พระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้า พระไตรปิฎก หัวข้อธรรม การปฏิบัติธรรม ศาสนพิธี วันสำคัญทางศาสนา ทำเนียบวัดไทย พระพุทธศาสนาในประเทศไทย
หน้าแรก เว็บบอร์ดธรรมะไทย
Share |
ช่วยบอกทีครับ
คือผมยังอยู่ชั้นม.ปลายครับ ไม่มีโอกาสได้ปฏิบัติธรรมอย่างพวกพี่ๆ ถ้าผมจะฝึกเองต้องทำอย่างไรบ้างครับรบกวนช่วยบอกเป็นข้อๆที่ละขั้นตอนด้วยคับ
แล้วการปฏิบัติธรรมมีอะไรบ้างครับ

(ปล.คำบาลีบางคำผมไม่เข้าใจนะครับ กรุณาช่วยแปลด้วยครับ)

เพราะผมอ่านกระทู้อื่นมีปัญหาเรื่องนี้มากครับขอบคุณครับ

การปฏิบัติธรรมก็คือ เป็นการชำระกิเลสอารมณ์เศร้าหมองออกจากจิต เพื่อให้เห็นความจริงต่าง ๆ ตามความเป็นจริงตามธรรมชาติ แนวการปฏิบัติธรรมมีอยู่ 2 ส่วนก็คือการเจริญสมถะและวิปัสสนา หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ การทำสมาธิ และการเจริญปัญญาค่ะ ทั้งสองส่วนมีความสำคัญพอ ๆ กัน ต้องทำควบคู่กันไป เพราะทั้งสองส่วนจะเกื้อกูลซึ่งกันและกันให้เจริญก้าวหน้าไปได้ด้วยดี

ในส่วนของสมาธิ อันนี้มีหลายสำนักสอนกันมากมาย เราอาจเลือกทำที่เราถนัดนะคะ หรือว่าง่าย ๆ เราก็กำหนดลมหายใจก็ได้ หายใจเข้ารู้ชัด หายใจออกรู้ชัด ทำได้ทุกที่ทุกเวลา เพราะลมหายใจอยู่กะตัวเสมอค่ะ

ส่วนของปัญญา จะขอละเอียดนิดนึง จะอธิบายในส่วนของสติปัฏฐาน 4 คือการมีฐานที่ตั้งของสติอยู่ 4 ส่วน
1. กาย เป็นการเอาสติไปรับรู้อิริยาบทต่าง ๆ ของกาย ซึ่งจะมีได้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเช่นตาเห็นรูปก็รู้ชัดว่าเห็น เดินก็รู้ว่าเดิน คือขาที่กำลังก้าว หูได้ยินเสียง รับประทานอาหารลิ้มรส เปรี้ยว เผ็ด เค็ม ร้อน กายสัมผัส รู้เย็น ร้อน อ่อน แข็ง แรก ๆ การรับรู้จะดูยาก ๆ ซึ่งมันจะหยาบ ๆ หน่อย แต่เมื่อความเคยชินมีขึ้น ไหวตรงไหน กระเพื่อมตรงไหนก็รู้หมดน่ะค่ะ
2. เวทนา เวทนาก็คือความรู้สึก สุข ทุกข์ ดีใจ เสียใจ โกรธ พอใจ ไม่พอใจ เฉยๆ เอาสติมารู้ไปเรื่อย ๆ เมื่อเกิดความรู้สึกเหล่านี้ขึ้นในใจ
3. จิต เอาสติไปดูที่จิต คือเมื่อเวลาความคิดเกิด ให้ตามดูรู้ไปเรื่อย ๆ
4. ธรรม เอาสติไปพิจารณาดูธรรม เช่น จิตเกิดความคิด ก็รู้ชัดว่าเป็นกุศล มิใช่กุศล ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ หรือพิจารณาธรรม ตามที่ได้ยินได้ฟังมา เป็นต้น

การมีสติในส่วนนี้ ก็เป็นไปเพื่อความรู้ชัดในความไม่เที่ยงของสิ่งทั้งปวง หรืออาจตามกฎข้อใด ๆ ในไตรลักษณ์ คือ รู้ชัดว่าสิ่งทั้งปวงล้วนเป็นทุกข์ ไม่เที่ยง และมิใช่ตัวตน เช่น เมื่อสติดูที่ลมหายใจ ก็พึงพิจารณาไปเองว่า เมื่อหายใจเข้า ก็ย่อมต้องหายใจออก เรามิอาจหายใจเข้าเพียงอย่างเดียวได้ หรือ เมื่อเกิดสุขที่ได้ของใหม่มา เราดีใจ แต่เมื่อได้สิ่งนั้นกับเราซักพักแล้ว ความดีใจก็หายไป เมื่อเจอเหตุการณ์อื่น ๆ อีก ก็อาจจะบังเกิดความไม่พอใจได้บ้าง นี้ก็จะเห็นชัดว่า สุข ทุกข์ ล้วนไม่เที่ยง หรือ เมื่อสติไปดูจิตที่คิด เมื่อคิดเรื่องนี้เสร็จ ก็คิดเรื่องนั้นต่อ จิตนี้ก็มิได้มีแก่นสารใด ๆ ล้วนเกิด ๆ ดับ ๆ ตามสภาพที่ตา หู จมูก ลิ้น กายใจ ไปกระทบ ส่วนธรรม ก็เป็นการพิจารณาข้อที่เหลือหลังจากเอาสติไปจับกับกาย เวทนา จิต แล้วเหมือนกันน่ะค่ะ

การเอาสติมาตามรู้ในกาย เวทนา จิต ธรรม จะทำให้เราเห็นชัด รู้ชัดในความจริงของสิ่งทั้งปวงที่พระพุืธเจ้าทรงค้นพบ ว่าสิ่งทั้งปวงล้วนเป็นทุกข์ ไม่เที่ยง มิใช่ตัวตน เมื่อพิจารณาได้ดังนี้ จิตจะค่อย ๆ พิจารณาถอดถอนความยึดมั่น ถือมั่นในตัวตนเรา ร่างกายเรา จิตเรา ความคิดเรา เพราะเมื่อทุกอย่างล้วนไม่เที่ยง ทุกอย่างก็ย่อมเป็นทุกข์ และหาเอาความเป็นตัวตนมิได้ กิเลสทีีมีอยู่ในตัวเรา ก็จะถูกถอดถอนจากความสำคัญมั่นหมาย เช่นจากความรู้สึกที่ปกติเรามักโกรธจากความไม่ได้ดั่งใจ เราอาจจะเริ่ม ๆ เห็นแล้ว ว่าอะไร ๆ มันก็เป็นได้ มันก็เกิดได้ มันไม่เที่ยง แล้วธรรมชาติความโกรธนั้นก็จะค่อย ๆ คลายไปเอง เท่านี้ก็เท่ากับจบกระบวนการน่ะค่ะ

แต่ความลึกซึ้งในการมองเห็นในการระลึกรู้ แรก ๆ อาจจะค่อนข้างหยาบหน่อย แต่เมื่อเราดูไปเรื่อย ๆ บ่อยขึ้น ๆ ความละเอียดลึกซึ้งจะค่อย ๆ เกิดกับจิตใจเจ้าของเอง จิตแย้มคิดเพียงนิดเดียวก็เห็น กายที่ไหวเพียงเล็กน้อยก็รู้ตลอด สติจะค่อย ๆ แนบแน่นอยู่จนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไปหมด คือรู้ทันไปหมด และกิเลสต่าง ๆ เมื่อจิตที่ฝึกมาดีเต็มขั้นภูมิแล้ว ก็จะถูกถอดถอนไปเองได้โดยธรรมชาติเลยอ่ะค่ะ

การอธิบายเรื่องนี้ให้รวดเดียวจบจะดูงงๆ ซักเล็กน้อยนะคะ แต่เป้าหมายก็เพื่อถอดถอนความมียึดมั่นถือมั่นในตัวตน ถอดถอนกิเลสออกจากจิต ยังไงต้องค่อย ๆ ลองปฏิบัติดูน่ะค่ะ ถึงจะรู้ได้ด้วยใจเอง การที่บอกนำไปก่อนว่าขั้นตอนจะเป็นอย่างนี้ๆ เราอาจเข้าใจได้บ้าง แต่ความเข้าใจจริง ๆ แล้ว เมื่อเจอเหตุการณ์ใด ๆ มากระทบที่จิต เราจะรู้ได้ด้วยจิตตนเองเลยว่า เราเห็นสิ่งที่เกิดกับใจเหล่านั้นเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องที่มี ที่เกิดอยู่แล้วเป็นประจำ เป็นธรรมชาติ แล้วจะเห็นว่าใจจะเป็นสุขได้กับทุก ๆ เรื่องที่เราเจอเลยล่ะค่ะ

อีกเรื่องหนึ่งคือเราก็ต้องฝึกฝนสมาธิควบคู่กันไปด้วยค่ะ เพราะเมื่อพิจารณาอะไรเราจะสามารถรู้แจ้งแทงตลอดได้ เหมือนมีดที่ถูกลับมาดีอ่ะค่ะ

ไม่เข้าใจตรงไหนก็ถามเพิ่มเติมได้นะคะ คำบอกเล่ามันดูลัดสั้น แต่ปฏิบัติจริงเมื่อเจอกับกิเลสแล้ว คนส่วนใหญ่มักแพ้อ่ะค่ะ ที่เหลือเมื่อเจอกิเลสอะไรหลัก ๆ บางทีใจจะเห็นเลยว่าถอดถอนจากความยึดไม่ได้เสียที อันนี้ก็ต้องแก้ไปทีละข้ออ่ะค่ะ ( แต่อยากเลิกยึดก็ไม่ได้นะคะ ก็เป็นกิเลสเหมือนกัน) คือเราก็ค่อย ๆ พิจารณาไปเรื่อย ๆ อ่ะค่ะ เดี๋ยวจะมีคำตอบให้กับใจเอง

อนุโมทนานะคะ ยังเรียนอยู่เลย สนใจปฏิบัติแล้ว.. ปฏิบัติธรรมทำได้ทุกสถานที่ ทุกเวลานะคะ ไม่ต้องคิดว่ามีเวลา ไม่มีเวลา ดูไปเรื่อย ๆ อ่ะค่ะ ความจริงจะค่อย ๆ ปรากฎให้ใจเจ้าของยอมรับเอง
mina 22 พ.ย. 2551 19:03 น. โพสต์: 27 อนุโมทนา: 0 ได้รับอนุโมทนา: 0 คำตอบที่ 1

อนุโมทนาคุณ mina ที่แนะนำทางสายเอกให้เข้าของคำถาม
พระพุทธเจ้ายกย่องว่าเป้นทางตรง ทางเอก สู่นิพพาน

น้องลองศึกษาแนวปฏิบัติหลวงพ่อปาโมช ปาโมชโช
www.wimutti.net
โดยการโลหด mp3 มาฟัง
ฟังไปเรื่อยๆ อะไรไม่เข้าใจก็ฟังไปเรื่อยๆ
ฟังแผ่นไหนก็ได้
เพราะสุดท้ายท่านพูดเรื่องเดียวกัน แต่พูดให้คนที่แตกต่างกัน ในเวลาต่างๆกันได้ฟัง

kamin 23 พ.ย. 2551 00:09 น. โพสต์: 95 อนุโมทนา: 0 ได้รับอนุโมทนา: 0 คำตอบที่ 2

เอาง่ายๆเลยนะคะ

ตามรู้ตามดูจิตนะคะ มีสติรู้ตัว ทำดีคิดดีพูดดี อะไรไม่ดีก็แก้ไขนะคะ

การตามลมหายใจก็ช่วยให้มีสมาธิ สติระลึกรู้ในตัวเราได้นะคะ มองออกนอกน้อยๆมองเข้าตัวเราเยอะๆ แก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดไป แล้วทำหน้าที่ให้ดีที่สุดนะคะ

สร้างสมนิสัยดีๆให้กับจิต ยึดมากทุกข์มาก ปล่อยบ้างจิตจะเป็นอิสระนะคะ

จิตจะได้ไปในทางที่ดีนะคะ

เป็นกำลังใจให้ค่ะ

อนุโมทนากับทุกท่านนะคะ

การปฏิบัติธรรมทำได้ทุกที่ทุกเวลาจริงๆ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะทำหรือไม่เท่านั้นเองนะคะ

^^
น้ำใส_11 23 พ.ย. 2551 01:10 น. โพสต์: 22 อนุโมทนา: 0 ได้รับอนุโมทนา: 0 คำตอบที่ 3


ที่ผมได้ปฎิบัติมาแล้วเกิดปัญญาคือ
เริ่มจากการให้ทาน
รักษาศีลให้สมบูรณ์
ภาวนา ต้องประกอบด้วยเป้าหมายที่จะไปนิพพาน+พยายาม+สติและสมาธิ
พิจารนา รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาน
bishop 23 พ.ย. 2551 22:13 น. โพสต์: 11 อนุโมทนา: 0 ได้รับอนุโมทนา: 0 คำตอบที่ 4

น้อง af เร่ิมด้วยการสวดมนตร์ไหว้พระ สมาทานรักษาศีล 5 ให้ได้ทุกๆวันก่อนก็ดีนะครับ
การเชื่อฟังเคารพ พ่อแม่ครูอาจารย์ก็เป็นบุญครับช่วยงานบ้านก็เป็นการทำบุญ แบ่งขนมให้พี่น้องและ เพื่อนๆก็เป็นบุญ
สามารถทำได้ทุกวันทั้งท่ีบ้านและโรงเรียนครับ
ddman 23 พ.ย. 2551 22:45 น. โพสต์: 474 อนุโมทนา: 0 ได้รับอนุโมทนา: 0 คำตอบที่ 5

ขออนุโมทนากับทุกๆๆความเห็นนะคะ เป็นความรู้ที่นำไปปฎิบัติได้ในชีวิตประจำวันเลยค่ะ อ่านแล้วขอนำไปปฎิบัติด้วนะคะ ขอบคุณเจ้าของกระทู้ด้วยค่ะ สาธุ ค่ะ
jeeyuri 24 พ.ย. 2551 11:04 น. โพสต์: 20 อนุโมทนา: 0 ได้รับอนุโมทนา: 0 คำตอบที่ 6


สาธุ

ปล. มีคนใช้ชื่อเดียวกันด้วยแปลกจัง
น้ำใส 24 พ.ย. 2551 13:39 น. โพสต์: 15 อนุโมทนา: 0 ได้รับอนุโมทนา: 0 คำตอบที่ 7

ก่อนอื่นมีวิธีการปฏิบัติ4แนวทางครับ
1.สุกขวิปัสสโก การบรรลุธรรมโดยไม่มีความสามารถพิเศษอื่นๆ
ต้องเจริญกรรมฐาน1กองให้ได้ฌาณ4 แล้วพิจารณาตัดกิเลสด้วยกำลังของฌาณ
2.เตวิชโช การบรรลุธรรม โดยมีวิชชา3 คือความสามารถด้านตาทิพย์
ต้องเจริญกสิณ แสสว่าง ไฟ หรือสีขาว จนได้ทิพยจักษุแล้วพิจารณาตัดกิเลส
3.ฉฬภิญโญ การบรรลุธรรมพร้อมด้วย อภิญญา6 ได้แก่ความสามารถในการแสดงอิทธิฤทธิ์เหาะเหินเดินอากาศ เสกไฟ ดำดิน เป็นต้น
ต้องเจริญกสิณให้ครบ10กอง แล้วพิจารณาตัดกิเลส
ผู้ที่มีอภิญญา6 เช่นพระโมคคัลานะ
4.ปฏิสัมภิทัปปัตโต การบรรลุธรรม ที่คุณวิเศษเบื้องต้นทั้งหมด พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาญาณ4 สามารถคุยได้ทุกภาษา คุยกับสัตว์ได้ ทรงพระไตรปิฎกโดยไม่ต้องศึกษามาก่อน อธิบายธรรมได้อย่างอัศจรรย์
ต้องได้กสิณ10 อรูป4 และพิจารณาตัดกิเลส
เช่น หลวงปู่มั่น หลวงพ่อฤาษีลิงดำ เป็นต้น

ถ้าสนใจแบบใดก็สามารถสอบถามได้ครับ
คุยกันทางเอ้มก็ได้ครับ
นี่อีเมลผม saturndg@hotmail.com
Xorce 24 พ.ย. 2551 16:18 น. โพสต์: 8 อนุโมทนา: 0 ได้รับอนุโมทนา: 0 คำตอบที่ 8

"จิตแย้มคิดเพียงนิดเดียวก็เห็น กายที่ไหวเพียงเล็กน้อยก็รู้ตลอด สติจะค่อย ๆ แนบแน่นอยู่จนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไปหมด คือรู้ทันไปหมด และกิเลสต่าง ๆ เมื่อจิตที่ฝึกมาดีเต็มขั้นภูมิแล้ว ก็จะถูกถอดถอนไปเองได้โดยธรรมชาติเลยอ่ะค่ะ"

ผมคิดว่าประโยคนี้ของคุณ mina มีประโยชน์มากครับ
เพราะมันทำให้ผมเข้าใจ การนั่งสมาธิ มากขึ้นครับ

ขอบคุณครับ
เป็นคนพึงทำดีร่ำไป
julonk 25 พ.ย. 2551 00:17 น. โพสต์: 62 อนุโมทนา: 0 ได้รับอนุโมทนา: 0 คำตอบที่ 9

ของพี่ เริ่มจากลำดับดังนี้.

ก้าวที่ 1. การทำทานโดยการตื่นขึ้นมาทำบุญตักบาตรทุกเช้า ( ทำให้รู้สึกดีกับตัวเอง )ครับกับสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอนและสมาทานศีล 5 และ แผ่เมตตา ทุกคืน ( ต้องตั้งใจงดเว้นจริงๆด้วยนะครับ ) รวมถึงตั้งความทั้งความตั้งใจในการที่จะละเว้นความชั่วทางกายวาจาและใจ ( ต้องตั้งสัจจาละเว้นเด็ดขาด ) ด้วยของพี่เริ่มจากข้อ 1. นี้ก่อนครับ สักประมาณอาทิตย์นึงก่อนจนเริ่มเคยชิน และ เป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้พี่ก็เลยพร้อมที่จะก้าวต่อไปก้าวต่อไปก้าว 2 ( ตามเราสะดวกนะเรื่องระยะเวลา )

สำหรับในก้าวที่ 1 นี้สิ่งที่เป็นกำลังใจให้กับพี่คือ
ความศรัทธาที่มีต่อพระพุทธองค์ คือ สิ่งที่ทำให้พระพุทธองค์สำเร็จเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ก็ ก็ด้วย ทาน ศีล เล็กน้อยเหล่านี้แหละ ( บารมี 10 ของ Bodhisat ) อย่าดูถูกความดีเพียงเล็กน้อยเหล่านี้นะครับ เพราะสิ่งเล็กน้อยเหล่านี้แหละทำให้ บุรุษ และ สตรี ทั้งหลายได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิมานับอเนกอนันต์แล้ว
ถ้าดูถูกก็ถือว่าดูถูกเส้นทางที่พระพุทธองค์เคยดำเนินมา

การทำทานไม่ใช่ว่าจะจำกัดแค่พระเท่านั้นพี่หมายถึงตั้งแต่สัตว์ร่วมโลกตั้งแต่เดรัจฉานจนไปถึงพระอริยบุคคลโน่นเลยครับ อย่าใส่ใจมากกับเรื่องเนื้อนาบุญเลยครับ ( แต่รู้ไว้บ้างก็ดีแต่อย่าไปสนใจมาก คือ จะเล่าให้ฟังพี่เคยให้ความใส่ใจมากจนทำบุญเหมือนกับนักลงทุนโอ้โหโสดา สกทาคา ปัจเจกพุทธ สัมมาสัมพุทธ 10 ยกกำลัง 100 เท่าของทำทานกับคนทั่วไป โอ้โหเรานี่บุญหลายน้อ ) ได้บุญเยอะถูก แต่ ได้โลภะ ( สมุทัย ) เป็นของแถมด้วย ( ภวตัณหา เอามั้ยล่ะ ) ถ้าจิตน้องอยากจะทำบุญกับใครในขณะนั้นก็ให้ทำไปอย่าไปขวางกั้นกุศลจิตที่เกิดขึ้นในขณะนั้นเลยทำไปเถอะ กุศลจิตในเรื่องของความเสียสละจริงๆ ใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายนะ ถ้าเกิดขึ้นกับใครหรืออะไรก็ตามให้สาธุไว้เลยว่า ( แต่ไม่ใช่ว่าเห็นพระอริยแล้วจะไม่ทำนะแบบประมาณว่า ชั้นไม่ยึดติดชั้นไม่ทำอย่างนี้ก็ไม่ถูก ) ดีแล้วเรากำลังสละความตระหนี่ ( สละความไม่อยากเสีย คือ วิภวตัณหา ตัวสมุทยสัจ ) ซึ่งเป็นกิจใน อริยสัจ ที่ต้องควรละนะ สมุทัยนี่คือตัณหาที่พระพุทธองค์บอกไว้ว่าควรละ ด้วยการกระทำไว้ในใจเช่นนี้นอกจากน้องจะได้ทำทานแล้ว ยังได้ทำวิปัสสนาแบบชิมลางไปก่อนอีกด้วย โดย ยังไม่ต้องเริ่มยก ย่าง เหยียบ หรือ อะไรก็ตามแต่นะครับ ( แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ให้ทำนะแต่ให้เริ่มจากใจก่อน ) นั่นแหละเป็นการเริ่มที่ใจแล้ว ตามคำพระอาจารณ์มั่น กล่าวว่า ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจนะครับ สำหรับก้าวแรกสู่สังเวียน ( การ์ตูนเรื่องหนึ่งที่พี่ชอบอ่านน่ะครับ แต่ไม่ได้ให้เราไปชกต่อยกับใครนะแต่ให้ต่อยกับกิเลสตัณหามันครับ ) ( สำหรับตัวเอกของเรื่อง ชื่อ มาคุโนอุจิ แต่ เราคงเป็น af one four seven six one อุจิ ไม่ถือกันนะ )

วันนี้นั่งเขียนตั้งแต่บ่ายจน 17:15 แล้ว เริ่มหิวแล้วหละ แม่พี่โทรมาตามแล้วคงต้องกับแล้วบ้านแล้วหละ สำหรับ ก้าว2 ก้าว3 เอาไว้โอกาสหน้าก็แล้วกันครับ

ขอให้ทุกๆท่านเจริญในธรรมครับสาธุ

ปล. แนะนำหนังสือ 7 เดือน บรรลุธรรม และ วิปัสสนานุบาล ของ คุณ ดังตฤน นะลองไป
หาอ่านดูนะครับพอเป็น Guide Line ได้
jatuponemudom 25 พ.ย. 2551 19:18 น. โพสต์: 5 อนุโมทนา: 0 ได้รับอนุโมทนา: 0 คำตอบที่ 10


ท่านสมาชิกฯ ยังไม่ได้ Login ครับ !  คลิกที่นี่ ล็อกอิน ก่อนโพสต์ครับ 

หน้าหลัก จำนวนคนอ่าน 1429 คน  ปิดหน้านี้


DT08323

af14761

22 พ.ย. 2551 15:07 น.

โพสต์: 1
อนุโมทนา: 0
ได้รับอนุโมทนา: 0







ข่าวในแวดวงศาสนา . . .
เพิ่มเติม
หน้าแรก
ทีมงานธรรมะไทย
แผนผังเว็บไซต์
ค้นหาข้อมูล
ติดต่อธรรมะไทย
สมุดเยี่ยม
ธรรมะในสวน
เครือข่ายธรรมะ
ศูนย์รวมภาพ
สัญลักษณ์ไทย
สมาชิกธรรมะไทย
กวีธรรมะ
บอร์ดบอกบุญ
สถานปฏิบัติธรรม
สนทนาธรรม
ข่าวธรรมะ
ธรรมะกับเยาวชน
ธรรมะจากหลวงพ่อ
บทความธรรมะ
กรรม
 ทาน
พระไตรปิฏก
เสียงธรรม
วีดีโอธรรมะ
เพลงธรรมะ
ธรรมปฏิบัติ
 คลังแสงแห่งธรรม
 คลังหนังสือธรรมะ
 หลักธรรมนำสุขในยุค๒๐๐๐
 กรรมฐานประจำวันเกิด
 ศีล
 สมาธิ
 วิปัสสนา
พระพุทธศาสนา
พจนานุกรมพุทธศาสน์
หัวข้อธรรม
บทสวดมนต์
มิลินทปัญหา
พระพุทธศาสนาในไทย
ทำเนียบวัดไทย
ศาสนพิธี
อุปสมบทพิธี
วันสำคัญทางศาสนา
การเผยแผ่ศาสนา
 งานปริวาสกรรมทั่วประเทศ
พระพุทธเจ้า
พระพุทธประวัติ
ประวัติพระพุทธสาวก
ทศชาติชาดก
นิทานชาดก
 พุทธวจนในธรรมบท
มงคล ๓๘ ประการ
พุทธศาสนสุภาษิต
นิทานธรรมะบันเทิง
สังเวชนียสถาน ๔ ตำบล
พระพุทธรูปปางต่างๆ
พระพุทธรูปสำคัญ
จีรัง กรุ๊ป
เพจธรรมะไทย
© ธรรมะไทย