การเข้าสู่ นิพพาน นั้น เมื่อตายไปแล้วที่ว่า ไม่เกิด ไม่ดับ แล้วไปไหน ?

 ภาณุ เสนานิคม    

ผมมีความสงสัยในคำว่า นิพพาน ครับว่า คำว่าถ้าเข้านิพพาน แล้วนั้นจะไม่เกิดไม่ดับ อยู่ในวัฎรสงสาร อีกนั้น ไม่ทราบว่าจะไปอยู่ที่ไหนครับ ในเมื่อวิทยาศาสตร์เค้าบอกว่า พลังงานไม่มีสูญหาย เพียงแต่เปลี่ยนรูปได้ ..ขอความกระจ่างครับ..ขอบคุณมากครับ...




เข้าสู่ศูนย์กลางของจักรวาลครับ

วิทยาศาสตร์ยังเข้าไม่ถึงครับ ยังอยู่คนละระดับความรู้

คุณดูล้อที่มันหมุนสิ จุดศูนย์กลางมันจะอยู่นิ่งไม่ได้หมุน

ขอความเจริญในธรรมจงมีแด่ทุกท่าน


ผมยกตัวอย่างพลังงานง่ายๆ กองไฟกำเนิดจากองค์ประกอบ3อย่างคือ เชื้อเพลิง/ออกซิเจน/ความร้อน จึงกำเนิดกองไฟได้ ถ้าเปรียบว่า ดวงจิตท่านสเหมือนไฟหนึงกอง ถ้าท่านเอาองค์ประกอบส่วนใดส่วนหนึงออก เช่น กิเลส กรรมเก่า ฯลฯ จิตที่ต้องอยู่เพราะยังมีเวรกรรม/กิเลส/วัฐจักรที่ไม่หลุดพ้น เมื่อดวงจิตท่านหลุดพ้นแล้ว ซึ่งผมหมายถึงหนทางถึงนิพพาน คำตอบคือ ถ้ากองไฟ องค์ประกอบไม่ครบย่อมกำเนิดกองไฟไม่ได้ฉันท์ใด เมื่อท่านพบความหลุดพ้น คือองค์ประกอบของจิตไม่ครบ (เพราะท่านดับได้หมดสิ้นแล้ว) ก็ย่อมเกิดดวงจิตไม่ได้ฉันท์นั้น คำตอบของนิพพานคือ "ความไม่มี" ผมขออนุญาติถามท่าน จขกท ต่อว่า ถ้าท่านจะก่อกองไฟหนึงกอง แต่องค์ประกอบของการก่อกองไฟมีไม่ครบ(ตามหลักวิทยาสตร์) ท่านจะก่อกองไฟได้ไหมครับ???? คำตอบสำหรับผมคือไม่มีกองไฟ ขอขอบคุณ...
ปล.ผมเขียนบทความแนวธรรมไม่ถนัด ขอเขียนแนวบทความแทนครับ
อนึง ผมโพสตอบท่านมิได้มีเจตนา ยอกย้อน ให้ท่านคัดเคืองใจในคำตอบผม แต่ผมอยากตอบให้ท่านคิดตามเท่านั้นครับ ผมเขียนตามหลักของพุทธศาสนา ที่สอนว่า " ทุกอย่างในโลก ย่อมมีเหตุและผลในตนเอง " ผมเองยอมรับว่าไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อนเหมือนกันว่า นิพพาน อยู่ไหน??? จนผมอ่านกระทู้ท่าน แล้วผมก็เริ่มหาคำตอบ ขออนุโมธนาในคำถามที่ทำให้ผมแสวงหาคำตอบและเกิดปัญญาครับ
นิยามของคำว่านิพพาน ถ้าท่านอ่านแล้วท่านจะเข้าใจบทความผมว่า ทำไมนิพพานคือ "ความไม่มี"
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%99




ผมมีความสงสัยในคำว่า นิพพาน ครับว่า คำว่าถ้าเข้านิพพาน แล้วนั้นจะไม่เกิดไม่ดับ อยู่ในวัฎรสงสาร อีกนั้น ไม่ทราบว่าจะไปอยู่ที่ไหนครับ ในเมื่อวิทยาศาสตร์เค้าบอกว่า พลังงานไม่มีสูญหาย เพียงแต่เปลี่ยนรูปได้ ..ขอความกระจ่างครับ..ขอบคุณมากครับ...


โดย : ภาณุ เสนานิคม [DT06648] 17 ธ.ค. 2551 10:21 น.




สิ่งที่ท่านจะต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องตรงกันเสียก่อนได้แก่
1.ความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ว่าเขาศึกษากันเรื่องสภาวะธรรมอะไร ?
2.ความรู้เรื่องพุทธศาสนาว่าเขาศึกษากันเรื่องสภาวะธรรมอะไร ?
3.ความรู้เรื่องนิพพานว่าสภาวะธรรมนั้นเป็นลักษณะใด ?.





1.ความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ว่าเขาศึกษากันเรื่องสภาวะธรรมอะไร ?

ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ คือการศึกษาความรู้เรื่องสสาร สสารมี 4 สถานะ คือของแข็ง ของเหลว ก๊าซ และพลังงาน (ในหลักสูตรของไทยและต่างประเทศที่ล้าสมัย จะสอนว่าสสารมี 3 สถานะคือของแข็ง ของเหลว ก๊าซ แยกพลังงานออกมาอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก )
สสารเป็นของแข็งแล้วเปลี่ยนเป็นของเหลว หรือก๊าซ หรือพลังงานเลยก็ได้
พลังงานเปลี่ยนมาเป็นของแข็ง หรือของเหลว หรือก๊าซเลยก็ได้ แต่เปลี่ยนมาอยู่ในรูปของ BOND ENNERGY ในของแข็ง ของเหลว ก๊าซ ที่มีอยู่นั่นเอง

วิทยาศาสตร์ คือการศึกษาความรู้ด้านคุณสมบัติและความสัมพันธ์ของสสารและพลังงานเท่านั้น.





2.ความรู้เรื่องพุทธศาสนาว่าเขาศึกษากันเรื่องสภาวะธรรมอะไร ?


พุทธศาสตร์ศึกษาปฏิบัติในความรู้ที่ไม่ใช่สสารและพลังงานตามที่นักวิทยาศาสตร์เขาศึกษาปฏิบัติทดลองกันแต่อย่างใดเลย

แต่พุทธศาสตร์โดยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพุทธบริษัท 4 เราศึกษาและปฏิบัติเรียนรู้กันในเรื่องที่เรียกว่า องค์ธรรมหรือสภาวะธรรมอันละเอียดประณีตกว่าสสารและพลังงาน นั่นคือเรื่องของจิต คุณสมบัติของจิต องค์ธรรมชนิดต่าง ๆ ที่เป็นองค์ประกอบของจิต ความสัมพันธ์ของจิตแต่ละประเภทที่เป็นเหตุและเป็นผลกันโดยอริยะสัจ 4 ศึกษาความรู้เรื่องขันธ์ 5 เรื่องอินทรีย์ เรื่องอายตนะ พรหมวิหาร 4 ฯลฯ ซึ่งสภาวะธรรมเหล่านี้ไม่สามารถใช้อุปกรณ์ หรือเครื่องมือที่เป็นสสารพลังงานใด ๆ ไปตรวจวัดได้เลย นอกจากใช้ปัญญาญาณเท่านั้น จึงจะสามารถรู้ได้เข้าใจได้ประมวลผลได้อย่างแจ่มแจ้ง.





3.ความรู้เรื่องนิพพานว่าสภาวะธรรมนั้นเป็นลักษณะใด ?.


นิพพานคือความดับ สภาวะธรรมที่ดับแล้ว ดับแล้วไม่เกิดอีกแล้ว
ความดับจึงไม่ต้องการที่อยู่ ไม่ต้องการที่ ๆ จะไปไหน

ถ้ายังต้องการที่อยู่ หรือถ้ายังต้องการที่ ๆ จะไปก็แสดงว่ายังไม่ดับจริงยังเกิดอยู่

ต้องการให้ท่านเข้าใจให้ถูกต้องอย่างนี้นะครับ


การที่ท่านจะเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ สภาวะธรรมที่นักวิทยาศาสตร์ศึกษาปฏิบัติกัน มาเปรียบเทียบกับความรู้ที่พระพุทธเจ้าและพุทธบริษัทได้ศึกษาปฏิบัติกันนั้นย่อมเปรียบเทียบกันไม่ได้ เพราะคุณสมบัติและความสัมพันธ์ของสภาวะธรรมนั้นมันต่างกัน ความละเอียดประณีตก็ต่างกัน

สสารและพลังเกิดแล้วดับ ดับแล้วเกิดแปรเปลี่ยนไปใน 4 สถานะได้ตลอดเวลาไม่มีความดับสนิท มีแต่ความเปลี่ยนแปลงกลับไปกลับมา

ส่วนจิตที่เกิดแล้วดับ ดับแล้วเกิดก็มี
ดับแล้วไม่เกิดอีกก็มี
นั่นคืออรหัตตผลจิต ดับแล้วไม่เกิดอีก เรียกว่าดับขันธ์ปรินิพพานครับ


เจริญในธรรมครับ.




ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความกระจ่าง...แต่เค้าว่าคนที่ตายไปแล้วจะมีวิญญาณ แล้ว พระอรหันต์ ที่เข้าถึงนิพพานแล้วมีวิญญาน หรือเปล่าครับ ?...ผมเป็นคนที่เชื่อเรื่อง..กรรม..สวรรค์..นรก...โลกนี้...โลกหน้า...ฯลฯ...ผมได้อ่านหนังสือ เรื่อง.. เดอะ ท๊อป ซีเคร็ด..ซึ่งได้อธิบายไว้ว่าจิตของเราเป็นคนสร้างจักรวาลขึ้นมา...และ จักรวาลเอง ก็มีการแตกและดับเหมือนฟองสบู่ ใน 1 วินาที จริงหรือเปล่า ครับ ? และคำว่า มิติที่สี่ เป็นอย่างไรครับ...
ขอบคุณมากครับ...




ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความกระจ่าง

...แต่เค้าว่าคนที่ตายไปแล้วจะมีวิญญาณ แล้ว พระอรหันต์ ที่เข้าถึงนิพพานแล้วมีวิญญาน หรือเปล่าครับ ?

วิญญาณตามความเชื่อที่เล่าลือกัน ตามที่กล่าวว่ามีสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีการเข้ามาอยู่ในร่ายกาย แล้วมีการออกไปจากร่างกาย อย่างนี้เป็นความเชื่อถือที่มีมาแต่เดิม สิ่งที่เชื่อถือกันนั้นไม่มีจริงครับ

แต่ที่เป็นจริงนั่นคือสัตว์โลกทั้งหลายมีขันธ์ 5 จริง
สัตว์โลกมีวิบากจิตคือผลจิตมาทำหน้าที่ตายจริง และมาทำหน้าที่เกิดจริง
สำหรับพระอรหันต์จะมีจิตมาทำหน้าที่ตาย..คือดับขันธ์ปรินิพพพาน..อย่างเดียว ไม่เกิดอีก


วิญญาณคือสภาวะธรรมที่เป็นจิต ที่เรียกกันว่าจิต
วิญญาณทำหน้าที่รู้แจ้ง ปัญญาทำหน้าที่รู้ชัดรู้ละเอียด วิญญาณและปัญญาเกิดร่วมกันไม่แยกจากกัน

วิญญาณขันธ์หรือจิตนี้จะต้องเกิดร่วมเกิดพร้อมกับเจตสิกธรรมหรือนามขันธ์อีก 3 ไม่แยกจากกัน ได้แก่เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์

สัตว์โลกจะไปเกิดในภพภูมิใด จึงขึ้นอยู่กับคุณภาพและคุณสมบัติของเจตสิกธรรม 3 อย่างนี้
องค์ประกอบของเจตสิกดีก็ไปเกิดในภพภูมิที่ดี
เจตสิกธรรมที่ไม่ดีก็ไปเกิดในอบายในภพภูมิที่ไม่ดี
เจตสิกธรรมบริสุทธิ์คือสิ้นราคะ สิ้นโทสะ สิ้นโมหะ สิ้นอาสาวะกิเลสสังโยชน์ ย่อมบรรลุอรหัตตผลดับขันธ์ปรินิพพานไม่เกิดอีก


สภาวะธรรมตามความเป็นจริงที่ทราบโดยพระสัพพัญญุตตาญาณ หรือพระปัจเจกโพธิ์ญาณ หรือพระปฏิสัมภิทาญาณ หรือพระอภิญญา 6 หรือพระอภิญญา 5 สมาบัติ 8หรือพระวิชชา 3 มีอย่างนี้เห็นจริงได้อย่างนี้
ทุกคนสามารถบรรลุญาณเหล่านี้ได้ด้วยตนเอง พิสูจน์ได้ในชาตินี้ครับ ไม่ต้องเชื่อถือให้งมงายจากใคร ๆ .



...ผมเป็นคนที่เชื่อเรื่อง..กรรม..สวรรค์..นรก...โลกนี้...โลกหน้า...ฯลฯ...ผมได้อ่านหนังสือ เรื่อง.. เดอะ ท๊อป ซีเคร็ด..ซึ่งได้อธิบายไว้ว่าจิตของเราเป็นคนสร้างจักรวาลขึ้นมา...และ จักรวาลเอง ก็มีการแตกและดับเหมือนฟองสบู่ ใน 1 วินาที จริงหรือเปล่า ครับ ?

ตรงนี้เป็นจินตนาการของผู้แต่งหนังสือครับ นั่นเขาแต่งหนังสือมาเพื่อขาย เพื่อเอาสตังค์จากคนซื้อคนอ่าน เนื้อหาจึงต้องแปลก ต้องน่าสนใจเป็นธรรมดา แต่เชื่อถือได้หรือผู้แต่งไม่เขาไม่ได้คำนึงถึงครับ เขาคำนึงถึงแต่เงินของคนซื้อหนังสืออย่างเดียวครับว่ายิ่งได้มากยิ่งดี คนอ่านจะโง่ขึ้น ฉลาดขึ้นเขาไม่ได้สนใจครับ

บุญหรือบาปปรุงแต่งคือสร้างขันธ์ 5 ครับ ไม่ได้สร้างจักรวาลตามความเพ้อฝันของนักเขียนหรอกครับ วิญญาณหรือจิตเกี่ยวข้องกับขันธ์ 5 เท่านั้นครับ

ปรับความเชื่อเสียใหม่นะครับ เชื่อในเหตุ เชื่อในผล เชื่อในไตรลักษณ์ เชื่อในอริยะสัจ 4
อย่างนี้มีแต่เจริญทางปัญญา เป็นบุคคลสัมมาทิฏฐิครับ.




และคำว่า มิติที่สี่ เป็นอย่างไรครับ...
ขอบคุณมากครับ...

ภาณุ เสนานิคม DT06648 [18 ธ.ค. 2551 08:08 น.] คำตอบที่ 4


ไม่มีมิติที่สี่หรอกครับ
มีแต่คำว่า
1.สัพเพสังขาร อนิจจา .....สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง
2.สัพเพสังขาร ทุกขา .....สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์มีความแปรปรวน
3.สัพเพธัมมา อนัตตา .....สภาวะธรรมทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน


เจริญในธรรมครับ.



อนุโมทนา สาธุท่านเหล่าซือ

แจ่มชัดมาก สาธุ



ขอเสริมนิดเดียวครับ หนังสือ TOP SCRET นี่ผมเคยอ่าน มันเป็นหนังสือที่เขียนโดยชาวอเมริกันนะครับและแปลเป็นภาษาไทย (ที่ว่ายอดขาย หลายล้านเล่ม) ผมเห็นด้วยกับคุณเหล่าซือครับ เพราะเนื้อหานี่ มีขนาดถึงนิพพานภายใน3วินาที ผมว่าเค้าสร้างจุดขาย มากกว่าขายปัญญาครับ
ปล.ความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ ขออนุโมทธาทุกท่านที่มีความสนใจใฝ่รู้ศึกษาธรรมครับ




ทดสอบ


อย่ายึดติดว่าเป็นตัวกู ของกู แค่นี้ตัวท่านก็วาง

เมื่อใดที่จิตกับใจร่วมกันเป็นหนึ่ง คุณจะรู้ว่าวิชาตัวเบาเป็นอย่างไร

ความสุขอยู่ที่ลมหายใจ คุณอย่ามัวไปหาความสุขจากที่อื่นเลย
ทุกคนมีลมหายใจ แต่ไม่รู้จักใช้ลมหายใจให้เป็น
ลมหายใจเป็นตัวรวมจิต ใจ กาย เป็นหนึ่ง นี้แหละคือวิชาตัวเบาที่เขาเรียก

ไม่ได้พูดให้เชื่อ ถ้าท่านยังไม่รองปฏิบัติ นะครับ





การนิพพาน มี 3ขั้นตอนง่ายๆ

1.สละสวรรค์
2.สละความว่างที่เห็น
3.ระลึกถึงเทพประจำจักรวาลที่โลกเราลอยตัวอยู่ ระลึกให้ท่านมารับ ก่อนสละความว่างชั้นสุดท้าย


 เปิดอ่านหน้านี้  3159 

  แสดงความคิดเห็น


RELATED STORIES



จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย