ผมปกติดีหรือเปล่าครับ

 วันศุกร์   

ขอโทษครับที่กระทู้ที่ผมตั้งนี้ คงจะไร้สาระสำหรับหลายๆท่าน
ก็ไร้สาระจริงๆครับ แต่ผมแค่อยากจะแน่ใจครับ ว่าผมปกติดีหรือเปล่า

ผมอายุ 25 ย่างเข้าปีที่ 26 เพศชาย ร่างกายและสมองครบ 32 ประการ ส่วนสูงประมาณ 172 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 60 กิโลกรัม

ส่วนตัวแล้วผมก็คิดว่าผมปกติดีครับ แต่ช่วงหลังๆมานี่ พอได้มีโอกาสเจอคนที่ไม่รู้จักกันและได้พูดคุยกันไปซักระยะ เค้าก็บอกว่าผมแปลก ซึ่งในความคิดผม ผมว่าผมไม่แปลกเลยนะครับ ยิ่งถ้าคบหาสนิทสนมกับผมมานานแล้ว ก็ยิ่งว่าแปลก ความหมายของคำว่าแปลก ของผู้ที่ได้พูดคุยกับผมนั้น ก็มีประมาณนี้ครับ

- ผมอายุขนาดนี้แล้วทำไมถึงไม่มีคู่รักหรือคู่ชีวิต ผมตอบไปว่าอยู่คนเดียว ก็ดีแล้ว ผมสบายใจอย่างนี้ (ผมเป็นปกติเพศทั่วไป ที่รักในเพศตรงข้ามนะครับ) ผมก็คุยและชอบมองผู้หญิงที่สวย น่ารัก แต่ก็ไม่ได้คิดว่าอยากจะครอบครองแต่อย่างใด อาจมีบ้างสำหรับความต้องการทางกาย แต่ไม่ถึงกับต้องได้ ถ้าไม่ได้มาจะทุรนทุราย ซึ่งสำหรับบางคนก็ว่าผมเจ้าชู้ โดยความสัตย์จริงผมวางตัวอยู่ในศีล 5 อย่างตั้งใจจริงครับ โดยเฉพาะข้อสุดท้าย หากไม่จำเป็นหรือเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ผมไม่ข้องแวะครับ

- ผมมักจะพูดถึงความตายอยู่บ่อยๆ แต่ผมไม่เคยคิดฆ่าตัวตายนะครับ ตรงนี้หลายๆคนก็ว่าผมเข้าขั้นบ้ากันไปเลย คือผมคิดว่าจะตายเมื่อไหร่ก็ได้และไม่ได้อยากจะเกิดอีก ถึงแม้จะเกิดแล้วหล่อ รวย ฉลาด ก็ไม่อยากเกิด ใครบอกว่าถ้าชาติหน้ามีจริงขอเกิดมารวยๆ หน้าตาดีๆ พอผมได้ฟังแล้วก็เฉยๆ ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองอยากเกิดชาติหน้ามาหน้าตาดี ฐานะ ลักษณะดี แบบนั้นบ้างเลย เพราะผมไม่อยากเกิดแล้ว นี่เค้าก็ว่าผมผิดปกติ

- ผมเฉยๆกับหลายๆคน แม้กระทั่งคนในครอบครัวเดียวกัน เฉยๆของผมไม่ได้หมายความว่าการไม่มีสัมมาคารวะกับผู้ที่อาวุโสกว่านะครับ ผมคิดว่าผมเป็นมีอัธยาศัยค่อนข้างดีมากกับทุกคน แต่เฉยของผมคือ ยกตัวอย่างเช่นพี่สาวผม เมื่อเขามีความยินดีในบางอย่างของชีวิตเขา ผมก็ยิ้มนิดๆและพูดน้อยคำกับเค้า คือไม่ได้แสดงอากัปกิริยายินดีอันใดจนมากมาย และยิ่งเฉยเข้าไปใหญ่เมื่อเขาผิดหวังกับบางอย่างในชีวิตเขา (หากเป็นความผิดหวังที่ค่อนข้างมาก ผมก็พูดเพียงปลอบใจบ้าง) แม้กระทั่งคนที่ทำงานด้วยกัน ผมก็เฉยๆกับพวกเค้าในลักษณะเดียวกัน ผมก็อยากไหลไปตามน้ำนะครับ ตื่นเต้นในเรื่องที่เค้าคุยกัน แต่มันไม่ใช่ธรรมชาติของผม เลยดูเหมือนผมเงียบๆ ไม่ค่อยคุยกับใครแต่จริงๆแล้วไม่ถึงนั้นครับ

- ผมโดนเอาเปรียบ แต่ผมก็เฉยๆ จนบางคนถึงกับเป็นทุกข์เป็นร้อนแทนผม ตัวผมไม่ได้เคียดแค้นอะไรเลย เพราะคิดว่าให้เค้าเอาเปรียบไป ก็ไม่เห็นเป็นไร (แต่แน่นอนครับ ผมเสียความรู้สึกดีๆไปบ้างแหละ แต่ไม่ได้เก็บมาคิด และไม่เอาคืน คิดว่าเก็บเรื่องราวเหล่านั้นไว้เป็นประสบการณ์ชีวิต แต่ในคราวต่อมาก็โดนเค้าเอาเปรียบอีก แต่ก็เฉยๆอีก)

ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นมานานแล้ว และวันนี้ก็ได้ฟังอีกครั้งกับคำว่า "ผิดปกติ" จากปากของญาติผู้ใหญ่ผมคนหนึ่ง เลยคิดทบทวนย้อนหลังว่ามักจะมีคนทักผมในลักษณะนี้เป็นประจำ ส่วนอาการของผมเท่าที่นึกออกมีเท่านี้ก่อน รบกวนท่านช่วยวิเคราะห์ผมด้วยครับ ว่าเป็นยังไง ผมเริ่มสับสนกับชีวิตแล้ว ขอบคุณครับ




** หากผิดกฎใดๆ รบกวนช่วยลบได้เลยนะครับ ขอโทษจากใจครับ


หมั่นภาวนาบ่อยน่ะ มีพื้นฐานดี ตั้งใจภาวนาอีกหน่อย คงใช้เวลาไม่นาน ขออนุโมทนาสาธุด้วย


ขอขอบคุณ คุณ dhammajakr มากๆครับ

ผมเคยปฏิบัิติวิปัสสนากรรมฐานกับแม่ของผม ประมาณ 2-3 ครั้ง ที่วัดผาณิตาราม จ.ฉะเชิงเทรา และวัดเขาพุทธโคดม จ.ชลบุรี หลังจากที่ปฏิบัติหากไม่เผลอ แม้่การเดินในชีิวิตปกติประจำวัน ก็ยังกำหนดในใจว่า "ขวาหนอ ซ้ายหนอ" ไปเรื่อยๆอย่างนั้น นั่นคืออดีตที่ผ่านมาครับ แต่ชีวิตทุกวันนี้ผมเริ่มไ่ม่ค่อยสนใจกับอะไร เช่นเดียวกับเรื่องที่ผมเกริ่นมาซะยืดยาวข้างบนนั้น คือผมไม่สนใจแม้กระทั่งอารมณ์ดีใจ หรือ เสียใจ ของคนรอบตัว หรือแม้กระทั่งคนในบ้านเลยอะครับ ผมกังวลว่า มันจะทำให้ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวและคนรอบข้างแย่ลงหรือเปล่า


ปกติแล้วผู้ที่สนใจในการปฏิบัติธรรมทั่วไป จะไม่มีกิเลสครอบครองใจเพื่อก่อให้เกิดการยึดติดอ่ะค่ะ เพราะความคิดที่ว่าตัวตนเราไม่เที่ยง ไม่มีตัวตน เป็นทุกข์ ทำให้ปล่อยวางจากความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวเราของเรา เสร็จแล้วกิเลสทั้งปวงที่เห็นนั้น ก็จะไม่มีโอกาสมาทำให้จิตใจนั้นหวั่นไหวได้เลย เพราะเมื่อคนมาว่าเรา ว่าเราแย่แบบนั้นแบบนี้ หรือกลั่นแกล้งเรา ผู้ปฏิบัติมาดีแล้วก็จะไม่โกรธตอบ เพราะความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นเราเป็นเขานั้นหมดไป

อย่างไรก็ตามท่านผู้ปฏิบัติดีเหล่านั้นก็สามารถพิจารณาได้อย่างถูกต้องนะคะ เมื่อเราจำเป็นต้องอยู่ร่วมกันกับคนในสังคม เรายังมีการพูดจาโต้ตอบ ยิ้ม อธิบาย ทำความเข้าใจ มีปฏิกิริยาต่าง ๆ มันเป็นปกติแต่สำรวมได้อยู่ตลอดอ่ะค่ะ อันนี้ท่านต้องลองพิจารณาดูว่าการกระทำของท่านเองนั้นถูกต้องหรือไม่อย่างไรนะคะ

คือเหตุที่ท่านเหล่านั้นไม่ได้มีจิตที่คิดโต้ตอบกับสิ่งทั้งปวงนั้น ไม่มีทั้งภายนอกและภายในใจเลยนะคะ ทุกอย่างล้วนขาวสะอาดไปหมด ใจเป็นใหญ่ใจเป็นประธานค่ะ หากเมื่อถึงขั้นนี้แล้วก็ขออนุโมทนาด้วยนะคะ

ลองไปพิจารณาดูค่ะ


ส่วนตัวแล้วผมก็คิดว่าผมปกติดีครับ แต่ช่วงหลังๆมานี่ พอได้มีโอกาสเจอคนที่ไม่รู้จักกันและได้พูดคุยกันไปซักระยะ เค้าก็บอกว่าผมแปลก ซึ่งในความคิดผม ผมว่าผมไม่แปลกเลยนะครับ ยิ่งถ้าคบหาสนิทสนมกับผมมานานแล้ว ก็ยิ่งว่าแปลก ความหมายของคำว่าแปลก ของผู้ที่ได้พูดคุยกับผมนั้น ก็มีประมาณนี้ครับ

ข้อนี้สำคัญมากคือเรารู้จักตัวเองดีกว่าคนอื่น แม้ผู้อื่นจะเห็นเราเป็นผู้วิเศษหรือเป็นผู้แปลกประหลาด ก็ไม่สามารถเปลี่ยนเราได้อย่างแท้จริง ข้อนั้นเพราะเหตุใด? เพราะผู้อ่ืนย่อมกล่าวสิ่งไรๆด้วย
อำนาจแห่งตัณหา มานะและทิฏฐิอันเป็นกิเลสเฉพาะตน หามีแก่นสารสาระควรแก่การใส่ใจแต่อย่างใดไม่..

แต่ถ้อยคำของผู้อื่นนั้นเล่า ในบางครั้งก็เป็นเสมือนกระจกเงาสำหรับส่องดูตนได้เช่นกัน..แม้กระนั้นก็ต้องมนัสสิการ
ไตร่ตรองด้วยปัญญาถึงเหตุผลท่ีชนเหล่าอื่นแสดงความเห็นขัดแย้งกับส่ิงท่ีท่านรู้สึก หลักสำคัญ
คือหากท่านมีพฤติกรรมท่ีเป็นไปเพื่อการละหน่ายคลายจากกามและกิเลสมีความคิดมุ่งเพ่ือความหลุดพ้นตามคำ
สอนของพระพุทธเจ้าแล้ว พฤติกรรมของท่านย่อมเป็นท่ีอันบัณฑิตย่อมกล่าวสรรเสริญ
และอนุโมทนา แต่คนพาลหรือคนเขลาย่อมกล่าวติเพราะธาตุแห่งพาลย่อมไม่มีปัญญาเห็นโทษของกิเลสได้..

ส่ิงแปลกสำหรับคนมีกิเลสคือคนท่ีไม่มีกิเลสเท่าเขา สิ่งผิดปกติสำหรับคนพาลคือคนดี
นี้คือความจริงในโลก...

ผมอายุ 25 ย่างเข้าปีที่ 26

ขออนุโมทนากุศลกับท่านผู้ถามเป็นอย่างยิ่ง เพราะแม้เป็นหนุ่มอายุน้อย แต่เห็นว่าบุญบารมีที่ได้ทำมาตั้งแต่อดีตคงไม่น้อยเสียแล้ว...และข้อสำคัญคือ ได้มาพบปัจจัยที่จะทำให้ได้มีโอกาสเจริญกุศลต่อๆไปตั้งแต่อายุน้อยทีเดียว
เพราะเหตุที่ในอดีตเหตุได้สั่งสมบุญไว้มากและสั่งสมตั้งแต่อายุยังน้อย ดังนั้นเวลาที่จะได้มามาพบปัจจัยในชาตินี้ และสามารถต่อยอดได้ ก็จะเป็นเหตุให้ได้พบตั้งแต่อายุน้อยนั่นเทียว
ชื่อว่าดีนักหนา เพราะเหตุที่ว่า บุคคลในโลกนี้ย่อมจะมีใจน้อมมาหาพระธรรมก็ต่อเมื่อผ่านชีวิตมามากมายแล้ว.... บางคนก็โดยมากทุกข์ในชีวิตนั่นแหละพามาให้สนใจในพระธรรม.... และโดยมากปัญญานั้นมักได้ปัจจัยก็ต่อเมื่ออายุอยู่ในระหว่าง ๔๐ ถึง ๕๐ หรือ ๖๐ ปี..ปัญญาจึงจะได้ปัจจัยเกิด.... เพราะว่า ที่ผ่านวันคืนแห่งชีวิตมายาวนานนั้น
ย่อมได้พบได้เห็นความเป็นไปของชีวิตในมุมกว้าง ทำให้พิจารณาเห็นได้ เกิดปัญญาที่จะอุปการะชีวิตตนเองต่อไป
ก็ชนส่วนมากเป็นไปอย่างนี้ทั้งนั้น.... ยากนักที่จะเป็นผู้มีอายุน้อยจะมาสนใจเรื่องความจริงอย่างนี้ ที่สำคัญคือ สนใจในการปฏิบัติด้วย นี่เป็นเรื่องยากยิ่งนัก.... เด็กหนุ่มโดยมากมักเป็นผู้เจริญด้วยวัย สมบูรณ์ด้วยความแข็งแรง จิตใจย่อมน้อมไปหารูป รส กลิ่น เสียง ทั้งหลายกันทั้งสิ้น ไม่บ่ายหน้าหันมาหาพระธรรม...ดังนั้น สำหรับท่านผู้ถาม เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดานะครับ....แต่ก็นั่นแหละ..ขออย่าได้ทอดทิ้งประโยชน์ชาตินี้ คือ การศึกษาธรรมท่ีถูกต้อง การมีการงานทำ นี่ก็เป็นปัจจัยพื้นฐานที่จะให้ได้ดำเนินชีวิตอย่างราบรื่น.... แต่การที่มีใจฝักใฝ่ในธรรมนั้น ย่อมทำให้รู้หนทางเดินของชีวิตอย่างดี ไม่พลัดหลงไปกระทำบาปเสียจนชีวิตรุงรังกระรุ่งกระริ่ง เพราะเวลาล่วงเลยมานานโดยหมุนไปกับความไม่รู้ทั้งหลาย

ควรหากัลยาณมิตรทางธรรม อันจะเป็นปัจจัยเพ่ือความงอกงามแห่งปัญญาท่ีจะพาตนให้พ้นทุกข์ ได้อย่างแท้จริงต่อไปครับ

ขอให้ท่านจงเป็นผู้สามารถเข้าถึงประโยชน์ทั้งสาม ได้แก่ ประโยชน์ชาตินี้ ประโยชน์ชาติหน้า และประโยชน์อย่างยิ่งคือ พระนิพพาน เป็นที่สุดเทอญ



ขอบคุณ คุณ mina ขอบคุณ คุณ ddman มากๆครับ

ที่ช่วยให้ผมได้เข้าใจว่าผมคงปกติดี

ขออนุญาตยกข้อความของคุณ mina นะครับ
>> คือเหตุที่ท่านเหล่านั้นไม่ได้มีจิตที่คิดโต้ตอบกับสิ่งทั้งปวงนั้น ไม่มีทั้งภายนอกและภายในใจเลยนะคะ ทุกอย่างล้วนขาวสะอาดไปหมด ใจเป็นใหญ่ใจเป็นประธานค่ะ <<

สำหรับส่วนนี้ ผมมั่นใจว่าผมไม่ขาวสะอาดแน่ๆครับ คือภายนอกนั้นอาจไม่มีอาการใด แต่ภายในใจผม ซึ่งเป็นปราการแรกที่ถูกกระทบจากสิ่งใดสิ่งหนึ่งก่อน ตรงจุดนี้ผมไม่ใช่ไม่รู้สึกอะไรเลยกับบางอย่างที่ไม่ชอบนะครับ เพียงรู้สึกบ้าง แต่ไม่มาก และไม่นานก็ลืมไป นี่แหละครับ บางคนที่เขารู้จักผมดีได้เห็นเหตุการณ์ตั้งแต่แรกที่ผมถูกเอารัดเอาเปรียบจากคนอื่น กลับเป็นทุกข์เป็นร้อนแทนผม ส่วนนั้นเขาก็ไปจัดการของเขา หลังจากนั้นเขาก็มาบอกว่าผมบ้าหรือเปล่า ทำไมไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยเหรอ ? ผมก็นิ่งอีกครับ ไม่รู้จะตอบเขาไปว่าอย่างไรดี เดี๋ยวพูดไปไม่ถูกใจเขา กลายเป็นผมจะเดือดร้อนเพิ่มขึ้นมาอีกคน แต่เงียบเขาก็ว่าผมบ้า ...


ขออนุญาตยกข้อความของคุณ ddman ครับ
>> ควรหากัลยาณมิตรทางธรรม อันจะเป็นปัจจัยเพื่อความงอกงามแห่งปัญญาที่จะพาตนให้พ้นทุกข์ ได้อย่างแท้จริงต่อไป <<

ผมอ่านแล้วสะดุดกับคำนี้ของท่านครับ คำว่า "กัลยาณมิตรทางธรรม"
คือด้วยวัยผมประกอบกับช่วงชีวิตตั้งแต่เด็กมาจนเข้าสู่วัยรุ่นและล่วงผ่านวัยเบญจเพสมาได้ไม่นานนี้ ผมไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนในชีวิตเลยจนผมได้รู้จักกับคำว่า "นิพพาน" ถึงตรงนี้ใครจะคิดว่าผมบ้าหรืองมงายอะไรก็ตามครับ แต่ผมเชื่อและศรัทธาอย่างนั้นเรียกได้ว่านี่แหละครับเป้าหมายเดียวในชีิวิตของผมซึ่งก็ค่อนข้างขัดแย้งกับชีวิตทางโลกนะครับ ในเมื่อผมไม่มีเป้าหมายในชีวิตอย่างเช่น เมื่อโตขึ้นผมจะต้องมีการงานที่มั่นคง เงินเดือนสูงๆ ประสบความสำเร็จในชีวิต หรือเป็นที่นับหน้าถือตาในสังคม เหล่านั้นไม่มีเลยในความคิดของผม ก็เลยเป็นเหตุให้ผมใช้ชีิวิตแบบง่ายๆ ไม่คิดอะไรมาก หลังจากจบการศึกษามัธยมปีที่ 3 ก็ตามเพื่อนที่สนิทๆกันเข้าศึกษาต่อสาขาอาชีวศึกษา และเมื่อเลือกทางนี้แล้ว ก็ต้องต่อยอดทางสายเทคโนโลยีในระดับปริญญาตรีเพราะเป็นแนวทางเดียวกัน ซึ่งกลุ่มเพื่อนผมตั้งแต่เรียนอาชีวศึกษานั้นจะค่อนข้างเน้นหนักไปทางสุราและการเที่ยวกลางคืน (ถึงจุดนี้ผมขอย้ำนะครับ ว่าการเรียนทางอาชีพไม่ได้หมายความว่าจะใช้ชีิวิตอย่างกลุ่มผมเสมอไป) เมื่อเพื่อนไป ผมก็ไปด้วย ใช้ชีวิตอย่างนั้นอยู่หลายปี แต่ไม่เคยติดใจเลยแม้ซักนิด ค่อนข้างรู้สึกเบื่อด้วย แต่ด้วยความไม่อยากปฏิเสธเพื่อน คือถ้าเพื่อนไม่ชวน ผมก็ไม่ไปครับ อยู่บ้านอ่านหนังสือ เล่นเกม ฯลฯ
สรุปง่ายๆว่า เพื่อนผม ก็มีแต่พวกนี้ละครับถึงแม้ตอนนี้จะไม่ได้เที่ยวเตร่กันบ่อยครั้งเหมือนสมัยเรียน เพราะทำงานกันหมดแล้วแต่เรื่องสุราก็ยังมีอยู่บ้าง และถ้าผมไม่มีพวกนี้ ผมก็ไม่มีเพื่อนครับ จึงสะดุดเข้าอย่างจังกับคำว่า "กัลยาณมิตรทางธรรม" ของคุณ ddman ซึ่งโดยกัลยาณมิตรนั้นคงเปรียบได้กับรถคันหนึ่งที่จะพาผมไปถึงจุดหมาย และธรรมก็คงเปรียบเหมือน GPRS ของรถคันนั้นที่จะำทำให้ผมมั่นใจว่าจะไปถึงจุดหมายได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยที่สุด แต่ในตอนนี้ผมเหมือนมีแต่จักรยานเก่าๆคันนึง ปั่นไปเรื่อยๆ โซ่จะขาดตอนไหนก็ยังไม่รู้ เปรียบเทียบกันแล้ว ก็ประมาณนั้นเลยครับ "กัลยาณมิตรทางธรรม" จึงดูเหมือนเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากสำหรับผมเลยทีเดียวครับ แต่ตอนนี้ผมก็ขอนับถือเพื่อนสมาชิกในเว็บนี้เป็น "กัลยาณมิตรทางธรรม" ของผมแล้วครับ

ถีงอย่างไรก็ต้องขอขอบคุณ คุณ mina ขอบคุณ คุณ ddman เป็นอย่างสูงอีกครั้งครับ
รวมทั้งเว็บนี้และเพื่อนๆพี่ สมาชิกทุกคนครับ





สวัสดีคับ
ผมเองก็มีความคิดคล้ายๆกับพี่ วันศุกร์ เหมือนกันละคับแต่ผมยังใจไม่นิ่งพอ ผมยังโวยวายไปเรื่อยอะคับและอย่างที่พี่ ddman พูดละคับ พยายามศึกษาธรรมและฝึกฝนละคับ แต่ผมเองก็ยังทำไม่ค่อยจะได้เลย แต่ผมของพูดจริงๆเลยนะคับ ผมเองก็ไม่ค่อยเจอคนที่มีความคิดในทางนี้อะคับเจอ น้อยมาก(หรือผมไม่รู้เอง)เอาง่ายๆละคับ เพื่อนผมที่คิดแนวแบบนี้ไม่มีซักคนเลย หรือเจ้าพวกนั้นไม่พูดหว่า??


คำว่ากัลยาณมิตรคือ

เพื่อน ผู้ร่วมธุระร่วมกิจร่วมการหรือร่วมอยู่ในสภาพอย่างเดียวกัน, ผู้ชอบพอรักใคร่คบหากัน,
ในทางธรรม เนื้อแท้ของความเป็นเพื่อน อยู่ที่ความมีใจหวังดีปรารถนาดีต่อกัน กล่าวคือ เมตตา หรือไมตรี เพื่อนที่มีคุณสมบัติเช่นนี้ เรียกว่า มิตร
การคบเพื่อนเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งอย่างหนึ่ง ที่จะนำชีวิตไปสู่ความเสื่อมความพินาศ หรือสู่ความเจริญงอกงาม พึงหลีกเลี่ยงมิตรเทียมและเลือกคบหาคนที่เป็นมิตรแท้
ดู มิตตปฏิรูป, มิตรแท้
บุคคลที่ช่วยชี้แนะแนวทาง ชักจูงตลอดจนแนะนำสั่งสอน ชักนำผู้อื่นให้ดำเนินชีวิตที่ดีงาม ให้ประสบผลดีและความสุข ให้เจริญก้าวหน้า ให้พัฒนาในธรรม แม้จะเป็นบุคคลเสมอกัน หรือเป็นมารดาบิดาครูอาจารย์ ตลอดทั้งพระสงฆ์ จนถึงพระพุทธเจ้า ก็นับว่าเป็นเพื่อน แต่เป็นเพื่อนใจดี หรือเพื่อนมีธรรม เรียกว่า กัลยาณมิตร แปลว่า มิตรดีงาม
กัลยาณมิตรมีคุณสมบัติที่เรียกว่า กัลยาณมิตรธรรม หรือธรรมของกัลยาณมิตร ๗ ประการ คือ
๑. ปิโย น่ารัก ด้วยมีเมตตา เป็นที่สบายจิตสนิทใจ ชวนให้อยากเข้าไปหา
๒. ครุ น่าเคารพ ด้วยความประพฤติหนักแน่น เป็นที่พึงอาศัยได้ ให้รู้สึกอบอุ่นใจ
๓. ภาวนีโย น่าเจริญใจ ด้วยความเป็นผู้ฝึกฝนปรับปรุงตน ควรเอาอย่าง ให้ระลึกและเอ่ยอ้างด้วยซาบซึ้งภูมิใจ
๔. วัตตา รู้จักพูดให้ได้ผล รู้จักชี้แจงแนะนำ เป็นที่ปรึกษาที่ดี
๕. วจนักขโม อดทนต่อถ้อยคำ พร้อมที่จะรับฟังคำปรึกษาซักถาม ตลอดจนคำเสนอแนะวิพากย์วิจารณ์
๖. คัมภีรัญจะ กถัง กัตตา แถลงเรื่องล้ำลึกได้ สามารถอธิบายเรื่องยุ่งยากซับซ้อนให้เข้าใจและสอนให้เรียนรู้เรื่องราวที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป
๗. โน จัฏฐาเน นิโยชเย ไม่ชักนำในอฐาน คือ ไม่ชักจูงไปในทางเสื่อมเสียหรือเรื่องเหลวไหลไม่สมควร

จาก พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
http://84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=%E0%BE%D7%E8%CD%B9

ธรรมทั้งหลายล้วนปรากฏเป็นผลขึ้น ก็ต่อเมื่อมีเหตุที่กระทำไว้แล้วนั่นเอง ดังนั้น การที่ได้เกิดมาแล้ว ได้พบกัลยาณมิตรมีความสนใจในธรรม มีปัญญา ก็ต้องอาศัยเหตุปัจจัยในอดีตและในปัจจุบัน เข้าร่วมอุปการะด้วย
เหตุในอดีตนั้น ขาดไม่ได้เลย ท่านแสดงไว้ว่า ปุพเพกตปุญญตา (บุญที่ทำด้วยดีแล้วในกาลก่อน) นั้นเป็นธรรมที่อุปการะ เป็นอย่างมาก ...บุญที่ทำด้วยดีแล้วในกาลก่อนในกรณีหมายถึงบุญอย่างไรเล่า?
ตอบว่า ก็เพราะในอดีตเป็นคนมีอัธยาศัย มีฉันทะ ที่จะคบบัณฑิต ไม่ชอบคบพาล ฝักใฝ่ในการฟังธรรม สนใจในเหตุผลแห่งธรรมทั้งหลาย ดังนั้น จึงต้องเป็นคนที่ฝักใฝ่ในการฟังธรรม การเข้าหากัลยาณมิตร ได้ฟังธรรมมาก่อนแล้ว จึงทำให้ผล คือได้เกิดมาเป็นคนสนใจในธรรมะ มีปัญญาแล้วได้พบกัลยาณมิตรด้วย

อีกประการหนึ่งก็คือ ต้องเคยตั้งจิตอธิษฐานในการทำกุศลในอดีตไว้ว่า ขอให้กุศลทั้งหลายจงเป็นปัจจัย ให้ได้เกิดเป็นคนสัมมาทิฏฐิ ได้พบกัลยาณมิตร ได้ฟังธรรมจากกัลยาณมิตร และได้ปฏิบัติธรรม.... ก็หากมีเจตนาที่ตั้งไว้อย่างนี้ประกอบกันแล้วกับบุญที่ทำในอดีต ย่อมเป็นปัจจัยให้อุปการะบุคคลนั้น ได้มาพบได้มาเจอพระธรรม ได้พบกัลยาณมิตรที่จะอุปการะปัญญาของตนสืบไป

ดังนั้น แม้กรรมดีในชาตินี้ของท่านทั้งหลาย ที่ฝักใฝ่ในการฟังธรรมเข้าหากัลยาณมิตรนั้น ย่อมเป็น ปุพพกตปุญญตาในอัตภาพต่อ ๆ ไป
คนที่เจริญในธรรมอย่างนี้เนือง ๆ ย่อมเป็นปัจจัยมาก อุปการะมาก แก่การที่จะได้เกิดในสุคติภูมิต่อไป และไปเจอกัลยาณมิตรอีก ได้ฟังธรรมอีก ได้เจริญบารมียิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก..... หากไม่ได้ฟังธรรมเสียแล้ว บุญอะไรเล่าจะเกิดได้ ?....เกิดก็เกิดไม่ถูก บางทีคิดว่าทำบุญแต่ก็ไปทำบาป โดยไม่รู้ตัว.....

พระพุทธองค์จึงทรงสรรเสริญสุตมยปัญญา เป็นอันมาก คือปัญญาที่เกิดจากการได้ฟังธรรม.... ต้องขอเน้นว่า ต้องเป็นธรรมะที่ถูกต้องด้วยนะครับ..ฟังในท่ีนี้รวมไปถึงการอ่านด้วยครับ..

นอกจากเวปนี้แล้วยังมีกัลยาณมิตรในเวปอื่นๆอีก ผมขอแนะนำเพิ่มเติมคือเวปต่อไปนี้ครับ

http://www.larndham.net/index.php
http://www.dhammahome.com/home.php
http://www.watkoh.com/
http://http://www.abhidhamonline.org/aphi/p9/081.htm
http://www.larnbuddhism.com/visut/





ผมก็รู้สึกเหมือนกันครับ เวลาพูดว่าจะไปวัด/อ่านหนังสือธรรมะ/นั่งสมาธิ ขนาดผมอายุ35ปีแล้วนะ เพื่อนในรุ่นเดียวกัน ยังสงสัยเลยว่า จะศึกษาธรรมะไปทำไป จะไปบวชหรือ? เค้าก็แจงเหตุผลว่าวัย35-60ปี น่าสร้างเนื้อสร้างตัว (ผมมีครอบครัวแล้ว) อายุมากหน่อยค่อยปฏิบัติธรรมยังทัน มันขัดกับความรู้สึกผมเหมือนกัน คงไม่ใช่ จขกท คนเดียวหรอกครับ ที่เค้าอาจมองดูว่าบ้าบ้าง เพี้ยนบ้าง ผมเองก็ถูกเพื่อนมองเฉกเช่นเดียวกัน
แต่ผมคิดว่าตอนที่มีเรี่ยวแรง สมอง สติปัญญายังดี น่าศึกษาธรรมะไว้ พออายุมาก ความจำก็จำได้น้อยลง จะไปไหนทีก็ไม่สะดวก เพราะชราแล้ว ที่แน่ๆ ผมยังตอบไม่ได้เลยว่าผมจะตายวันไหน?? ผมว่า จขกท ไม่บ้าหรอกครับ คุณทำแล้วสบายใจไม่เบียดเบียนตัวเองและผู้อื่น ผมเองซิกลับทำไม่ค่อยได้ด้วยซ้ำไปครับ
ปล.ผมเขียนแนวธรรมะไม่ค่อยถนัดครับ ขอแบบบทความทั่วไปแทนครับ ผิดพลาดประการใดขออภัยด้วยครับ


ขอบคุณเว็บไซต์นี้และเพื่อนๆพี่ๆสมาชิกทุกคนครับ


พอดีเลื่อนขึ้นไปข้างบน เจอข้อความนี้เข้าพอดีครับ

มงคลที่ ๓๕.มีจิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม
๏ ท่านผู้ใด ใจดำรง อยู่คงที่
ในเมื่อมี โลกธรรม ครอบงำหนัก
เช่น ลาภ ยศ สุข เศร้า เข้าง้างชัก
มิอาจยัก โยกท่าน ให้หวั่นใจ.

GPRS ชั้นยอดเลยทีเดียวครับ เว็บไซต์นี้


อนุโมทนาด้วยค่ะคุณวันวันศุกร์
คุณวันศุกร์ต้องเข้าใจนะคะว่าโลกเราทุกวันนี้ใครมีศีล มีธรรมคนนั้นแปลกค่ะ

พี่ของดิฉันเคยไปบวชอยู่ที่วัดๆหนึ่ง แล้วประพฤติตนก็ไม่ถึงกับดีมากหรอกค่ะ
ก็แค่พยายามปฏิบัติไม่ให้พร่องมาก เพราะพี่ดิฉันจะบวชไม่กี่วัน
ก็เลยอยากประพฤติให้ดีๆหน่อย

แค่นั้นเองก็กลายเป็นของแปลกประจำวัดนั้นไปเลย
เพราะพี่ดิฉันจะไม่ฉันข้าวเย็นเลย ไม่ต้องบอกคงรู้นะคะ
รวมถึงอะไรอีกหลายๆอย่างที่ดิฉันม่อาจเผยแพร่ได้

ดิฉันฟังครั้งแรกรู้สึกสลดใจมาก เพราะไม่เคยรู้มาก่อน
แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ดิฉันหมดศรัทธาในพระพุทธศาสนาเลยนะคะ
เพราะพี่จะบอกเสมอว่า ศาสนาพุทธไม่ได้มีแค่พระสงฆ์
แต่ยังมีทั้งพระพุทธและพระธรรมอันพระประเสริฐ
แม้พระสงฆ์เองที่ถึงแม้จะไม่ดีบ้างก็ควรเข้าใจว่าโลกกำลัง
เข้าสู่ยุคเสื่อถอยทางศีลธรรมอย่างรุนแรง
จึงไม่แปลกที่พระปุถุชนจะเป็นไปตามกระแสกิเลส
พระที่ดีๆจึงมักจะกลายเป็นพระแปลกเข้าไปทุกวัน
(ดิฉันต้องขออภัยด้วยค่ะที่ต้องว่ากันตามตรง)

ความข้อนี้แสดงให้เห็นว่า
"ใครก็ตามในยุคนี้มีศีล มีธรรมมักจะเป็นคนไม่ปกติเสมอ"

ขอให้คุณวันศุกร์ดำรงตนอยู่ในธรรม และเจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปนะคะ




ช่วงที่ผมเรียนจบ ก็คิดว่าจะหางานทำก่อน แล้วค่อยลางานมาบวชซัก ๑๐ วัน
แต่แล้วก็มีพระองค์นึงท่านได้เรียกชื่อจริงของผม (ทั้งๆที่ผมก็ไม่เคยเห็นท่านมาก่อนและคิดว่าท่านก็คงจะไม่เคยเห็นผมมาก่อนเ่ช่นเดียวกัน)

ท่านเรียกผมเข้าไป ผมก็คุกเข่าพนมมือ เข้าไปใกล้ๆท่าน ท่านถามผมว่าเคยบวชหรือยัง ผมตอบว่ายัง แต่กำลังคิดจะบวชเพราะเพิ่งเรียนจบพอดีและตั้งใจว่าหลังจากหางานทำได้แล้วก็จะลาบวชซัก ๑๐ วัน ท่านบอกว่า หากตอนนี้ยังมีโอกาสควรจะบวชซะก่อน และก็ไม่ได้สนทนาอะไรกับท่านต่อ เพราะลูกศิษย์ท่านเยอะมาก ผมอยู่วงนอกและก็คิดว่าคงสามารถเข้าไปได้ใกล้กว่านี้แน่ เพิ่งมารู้ตัวทีหลังว่า ทีท่านเรียกชื่อผมนั้นไม่มีใครได้ยินเลย พี่สาวผมก็ยังงงๆ ว่าทำไมผมถึงกล้าฝ่าฝูงลูกศิษย์ท่านเข้าไปอย่างนั้น ปกติผมไม่ใช่คนแบบนั้นอยู่แล้ว แต่ผมยืนยันว่าได้ยินจริงๆ พี่ผมก็อึ้งๆไป

กลับมาถึงบ้านก็มานอนคิดคืนนึง เช้าของวันรุ่งขึ้นก็ตัดสินบวชอย่างน้อยก็ขอสัก ๑ พรรษา

เมื่อได้ใช้ชีิวิตที่อยู่ในกรอบของศีล ๒๒๗ ข้อ กลับรู้สึกดีกว่าอยู่อย่างไม่มีกรอบเช่นชีวิตประจำวันของผมในคราบฆราวาส

ผ่านไปประมาณ ๕ เดือนกว่าๆ จำเป็นต้องลาสิกขาออกมาเนื่องจากต้องรับปริญญา วันที่ลาสิกขา นักศึกษาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมในสภาพนั่งน้ำตาไหลครับ ใครเห็นก็คงหัวเราะแน่ๆ แต่ใครจะว่าผมยังไง ผมคิดว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา ทำให้ผมรู้จักตัวเองมากขึ้น เข้าใจสภาวะธรรมชาติ อะไรที่ดีๆก็เจอ อะไรที่ไม่ดีๆ ก็เจอครับ อาจจะยิ่งกว่าที่พี่คุณ สายธารบนคอนกรีต เจออีกนะครับ แต่ผมก็ลืมๆไปแล้วแหละครับ

"ใครก็ตามในยุคนี้มีศีล มีธรรมมักจะเป็นคนไม่ปกติเสมอ"

ประโยคนี้ตอนแรกผมก็คิดอย่างนั้นครับ ผมอาจจะไม่ได้เคร่งครัดมากนัก
แตเมื่อ่ได้เข้ามาเว็บนี้ ก็เลยเปลี่ยนความคิดไป ..

ขอบคุณ คุณ สายธารบนคอนกรีต และเพื่อนๆ พี่ๆ สมาชิกทุกคนที่ชี้แนะครับ
ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปครับ


หลวงปู่สังวาล สอนว่า รู้เฉย รู้เฉย การเฉยได้กับผัสสะที่รุนแรงพอสมควรแบบนี้ นับว่ายอด

พระพุทธเจ้าตรัสว่า เมื่อตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบสัมผัสต่างๆ ให้รู้อย่างสักว่ารู้

ขอแสดงความยินดีด้วยคุณมาถูกทางแล้ว :-)

การรู้เฉยอย่างแท้จริง คือการยิ้มได้ แม้จะโดนค่า แม้จะมีเหตุการณ์ร้ายๆเกิดกับตนเอง

การฝึกรู้เฉย คือ สติปัฏฐาน4 ขั้นสูง ควรฝึกตลอดทั้งวันทั้งคืน ขยันฝึก อย่างมีความสุข อย่างสบายๆ (สบายๆ คือทางสายกลาง)

ยิ้มคือพ้นทุกข์
พระยิ้ม
smilingworld@windowslive.com, http://smilingmonk.hi5.com

เว็ปไซต์วัดสังฆทาน
http://www.sanghathandhamma.com , http://www.vimokkha.com, http://www.sanghathannews.com

เว็ปไซต์โครงการพัฒนาเกม เพื่อถ่ายทอดธรรมะ และการปฏิบัติธรรมผ่านเกม (แค่เล่นเกม คุณก็ได้ปฏิบัติธรรมแล้่ว :-)
้http://cewonline.blogspot.com , http://www.sourceforge.net/projects/cewonline


ดิฉันได้อ่านข้อความของคุณวันศุกร์
การวางเฉย การดับทุกข์ของกิเลสที่มีในจิตใจมนุษย์ช่างยากนัก ในขณะที่ข้าพเจ้าปฏิบัติธรรมสวดมนต์ นั่งสมาธิทุกวัน บางครั้งข้าพเจ้าก็ยังไม่สามารถที่จะวางเฉยได้เลย แต่ก็จะปฏิบัติทุกวันแผ่เมตตา ให้กับเพื่อนมนุษย์ วิญญาณทุกดวง พรหม เทพเทาวดา ข้าพเจ้าอนุโมทนากับคุณด้วยค่ะที่สามารถวางเฉยได้ มนุษย์ทุกวันนี้ถ้าเข้าวัดก่อนวัยคนจะมองว่าเราแปลกแต่ถ้าไม่มีทุกข์ก็ไม่เห็นธรรมะ จึงอยากให้เพื่อน พี่ๆ ทุกคนหันมาใส่ใจธรรมะกันมากขึ้น ถือศิล5 กันมากขึ้น คนเรามีอายุกันไม่ถึง 100 ปี ก็ตายแล้ว จะมัวมายึดสังขารไว้อยู่ทำไม เช่น ปล่อย ความไม่เที่ยง ละเลิก มัวเมากับสิ่งหลอกลวงบนโลก มั่นสร้างสมบารมี ร่างกายไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยงสามารถตามติดเราไปทุกภพ ทุกชาติ ข้าพเจ้าขอขอบคุณ ธรรมะไทย.ตอม นี้มากที่ได้ให้ข้าพเจ้ามีโอกาสได้รับฟังธรรมะ และขอขอบคุณ มารดาที่ล่วงลับไปแล้ว และบิดาที่ให้กำเนิดข้าพเจ้าได้สั่งสมบุญบารมี ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระพุทธ พระธรมม พระสงฆ์ ทั่วอนันตะจักรวาล พรหม เทวดา เจ้าที่เจ้าทาง ทุกที่ข้าพเจ้าได้อาศัยอยู่ ขอบุญที่ข้าพเจ้าได้กระทำทุกวันได้มีโอกาสเข้าถึงสมาธิ ณาณ และเข้าถึงนิพานอันไกล้ด้วยเทอญ


ขออนุโมทนากับคุณวันศุกร์นะคะ

พี่เองก็อายุมากกว่าคุณปีเดียวค่ะ ชีวิตตอนนี้ก็มีความสุขอย่างที่เป็นเหมือนกันค่ะ สุขที่ได้ศึกษาธรรมะ สุขที่ได้ดำเนินชีวิตประจำวันอยู่ในศีลธรรม และไม่อายที่จะทำความดี ตั้งแต่เกิดจนถึงวันนี้พี่ก็ยังไม่มีใครเข้ามาในชีวิตจนเพื่อน ๆที่เจอกันทีไรต้องทีถามว่ามีแฟนรึยังเลิกถามไปแล้ว เราพอใจจะเป็นแบบนี้ค่ะ พ่อพี่สอนเสมอว่าดูแลตัวเองให้ได้ก่อน แล้วค่อยคิดจะดูแลคนอื่น พี่เองก็มีคนที่รู้สึกดีด้วยค่ะ แต่ลึก ๆในใจถามตัวเองว่าถ้าจะให้ผูกกับเขาจริง ๆพี่ไม่อยากจะผูกค่ะ เพราะมันจะมีอะไรตามมาอีกมากมาย พี่เห็นหลาย ๆอย่างจากชีวิตจริงว่าการมีครอบครัวไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ตอนนี้ก็เลยช่วยเหลือเขาในฐานะเพื่อนน่ะค่ะ ไม่มากไปกว่านั้น

น้องไม่ได้แปลกหรอกค่ะ เราเป็นของเราแบบนี้ มาถูกทางแล้ว เพราะการหลงใหลไปกับสิ่งต่าง ๆมันไม่ทำให้อะไรดีขึ้นมาหรอกค่ะ ในเมื่อความสุขที่คนส่วนใหญ่วิ่งเข้าหา ล้วนแล้วแต่ไม่เที่ยงทั้งนั้น แล้วชีวิตเราต้องวิ่งต่อไปอีกกี่ภพกี่ชาติ มันน่าเหนื่อยนะคะ จะมีสักกี่คนที่คิดได้ และหาทางหลุดออกจากการเวียนว่ายตายเกิดเสียที ชาตินี้เกิดเป็นมนุษย์ได้พบพระพุทธศาสนา ได้ปฏิบัติธรรม ได้มีกัลยาณมิตร นับว่าประเสริฐสุดแล้วค่ะ

เดินต่อไปเถอะค่ะ ในเส้นทางสายธรรม ขอให้น้องเจริญในธรรมนะคะ ^_^


ดีแล้วครับ จิตใจคุณคงจะมีพื้นฐานทางธรรมที่ได้สร้างสมมา ก็พวกปุถุชนกิเลสหนามากๆ ก็คงจะมองคุณแปลกเป็นธรรมดา แปลกที่ไม่เหมือนพวกเขา สร้างบารมีธรรมต่อนะครับ จะได้ไปนิพพาน ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก อนุโมทนาสาธุด้วยครับ






ผมแนะนำให้คุณวันศุกร์นั่งสมาธิครับ
พื้นฐานคุณเป็นคนที่จิตใจเยือกเย็น เป็นทุนอยู่แล้ว
ลองศึกษาพระกรรมฐานจากเวปไซท์อื่น ๆ ดูนะครับ

เพื่อละกิเลสที่หลงเหลืออยู่
เพื่อให้เข้าใจความจริงของโลก
เพื่อถึงนิพพาน ซึ่งเป็นความสุขสงบที่แท้จริง


อนุโมทนาสาธุทุกๆท่านครับ


อนุโมทนาสาธุทุกท่านด้วยอีกคนครับ

เว็บไซต์นี้เป็นเว็บไซต์แห่งแรกที่ำทำให้ผมได้รู้จักธรรมมากยิ่งขึ้นครับ


 เปิดอ่านหน้านี้  3554 

RELATED STORIES


  แสดงความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย