พระพุทธศาสนา  พระพุทธเจ้า  พระไตรปิฎก  พระธรรม  ธรรมะปฏิบัติ  ศาสนพิธี  วันสำคัญทางศาสนา  ทำเนียบวัดไทย  พระพุทธศาสนาในประเทศไทย

ช่วยบอกทีครับ

คือผมยังอยู่ชั้นม.ปลายครับ ไม่มีโอกาสได้ปฏิบัติธรรมอย่างพวกพี่ๆ ถ้าผมจะฝึกเองต้องทำอย่างไรบ้างครับรบกวนช่วยบอกเป็นข้อๆที่ละขั้นตอนด้วยคับ
แล้วการปฏิบัติธรรมมีอะไรบ้างครับ

(ปล.คำบาลีบางคำผมไม่เข้าใจนะครับ กรุณาช่วยแปลด้วยครับ)

เพราะผมอ่านกระทู้อื่นมีปัญหาเรื่องนี้มากครับขอบคุณครับ


DT08323  af14761 
 DT08323 
 22 พ.ย. 2551 15:07 น.
 


การปฏิบัติธรรมก็คือ เป็นการชำระกิเลสอารมณ์เศร้าหมองออกจากจิต เพื่อให้เห็นความจริงต่าง ๆ ตามความเป็นจริงตามธรรมชาติ แนวการปฏิบัติธรรมมีอยู่ 2 ส่วนก็คือการเจริญสมถะและวิปัสสนา หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ การทำสมาธิ และการเจริญปัญญาค่ะ ทั้งสองส่วนมีความสำคัญพอ ๆ กัน ต้องทำควบคู่กันไป เพราะทั้งสองส่วนจะเกื้อกูลซึ่งกันและกันให้เจริญก้าวหน้าไปได้ด้วยดี

ในส่วนของสมาธิ อันนี้มีหลายสำนักสอนกันมากมาย เราอาจเลือกทำที่เราถนัดนะคะ หรือว่าง่าย ๆ เราก็กำหนดลมหายใจก็ได้ หายใจเข้ารู้ชัด หายใจออกรู้ชัด ทำได้ทุกที่ทุกเวลา เพราะลมหายใจอยู่กะตัวเสมอค่ะ

ส่วนของปัญญา จะขอละเอียดนิดนึง จะอธิบายในส่วนของสติปัฏฐาน 4 คือการมีฐานที่ตั้งของสติอยู่ 4 ส่วน
1. กาย เป็นการเอาสติไปรับรู้อิริยาบทต่าง ๆ ของกาย ซึ่งจะมีได้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเช่นตาเห็นรูปก็รู้ชัดว่าเห็น เดินก็รู้ว่าเดิน คือขาที่กำลังก้าว หูได้ยินเสียง รับประทานอาหารลิ้มรส เปรี้ยว เผ็ด เค็ม ร้อน กายสัมผัส รู้เย็น ร้อน อ่อน แข็ง แรก ๆ การรับรู้จะดูยาก ๆ ซึ่งมันจะหยาบ ๆ หน่อย แต่เมื่อความเคยชินมีขึ้น ไหวตรงไหน กระเพื่อมตรงไหนก็รู้หมดน่ะค่ะ
2. เวทนา เวทนาก็คือความรู้สึก สุข ทุกข์ ดีใจ เสียใจ โกรธ พอใจ ไม่พอใจ เฉยๆ เอาสติมารู้ไปเรื่อย ๆ เมื่อเกิดความรู้สึกเหล่านี้ขึ้นในใจ
3. จิต เอาสติไปดูที่จิต คือเมื่อเวลาความคิดเกิด ให้ตามดูรู้ไปเรื่อย ๆ
4. ธรรม เอาสติไปพิจารณาดูธรรม เช่น จิตเกิดความคิด ก็รู้ชัดว่าเป็นกุศล มิใช่กุศล ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ หรือพิจารณาธรรม ตามที่ได้ยินได้ฟังมา เป็นต้น

การมีสติในส่วนนี้ ก็เป็นไปเพื่อความรู้ชัดในความไม่เที่ยงของสิ่งทั้งปวง หรืออาจตามกฎข้อใด ๆ ในไตรลักษณ์ คือ รู้ชัดว่าสิ่งทั้งปวงล้วนเป็นทุกข์ ไม่เที่ยง และมิใช่ตัวตน เช่น เมื่อสติดูที่ลมหายใจ ก็พึงพิจารณาไปเองว่า เมื่อหายใจเข้า ก็ย่อมต้องหายใจออก เรามิอาจหายใจเข้าเพียงอย่างเดียวได้ หรือ เมื่อเกิดสุขที่ได้ของใหม่มา เราดีใจ แต่เมื่อได้สิ่งนั้นกับเราซักพักแล้ว ความดีใจก็หายไป เมื่อเจอเหตุการณ์อื่น ๆ อีก ก็อาจจะบังเกิดความไม่พอใจได้บ้าง นี้ก็จะเห็นชัดว่า สุข ทุกข์ ล้วนไม่เที่ยง หรือ เมื่อสติไปดูจิตที่คิด เมื่อคิดเรื่องนี้เสร็จ ก็คิดเรื่องนั้นต่อ จิตนี้ก็มิได้มีแก่นสารใด ๆ ล้วนเกิด ๆ ดับ ๆ ตามสภาพที่ตา หู จมูก ลิ้น กายใจ ไปกระทบ ส่วนธรรม ก็เป็นการพิจารณาข้อที่เหลือหลังจากเอาสติไปจับกับกาย เวทนา จิต แล้วเหมือนกันน่ะค่ะ

การเอาสติมาตามรู้ในกาย เวทนา จิต ธรรม จะทำให้เราเห็นชัด รู้ชัดในความจริงของสิ่งทั้งปวงที่พระพุืธเจ้าทรงค้นพบ ว่าสิ่งทั้งปวงล้วนเป็นทุกข์ ไม่เที่ยง มิใช่ตัวตน เมื่อพิจารณาได้ดังนี้ จิตจะค่อย ๆ พิจารณาถอดถอนความยึดมั่น ถือมั่นในตัวตนเรา ร่างกายเรา จิตเรา ความคิดเรา เพราะเมื่อทุกอย่างล้วนไม่เที่ยง ทุกอย่างก็ย่อมเป็นทุกข์ และหาเอาความเป็นตัวตนมิได้ กิเลสทีีมีอยู่ในตัวเรา ก็จะถูกถอดถอนจากความสำคัญมั่นหมาย เช่นจากความรู้สึกที่ปกติเรามักโกรธจากความไม่ได้ดั่งใจ เราอาจจะเริ่ม ๆ เห็นแล้ว ว่าอะไร ๆ มันก็เป็นได้ มันก็เกิดได้ มันไม่เที่ยง แล้วธรรมชาติความโกรธนั้นก็จะค่อย ๆ คลายไปเอง เท่านี้ก็เท่ากับจบกระบวนการน่ะค่ะ

แต่ความลึกซึ้งในการมองเห็นในการระลึกรู้ แรก ๆ อาจจะค่อนข้างหยาบหน่อย แต่เมื่อเราดูไปเรื่อย ๆ บ่อยขึ้น ๆ ความละเอียดลึกซึ้งจะค่อย ๆ เกิดกับจิตใจเจ้าของเอง จิตแย้มคิดเพียงนิดเดียวก็เห็น กายที่ไหวเพียงเล็กน้อยก็รู้ตลอด สติจะค่อย ๆ แนบแน่นอยู่จนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไปหมด คือรู้ทันไปหมด และกิเลสต่าง ๆ เมื่อจิตที่ฝึกมาดีเต็มขั้นภูมิแล้ว ก็จะถูกถอดถอนไปเองได้โดยธรรมชาติเลยอ่ะค่ะ

การอธิบายเรื่องนี้ให้รวดเดียวจบจะดูงงๆ ซักเล็กน้อยนะคะ แต่เป้าหมายก็เพื่อถอดถอนความมียึดมั่นถือมั่นในตัวตน ถอดถอนกิเลสออกจากจิต ยังไงต้องค่อย ๆ ลองปฏิบัติดูน่ะค่ะ ถึงจะรู้ได้ด้วยใจเอง การที่บอกนำไปก่อนว่าขั้นตอนจะเป็นอย่างนี้ๆ เราอาจเข้าใจได้บ้าง แต่ความเข้าใจจริง ๆ แล้ว เมื่อเจอเหตุการณ์ใด ๆ มากระทบที่จิต เราจะรู้ได้ด้วยจิตตนเองเลยว่า เราเห็นสิ่งที่เกิดกับใจเหล่านั้นเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องที่มี ที่เกิดอยู่แล้วเป็นประจำ เป็นธรรมชาติ แล้วจะเห็นว่าใจจะเป็นสุขได้กับทุก ๆ เรื่องที่เราเจอเลยล่ะค่ะ

อีกเรื่องหนึ่งคือเราก็ต้องฝึกฝนสมาธิควบคู่กันไปด้วยค่ะ เพราะเมื่อพิจารณาอะไรเราจะสามารถรู้แจ้งแทงตลอดได้ เหมือนมีดที่ถูกลับมาดีอ่ะค่ะ

ไม่เข้าใจตรงไหนก็ถามเพิ่มเติมได้นะคะ คำบอกเล่ามันดูลัดสั้น แต่ปฏิบัติจริงเมื่อเจอกับกิเลสแล้ว คนส่วนใหญ่มักแพ้อ่ะค่ะ ที่เหลือเมื่อเจอกิเลสอะไรหลัก ๆ บางทีใจจะเห็นเลยว่าถอดถอนจากความยึดไม่ได้เสียที อันนี้ก็ต้องแก้ไปทีละข้ออ่ะค่ะ ( แต่อยากเลิกยึดก็ไม่ได้นะคะ ก็เป็นกิเลสเหมือนกัน) คือเราก็ค่อย ๆ พิจารณาไปเรื่อย ๆ อ่ะค่ะ เดี๋ยวจะมีคำตอบให้กับใจเอง

อนุโมทนานะคะ ยังเรียนอยู่เลย สนใจปฏิบัติแล้ว.. ปฏิบัติธรรมทำได้ทุกสถานที่ ทุกเวลานะคะ ไม่ต้องคิดว่ามีเวลา ไม่มีเวลา ดูไปเรื่อย ๆ อ่ะค่ะ ความจริงจะค่อย ๆ ปรากฎให้ใจเจ้าของยอมรับเอง


ความคิดเห็นที่ 1  / mina / 22 พ.ย. 2551 19:03 น. 


อนุโมทนาคุณ mina ที่แนะนำทางสายเอกให้เข้าของคำถาม
พระพุทธเจ้ายกย่องว่าเป้นทางตรง ทางเอก สู่นิพพาน

น้องลองศึกษาแนวปฏิบัติหลวงพ่อปาโมช ปาโมชโช
www.wimutti.net
โดยการโลหด mp3 มาฟัง
ฟังไปเรื่อยๆ อะไรไม่เข้าใจก็ฟังไปเรื่อยๆ
ฟังแผ่นไหนก็ได้
เพราะสุดท้ายท่านพูดเรื่องเดียวกัน แต่พูดให้คนที่แตกต่างกัน ในเวลาต่างๆกันได้ฟัง



ความคิดเห็นที่ 2  / kamin / 23 พ.ย. 2551 00:09 น. 


เอาง่ายๆเลยนะคะ

ตามรู้ตามดูจิตนะคะ มีสติรู้ตัว ทำดีคิดดีพูดดี อะไรไม่ดีก็แก้ไขนะคะ

การตามลมหายใจก็ช่วยให้มีสมาธิ สติระลึกรู้ในตัวเราได้นะคะ มองออกนอกน้อยๆมองเข้าตัวเราเยอะๆ แก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดไป แล้วทำหน้าที่ให้ดีที่สุดนะคะ

สร้างสมนิสัยดีๆให้กับจิต ยึดมากทุกข์มาก ปล่อยบ้างจิตจะเป็นอิสระนะคะ

จิตจะได้ไปในทางที่ดีนะคะ

เป็นกำลังใจให้ค่ะ

อนุโมทนากับทุกท่านนะคะ

การปฏิบัติธรรมทำได้ทุกที่ทุกเวลาจริงๆ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะทำหรือไม่เท่านั้นเองนะคะ

^^


ความคิดเห็นที่ 3  / น้ำใส_11 / 23 พ.ย. 2551 01:10 น. 



ที่ผมได้ปฎิบัติมาแล้วเกิดปัญญาคือ
เริ่มจากการให้ทาน
รักษาศีลให้สมบูรณ์
ภาวนา ต้องประกอบด้วยเป้าหมายที่จะไปนิพพาน+พยายาม+สติและสมาธิ
พิจารนา รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาน


ความคิดเห็นที่ 4  / bishop / 23 พ.ย. 2551 22:13 น. 


น้อง af เร่ิมด้วยการสวดมนตร์ไหว้พระ สมาทานรักษาศีล 5 ให้ได้ทุกๆวันก่อนก็ดีนะครับ
การเชื่อฟังเคารพ พ่อแม่ครูอาจารย์ก็เป็นบุญครับช่วยงานบ้านก็เป็นการทำบุญ แบ่งขนมให้พี่น้องและ เพื่อนๆก็เป็นบุญ
สามารถทำได้ทุกวันทั้งท่ีบ้านและโรงเรียนครับ


ความคิดเห็นที่ 5  / ddman / 23 พ.ย. 2551 22:45 น. 


ขออนุโมทนากับทุกๆๆความเห็นนะคะ เป็นความรู้ที่นำไปปฎิบัติได้ในชีวิตประจำวันเลยค่ะ อ่านแล้วขอนำไปปฎิบัติด้วนะคะ ขอบคุณเจ้าของกระทู้ด้วยค่ะ สาธุ ค่ะ


ความคิดเห็นที่ 6  / jeeyuri / 24 พ.ย. 2551 11:04 น. 


สาธุ

ปล. มีคนใช้ชื่อเดียวกันด้วยแปลกจัง


ความคิดเห็นที่ 7  / น้ำใส / 24 พ.ย. 2551 13:39 น. 


ก่อนอื่นมีวิธีการปฏิบัติ4แนวทางครับ
1.สุกขวิปัสสโก การบรรลุธรรมโดยไม่มีความสามารถพิเศษอื่นๆ
ต้องเจริญกรรมฐาน1กองให้ได้ฌาณ4 แล้วพิจารณาตัดกิเลสด้วยกำลังของฌาณ
2.เตวิชโช การบรรลุธรรม โดยมีวิชชา3 คือความสามารถด้านตาทิพย์
ต้องเจริญกสิณ แสสว่าง ไฟ หรือสีขาว จนได้ทิพยจักษุแล้วพิจารณาตัดกิเลส
3.ฉฬภิญโญ การบรรลุธรรมพร้อมด้วย อภิญญา6 ได้แก่ความสามารถในการแสดงอิทธิฤทธิ์เหาะเหินเดินอากาศ เสกไฟ ดำดิน เป็นต้น
ต้องเจริญกสิณให้ครบ10กอง แล้วพิจารณาตัดกิเลส
ผู้ที่มีอภิญญา6 เช่นพระโมคคัลานะ
4.ปฏิสัมภิทัปปัตโต การบรรลุธรรม ที่คุณวิเศษเบื้องต้นทั้งหมด พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาญาณ4 สามารถคุยได้ทุกภาษา คุยกับสัตว์ได้ ทรงพระไตรปิฎกโดยไม่ต้องศึกษามาก่อน อธิบายธรรมได้อย่างอัศจรรย์
ต้องได้กสิณ10 อรูป4 และพิจารณาตัดกิเลส
เช่น หลวงปู่มั่น หลวงพ่อฤาษีลิงดำ เป็นต้น

ถ้าสนใจแบบใดก็สามารถสอบถามได้ครับ
คุยกันทางเอ้มก็ได้ครับ
นี่อีเมลผม saturndg@hotmail.com


ความคิดเห็นที่ 8  / Xorce / 24 พ.ย. 2551 16:18 น. 


"จิตแย้มคิดเพียงนิดเดียวก็เห็น กายที่ไหวเพียงเล็กน้อยก็รู้ตลอด สติจะค่อย ๆ แนบแน่นอยู่จนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไปหมด คือรู้ทันไปหมด และกิเลสต่าง ๆ เมื่อจิตที่ฝึกมาดีเต็มขั้นภูมิแล้ว ก็จะถูกถอดถอนไปเองได้โดยธรรมชาติเลยอ่ะค่ะ"

ผมคิดว่าประโยคนี้ของคุณ mina มีประโยชน์มากครับ
เพราะมันทำให้ผมเข้าใจ การนั่งสมาธิ มากขึ้นครับ

ขอบคุณครับ


ความคิดเห็นที่ 9  / julonk / 25 พ.ย. 2551 00:17 น. 


ของพี่ เริ่มจากลำดับดังนี้.

ก้าวที่ 1. การทำทานโดยการตื่นขึ้นมาทำบุญตักบาตรทุกเช้า ( ทำให้รู้สึกดีกับตัวเอง )ครับกับสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอนและสมาทานศีล 5 และ แผ่เมตตา ทุกคืน ( ต้องตั้งใจงดเว้นจริงๆด้วยนะครับ ) รวมถึงตั้งความทั้งความตั้งใจในการที่จะละเว้นความชั่วทางกายวาจาและใจ ( ต้องตั้งสัจจาละเว้นเด็ดขาด ) ด้วยของพี่เริ่มจากข้อ 1. นี้ก่อนครับ สักประมาณอาทิตย์นึงก่อนจนเริ่มเคยชิน และ เป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้พี่ก็เลยพร้อมที่จะก้าวต่อไปก้าวต่อไปก้าว 2 ( ตามเราสะดวกนะเรื่องระยะเวลา )

สำหรับในก้าวที่ 1 นี้สิ่งที่เป็นกำลังใจให้กับพี่คือ
ความศรัทธาที่มีต่อพระพุทธองค์ คือ สิ่งที่ทำให้พระพุทธองค์สำเร็จเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ก็ ก็ด้วย ทาน ศีล เล็กน้อยเหล่านี้แหละ ( บารมี 10 ของ Bodhisat ) อย่าดูถูกความดีเพียงเล็กน้อยเหล่านี้นะครับ เพราะสิ่งเล็กน้อยเหล่านี้แหละทำให้ บุรุษ และ สตรี ทั้งหลายได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิมานับอเนกอนันต์แล้ว
ถ้าดูถูกก็ถือว่าดูถูกเส้นทางที่พระพุทธองค์เคยดำเนินมา

การทำทานไม่ใช่ว่าจะจำกัดแค่พระเท่านั้นพี่หมายถึงตั้งแต่สัตว์ร่วมโลกตั้งแต่เดรัจฉานจนไปถึงพระอริยบุคคลโน่นเลยครับ อย่าใส่ใจมากกับเรื่องเนื้อนาบุญเลยครับ ( แต่รู้ไว้บ้างก็ดีแต่อย่าไปสนใจมาก คือ จะเล่าให้ฟังพี่เคยให้ความใส่ใจมากจนทำบุญเหมือนกับนักลงทุนโอ้โหโสดา สกทาคา ปัจเจกพุทธ สัมมาสัมพุทธ 10 ยกกำลัง 100 เท่าของทำทานกับคนทั่วไป โอ้โหเรานี่บุญหลายน้อ ) ได้บุญเยอะถูก แต่ ได้โลภะ ( สมุทัย ) เป็นของแถมด้วย ( ภวตัณหา เอามั้ยล่ะ ) ถ้าจิตน้องอยากจะทำบุญกับใครในขณะนั้นก็ให้ทำไปอย่าไปขวางกั้นกุศลจิตที่เกิดขึ้นในขณะนั้นเลยทำไปเถอะ กุศลจิตในเรื่องของความเสียสละจริงๆ ใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายนะ ถ้าเกิดขึ้นกับใครหรืออะไรก็ตามให้สาธุไว้เลยว่า ( แต่ไม่ใช่ว่าเห็นพระอริยแล้วจะไม่ทำนะแบบประมาณว่า ชั้นไม่ยึดติดชั้นไม่ทำอย่างนี้ก็ไม่ถูก ) ดีแล้วเรากำลังสละความตระหนี่ ( สละความไม่อยากเสีย คือ วิภวตัณหา ตัวสมุทยสัจ ) ซึ่งเป็นกิจใน อริยสัจ ที่ต้องควรละนะ สมุทัยนี่คือตัณหาที่พระพุทธองค์บอกไว้ว่าควรละ ด้วยการกระทำไว้ในใจเช่นนี้นอกจากน้องจะได้ทำทานแล้ว ยังได้ทำวิปัสสนาแบบชิมลางไปก่อนอีกด้วย โดย ยังไม่ต้องเริ่มยก ย่าง เหยียบ หรือ อะไรก็ตามแต่นะครับ ( แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ให้ทำนะแต่ให้เริ่มจากใจก่อน ) นั่นแหละเป็นการเริ่มที่ใจแล้ว ตามคำพระอาจารณ์มั่น กล่าวว่า ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจนะครับ สำหรับก้าวแรกสู่สังเวียน ( การ์ตูนเรื่องหนึ่งที่พี่ชอบอ่านน่ะครับ แต่ไม่ได้ให้เราไปชกต่อยกับใครนะแต่ให้ต่อยกับกิเลสตัณหามันครับ ) ( สำหรับตัวเอกของเรื่อง ชื่อ มาคุโนอุจิ แต่ เราคงเป็น af one four seven six one อุจิ ไม่ถือกันนะ )

วันนี้นั่งเขียนตั้งแต่บ่ายจน 17:15 แล้ว เริ่มหิวแล้วหละ แม่พี่โทรมาตามแล้วคงต้องกับแล้วบ้านแล้วหละ สำหรับ ก้าว2 ก้าว3 เอาไว้โอกาสหน้าก็แล้วกันครับ

ขอให้ทุกๆท่านเจริญในธรรมครับสาธุ

ปล. แนะนำหนังสือ 7 เดือน บรรลุธรรม และ วิปัสสนานุบาล ของ คุณ ดังตฤน นะลองไป
หาอ่านดูนะครับพอเป็น Guide Line ได้


ความคิดเห็นที่ 10  / jatuponemudom / 25 พ.ย. 2551 19:18 น. 

 เปิดอ่านหน้านี้  1885 
 ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็น

Member Detail  Guest


กรุณาล๊อกอินสมาชิกเว็บธรรมะไทยก่อนครับ... Login

  ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านทาง Facebook


จีรัง กรุ๊ป

เพจธรรมะไทย


 ธรรมะไทย