หลับตาแล้วเห็น คือเห็นด้วยอะไร

 asd   

- หากเราหลับตาแล้วนึกถึงภาพที่เราเคยไปหรือเคยอยู่ แล้วเห็นภาพนั้นในขณะหลับตา
- หรือขณะลืมตาเรามองดูต้นไม้หน้าบ้าน แล้วลองหลับตานึกภาพต้นไม้ที่เรามองดูเมื่อกี้ก็เห็นเหมือนกัน

อยากเรียนถามว่าภาพที่เรามองเห็นขณะหลับตานั้นมองเห็นด้วยอะไร ขอท่านผู้รู้ได้ช่วยให้ความรู้ด้วย ขอกราบขอบคุณเป็นอย่างสูงครับ




ภาพติตตาใจทางพุทธศาสนาเรียกว่านิมิตครับ


มองเห็นทางตาในหรือจิตนั้นเองครับ


สาธุครับท่าน *8q*




- หากเราหลับตาแล้วนึกถึงภาพที่เราเคยไปหรือเคยอยู่ แล้วเห็นภาพนั้นในขณะหลับตา
- หรือขณะลืมตาเรามองดูต้นไม้หน้าบ้าน แล้วลองหลับตานึกภาพต้นไม้ที่เรามองดูเมื่อกี้ก็เห็นเหมือนกัน

อยากเรียนถามว่าภาพที่เรามองเห็นขณะหลับตานั้นมองเห็นด้วยอะไร ขอท่านผู้รู้ได้ช่วยให้ความรู้ด้วย ขอกราบขอบคุณเป็นอย่างสูงครับ


โดย : asd [DT07489] 22 ธ.ค. 2551 00:15 น.



ไม่ว่าจะลืมตาหรือหลับตาภาพหรือรูป ล้วนเกิดขึ้นและตั้งอยู่ที่จิตเจ้าค่ะ คือดูด้วยจักขุวิญญาณธาตุ วิญญาณคือธรรมที่เป็นจิตเจ้าค่ะ มีแต่ดวงตาไม่มีจิตย่อมไม่มีรูปเจ้าค่ะ

ดวงตาหรือจักษุเป็นเพียงทวารคือทางผ่านของสัมมผัสแห่งอายตนะที่ 1 คือตา ไปสู่อายตนะที่ 6 คือใจ

1.เพราะปรารภรูปใด จักขุสัมผัสอาศัยจักขุเกิดขึ้นแล้ว หรือเกิดขึ้นอยู่ หรือจักเกิดขึ้น หรือพึงเกิดขึ้น ฯลฯ

2.เพราะปรารภรูปใด เวทนาอันเกิดแต่จักขุสัมผัสอาศัยจักขุเกิดขึ้นแล้ว หรือเกิดขึ้นอยู่ หรือจักเกิดขึ้น หรือพึงเกิดขึ้น ฯลฯ

3.เพราะปรารภรูปใด สัญญาอาศัยจักขุเกิดขึ้นแล้ว หรือเกิดขึ้นอยู่ หรือจักเกิดขึ้น หรือพึงเกิดขึ้น ฯลฯ

4.เพราะปรารภรูปใด เจตนาอาศัยจักขุเกิดขึ้นแล้ว หรือเกิดขึ้นอยู่ หรือจักเกิดขึ้น หรือพึงเกิดขึ้น ฯลฯ ฯลฯ

5.เพราะปรารภรูปใด จักขุวิญญาณอาศัยจักขุเกิดขึ้นแล้ว หรือเกิดขึ้นอยู่ หรือจักเกิดขึ้น หรือพึงเกิดขึ้น


รูปแบ่งเป็นรูปกามสัญญา และรูปสัญญาคืออารมณ์ของรูปฌานทั้ง 4 เจ้าค่ะ


รูปที่ท่านเห็นทั้งขณะลืมตาหรือขณะหลับตานั้นเป็นรูปของกามสัญญาเจ้าค่ะและเห็นด้วยจิตใจ


รูปทั้งหมด

ไม่ใช่เหตุ ไม่มีเหตุ ปราศจากจากเหตุ
เป็นไปกับด้วยปัจจัย เป็นสังขตธรรม
เป็นอัพยากตธรรมคือเป็นผลแห่งมัคคหรือเหตุ
เป็นรูปธรรม เป็นโลกิยะธรรม เป็นอารมณ์ของอาสวะ
เป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ เป็นอารมณ์ของคันถะคือเครื่องรัด
เป็นอารมณ์ของโอฆะคือความยึดถือ
เป็นอารมณ์ของโยคะคือความเสื่อม
เป็นอารมณ์ของนิวรณ์คือเครื่องกั้นจิต
เป็นอารมณ์ของปรามาสคือความไม่สมควรเหมาะสม
เป็นอารมณ์ของอุปาทานคือยึดมั่นถือมั่น
เป็นอารมณ์ของสังกิเลสคือเครื่องให้เศร้าหมอง


เจริญในธรรมเจ้าค่ะ



** ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่งครับ **

คุณน้ำเค็มครับช่วยทำความเข้าใจตรงนี้ให้ผมได้เข้าใจด้วยครับ

"รูปทั้งหมด

ไม่ใช่เหตุ ไม่มีเหตุ ปราศจากจากเหตุ
เป็นไปกับด้วยปัจจัย เป็นสังขตธรรม
เป็นอัพยากตธรรมคือเป็นผลแห่งมัคคหรือเหตุ
..."


รูป ..ไม่ใช่เหตุ ไม่มีเหตุ ปราศจากจากเหตุ>>> ตรงนี้หมายถึง ผล ที่เกิดจากผัสสะหรือครับ

รูป.."เป็นไปกับด้วยปัจจัย เป็นสังขตธรรม >>>ตรงนี้ หมายถึงมีปัจจัยกุศล อกุศลปรุงแต่ง ใช่ไหมครับ?

รูป.."เป็นอัพยากตธรรมคือเป็นผลแห่งมัคคหรือเหตุ ">>>ตรงนี้ ช่วยอธิบายขยายความ
ด้วยครับ

ขอบพระคุณล่วงหน้าครับ






- มองเห็นทางตาในหรือจิตนั้นเองครับ
- ไม่ว่าจะลืมตาหรือหลับตาภาพหรือรูป ล้วนเกิดขึ้นและตั้งอยู่ที่จิตเจ้าค่ะ คือดูด้วยจักขุวิญญาณธาตุ วิญญาณคือธรรมที่เป็นจิตเจ้าค่ะ มีแต่ดวงตาไม่มีจิตย่อมไม่มีรูปเจ้าค่ะ

จากคำตอบข้างบนนั้นคำว่า "จิต" นั้นกระผมจึงเข้าใจว่าคือวิญญานใช่หรือไม่ครับ ถ้าใช่ก็คือวิญญานที่ออกจากร่างของคนตายแล้วไปเกิดใหม่ใช่หรือไม่ครับ

กราบขอบคุณครับ





ตอนเด็กๆ ผมเห็น หรือ กำลังเจอเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น แล้วรู้สึกว่าเหมือนเคยเห็นมาก่อนแต่จำไม่ได้ว่าเคยเห็นที่ไหน เกิดขึ้นกับผมอยู่เป็นระยะตอนเด็กจะบ่อย และจะเริ่มห่างเมื่อโตขึ้น สังเกตุดูตัวเองและรู้ได้ว่าเห็นในฝันนั่นเอง ครั้งนั้นจำความฝันได้โดยละเอียดและรู้ว่าฝันแบบนี้แหละจะเกิดเป็นเรื่องจริง แล้วก็เกิดขึ้นจริง ประมาณ 2 อาทิตย์ต่อมา เป็นเหมือนในฝันทุกอย่าง เหมือนดูหนัง 2 รอบอารมณ์ความรู้สึกยังเหมือนตอนฝันเลย ล่าสุดเกิดเมื่อสัก 3 เดือนที่แล้วเห็นตัวเองนั่งอยู่คนเดียวในห้องสีขาวเพดานสูง ประตูสีดำผนังด้านนึงเป็นกระจก ( นึกว่าตัวเองดูหนังฝรั่งมากไป ) มันเกิดขึ้นกับผมจริงๆ ครับตอนไปเยอรมัน
ผมขอรบกวนผู้รู้ช่วยสละเวลาซักนิด เพื่อให้ความกระจ่างแก่ผมให้มากกว่านี้ด้วยครับ ว่ามันคืออะไร ที่ผมฝันเห็นเรียกว่าอนาคตหรือเปล่า ก็แสดงว่าอนาคตได้เกิดขึ้นแล้วผมจึงเห็นได้ แล้วปัจจุบันนี้ก็เป็นอดีตซิครับ ผมงงและอยากรู้ว่าความจริงคืออะไร ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะรู้ด้วยตัวเอง ช่วยแนะนำผมได้ไหมว่าผมจะรู้ได้ตัวเองได้อย่างไร




รูป ..ไม่ใช่เหตุ ไม่มีเหตุ ปราศจากจากเหตุ>>> ตรงนี้หมายถึง ผล ที่เกิดจากผัสสะหรือครับ

รูป.."เป็นไปกับด้วยปัจจัย เป็นสังขตธรรม >>>ตรงนี้ หมายถึงมีปัจจัยกุศล อกุศลปรุงแต่ง ใช่ไหมครับ?

รูป.."เป็นอัพยากตธรรมคือเป็นผลแห่งมัคคหรือเหตุ ">>>ตรงนี้ ช่วยอธิบายขยายความ
ด้วยครับ

ขอบพระคุณล่วงหน้าครับ

aa1234 DT02104 [22 ธ.ค. 2551 21:21 น.] คำตอบที่ 4



รูปทั้งหมด

ไม่ใช่เหตุ ไม่มีเหตุ ปราศจากจากเหตุหมายถึง .

รูปทั้งหมดไม่ใช่เหตุ ไม่มีเหตุ ปราศจากจากเหตุ ของสิ่งอื่นใดอีกต่อไป เกิดแล้วดับไปเลย ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้อีกแล้ว


รูปทั้งหมด

เป็นไปกับด้วยปัจจัย เป็นสังขตธรรม .

รูปทั้งหมดเป็นไปกับด้วยปัจจัย เป็นสังขตธรรมหมายถึง
1.ปัจจัย หรือสังขตธรรม เป็นกามาวจรอกุศลวิบากคือบาป เป็นโลกียะปรุงแต่ง รูปที่เกิดย่อมทุกข์โศกเศร้าหมอง น่าเกลียดน่าชัง ไม่น่ายินดีด้วย อปุญญาภิสังขาร

2.ปัจจัย หรือสังขตธรรม เป็นกามาวจรกุศลวิบากคือบุญ เป็นโลกียะปรุงแต่ง รูปที่เกิดย่อมเป็นสิ่งที่น่ารักน่าพึงพอใจด้วย ปุญญาภิสังขาร ของทาน ศีล ภาวนาเจ้าค่ะ

3.ปัจจัย หรือสังขตธรรม เป็นรูปาวจรกุศลวิบากคือบุญที่เป็นโลกียะฌานวิบาก 5 ปรุงแต่ง รูปที่เกิดย่อมเป็นสิ่งที่น่ารักน่าพึงพอใจละเอียดประณีตกว่ากามสัญญา ปรุงแต่งด้วยรูปสัญญาอันประณีต ปรุงแต่งด้วยปุญญาภิสังขารจากรูปฌานวิบาก 5 ของทาน ศีล ภาวนาเจ้าค่ะ

4.ปัจจัย หรือสังขตธรรม เป็นโลกุตตระกุศลวิบากคือบุญที่เป็นโลกุตตระฌานวิบาก 3 เบื้องต้นปรุงแต่ง รูปที่เกิดย่อมเป็นสิ่งที่น่ารักน่าพึงพอใจละเอียดประณีตกว่าโลกียะกุศลวิบาก โลกุตตระฌานวิบาก 3 เบื้องต้นได้แก่ โสดาปัตติผล 1 สกทาคามีผล 1 อนาคามีผล 1 เป็นรูปที่ปรุงแต่งด้วยโลกุตตระธรรมของพระอริยะเจ้าอันประณีต ปรุงแต่งด้วยปุญญาภิสังขารจากโลกุตตระฌานวิบาก 3 เบื้องต้น ของสมถะและวิปัสสนาเจ้าค่ะ


รูปทั้งหมด
เป็นอัพยากตธรรมคือเป็นผลแห่งมัคคหรือเหตุ.


หมายถึง...
เพราะอกุศลจิตเป็นเหตุ จึงได้รูปหยาบ รูปทราม
เพราะกามาวจรกุศลจิตเป็นเหตุ จึงได้รูปที่น่ารักน่าปรารถนาน่ายินดี
เพราะรูปาวจรกุศลจิตเป็นเหตุ จึงได้รูปที่น่ารักน่าปรารถนาน่ายินดีอันประณีตกว่า
เพราะโลกุตตระกุศลจิต ( โสดาปัตตมัคค สกทาคามีมัคค อนาคามีมัคค ) เป็นเหตุ จึงได้รูปที่น่ารักน่าปรารถนาน่ายินดี ไปสู่สุคติภพเท่านั้น ปิดทางแห่งทุคติ ปิดทางแห่งอบายภูมิ 4 เจ้าค่ะ

ส่วนอรหัตตมัคคจิตที่เป็นเหตุ เป็นไปเพื่อดับรูปขันธ์ ดับเวทนาขันธ์ ดับสัญญาขันธ์ ดับสังขารขันธ์ และดับวิญญาณขันธ์ ในกาลเมื่อสิ้นอายุขัยคือดับขันธ์ปรินิพพานเจ้าค่ะ.


เจริญในธรรมเจ้าค่ะ.





จากคำตอบข้างบนนั้นคำว่า "จิต" นั้นกระผมจึงเข้าใจว่าคือวิญญานใช่หรือไม่ครับ ถ้าใช่ก็คือวิญญานที่ออกจากร่างของคนตายแล้วไปเกิดใหม่ใช่หรือไม่ครับ

กราบขอบคุณครับ

asd DT07489 [22 ธ.ค. 2551 22:47 น.] คำตอบที่ 5


วิญญาณในพระพุทธศาสนากับวิญญาณที่คนทั่วไปนอกพระพุทธศสานาเข้าใจกันนั้นคนละสภาวะธรรมกันเจ้าค่ะ
วิญญาณในพระพุทธศาสนาคือสภาวะธรรมที่ทำหน้าที่ในการรู้แจ้ง หรือรับรู้ทางทวาร 6 ได้แก่ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ

วิญญาณตามที่ท่านเข้าใจ เชื่อตาม ๆ กันมา เป็นความเชื่อผิด เป็นความเข้าใจผิดของคนนอกพระพุทธศาสนาเจ้าค่ะ
คนที่ไม่มีญาณปัญญารู้แจ้งแทงตลอดในขันธ์ 5 ในอริยะสัจ 4 ไม่ศึกษาพระไตรปิฎก เชื่อและเข้าใจกันมาก่อนพุทธกาลแม้จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ก็ยังเชื่อกันผิด ๆ ว่ามีสิ่งใดสิ่งเข้ามาอยู่ในร่างกาย ออกไปจากร่างกาย แล้วไปเกิดใหม่นั้นไม่มีจริงเจ้าค่ะ

การตายเรียกว่า จุติ
การเกิดเรียกว่า ปฏิสนธิ

ทั้ง 2 อย่างนี้เป็นการทำหน้าที่ของจิตที่เป็นวิบาก หรือผล หรืออัพพยากตาธรรม
สภาวะธรรมที่ชื่อว่าจิต ประกอบด้วย 2 ส่วน คือธรรมที่เป็นจิตได้แก่วิญญาณขันธ์ และธรรมที่เป็นเจตสิกคือธรรมที่เจือจิตเกิดร่วมเกิดพร้อมกับจิต ได้แก่เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ ขันธ์ 3 อย่างนี้เรียกว่าเจตสิกธรรมคือธรรมที่เจือจิต

[๑] ขันธ์ ๕ คือ
๑. รูปขันธ์ .....เกิดจากกามสัญญา รูปสัญญา เป็นปัจจัย
๒. เวทนาขันธ์ ...เป็นเจตสิกธรรม เกิดร่วมเกิดพร้อมกับจิตไม่แยกจากจิต ทำหน้าที่เสวยอารมณ์ รู้อารมณ์สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์
๓. สัญญาขันธ์ ...เป็นเจตสิกธรรม เกิดร่วมเกิดพร้อมกับจิตไม่แยกจากจิต ทำหน้าที่จดจำ
๔. สังขารขันธ์ ...เป็นเจตสิกธรรม เกิดร่วมเกิดพร้อมกับจิตไม่แยกจากจิต ทำหน้าที่ปรุงแต่ง
๕. วิญญาณขันธ์ ...เป็นธรรมที่เป็นจิต เรียกว่าจิต เกิดร่วมเกิดพร้อมเจตสิกธรรมไม่แยกจากกัน ทำหน้าที่ในการรับรู้ รู้แจ้ง


วิญญาณขันธ์ หรือจิต ทำหน้าที่ในการรู้แจ้ง ปัญญาทำหน้าที่ในการรู้ชัดรู้ละเอียด จำแนกแยกแยะเหตุและผล ฯลฯ


จิตของทุกคนมีผัสสะทุกดวง ไม่ว่าหลับหรือตื่น
เวทนารู้สิ่งใด สัญญาก็จำสิ่งนั้น
สัญญาจำสิ่งใด วิญญาณก็รู้แจ้งสิ่งนั้น
วิญญาณรู้แจ้งสิ่งใดปัญญาย่อมรู้ชัดรู้ละเอียดสิ่งนั้น


เจริญในธรรมเจ้าค่ะ .




ผมขอรบกวนผู้รู้ช่วยสละเวลาซักนิด เพื่อให้ความกระจ่างแก่ผมให้มากกว่านี้ด้วยครับ ว่ามันคืออะไร ที่ผมฝันเห็นเรียกว่าอนาคตหรือเปล่า ก็แสดงว่าอนาคตได้เกิดขึ้นแล้วผมจึงเห็นได้ แล้วปัจจุบันนี้ก็เป็นอดีตซิครับ ผมงงและอยากรู้ว่าความจริงคืออะไร ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะรู้ด้วยตัวเอง ช่วยแนะนำผมได้ไหมว่าผมจะรู้ได้ตัวเองได้อย่างไร

Namo@8 DT08664 [23 ธ.ค. 2551 15:03 น.] คำตอบที่ 6


ในกุศลจิตและกุศลวิบากจิตนั้น จะมีองค์ธรรมที่ชื่อว่าสติเกิดขึ้น เกิดร่วมเกิดพร้อมกับองค์ธรรมที่เป็นกุศลอื่น ๆ ในจิต สติทำหน้าที่ในการระลึกไปในสิ่งที่เป็นอดีต 1 สติทำหน้าที่ในการระลึกไปในสิ่งที่เป็นอนาคต 1 สติทำหน้าที่ในการระลึกไปในสิ่งที่เป็นปัจจุบัน 1

สิ่งที่เกิดกับท่านเป็นการทำงานขององค์ธรรมที่ชื่อสติเจ้าค่ะ ทำให้เกิดดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชาแสงสว่างตามกำลังแห่งบุญเก่าเจ้าค่ะ แต่ยังไม่แก่กล้าพอเจ้าค่ะ ยังรู้ไม่ละเอียดได้ถึงสิ่งที่ปรากฏเจ้าค่ะ

สตินั้นถ้าฝึกให้ดี เป็นสติที่บริสุทธิ์ขาวรอบด้วยจตุตถฌาน และปัญญาเครื่องทำลายกิเลส จิตนั้นสงัดจากกามสงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายท่านอาจบรรลุอถิญญา 5 สมาบัติ 8 หรือวิชชา 3 หรืออภิญญา 6 หรือปฏิสัมภิทา 4 วิโมกข์ 8 ได้เจ้าค่ะ


เจริญภาวนาบ่อย ๆ รักษาจิตให้เป็นกุศลตลอดวัน สิ่งที่ท่านเห็นจะเป็นเรื่องเป็นราวให้เข้าใจละเอียดยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ กว้างไกลขึ้นเรื่อย ๆ เจ้าค่ะ


ขออนุโมทนาสาธุการในบุญเก่าและความสามารถของท่านเจ้าค่ะ


เจริญในธรรมเจ้าค่ะ.



สาธุ......ขอขอบคุณในความกรุณาคุณน้ำเค็มมากครับ ขอให้คุณเจริญในธรรมยิ่งๆ ขึ้นไปด้วยเช่นกันครับ


ขอความกรุณาคุณน้ำเค็ม อีกซักครั้ง เห็นรูปที่คุณลงให้ดูข้างบนแล้วทำให้อยากรู้ เคยเห็นนักมายากล ทำตัวลอยขึ้นจากพื้นได้ คล้ายกับรูปนี้ เป็นวิชาอะไรครับ ทำไมถึงทำในสิ่งที่เหนือธรรมชาติเช่นนี้ได้ เป็นเรื่องที่มนุษย์สามารถทำได้จริงหรือครับ


ขออภัยที่ผมจะไร้สาระหน่อย มันค้างคาในใจครับ ไม่เคยได้คำตอบ และคิดว่าคุณน้ำเค็นหรือผู้รู้อื่นจะให้ความกรุณากับคนโง่อย่าผมได้หายโง่
ผมเคยนอนหลับฝันเห็นพญานาคตัวใหญ่มากเลื้อยหยุดตรงหน้าผมแบบประชันหน้ากันเลย แผ่เสียงร้องดังมากๆแบบที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนอาจจะดังมากกว่าเสียงฟ้าร้องอีก แล้วก็มีลมพายุแรงฟ้าร้องฟ้าแลบ น่ากลัวแต่ผมยังไม่วิ่งหนี และคิดว่าหนีไม่รอดแน่ จึงนั่งสมาธิลอยอยู่ในอากาศเบื้องหน้าพญานาค พักนึงพญานาคก็ถอยออกและเลื้อยกลับไปฝ้าฟนก็สงบลง ที่น่าแปลกใจคือ ผมรู้สึกว่าเหมื่อนยังไม่ได้หลับและคิดว่าฝนคงจะตกหนัก ลืมตาและลุกขึ้นเพื่อจะปิดหน้าต่าง แต่ไม่เห็นมีฝนตกเลย ฟ้าก็ไม่ร้อง ถามแม่ที่นอนข้างกันแม่บอกไม่มีอะไร ฟนไม่ได้ตก ฟ้าก็ไม่ได้ร้อง เรียนท่านผู้รู้ช่วยอธิบายหน่อยครับ




ขอความกรุณาคุณน้ำเค็ม อีกซักครั้ง เห็นรูปที่คุณลงให้ดูข้างบนแล้วทำให้อยากรู้ เคยเห็นนักมายากล ทำตัวลอยขึ้นจากพื้นได้ คล้ายกับรูปนี้ เป็นวิชาอะไรครับ ทำไมถึงทำในสิ่งที่เหนือธรรมชาติเช่นนี้ได้ เป็นเรื่องที่มนุษย์สามารถทำได้จริงหรือครับ

Namo@8 DT08664 [24 ธ.ค. 2551 08:49 น.] คำตอบที่ 11


เป็นการฝึกญาณลำดับที่ 50 เจ้าค่ะ
ชาวเว็ปธรรมะไทยศึกษาและปฏิบัติจริงจากพระไตรปิฎกเจ้าค่ะ
ญาณลำดับที่ 50 นี้อยู่ในพระไตรปิฎกออนไลน์เล่มที่ 31 พระสุตตันตปิฎก เล่ม 23
ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรคเจ้าค่ะ




ญาณลำดับที่ 50 คือ

50. ปัญญาในความสำเร็จด้วยการกำหนดกาย [รูปกายของตน] และจิต [จิตมีญาณเป็นบาท]เข้าด้วยกัน และด้วยสามารถแห่งความตั้งไว้ซึ่งสุขสัญญา [สัญญาประกอบด้วยอุเบกขาในจตุตถฌานเป็นสุขละเอียด] และลหุสัญญา [สัญญาเบาเพราะพ้นจากนิวรณ์และปฏิปักขธรรม] เป็นอิทธิวิธญาณ [ญาณในการแสดงฤทธิ์ได้ต่างๆ]



ท่านควรถามว่ามันเป็นธรรมชาติของอะไรเจ้าค่ะ
ไม่ใช่สิ่งที่เหนือธรรมชาติเจ้าเจ้าค่ะ
แต่เป็นธรรมชาติของจิตและปัญญาอย่างหนึ่งเจ้าค่ะ
ซึ่งเหนือความสามารถของมนุษย์ที่ไม่ได้ฝึกฝนบางคนเท่านั้นเจ้าค่ะ
ใครที่สนใจฝึกฝนตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าย่อมสำเร็จได้ทุกคนเจ้าค่ะ



นี่ขั้นฝึกฝนนะเจ้าคะ ไม่ใช่ขั้นสำเร็จญาณนี้เจ้าค่ะ
รู้ให้ถูกต้องย่อมปฏิบัติได้ถูกทางและสำเร็จได้เจ้าค่ะ


เจริญในธรรมเจ้าค่ะ





Namo@8 DT08664 [24 ธ.ค. 2551 12:03 น.] คำตอบที่ 12


คุณภาพจิตของท่านถึงเพียงขั้นมีดวงตาเท่านั้นเจ้าค่ะ
ไม่ใช่ขั้นญาณ ไม่ใช่ขั้นเอาสาระของความฝันมาใส่ใจเป็นอารมณ์เจ้าค่ะ
เพียงขั้นมีดวงตาเกิดขึ้น เห็นโน่นเห็นนี่บ้างในบางคราว ไม่ใช่ขั้นญาณแก่กล้าเจ้าค่ะ

ความฝันวัดเพียงว่าท่านมีดวงตา มีจักษุทางใจเกิดขึ้นแล้ว
เป็นหน้าที่ของท่านที่จะต้องพัฒนาตนเองให้มีทิพย์จักษุญาณในลำดับต่อ ๆ ไปเจ้าค่ะ


ตอนนี้อย่าเพิ่งเอาสาระของความฝันเลยเจ้าค่ะ
คุณภาพจิตของท่านยังไม่บริสุทธิ์ขาวรอบ จิตยังไม่ตั้งมั่น ยังไม่มีอำนาจ ยังไม่ควรแก่การงาน ท่านก็ได้แค่ฝันเจ้าค่ะ แค่เห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น

แม่นบ้าง ไม่แม่นบ้าง อย่างนี้ปกติธรรมดาของผู้เริ่มฝึกฝนเจ้าค่ะ
ยังไม่ใช่ขั้นรู้แจ้งแทงตลอดระดับสำเร็จอภิญญาเจ้าค่ะ


สิ่งที่ท่านควรทำตอนนี้คือ
1.ฝึกให้เห็นสิ่งต่าง ๆ ยามหลับตาหรือลืมตาให้เห็นได้รวดเร็วทันที่ทุกอริยาบท
2.ฝึกเห็นสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นเรื่องเป็นราวให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้
3.ฝึกเห็นสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นสีสัน และกว้างไกลเท่าที่จะทำได้
4.ฝึกรู้จักสิ่งที่เห็นว่าเป็นอะไรบ้าง เป็นใครบ้าง เป็นเทพเจ้าจำพวกไหน
5.ฝึกยืนร่วมเจรจาร่วมกับพวกเขาให้ได้บ่อย ๆ พูดกันเจรจากันให้รู้เรื่อง
6.....ฯลฯ....จนกว่าจะบรรลุญาณต่าง ๆ เช่นจุตูปปาตญาณรู้จุติ-ปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลาย หรืออาสาวขยญาณหมดสิ้นกิเลสสังโยชน์ เจ้าค่ะ

เมื่อลังเลสงสัยท่านย่อมไม่เห็นไม่รู้
ลังเลสงสัยไปไม่มีที่สิ้นสุด ลังเลสงสัยเป็นเครื่องกั้นญาณปัญญาของจิต
ท่านก็ย่อมเที่ยวตระเวนถามคนอื่นไปจนวันตายแหละเจ้าค่ะ
ถึงมีผู้รู้เขาคงไม่มีใครมานั่งพยากรณ์ความฝันให้ท่านทุกวันทุกเรื่องหรอกเจ้าค่ะ


เมื่อตัดความลังเลสงสัยลงเสียได้ รักษาสติให้บริสุทธิ์ด้วยจตุตถฌาน
สิ่งที่ท่านต้องการรู้ต้องการเห็น ย่อมมาให้รู้ย่อมมาให้เห็น ย่อมมาให้เข้าใจเองเจ้าค่ะ



เจริญในธรรมเจ้าค่ะ



สาธุ..สาธุ...สาธุ...อย่าเถียงเพื่อเอาชนะกัน เราชนรุ่นหลัง ล้วนแต่เรียนตามหนังสือ
ว่าตามอาจารย์...พอเจอสำนักนี้สอนพุทธโธ..ก็ภาวนาพุทธโธ....
.พอพบสำนักใหม่ ก็สัมมาอรหัง...พอไปตะวันออก ก็หยุบหนอ พองหนอ...
พอมาอีกก็..นะมะพะธะ.....มีแต่การเริ่มต้น โดดข้ามไม่พ้น เป็นหนอนนหนังสือ..
เมื่อสมัยเป็นเด็ก เป็นลูกศิยษ์ พระธุดงค์
หลวงเณรที่เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อวัดถ้ำคูหาสวรรค์ มาสอนนั่งสมาธิให้
(ตอนนั้นอายุ 10 ปี)..จิตเป็นสมาธิดีมาก วันหนึ่ง..นั่งสมาธิอยู่..แล้วลุกขึ้นจากสมาธิ (เห็นร่างตนเองยังนั่งสมาธิอยู่) ได้เดินไปบนสวรรค์ พบพระและผู็คนต่างๆเบื้องบน..
เวลาใครจะมาหาก็รู้ล่วงหน้า...เสียงปืนดังใครตายก็รู้ว่าชื่ออะไร.....นึกถึงใครก็รู้ว่าเขาอยู่ที่ใหน..เสื้อผ้าสีอะไร....เพื่อนที่เป็นรุ่นเดียวกัน..เราไปพบหลวงปู่ที่เบื้องบน...วันหลังมาพบกันก็จำกันได้ว่าเคยพยกันบนโน้น..แล้วจะมาเถียงรึว่าสงสัยอะไร...จิตเป็นสมาธิแล้วรู้เอง..
บาลีก็ไม่เคยเรียน..ก็ยังแปลได้ ตัดความสงสัยออกชะ...คนที่เขียนมาก็ไม่ได้รุ้มากกว่าเรา...บางทีบวชมา50พรรษา ก็เสียเวลาเปล่า.....หากตัดกิเลสไม่ได้ ก็ไม่มีความหมาย...พระที่ดีอยู่ในป่าอีกมากมาย......


***ขอขอบพระคุณคุณน้ำเค็มครับที่เมตตาตอบคำถาม***

แต่ผมขอทวนคำถามนะขอรับ เพราะยังไม่เข้าใจตรงนี้ นอกนั้นชัดเจนครับ

รูปทั้งหมด

ไม่ใช่เหตุ ไม่มีเหตุ ปราศจากจากเหตุหมายถึง .
รูปทั้งหมดไม่ใช่เหตุ ไม่มีเหตุ ปราศจากจากเหตุ ของสิ่งอื่นใดอีกต่อไป เกิดแล้วดับไปเลย ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้อีกแล้ว



ตรงคำว่า "ไม่ใช่เหตุ" ผมเข้าใจครับ เพราะ รูปนั้น เป็นผล

แต่ ตรงคำว่า "ไม่มีเหตุ ปราศจากจากเหตุ" ตรงนี้ผมยังไม่กระจ่าง
**การกระทบของ หรือ ผัสสะ ที่เกิดจาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั้น เป็นเหตุ
จิตทุกดวงมีผัสสะ นี้คือ "เหตุ" มิใช่หรือครับ ???

อีกคำถามหนึ่ง
ตรงคำว่า "เกิดแล้วดับไปเลย ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้อีกแล้ว"
**ผมขอยกตัวอย่าง เมื่อผมกำลังขับรถไปสถานที่ๆหนึ่งตามนัดกับเพื่อน
ผมนึกทางไม่ออก เพื่อนผมที่นั่งไปด้วยกันก็ช่วยกันนึกทางไปสถานที่แห่งนั้น
สักครู่ เขาบอกว่า "เอ้อ เห็นแล้ว" แสดงว่า เขานึกทางได้แล้ว
จึงขอเรียนถามคุณน้ำเค็มว่า ทางไปสถานที่แห่งนั้น ที่เพื่อนผมเห็น นั้นคือ
รูป รูปนี้เป็น รูปสัญญา ใช่ไหมครับ?

ดังนั้น รูปสัญญา ก็หวนระลึกได้อีก ทำไมถึงกล่าวว่า
"ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้อีกแล้ว"???

บุญรักษาครับ



ตรงคำว่า "ไม่ใช่เหตุ" ผมเข้าใจครับ เพราะ รูปนั้น เป็นผล

แต่ ตรงคำว่า "ไม่มีเหตุ ปราศจากจากเหตุ" ตรงนี้ผมยังไม่กระจ่าง
**การกระทบของ หรือ ผัสสะ ที่เกิดจาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั้น เป็นเหตุ
จิตทุกดวงมีผัสสะ นี้คือ "เหตุ" มิใช่หรือครับ ???

"ไม่มีเหตุ ปราศจากจากเหตุ"
สภาวะธรรมที่เรียกว่ารูป ให้มองและรู้จักที่รูป
รูปเป็นผล รูปเมื่อเกิดก็เกิดแต่รูปอย่างเดียว ดับไปก็ดับไปแต่รูปอย่างเดียว จึงเรียกว่า ไม่มีเหตุเพื่อให้เกิดสภาวะธรรมอื่น

ปราศจากจากเหตุคือ ปราศจากองค์ประกอบที่จะเป็นเหตุเข้ามาเกี่ยวข้องอีกเจ้าค่ะ.





อีกคำถามหนึ่ง
ตรงคำว่า "เกิดแล้วดับไปเลย ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้อีกแล้ว"
**ผมขอยกตัวอย่าง เมื่อผมกำลังขับรถไปสถานที่ๆหนึ่งตามนัดกับเพื่อน
ผมนึกทางไม่ออก เพื่อนผมที่นั่งไปด้วยกันก็ช่วยกันนึกทางไปสถานที่แห่งนั้น
สักครู่ เขาบอกว่า "เอ้อ เห็นแล้ว" แสดงว่า เขานึกทางได้แล้ว
จึงขอเรียนถามคุณน้ำเค็มว่า ทางไปสถานที่แห่งนั้น ที่เพื่อนผมเห็น นั้นคือ
รูป รูปนี้เป็น รูปสัญญา ใช่ไหมครับ?

เป็นกามสัญญาก็ได้ เป็นรูปสัญญาก็ได้
กามสัญญาเป็นสภาวะธรรมของคนมีนิวรณ์ 5 การนั่งรถนึกทางได้อย่างนี้เรียกกามสัญญาเจ้าค่ะ เพราะนึกด้วยสติของกามาวจรกุศลจิต

ส่วนรูปสัญญานั้นนึกด้วยสติในปฐมฌานของรูปาวจรกุศลจิตเจ้าค่ะ.




ดังนั้น รูปสัญญา ก็หวนระลึกได้อีก ทำไมถึงกล่าวว่า
"ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้อีกแล้ว"???

บุญรักษาครับ


aa1234 DT02104 [25 ธ.ค. 2551 20:50 น.] คำตอบที่ 16


"ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้อีกแล้ว"???

เพราะที่จำไม่ได้คือการที่รูปอดีตดับไปแล้ว สัญญาอดีตที่เป็นเหตุก็ดับไปแล้ว รูปอดีตเกิดเพราะทำเหตุในอดีตเจ้าค่ะ

ที่เห็นในปัจจุบัน เพราะทำเหตุในปัจจุบันด้วยสัญญาและเวทนากันใหม่ รูปใหม่จึงเกิดขึ้น เพียงแต่คล้ายรูปอดีต เกิดด้วยสัญญาจำอดีตเท่านั้น

รูปอนาคตจักเกิดขึ้นได้ ก็เพราะการทำเหตุใหม่ในอนาคตเจ้าค่ะ


จำได้ว่าที่นี่ จำได้ว่าที่เดิม แต่ไม่ใช่รูปเดิมเจ้าค่ะ ต้องแยกแยะอย่างนี้เจ้าค่ะ ไม่ใช่เพราะรูปเดิมเป็นเหตุเจ้าค่ะ แต่เพราะสัญญาเป็นเหตุเจ้าค่ะ รูปไม่อาจเหมือนเดิมได้แล้วเจ้าค่ะ ปัจจัยต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปด้วยตำแหน่ง และกาลเวลาเจ้าค่ะ

รูป เวนาทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันเจ้าค่ะ แต่ไม่ใช่ของเดิมเจ้าค่ะ เพราะเป็นอนิจจังเจ้าค่ะ เกิดแล้วดับ ดับแล้วเกิดพร้อมเหตุเจ้าค่ะ

เมื่อรูปเกิดแล้วดับจึงกล่าวว่า " ไร้ประโยชน์ ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้อีกแล้ว " เจ้าค่ะ





เจริญในธรรมเจ้าค่ะ.



***ขอบพระคุณครับคุณน้ำเค็ม****



ขอรบกวนอีกคำถามนะครับ
ว่าผมจะศึกษาทบทวนเรื่อง รูป นี้จากพระไตรปิฎกเล่มไหน หัวข้อใด

บุญรักษาครับ



อ่านในพระไตรปิฎกออนไลน์เล่มที่ 34 , 35 , 36

http://www.tipitaka.com/tipitaka34.htm

ทุกนิเทศ
อุปาทาภาชนีย์
[๕๑๕] รูปเป็นอุปาทา นั้น เป็นไฉน?


http://www.tipitaka.com/tipitaka35.htm

[๑] ขันธ์ ๕ คือ
๑. รูปขันธ์
๒. เวทนาขันธ์
๓. สัญญาขันธ์
๔. สังขารขันธ์
๕. วิญญาณขันธ์
รูปขันธ์
[๒] ในขันธ์ ๕ นั้น รูปขันธ์ เป็นไฉน



http://www.tipitaka.com/tipitaka38.htm

[๑๒] ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นอกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีอกุศลเป็น
มูลหรือ?
อกุศลที่เป็นอเหตุกะ ไม่ใช่มีอกุศลเป็นมูล อกุศลที่เป็นสเหตุกะ มีอกุศลเป็นมูล.
หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีอกุศลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอกุศล?
รูปที่มีอกุศลเป็นสมุฏฐาน มีอกุศลเป็นมูล ไม่ใช่อกุศล อกุศลมีอกุศลเป็นมูลด้วย
เป็นอกุศลด้วย


ลองอ่านทำความเข้าใจดูนะเจ้าคะ

เจริญในธรรมเจ้าค่ะ



****ขอขอบพระคุณมากครับคุณน้ำเค็ม***

ผมจะศึกษา และทบทวนตามนี้ครับ

บุญรักษาครับ


ขอขอบคุณ คุณน้ำเค็ม และคุณ fargo84 ที่ให้ธรรมแก่ผม
อ่านแล้วรู้แล้วครับว่าควรจะทำไงต่อไป หยุดสงสัย ทำตามคำสอนไป วันนึงจะสามารถรู้ได้ด้วยตัวเอง


 เปิดอ่านหน้านี้  3876 


  แสดงความคิดเห็น


Go to top

จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย