้งซ่านหงุดหงิดรำคาญใจเสียได้เจ้าค่ะ

และเกิดองค์ธรรมที่เป็นกุศล 5 ประการได้แก่ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกคตารมณ์ขึ้นในจิตเจ้าค่ะ
องค์ธรรมที่เป็นกุศล 5 ประการได้แก่ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกคตารมณ์นี้เรียกว่าองค์ฌานหรือสมาธิหรือองค์ธรรมที่เป็นสมถะนั่นเองเจ้าค่ะ

วิปัสสนาก่อนสมถะเกิดภายหลังในจิตดวงเดียวกันอย่างนี้เรียกว่าการเจริญกัมมัฏฐานมีวิปัสสนานำสมถะเจ้าค่ะ

1.การหายใจแรง ๆ ให้สม่ำเสมอ และอบรมจิตว่า " ไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเรา ๆ ๆ ๆ ๆ " อย่างนี้เรียกว่ามี " วิตก มีวิจาร " เจ้าค่ะ

2.เกิดอาการเย็นซาบซ่าน หรือขนลุก หรือน้ำตาไหล หรือตัวสูง ตัวพอง ตัวใหญ่ หรือตัวโยก ตัวโคลง ตังสั่น หรือตัวแน่นตัวคับ อย่างนี้เรียกว่ามี " ปีติ " เจ้าค่ะ

3.เกิดอาการเบาสบายในร่างกายมาก ๆ อิ่มใจปลื้มใจ โล่งใจสบายใจมาก ๆ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน อย่างนี้เรียกว่ามี " ความสุข "เจ้าค่ะ

4.วิตก วิจาร ปีติ และสุข 4 อย่างนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเหมือนสายน้ำที่ไหลไม่ขาดตอน มีความตั้งอยู่ ดำรงค์อยู่อย่างมั่นคง อย่างนี้เรียกว่ามี " เอกคตารมณ์ " เจ้าค่ะ


ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นให้จับแล้วก็วางนะเจ้าคะ ไม่ต้องใส่ใจ ไม่ต้องกลัวไม่ต้องลังเลสงสัย หน้าที่ของเราคือหายใจแรง ๆ ให้สม่ำเสมอ และอบรมจิตว่า " ไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเรา ๆ ๆ ๆ ๆ " กระทำเหตุอย่างนี้อย่างเดียวเจ้าค่ะ




                 " ธุลีในใจ "

ราคะเรากล่าวว่าเป็นธุลี
มิได้กล่าวละอองว่าเป็นธุลี
คำว่าธุลีเป็นชื่อของราคะ
บัณฑิตทั้งหลายนั้นละธุลีนี้แล้ว
ย่อมอยู่ในศาสนาแห่งพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี


โทสะเรากล่าวว่าเป็นธุลี
มิได้กล่าวละอองว่าเป็นธุลี
คำว่าธุลีเป็นชื่อของโทสะ
บัณฑิตทั้งหลายนั้นละธุลีนี้แล้ว
ย่อมอยู่ในศสานาแห่งพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี


โมหะเรากล่าวว่าเป็นธุลี
มิได้กล่าวละอองว่าเป็นธุลี
คำว่าธุลีเป็นชื่อของโมหะ
บัณฑิตทั้งหลายนั้นละธุลีนี้แล้ว
ย่อมอยู่ในศาสนาแห่งพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี



เจริญในธรรมเจ้าค่ะ



เคยฝึกมาหลายที่ มาจับจุดได้ว่า หายใจเข้าให้เต็มปอด แล้วดูว่าลมหายใจหยุดอยู่ตรงไหน แล้วก็ทำจิตให้นิ่งอยู่ตรงนั้น วิธีนี้ดูจะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ลองดูค่ะ
ได้ผลยังไง เล่าให้พี่ฟังบ้างนะคะ


ขอขอบคุณธรรมทานจากทุกท่าน ได้นำไปปฏิบัติแล้ว ได้บุญจริงๆ ขอให้ท่านร่วมอนุโมทนาบุญด้วยเจ้าค่ะ


สาธุ สาธุ สาธุ


เจริญในธรรมเจ้าค่ะ



 เปิดอ่านหน้านี้  2700 


  แสดงความคิดเห็น


Go to top

จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย