คุยกับตัวเองได้ไหม

 petcharat   

ดิฉันมักจะมีปัญหาในการตัดสินใจที่ทำอะไร รู้สึกเหมือนว่าในจิตใจมีสองฝ่ายคุยกันทุกครั้ง ดิฉันมักหาที่เงียบๆ คุยออกมาดังๆ เป้นเสมือนตัวแทนของใจทั้งสองฝ่าย กว่าจะหาข้อยุติได้ต้องใช้เหตุผลเยอะ
ทำให้รู้สึกว่าดิฉันตัดสินใจอะไรช้ามาก แล้วแถมน่าจะเป้นโรคบ้าไปแล้ว .........ช่วยบอกวิธีแก้ไขให้ด้วยเถอะค่ะ ขอบคุณมากๆ




คุณ petcharat การที่คุณคุยกับตัวเองในที่สงบ เป็นคนที่มีสองความคิดเพื่อประโยชน์สูงสุด
( ผมขอชมว่าเป็นคนมีสติ คิดก่อนทำ )
คุณจะคิดยังไงก็ได้แต่ขอให้มีหลักความเป็น ปกติ เป็นพื้นฐาน ศิล 5

1.ปาณาติปาตาเวระมะณี เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการฆ่า
อธิบายเพื่มเติม
ปาณาติปาตาเวระมะณี หมายถึง เจตนาเครื่องงดเว้นจากการ
ฆ่าสัตว์ด้วยตนเองและใช้คนอื่นให้ฆ่า

2.อทินนาทานา เวระมะณี เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้แล้ว
อธิบายเพื่มเติม
การลักทรัพย์ด้วยตนเอง และใช้คนอื่นให้ลัก

3.กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการประผิดในกาม
อธิบายเพื่มเติม
หรือพูดง่ายๆ ว่าอย่าทำผิดทางเพศ

4.มุสาวาทา เวระมะณี เจตนาเป็นเครื่องเว้นจา่กการพูดไม่จริง
อธิบายเพื่มเติม
งดเว้นจากการพูดปด พูดส่อเสียด บิดเบือนความจริงให้คนอื่นหลงเชื่อ

5.สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฎฐานา เวระมณี เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการดื่มสุราอันเป็นที่ตั้งของความประมาท
อธิบายเพื่มเติม
หรือเครื่องดื่มอันทำให้ขาดสติ

แต่ถ้าคุณคุยกับตัวเองโดยการพูดออกเสียง ในสถานที่มีคนมากมาย คุณบ้าของจริง ( ไม่ดูสถานที่ จากคนมีสติดีเป็นเพี้ยนไปเลย ) คนรอบข้างเขาจะมองแบบนี้



เป็นธรรมดาของคนมีจริตที่ชอบคิดน่ะค่ะ มันก็ถือเป็นการวิปัสสนากลาย ๆ อย่างหนึ่งแล้วล่ะค่ะ ถ้าจะให้ดี ต้องเพิ่มการทำสมาธิให้มาก ๆ เข้าด้วยนะคะ มันจะเข้ารูปแบบที่ว่า คิดก็ให้ตั้งใจคิด แล้วทำอะไรให้ตั้งใจทำอันนั้น ทั้งยืน เดิน นั่ง นอนเลยนะคะ เมื่อจิตรวมกันสงบดีแล้ว ปัญญาที่เกิดนั้นจะเฉียบคมไปเอง ธรรมชาติใจเป็นคนช่างพิจารณาอ่ะค่ะ ซึ่งถ้าเข้าขั้นฟุ้งมาก ต้องอาศัยสมาธิที่ถูกต้องเป็นบาทฐานในการทำจิตใจให้สงบได้ด้วย คือรู้จักแบ่งเวลาให้เป็นด้วยค่ะ มิใช่คิดแบบสะเปะสะปะ การคิดก็จะไร้ทิศทางนะคะ เมื่อฝึกได้ดังนี้ จะเห็นผลเลยว่า เมื่อไรต้องการจะคิด เราก็คิดได้ทันที และคิดได้เร็วด้วย และเมื่อไรต้องหยุดคิด เราก็จะสามารถควบคุมจิตให้อยู่นิ่ง ๆ หรือละทิ้งเรื่องนั้นไว้ก่อนได้ตามใจอ่ะค่ะ

ธรรมดาเรื่อง ๆ นึงจะไม่สามารถยุติได้เองหรอกค่ะ ถ้าคุณไม่สามารถหาคำตอบที่ดี ๆ ให้กับใจได้ ค่อย ๆ ฝึกไปดูค่ะ เพิ่มการฝึกสมาธิตามวิธีที่ชอบไปด้วย แล้วมันจะดีขึ้นเอง..


เอ...แล้วหาท่ีเงียบๆได้ทุกครั้งท่ีมีปัญหาหรือเปล่าครับ ?ถ้าไม่มีแล้วทำอย่างไรครับ? อ้อ และท่ีคุยกับตัว
เองนั้น ไม่ทราบว่าเป็นเฉพาะตอนมีปัญหาหรือเป็นตอนอื่นๆด้วยครับ?..
ขออภัยท่ีถามนะครับ ปัญหาทุกๆเร่ืองต้องมีเหตุเกิดน่ะครับ แล้วก็ไม่ได้เกิดจากเหตุเดียว จึงต้อง
หาเหตุเพ่ือหาข้อแก้ไขท่ีสมควรนะครับ..


ขอบคุณค่ะสำหรับคำแนะนำ
ถ้าดิฉันฝึกใจให้เป็นสมาธิจะสามารถตัดสินใจอะไรเร้วขึ้นจริงหรือค่ะ นี่คือปัญหาของฉันจริงๆ ฉันรำคาญตัวเองเหมือนกันที่ตัดสินใจช้า

สำหรับคำถามของคุณ ddman นั้น ดิฉันจะหาที่เงียบๆ คุยเมื่อมีปัญหาที่ยากในการตัดสินใจหรือปัญหาที่เกี่ยวข้องกับผู้อื่น (ดิฉันมักเกรงใจผู้อื่นนี่ก็คือปัญหาอีกอย่างหนึ่งสำหรับฉัน) ส่วนปัญหาเล็กน้อยหรือความคิดชั่วแล่น ดิฉันจะพูดขึ้นลอยๆ(พอตัวเองได้ยิน) เหมือนอีกฝ่ายปรามอีกฝ่าย คำที่มักจะพูด เช่น "เธอกำลังจะทำอะไร" หรือ "แน่ใจนะว่าทำแล้วไม่เสียใจ"
ดิฉันพยายามบอกลักษณะให้ครบถ้วน เพราะอยากให้ท่านผู้รู้ชี้ทางให้กับฉัน
ขอบคุณค่ะสำหรับคำแนะนำของทุกท่าน



อาการนี้เป็นเร่ืองของการหลง เพราะตรงนั้นลืมตัว หลงไปกับความคิดมากเกินไป จนลืมตัวไป
เป็นไปกับโมหะมาก..ตามปกติพวกเราก็มากด้วยโมหะอยู่แล้ว..พวกเราจึงหลงคิดไปต่างๆนานา ทีนี้ หากเพียงแค่คิดก็ไม่เป็นไร บางคนคิดจนเลย เหมือนกับดิ่งไปในความความคิดมากจนเผลอลืมตัว บ่นออกมา พูดคนเดียวบ้าง หากทำเสมอๆ ทำอยู่เนืองๆ ย่อมเกิดความชำนาญแห่งจิตใจ คนที่มีอัธยาศัยอย่างนี้ แล้วไม่เปลี่ยนนิสัย ย่อมเกิดความชำนาญมากขึ้นๆ ดังนั้น หากใจไม่สำรวม ปล่อยให้เป็นไปในความชำนาญอย่างนี้นั้น ย่อมเกิดผลเสีย ....เพราะสภาวะธรรม เป็นไปด้วยความฟุ้งซ่านอันมีโมหะเข้าประกอบ... แม้ในชาตินี้ ก็ยังอาจจะได้พบได้เห็นคนแก่ที่ควบคุมตนเองไม่ได้ หลงลืมมากมายในวัยชรา ก็เป็นเพราะสั่งสมโมหะมากนั่นเอง

ก็พึงทราบว่า ต้องพยายามแก้ไขปัจจัยที่เสียๆใหม่ เพื่อเพิ่มความรู้เนื้อรู้ตัวบ้าง การรู้ตัวเป็นธรรมที่ประกอบด้วยสติ...ดังนั้นจิตใจก็จะเริ่มสั่งสมความชำนาญอย่างใหม่บ้าง
จากคนสั่งสมเหตุแห่งการเสียสติ กลายเป็นการสั่งสมการเจริญสติให้มีมากขึ้น ค่อยๆทำ ไม่ต้องกังวล

หมั่นสวดมนต์ด้วยเสียงดังหน่อย ไม่ใช่งุบๆงิบๆ หรือนึกเอาในใจ
ฟังธรรมมากขึ้น หลีกเลี่ยงการอยู่คนเดียวในกรณีไม่จำเป็น หมายถึง ไม่ใช่ชอบปลีกตัวออกมาอยู่เงียบๆ แล้วอยู่ในโลกส่วนตัวมากจนเกินไป

หมั่นฝึกการรู้ตัวขึ้นมา เช่นรู้ตัวว่า คิดมากไปแล้ว ก็กลับมารู้ตัวใหม่ มือจะหยิบจะจับอะไรก็รู้เนื้อรู้ตัวบ้าง... ลองฝึกดู ...เดินก็รู้สึกในอาการที่เดิน ขึ้นบันได ยกขาแต่ละก้าวก็รู้ ฝึกง่ายๆอย่างนี้ไปก่อน..หากเขาฟุ้งซ่านไปก็ไม่ต้องรังเกียจเขา ให้รู้สึกด้วยการยอมรับ พอรู้เขาก็หยุดฟุ้ง ก็กลับมารู้เนื้อรู้ตัวใหม่..หรือเขาคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ก็ให้หมั่นรู้ตัวขึ้นมาบ้าง หนทางเดินของจิตใจก็จะเริ่มเปลี่ยนทิศทาง กลายเป็นการสั่งสมความชำนาญอย่างใหม่ที่จะอุปการะตนเองในเบื้องหน้าอย่างมากมายมหาศาล

ถามว่า จะทำให้รู้ตัวได้ไหม? ตอบว่า ไม่ได้หรอกครับในเบ้ืองต้น แต่เพราะอาศัยปัจจัยได้เข้าหากุศลบ่อยๆ ฟังธรรมเกี่ยวกับการเจริญสติอย่างนี้ บ้างบ่อยๆ....ก็จะเป็นปัจจัยเกื้อกูลให้จิตใจที่จะรู้ตัวเกิดขึ้นมาได้บ้าง..พอเขาเกิดขึ้นได้แล้ว ก็เริ่มจะได้ร่องรอยใหม่ละ ...คราวนี้ ใจก็จะได้ทิศทางใหม่ ก็จะเกิดความชำนาญขึ้นมาได้ หากใส่ใจในเรื่องอย่างนี้....





ขอบคุณจริงๆ ที่อธิบายและแนะแนวทางแก้ไข
ดิฉันจะพยายามฝึกให้ตัวเองรู้ว่ากำลังทำอะไร
ได้ผลหรือมีปัญหาอย่างไรเดี๋ยวดิฉันค่อยแวะมาขอคำแนะนำนะค่ะ
ขอบคุณค่ะ


โหลดแอพสนุกๆ ที่มีเกมดีๆ ได้แล้วที่นี่

https://www.ballinw.com/ดาวน์โหลด-slotxo/


 เปิดอ่านหน้านี้  2877 

RELATED STORIES


  แสดงความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย