ถามเรื่องการเข้าทรง

 zx   

คนรู้จักกันลูกเขาตายไปและคิดถึงเขาจึงไปให้คนเข้าทรงเรียกวิญญานลูกของเขามาพูดคุยด้วย ลูกของเขาที่อยู่ในร่างของคนเข้าทรงนั้นทักทายคนที่ไปด้วยถูกหมดทุกคน รู้จักว่าใครเป็นใคร ถามหาคนนั้นคนนี้ที่เคยรู้จักกันเหมือนๆกับตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ทำเอาคนที่ไปด้วยขนลุกว่าเป็นไปได้อย่างไร ทั้งๆที่คนที่เป็นร่างทรงนั้นก็ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนและอยู่คนละที่ห่างไกลกันมากๆ จึงขอถามว่า
- เรื่องของคนเข้าทรงอย่างที่เล่ามานั้นสามารถเรียกวิญญานของคนตายมาพูดคุยด้วได้จริงหรือ
- ถ้าเรียกวิญญานมาคุยได้จริงและการที่ญาติๆทำแบบนั้นเพราะความคิดถึงจะเป็นบาปไหมครับ
ขอบคุณครับ




บอร์ดนี้คำถามแต่ละคำถาม ชวนหงายหลังเหมือนกันนะเนี้ย รอฟังเหมือนกันครับตอนนี้ยังไม่มีข้อคิดเห็น


ใครมีคำตอบที่ชัดกว่านีเชิญนะครับ
แต่ผมขอตอบตามท่านผู่รู้ดูก่อน


คนทรง หรือการเข้าทรง
ที่เรามักจะบอกว่า มีวิญญาณเทพองค์นั้นองค์นี้มาเข้าสิงในร่าง
ต้องเข้าใจก่อนน่ะคับว่า ในภพภูมิที่มีขันธ์ 5
วิญญาณซึ่งก็คือจิต จะต้องอาศัยรูปเป็นที่เกิดเสมอ
จะไปเกิดนอกรูป หรือไปล่องลอยนอกรูป ไม่ได้เลยคับ

และวิญญาณ (จิต) ของรูปใด
เกิดที่รูปใด ก็ต้องดับที่รูปนั้น
จะไปสลับสับเปลี่ยนเอาวิญญาณของรูปนี้ไปอยู่ในรูปนั้น
เอาวิญญาณของรูปนั้นไปสิงรูปโน้น ก็ไม่ได้เช่นกันอ่ะคับ

แต่ว่า...วิญญาณ (จิต) ของผู้ที่มีกำลังมากกว่า
ก็สามารถที่จะครอบงำโน้มนำจิตที่อ่อนกว่า
ให้มีพฤติกรรมเป็นไปต่างๆ ตามที่ต้องการได้
เช่น ทำให้เสียงเปลี่ยนไป...กริยาท่าทางเปลี่ยนไป ฯลฯ เป็นต้น

ทั้งนี้ทั้งนั้น กรณีที่กล่าวข้างต้น
ก็สามารถมีได้...เป็นได้

แต่อีกกรณีคือ
ไม่ได้มีจิตอื่นใดมาครอบงำเลย
แต่จิตตนเองนั่นแหละที่ครอบงำตนเอง
หรือพูดง่ายๆ ก็คือ นึกคิดปรุงแต่งไปเอง
เป็นสภาวะที่หลอกตนเอง..คิดว่าตนเป็นนั่นเป็นนี่

หรืออีกกรณีคือ...การแกล้งทำ
แกล้งแสดงพฤติกรรมต่างๆ ออกมา
โดยหวังผลประโยชน์ให้คนหลงเชื่อ
เพื่อให้ทรัพย์สินเงินทองมาสู่ตนน่ะคับ



เดฟวัดเกาะ



เรื่องการเข้าทรงนั้นมีจริง แต่เป็นได้ทั้งเรื่องจริงและไม่จริงครับ พวกที่ใช้วิธีการหลอกลวงคนด้วยอาชีพนี้มีมากกว่าผู้ที่มีความสามารถจริงๆในการนี้..เพราะผู้ที่มีคุณสมบัติพิเศษในการสื่อ
กับสัตว์ในภูมิอื่นได้นั้นส่วนมาก(ไม่ทั้งหมด)มักมีคุณธรรมเช่นศีล สมาธิ คนเหล่านี้อาจช่วยเหลือในการติดต่อด้วยเจตนาอนุเคราะห์ ไม่ได้คิดหากินด้วยความสามารถพิเศษนี้....

ไม่ทราบว่าคนทรงเป็นคนละแวกบ้านเดียวกันหรือไม่ ถ้าใช่การที่เขาจะรู้จัก
ญาติของคนตายก็ เป็นเรื่องปกติไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าเป็นคนตายที่มาเข้าทรง และไม่ทราบว่ามีใครถามคำถามรายละเอียดส่วนตัวของคนตายหรือไม่เช่นชอบกินอะไร ชอบใส่เสื้อผ้าอย่างไร ตายอย่างไร เวลานี้อยู่อย่างไร ฯลฯ ลองตั้งคำถามที่คิดว่าคนตาย และคนถามเท่านั้นที่รู้คำตอบเช่นเคยให้ของอะไรบางอย่างกัน และคนอื่นไม่เคยรู้เลยเป็นต้น อันนี้เป็นแนวทาง "จับโกหก"ร่างทรง คร่าวๆ ..

ทีนี้เราลองคิดถึงหลักความจริงว่า ใครจะรู้ได้ว่าญาติที่ตายไปนั้นไปเกิดที่ใหนเป็นอะไร ถ้าไปเป็นเทวดา เปรตก็อาจมาตามการเรียกของคนทรงได้แต่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยเพราะปัจจัยเงื่อนไขมากมายเช่นมีหน้าที่ในงานบางอย่างหรือถูกขังจองจำด้วยโทษแห่งอกุศลกรรมอยู่ เเม้เขาอยากมาก็มาไม่ได้ เหมือนคนเรา อยู่ดีๆมีคนแปลกหน้าโทรมาเรียกบอกว่า ขอให้มาคุยกันหน่อย คนปกติย่อมไม่แล่นไปเจอคนแปลกหน้าโดยปราศจากเหตุอันควร แต่คนแปลกหน้าอาจติดต่อมาด้วยธุระแห่งญาติว่า นี่แน่ะนาย ก พ่อของท่านขอ
ให้ผมคุยกับท่านและนำของใช้มาให้ขอท่านจงมาเถิด คนที่ถูกขออาจติดงานของบริษัทอยู่หากทิ้งงานไปอาจถูกลงโทษร้ายแรงหรือหากเขาต้องคดีอยู่ในคุก แม้เขาอยากออกมา
เต็มที่ก็ไม่อาจทำได้เช่นนั้น นี่เป็นอีกแง่หนึ่งที่เราพึงพิจารณาด้วยเหตุผลจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อด้วความงมงายของตนเอง..

ก็ถ้าคนตายนั้นไปเกิดเป็นมนุษย์หรือสัตว์เดรัจฉานแล้ว ย่อมไม่มีคนทรงคนใหนจะสามารถเรียกเขามาคุยในลักษณะของการเข้าทรงได้แน่นอน การเข้าทรงจึงเป็นเหมือนการแสดง
ปาหี่หลอกตังค์คนดูเท่านั้น..ถ้าสังเกตุให้ดี จะพบว่่าไม่ว่ารายใหนก็รายนั้น เมื่อไปหาคนทรงทีไร คนทรงจะสามารถเรียก "คนตาย"มาคุยได้ทุกครั้งนับว่าเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับความเป็นจริงดังกล่าวมาแล้วข้างบนยิ่งนัก..โปรดไตร่ตรองด้วยวิจารณญานตามความจริงดูนะครับ..

ถ้าเรียกวิญญานมาคุยได้จริงและการที่ญาติๆทำแบบนั้นเพราะความคิดถึงจะเป็นบาปไหมครับ

อันนี้ดูแล้วก็ไม่เป็นบุญนะครับ เพราะไม่เข้าหลักแห่งบุญทั้ง 3 คือ ไม่ได้เป็นการทำทาน หรือการรักษาศีล หรือการเจริญภาวนาเช่นสมถะหรือวิปัสสนาแต่ประการใด ในเมื่อไม่ใช่บุญก็เป็นส่วนของบาป ตั้งแต่การรบกวนเบียดเบียนเขา การพูดจาเหลวใหลไร้สาระหรือการหลอกลวงของผู้มีส่วนร่วมในพิธีเป็นต้น

ดูถ้าจะเป็นไปเพื่อความเป็นโทษโดยส่วนมากนะครับ ทางที่ดีที่อยากแนะนำคือเลิกคิด ใช้บริการคนทรงโดยสิ้นเชิง หันมารักษาศีล ทำทานและเจริญสติสมาธิเสียแล้วอุทิศกุศลให้คนตายเสียจะนับว่าทำประโยชน์แก่ทั้งตนเองและผู้อื่นได้อย่างแท้จริง


สมมุตินะครับว่า ท่านตายไปแล้วเกิดเป็นเทวดา ท่านกำลังเพลินอยู่กับนางฟ้า500นาง ทันใดนั้นมีคนมาเรียกบอกให้ท่านมาคุยกะญาติในมนุษย์โลก ถามว่า ท่านอยากมาใหมครับ
หรือเกิดท่านตายเป็นเปรต อดอยากมาก ถ้าญาติของท่านที่ยังมีชีวิตอยู่ ทำบุญอุทิศมาให้ท่าน ท่านจะมีอาหารกิน แต่ญาติผู้หวังดีกลับเอาแต่วิ่งหาคนทรงเพราะอยากคุยกะท่าน ถามว่าท่านอยากอิ่มทันทีหรืออยากมานั่งคุยทักทายคนที่รู้จักกัน หรือเอาเป็นว่าญาติทำบุญอุทิศมาให้แล้ว ท่านกำลังกินอาหารด้วยความหิวโหยทันใดนั้น มีคนมาเรียกบอกว่าอย่าเพิ่งกินมาคุยกันก่อน ท่านอยากมาใหมครับ?

อย่าถึงกับต้องตายเลย ลองคิดดูตามประสบการณ์จริงนี่แหละว่าหากท่านกำลังกินอาหารหรือทำกิจกรรมใดๆ อยู่อย่่างตั้งใจ และมีคนมาเรียกท่านให้มาคุยด้วยสัก 1-2ชั่วโมง ท่านคงนึกอยากไล่เตะคนมาชวนนั้นแน่ๆครับ..



จากกระทู้ที่ตั้งไว้นั้นผู้ที่เป็นร่างทรงนั้นไม่เคยรู้จักกับญาติๆของผู้ตายมาก่อนและอยู่คนละจังหวัด ห่างกันตั้งร้อยกว่ากิโลเมตร และที่พวกเขาไปก็เพราะทราบจากปากต่อปากจึงพากันเช่าเหมารถไป เรื่องที่ตั้งไนกระทู้นั้นจึงขอยืนยัยว่าเป็นเรื่องจริง เพราะมีคนหลายๆคนที่ไปในครั้งนั้นยืนยันเป็นสียงเดียวกันว่าเป็นอย่างที่ตั้งกระทู้จริงๆ เพราะเหตุนี้เองจึงอยากจะทราบตามกระทู้ที่ตั้งไว้ดังกล่าวครับ


...หากท่านได้รับคำตอบที่1...ว่า.."จริง"
...คำตอบที่2..ว่า.."ไม่จริง"
...ท่านที่อยากทราบ..คำตอบ..จะเกิดปัญญาไหม?
...ท่านจะเชื่อคำตอบที่1..หรือที่2..?
..สุดท้ายของคำตอบ..คือ..ข้อถกเถียง..มิสิ้นสุด
...นอกจากจะมิได้..ปัญญา...ยังอาจ..ได้เลือด..ได้แผล
...ผู้มีปัญญา..น่าจะ..ตั้งปัญหาว่า..ทุกคนตายหรือไม่?...ทำอย่างไรจะไม่ตาย?
...คำถามเช่นนี้ดูจะมีสาระมากกว่า..เพราะ..เจ้าชายสิทธัตถะก็เคยตั้งปัญหานี้มาก่อน


เมื่อมีเหตุการณ์ที่ชวนสงสัยอย่างนี้ตามที่ได้ตั้งกระทู้ไว้นั้น จึงตั้งกระทู้ขึ้นมาก็เพราะความไม่รู้ของผู้ตั้งกระทู้เองที่อยากรู้จึงถามก็เท่านั้นเอง(ไม่รู้ให้ถาม) ไม่มีเจตนาที่จะตั้งกระทู้นี้มาเพื่อให้ใครต้องมาถกเถียงกันแต่อย่างไร ส่วนหากจะมีคำตอบอย่างไรนั้นผู้ตั้งกระทู้เองก็ใช่ว่าจะเชื่อเสมอไปเช่นกัน ขอขอบคุณครับ


ถ้าพี่ๆน้องๆมีความลังเลสงสัยในคำตอบนะครับ

ผมเสนอให้อ่านคำตอบลุง ddman ครับ
เพราะท่านมีความรู้มาก
และมีส่วนตรงตามที่ผมได้ศึกษามาครับ
ไปอ่านได้จากหลาย ๆ คำตอบนะครับ ^_^"


ผมมีเพื่อนที่สนิทคนหนึ่ง ซึ่งญาติของเขาเป็นคนทรง
ผมถามตรงๆว่า เข้าทรงเป็นเรื่องจริงมั๊ย
เขาก็ตอบตรงๆว่า
ได้ฟังจากปากญาติคนนั้นว่า เข้าทรงเป็นเรื่องจริง แต่ไม่ทุกครั้ง
บางครั้งก็ไม่เข้า (เจ้าไม่มาลง) แต่คนที่เขาศรัทธามาหาแล้ว ไม่อยากให้กลับไปมือเปล่า
จึงต้องโมเมอ้อมๆโกหกไปพลางๆ เหมือนขึ้นหลังเสือแล้วมันลงไม่ได้
********
ฝากไว้ให้พิจารณาครับ ๚๛


ใครไม่รู้จริงเรื่องที่แสดงความเห็นเพราะวิปัสสนาไม่ถึงความจริงที่สุด แต่กลับแสดงความเห็นเหมือนคนรู้จริง หากออกตัวคงไม่เป็นไร แต่ที่ทำเหมือนรู้จริงนะ ท่านอาจกำลังแสดงความเห็นผิดๆ สร้างมิจฉาทิฎฐิให้ทั้งตนเองและผู้อื่น สร้างโมหะ โทสะและราคะ ให้แก่ตนเองและผู้อื่น
อยากให้ท่านที่ชอบตอบ หรือ ท่านที่ตอบบ่อยๆพิจารณาดู




การเข้าทรงที่ไม่ได้หลอกลวงมีจริง

วิปัสสนาปฎิจจสมุปบาทให้ดีจะพอเข้าใจว่าเข้าทรงจริงๆมีได้


เรื่องจริงมีอยู่ว่า

เมื่อตายไปแล้ว จะปฏิสนธิทันที ไปตามยถากรรมของตน
คือตายไปขณะจิตที่เป็นบุญ ก็เป็นเทวดา ตั้งแต่ชั้นต่ำขึ้นไปถึงเทวดาชั้นสูงๆ

ถ้าตายไปขณะจิตที่เป็นบาป ก็อาจจะเป็นสัตวเดรัจฉาน หรือสัตว์ในขุมนรก
ตรงนี้จะไม่อาจติดต่อผ่านใครได้เลย เพราะบาปอกุศลส่งผลโงหัวไม่ขึ้น
นอกจากเปรตที่ใช้บาปกรรมเกือบจะหมดแล้ว

เรืองของเรื่องคือ ถ้าได้เป็นเทวดาชั้นต่ำ ระลึกได้มีความห่วงใยในหมู่ญาติ ก็อาจจะสามารถติดต่อ
ผ่านผู้เข้าทรง หรือแสดงเจตนาในการเข้าฝัน
ถ้าเป็นเทวดาชั้นสูงขึ้นไป ส่วนใหญ่จะไม่ติดต่อกับภพที่ต่ำกว่าแล้ว เขาว่า มนุษย์นั้นเหม็น
ขอเหม็น คงไม่มีใครอยากจะเข้าใกล้

สรุป คือ การเข้าทรง เป็นการหลอกลวงเสียเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์




เคยดูนักมายากลเก่งๆไหมครับ
คุณไม่สามารถอธิบายได้หลอกครับว่าทำได้ไง
คุณคงได้แต่ยืนงง
นอกเสียจากคุณจะเป็นนักมายากล
และเคยรู้กลนั้นมาก่อน

แค่คนในกลุ่มสักคนรู้จักกับคนทรง
ร่วมกันหลอกญาติของคุณทุกคน
บอกชื่อและเรื่องราวทั้งหมดของผู้ตายให้คนทรงรู้
สุดท้ายทำบุญตามศัทรธา
หาร 2

สรุปคือหลอกลวงทั้งสิ้นครับ
(ความเห็นส่วนตัวครับ และผมก็ไม่ใช่นักมายากล โปรดใช้วิจารนญาณด้วยครับ)


 เปิดอ่านหน้านี้  2890 


  แสดงความคิดเห็น


Go to top

จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย