คาถาชินบัญชร กับเจ้าที่

 magnagiled   

อยากรบกวนถามผู้รู้หน่อยครับ

ว่าการสวดคาถาชินบัญชรในบ้าน

จะเป็นการรบกวนเจ้าที่เจ้าทางที่บ้านหรือเปล่าครับ

เพราะ กลัวจะเป็นการรบกวนเจ้าที่ เลยไม่กล้าที่จะสวดในบ้าน

ขอบคุณสำหรับคำตอบนะครับ




ก็ให้สวดพุทธมนต์ แล้วแปลความหมาย พิจารณาความหมายในบทสวดบทธรรมนั้นๆ น่าจะดีกว่า อย่าไปกังวลว่าสวดมนต์แล้วทำให้เจ้าที่เจ้าทางเดือดร้อนเลย สวดไปเถอะ ( สงสัยเจ้าของกระทู้ไปอ่านหนังสือของวัด....ที่เพชรบูรณ์ กระมัง ?หนังสือเล่มนั้นเขียนผิดหลักธรรม แม้จะอ้างพระไตรปิฏก แต่ตีความที่อ้างนั้นผิดๆ ) เจ้าที่เจ้าทางหรือเทวดาที่มีสัมมาทิฏฐิเขาน่าจะมาอนุโมทนากับการสวดมนต์ซิ สวดพระปริตย์ไปเลย ไม่ต้องกังวล โดยเฉพาะอาฏานาฏิยปริตย อาฏานาฏิยสูตร พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค พระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย มหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ ๑๖ หน้าที่ ๑๒๓ มีเรื่องที่จะยกมาพอสังเขปดังนี้
อาฏานาฏิยสูตร
เรื่องท้าวจาตุมหาราช
[๒๐๗] ข้าพเจ้า (พระอานนท์เถระเจ้า) ได้สดับมาอย่างนี้:-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้เมืองราชคฤห์. ครั้งนั้น ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ตั้งการคุ้มครองไว้ทั้ง ๔ ทิศ ตั้งกองทัพไว้ทั้ง ๔ ทิศ ตั้งการป้องกันไว้ทั้ง ๔ ทิศ ด้วยเสนายักษ์กองใหญ่ ด้วยเสนาคนธรรพ์กองใหญ่ ด้วยเสนากุมภัณฑ์กองใหญ่และด้วยเสนานาคกองใหญ่ เมื่อล่วงราตรีไปแล้ว มีรัศมีงามยิ่ง ยังภูเขาคิชฌกูฏทั้งสิ้นให้สว่างไสว ....
[๒๐๘] ท้าวเวสวัณมหาราชประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยักษ์ชั้นสูงบางพวกมิได้เลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าก็มี ยักษ์ชั้นสูงบางพวกที่เลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าก็มี ยักษ์ชั้นกลางที่ไม่เลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าก็มี ยักษ์ชั้นกลางที่เลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าก็มี ยักษ์ชั้นต่ำที่ไม่เสื่อมใสต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าก็มี ยักษ์ชั้นต่ำที่เลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าก็มี.
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โดยมากยักษ์มิได้เลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเลย
ข้อนั้น เพราะเหตุไร เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงธรรม เพื่องดเว้นจากปาณาติบาต ทรงแสดงธรรมเพื่องดเว้นจากอทินนาทาน ทรงแสดงธรรมเพื่องดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร ทรงแสดงธรรมเพื่องดเว้นจากมุสาวาท ทรงแสดงธรรมเพื่องดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท. แต่โดยมากพวกยักษ์ มิได้งดเว้นจากปาณาติบาต มิได้งดเว้นจากอทินนาทาน มิได้งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจารมิได้งดเว้นจากมุสาวาท มิได้งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ข้อนั้นจึงไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของยักษ์เหล่านั้น. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าบางพวกย่อมเสพเสนาสนะอันเป็นราวไพร ในป่า มีเสียงน้อย มีเสียงดังน้อยปราศจากลมแต่ชนผู้เดินเข้าออก ควรแก่การทำกรรมอันเร้นลับของมนุษย์ควรแก่การหลีกเร้น ยักษ์ชั้นสูงบางพวกมีอยู่ในป่านั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงเรียนอาฏานาฏิยรักษ์ เพื่อให้ยักษ์พวกที่ไม่เลื่อมใสในคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านี้เลื่อมใส เพื่อคุ้มครองเพื่อรักษา เพื่อไม่เบียดเบียน เพื่ออยู่สำราญของภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ทั้งหลายเถิด พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับโดยดุษณีภาพ.
ลำดับนั้น ท้าวเวสวัณมหาราช ทรงทราบการทรงรับของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้ทรงกล่าวอาฏานาฏิยรักษ์นี้ ในเวลานั้นว่า…..
( กล่าวอย่างย่อๆ ลักษณะที่ว่า ขอกราบนอบน้อมแก่พระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ มีพระโคดมพุทธเจ้าเป็นองค์สุดท้าย และ กล่าวการอ่อนน้อมของท้าวมหาราชทั้ง ๔ ที่เคารพนอบน้อมแด่พระพุทธองค์ )
นอกจากนี้ในหน้าที่ ๑๓๕ แสดงชัดเจนดังนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ อมนุษย์ทั้งหลาย ดุร้าย ร้ายกาจ ทำเกินเหตุมีอยู่ อมนุษย์เหล่านั้นไม่เชื่อท้าวมหาราช ไม่เชื่อยักษ์เสนาบดี ของท้าวมหาราช ไม่เชื่อถ้อยคำของรองยักษ์เสนาบดีของท้าวมหาราช. ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ อมนุษย์เหล่านั้นแล ท่านกล่าวว่า ชื่อว่าเป็นข้าศึกศัตรูของท้าวมหาราช. เหมือนโจรทั้งหลาย ในแว่นแคว้นของพระราชามคธ โจรเหล่านั้น ไม่เชื่อพระราชามคธ ไม่เชื่อเสนาบดีของพระราชามคธ ไม่เชื่อถ้อยคำของเสนาบดีของพระราชามคธ ไม่เชื่อรองเสนาบดีของพระราชามคธ ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ มหาโจรเหล่านั้น ท่านกล่าวว่าชื่อว่า เป็นข้าศึก ศัตรูของพระราชามคธ ฉันใด ก็อมนุษย์ทั้งหลาย ดุร้าย ร้ายกาจ ทำเกินกว่าเหตุมีอยู่ อมนุษย์เหล่านั้น ไม่เชื่อท้าวมหาราช ไม่เชื่อยักขเสนาบดีของท้าวมหาราช ไม่เชื่อถ้อยคำของรองยักขเสนาบดีของท้าวมหาราช ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ อมนุษย์เหล่านั้นแล ท่านกล่าวว่าเป็นข้าศึกศัตรูของท้าวมหาราชฉันนั้น.ก็อมนุษย์ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นยักษ์ เป็นยักษิณี เป็นบุตรยักษ์ .....ฯลฯ เป็นผู้มีจิตประทุษร้าย พึงเดินตามภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้เดินอยู่ พึงยืนใกล้ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก หรืออุบาสิกา ผู้ยืนอยู่ พึงนั่งใกล้ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก หรือ อุบาสิกา ผู้นั่งอยู่ พึงนอนใกล้ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้นอนอยู่. พึงยกโทษ พึงคร่ำครวญ พึงร้อง แก่ยักษ์ มหายักษ์ว่า ยักษ์นี้สิง ยักษ์นี้ติดตาม ยักษ์นี้รุกราน ยักษ์นี้เบียดเบียน ยักษ์นี้ทำให้เดือดร้อน ยักษ์นี้ทำให้เกิดทุกข์ ยักษ์นี้ไม่ปล่อย ดังนี้.
๒๑๖] พึงยกโทษ พึงคร่ำครวญ พึงร้องแก่ยักษ์ มหายักษ์ เสนาบดี มหาเสนาบดี เหล่านี้ว่า ยักษ์นี้สิง ยักษ์นี้ติดตาม ยักษ์นี้รุกราน ยักษ์นี้เบียดเบียน ยักษ์นี้ทำให้เดือดร้อน ยักษ์นี้ทำให้เกิดทุกข์ ยักษ์นี้ไม่ปล่อย ดังนี้.
[๒๑๗] ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ อาฏานาฏิยรักษ์นี้แล เพื่อคุ้มครองเพื่อรักษา เพื่อไม่เบียดเบียน เพื่อความอยู่สำราญของภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาทั้งหลาย. ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ ขอโอกาสบัดนี้ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย มีกิจมาก มีธุระที่จะต้องทำมาก ขอกราบทูลลาไป. ดูก่อนท้าวมหาราชทั้งหลาย พวกท่านจงสำคัญซึ่งกาลอันควร ณ บัดนี้เถิด.ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ลุกจากอาสนะ ไหว้เรา แล้วกระทำประทักษิณแล้วอันตรธานไป ณ ที่นั้นเอง. แม้พวกยักษ์เหล่านั้นก็ลุกจากอาสนะ บางพวกไหว้เรา กระทำประทักษิณแล้วอันตรธานไป ณ ที่นั้นเอง บางพวกปราศรัยกับเรา ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันแล้ว ก็อันตรธานไป ณ ที่นั้นเอง บางพวกประนมอัญชลีไปทางที่เราอยู่ แล้วอันตรธานไป ณ ที่นั้นเอง บางพวกประกาศชื่อและโคตรแล้วอันตรธานไป บางพวกนั่งนิ่งแล้วอันตรธานไป ณ ที่นั้นเอง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเรียนอาฏานาฏิยรักษ์ จงขวนขวายอาฏานาฏิยรักษ์ จงทรงอาฏานาฏิยรักษ์ไว้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาฏนาฏิยรักษ์นี้ประกอบด้วยประโยชน์ เพื่อคุ้มครอง เพื่อรักษา เพื่อความไม่เบียดเบียน เพื่อความอยู่สำราญ แห่งภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาทั้งหลาย. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพุทธพจน์นี้แล้ว. ภิกษุเหล่านั้นชื่นชมยินดี พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ดังนี้แล.

จบอาฏานาฏิยสูตร
แสดงได้ชัดเจนว่า เทวดานิสัยดีที่เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ ก็มี นิสัยไม่ดีเป็นมิจฉาทิฏฐิก็มี ท้าวเวสสุวรรณก็ทรงแนะนำ อาฏานาติยะ แก่พระพุทธองค์เพื่อว่าพุทธบริษัทจะได้สวดเพื่อป้องกันภัยจากอมนุษย์ที่นิสัยไม่ดี หากอมนุษย์ตนใดทำร้ายผู้สาธยาย ย่อมได้รับโทษจากเทพผู้ใหญ่ ดังนั้นการสวดมนต์แล้วอมนุษย์ไม่ชอบใจแสดงว่าเป็นเทวดาพาลมิจฉาทิฏฐิ เพราะความกลัวว่าเทวดาพาลจะเดือดร้อน เราก็เลยไม่ยอมสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยซึ่งเป็นสิ่งที่ประเสริฐสูงสุด นี้เป็นสิ่งที่ควรหรือ ?
( หมายเหตุ คำว่า พึงยกโทษ นี้หมายถึง การกล่าวยกอ้างโทษ ภาษาชาวบ้านคือ ทำผิดในข้อหาไม่ได้หมายความว่า การให้อภัย อย่างที่เราชาวบ้านใช้กัน )
หลักฐานที่นำมาแสดงนี้ชัดเจนแล้วว่า การสวดพระปริตรต่างๆนั้น สวดได้ อมนุษย์หรือเทวดาชั้นไหนๆจะไม่พอใจก็เรื่องของเขา หน้าที่ของเราคือการเจริญกุศล ผู้ที่ขัดขวางไม่ให้คนทำความดีอย่างถูกต้อง ชื่อว่าทำบาปกรรม การกล่าวตู่พุทธพจน์หรือบิดเบือนพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ชื่อว่ามีโทษมาก และสามารถนำเกิดในนรกได้ เช่นเดียวกับเรื่องของ ปลากปิล อีกประการหนึ่งโดยธรรมดาแล้ว คนที่ทำความดีมักเป็นที่ไม่ชอบใจของคนพาล แต่เป็นที่ชอบใจของบัณฑิต คนที่ทำความชั่วมักเป็นที่ชอบใจของคนพาล แต่ไม่เป็นที่ชอบใจของบัณฑิต นี้เป็นเรื่องธรรมดา คนมีทั้งคนดีและคนชั่ว เทวดาก็มีทั้งเทวดาสัมมาทิฏฐิ และมิจฉาทิฏฐิ เช่นกัน



ขอบคุนนะคะ

โอปอล์ก้อเข้าใจผิดเหมือนกัน

เพราะไปอ่านหนังสือที่มาจากเพชบุรนั่นล่ะคร้า

อิอิ

สาทุๆๆๆ


ขอบคุณ มากๆครับ

พอดีอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยท่านเคยเล่าๆผ่านๆไว้น่ะครับ

เลยเก็บมาคิด

เรื่องที่คุณ ศร นำมาให้อ่าน ทำให้เข้าใจได้มากเลยครับ

ทีนี้จะได้สวดมนต์ อย่างสบายใจ ไม่มีอะไรเก็บมาคิดอีก


ขอบคุณมากเลยนะครับ ^^


อนุโมทนาคุณศรครับ

คนมักจะเข้าใจผิดว่า เทวดา ทุกตนนั้น เป็นผู้มีคุณ ซึ่งหากกล่าวให้ถูกต้อง
ต้องกล่าวว่า เทวดา นั้นเป็นผู้กำลังเสวยผลของบุญอยู่ เมื่อคราวที่เคยเป็นมนุษย์บ้าง
เคยเป็นสัตว์บ้างเคยกระทำบุญมาก่อน ดังนั้น เทวดาทุกตน จึงอยู่ในวงจรของ
ทุกข์ในวัฏฏะสังสาร เมื่อเสวย(ผล)บุญหมดเมื่อไร เมื่อนั้น ก็ย่อมไปตาม ยถากรรม
เช่นเดียวกับเราๆนี้ครับ

ส่วนมากจึงมีทั้ง ตัณหา มีทิฏฐิ เช่นเดียวกับมนุษย์นี้หระครับ คือภาษาธรรมเรียกว่า
มีส่วนดีบ้าง มีส่วนชั่วบ้าง
มีกุศลปรุงแต่งบ้าง มีอกุศลปรุงแต่งบ้าง

หากจิตของเทวดาโน้มไปในทางดี ทางกุศล ก็จะยินดีในเสียงสวดมนต์

สำคัญที่ตัวเราครับ ว่า ขณะนั้นจิตเราควรโน้มไปสู่กุศล

และผู้สวด ไม่ใช่สวดแบบนกแก้ว นกขุนทองนะครับ ต้องรู้เนื้อหาใจความของ
บทสวดด้วย เพราะปัจจุบัน ผู้มีมิจฉาทิฏฐิแต่งขึ้นมาใหม่ก็มีมาก ซึ่งมีเนื้อหาที่ไปในทางสั่งสมความโลภ โกรธ หลง เหล่านี้เป็นจะเป็น บาปอกุศล โดยไม่รู้ตัวของผู้สวดครับ


ที่สำคัญอย่างสูงสุดคือ ผู้สวดนั้น ความปฏิบัติให้เข้าสู่ความหลุดพ้นทุกข์ในวัฏฏะสังสาร
ครับ คือทางปฏิบัติเพื่อไปสู่พระนิพพาน เป็นแก่นแท้ในพระพุทธศาสนาครับ



ท่านใดสนใจหนังสือ "การอุทิศส่วนกุศลตามแนวพระไตรปิฏก" ที่มีเรื่องรายละเอียดชัดเจนต่าง ๆเช่น ฆ่าเชื้อโรคบาปด้วยหรือ โอนบุญได้ไหม หรือสวดมนต์แล้วทำให้อมนุษย์เดือดร้อนหรือไม่ ข้อสงสัยนี้มีคำตอบ โดยมีพระไตรปิฏกอ้างอิงและเอาอรรถกถามาแสดงโดยไม่ใช้มติส่วนตัวในการตีความ โทรศัพท์ไปขอหนังสือได้ฟรี 10 ท่านแรกเท่านั้น ที่หมายเลข 086 - 036 - 7162


การสวดมนต์เป็นสิ่งที่ดี ไม่ว่าเป็นบทใด..ที่บ้านสวดทั้งฮินดู ..บาลี...จีน..จีนธิเบธ
ทั้งเจ้าที่และเทวดาต่างก็สาธุ....พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ห้ามสวดมนต์..


คำแปลพระคาถาชินบัญชร

พระพุทธเจ้าและพระนราสภาทั้งหลายผู้ประทับนั่งแล้วบนชัยบัลลังก์
ผู้ทรงพิชิตพระยามาราธิราช ผู้พรั่งพร้อมด้วยเสนาราชพาหะแล้ว
เสวย อมตรสคือ อริยะสัจธรรมทั้งสี่ประการ
เป็นผู้นำสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้นจากกิเลสและกองทุกข์ทั้งปวง
มี 28 พระองค์ คือ พระผู้ทรงพระนามว่าตัณหังกรเป็นอาทิ
พระพุทธเจ้าผู้จอมมุณีทั้งหมดนั้น
ข้าพระพุทธเจ้าขออัญเชิญมาประดิษฐานเหนือเศียรเกล้า
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประดิษฐานอยู่บนศีรษะ
พระธรรมอยู่ที่ดวงตาทั้งสอง พระสงฆ์เป็นอากรบ่อเกิดแห่งสรรพคุณอยู่ที่อก
พระอนุรุทธะอยู่ที่ใจ พระสาลีบุตรอยู่เบื้องขวา
พระโมคคัลลาน์อยู่เบื้องซ้าย พระอัญญาโกญทัญญะอยู่เบื้องหลัง
พระอานนท์กับพระลาหุลอยู่หูขวา
พระกัสสปะกับพระมหานามะอยู่ที่หูซ้าย
มุณีผู้ประเสริฐ คือพระโสภิตะผู้สมบูรณ์ด้วยศิริ
ดังพระอาทิตย์ส่องแสงอยู่ที่ทุกเส้นขน ตลอดร่างทั้งข้างหน้าและข้างหลัง
พระเถระกุมาระกัสสปะผู้แสวงบุญทรงคุณอันวิเศษ
มีวาทะอันวิจิตรไพเราะอยู่ปากเป็นประจำ
พระปุณณะ พระอังคุลิมาล พระอุบาลี พระนันทะและพระสีวะลี
พระเถระทั้งห้านี้ จงปรากฏเกิดเป็นกระแจะจุณเจิมที่หน้าผาก
ส่วนพระอสีติมหาเถระที่เหลือ ผู้มีชัยและเป็นพระโอรส
เป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าผู้ทรงชัย
แต่ละองค์ล้วนรุ่งเรืองไพโรจน์
ด้วยเดชแห่งศีลให้ดำรงอยู่ทั่วอวัยวะน้อยใหญ่

พระรัตนสูตรอยู่เบื้องหน้า พระเมตตาสูตรอยู่เบื้องขวา
พระอังคุลิมาลปริตรอยู่เบื้องซ้าย พระธชัคคะสูตรอยู่เบื้องหลัง
พระขันธปริตร พระโมรปริตร และพระอาฏานาฏิยสูตร
เป็นเครื่องกั้นดุจหลังคาอยู่บนนภากาศ
อนึ่งพระชินเจ้าทั้งหลายนอกจากที่ได้กล่าวมานี้
ผู้ประกอบพร้อมด้วยกำลังนาชนิด
มีสีลาทิคุณอันมั่นคง คือ สัตตะปราการ
เป็นอาภรณ์มาตั้งล้อมเป็นกำแพงคุ้มครอง ๗ ชั้น
ด้วยเดชานุภาพแห่งพระอานันตะชินเจ้า ไม่ว่าจะทำกิจการใดๆ
เมื่อข้าพระพุทธเจ้าเข้าอาศัยอยู่ในพระบัญชร แวดวงกงล้อมแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ขอโรคอุปัทวะทุกข์ทั้งภายในและภายนอกอันเกิดแค่โรคร้าย
คือโรคลมและโรคดีเป็นต้น เป็นสมุฏฐานจงกำจัดให้พินาจไปอย่าได้เหลือ
ขอพระมหาบุรุษทรงพระคุณอันล้ำเลิศทั้งปวงนั้น
จงอภิบาลข้าพระพุทธเจ้าผู้อยู่ในภาคพื้นท่ามกลางพระชินบัญชร
ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการคุ้มครองปกปักษ์รักษาภายในเป็นอันดีฉะนี้แล
ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการอภิบาล
ด้วยคุณานุภาพแห่งสัจจธรรม
จึงชนะเสียได้ซึ่งอุปัทวอันตรายใดๆ
ด้วยอานุภาพแห่งพระชินะพุทธเจ้า ชนะข้าศึกศัตรู
ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรม ชนะอันตรายทั้งปวง
ด้วยอานุภาพแห่งพระสงฆ์ ขอข้าพระพุทธเจ้าจงได้ปฏิบัติ
และรักษาดำเนินไปโดยสวัสดีเป็นนิจนิรัญดรเทอญ


คำแปลของคาถาชินบัญชร
จะอันเชิญพระพุทธเจ้าทั้งหมด
พระปัจวคีทั้งห้า และสิ่งศักดิ์ทั้งหลาย
มาประทับคุ้มครองเรา ตั้งแต่บนจรดล่าง
ทุกส่วนของร่างกาย ไม่ให้ภยันอันตรายใด ๆ
เข้ามาทำร้ายเราได้ เสมือนเป็นเกราะแก้ว 7 ชั้น

ผมจึงเห็นว่า ไม่มีท่อนไหนไปรบกวนเจ้าที่เลยครับ


ในมโนรถปูรณี อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เล่มที่ ๓๓ หน้าที่ ๑๙๓ แสดงดังนี้
บทว่า ทุรกฺขาเต ภิกฺขเว ธมฺมวินเย มีอธิบายว่า คำสอนของ
เจ้าลัทธินอกพระศาสนา ชื่อว่าธรรมวินัยที่กล่าวไว้ชั่ว. เพราะว่า ใน
คำสอนนั้น แม้ผู้สอนก็ไม่เป็นสัพพัญญู แม้ธรรมก็เป็นธรรมที่กล่าวไว้ชั่ว
แม้หมู่คณะก็เป็นผู้ปฏิบัติชั่ว. บทว่า โย จ สมาทเปติ ได้แก่ บุคคล
ผู้เป็นอาจารย์คนใดย่อมชักชวน. บทว่า ยญฺจ สมาทเปติ ความว่า
ชักชวนอันเตวาสิก (ศิษย์) คนใด. บทว่า โย จ สมาทปิโต
ตถตฺตาย ปฏิปชฺชติ ความว่า อันเตวาสิกคนใดถูกอาจารย์ชักชวนแล้ว
กระทำตามคำของอาจารย์อยู่ ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อความเป็นอย่างนั้น. บทว่า
พหุ ํ อปุญฺญํ ปสวติ อธิบายว่า ก็บุคคลผู้ชักชวน เมื่อชักชวนคน
๑๐๐ คน ในกรรมมีปาณาติบาตเป็นต้น ย่อมได้อกุศลเท่ากันกับอกุศล
ของคนผู้ถูกชักชวนแม้ทั้งหมดนั้น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสว่า คนเหล่านั้นทั้งหมดย่อมประสบกรรมมิใช่บุญเป็นอันมาก.
บทว่า สฺวากฺขาเต ได้แก่ ในพระธรรมและพระวินัยที่ตรัสไว้ดีแล้ว
คือแสดงไว้ดีแล้ว เพราะในพระธรรมและพระวินัยเห็นปานนี้
พระศาสดาก็ทรงเป็นพระสัพพัญญู พระธรรมพระศาสดาก็ตรัสไว้ดีแล้ว และ
หมู่คณะก็เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว. บทว่า สพฺเพ เต พหุ ํ ปุญฺญํ ปสวติ
มีอธิบายว่า คนผู้ชักชวนได้เห็นภิกษุทั้งหลายเข้าไปบิณฑบาต ได้ชักชวน
คนอื่น ๆ ให้ถวายข้าวยาคูและภัตเป็นต้น ย่อมได้กุศลเท่ากับกุศลของผู้
ถวายทานแม้ทั้งหมด. เพราะเหตุนั้น พระองค์จึงตรัสว่า คนเหล่านั้น
ทั้งหมด ย่อมประสบบุญเป็นอันมาก.
----------------------------------------------------------------
ข้อความทั้งหมดนี้อ่านแล้วเข้าใจว่าอย่างไร ?????
คำสวดใดที่ไม่ใช่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าควรสวดหรือไม่ ??

ในสังขิตตสุตร ท่านได้แสดงไว้ว่า
ธรรมเหล่าใด ๑.เพื่อให้เกิดกำหนัด
๒.ประกอบสัตว์ไว้ในภพ
๓. ความสั่งสมกิเลส
๔. ความมักมาก
๕.ความไม่สันโดษ
๖.ความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ
พึงทราบว่านั่นไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
ส่วนธรรมเหล่าใดที่มีนัยยะตรงข้ามนี้ เป็นธรรม วินัย เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

มาถึงบทสวดมนต์บ้าง ก็บทสวดมนต์ใดเป็นไปเพื่อ.....
ก็ใช้เกณฑ์ตัดสินวินัจฉัยเช่นเดียวกัน
เมื่อวินิจฉัยออกแล้วก็จะทราบว่าบทสวดมนต์ไหน ควรสวด และไม่ควรสวด
เทียบเคียงเอาเองก็จะทราบ


 เปิดอ่านหน้านี้  4659 

RELATED STORIES


  แสดงความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย