เราควรลดทิฐิ-ความโกรธอย่างไรดีครับ

 Hambut   

สวัสดีครับ ผมมีเรื่องอยากจะถามนะครับ กรุณาช่วยตอบด้วยนะครับ
ผมเป็นอีกคนหนึ่ง ที่มักจะโมโหง่าย โกรธคนอื่นง่าย มีอะไรนิดหน่อยผมก็จะโกรธคนอื่นแล้ว
ซึ่งกว่าผมจะหายโกรธ ก็ต้องใช้เวลานาน
อีกเรื่องหนึ่งก็คือ ผมไม่ค่อยชอบง้อคนอื่น เอ จะพูดอย่างไรดีนะ
เอาง่ายๆนะคับ อย่างเช่น ผมกับแฟนนี่บางทีก็โกรธกัน(อันนี้เป็นปกติของพวกผมอยู่แล้วนะครับ)
แล้วถ้าเขาไม่โทรมา ผมก็ไม่ค่อยชอบที่จะโทรไปเหมือนกัน อย่างนี้ก็โกรธกันนานหน่อย
แต่ถ้าเธอโทรมาซักครั้ง หรือแม้แต่ยิงมา(โชว์เบอร์มา) คราวนี้ทั้งวันผมก็จะสาระวนโทรหา
หรือบางครั้งก็ไปกินข้าวด้วยกัน บางวันผมกับเธอก็นั้งมองหน้ากันเท่านั้น เพราะเธอไม่ยอมพูดกับผม ไอ้ผมก็ไม่พูดกับเธอ มองไปมองมาก็โกรธกัน
หรือกับเพื่อนก็เหมือนกันครับ ถ้าอยู่ในวงสนทนาแล้วผมก็นั้งอยู่ใกล้ๆครับ ถ้าไม่มีใครคุยกับผมเลย ผมก็จะทำเป็นไม่สนใจและไม่พูดคุยกับเพื่อนๆด้วย(แม้เรื่องนั้นจะน่าสนใจก็เถอะ)อย่างนี้ก็ทำให้ผมโกรธเพื่อนๆเป็นวันๆเลย
ก็เลยอยากจะรู้ว่ามีวิธีอะไรไหมที่จะทำให้ผมใจเย็นลง ลดทิฐิลง เพราะเป็นอย่างนี้ผมก็อึดอัดเหมือนกันนะครับ บางครั้งก็รู้สึกน้อยใจด้วยครับ
ขอความกรุณาทุกท่านช่วยตอบกระทู้ของผมด้วยนะครับ ผมต้องการทางออกจริงๆ
ขอขอบพระคุณทุกท่านล่วงหน้านะครับ




การลดทิฐิมานะให้ได้นั้น เราต้องเริ่มที่ตัวเราก่อนค่ะ เราต้องลองเปิดใจให้กว้างค่ะ ยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น เอาใจเขามาใส่ใจเราให้มากๆๆ อารมณ์โกรธง่ายนั้นเราระงับได้ด้วยการทำใจให้สบาย หาเหตุแห่งความโกรธนั้นให้ได้ค่ะ ว่ามาจากไหน สมเหตุสมผลแล้วเหรอที่เราจะโกรธ ช่วงที่คิดนั้นหน้าตาเราก้อต้องยิ้มแย้มเข้าไว้ค่ะ การยิ้มจะทำให้อารมณ์ของคนเราดีขึ้นเยอะค่ะ การยิ้มทำให้ทุกอย่างดีขึ้นได้ค่ะผ่อนคลายสถานการณ์ต่างๆๆได้ค่ะ


จิตมีธรรมชาติให้เป็นไปตามกิเลส เป็นไปตามความโลภ ความโกรธ ความหลง อย่างที่ชีวิตคน ๆ หนึ่งจะหาทราบได้ พิจารณาให้เข้าใจง่าย สรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่ว่าคนหรือสัตว์ ทั้งหมดมักถูกความเคยชินกอดรัดตัวเองให้ประสบอยู่ในสถานการณ์ต่าง ๆ เมื่อได้ดังใจก็ดีใจ เมื่อไม่ได้ดั่งใจ ก็โกรธ เสียใจ แต่ยิ่งไปกว่านั้น คนเรานั่นอีกที่ถูกมานะทิฏฐิ คือความเป็นอัตตา ตัวตน ว่าตัวกูของกู เข้าครอบงำชีวิตจิตใจให้ประพฤติสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นผลร้ายกระจายผลไปได้อย่างกว้างขวาง

ในแง่ของความเป็นมนุษย์ มนุษย์นั้นหมายถึงผู้ที่มีจิตใจสูง ไม่ใช่เป็นเพียงแค่คนหรือสัตว์อย่างทั่ว ๆ ไป แต่เป็นการแยกให้เห็นถึงความแตกต่างว่ามนุษย์นั้นคิดได้ เข้าใจได้ ฝึกได้ ปรับได้ ไม่ตามใจเจ้าของเองได้ คือไม่เป็นไปตามความโลภ โกรธ หลง หากไม่มีข้อเหล่านี้แล้วความเป็นมนุษย์นั้นก็ไม่มีอะไรที่แตกต่างจากสัตว์ ที่ไม่สามารถรู้เรื่อง หรือเข้าใจเรื่องใด ๆ ได้เลย ต้องขออภัยหากต้องเปรียบเทียบลักษณะนี้


เรื่องความที่เป็นคนโกรธง่าย ปกติแล้วกรรมคือการกระทำนั้นแสดงออกได้ 3 ทาง คือกาย วาจา และใจ

ใจนั้นเป็นที่เกิดจุดแรกของการเกิดการกระทำทั้งปวง เมื่อโกรธเกิด และรู้นั้น ขณะรู้ เราอาจรู้ขณะพูดอยู่ เช่นด่า หรืออาจรู้ขณะกระทำทางกายใด ๆ อยู่ เช่น การชกต่อย ผู้ที่ฝึกมาดีนั้น เมื่อรู้ตัวขณะนี้ ต้องหยุดทันที ไม่ว่ากรณีใด ๆ เพราะการกระทำที่เกิดทางกายและวาจานั้น จะส่งผลกรรมให้เกิดกับผู้อื่นด้วยทำให้เป็นปัญหาอันยืดยาวต่อไป อันตัวเราเองก็จะควบคุมได้ยาก เพราะถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากสภาพบังคับภายในตัวเราเอง เพราะฉะนั้นในแง่นี้ เมื่อเรารู้สึกตัวว่าเราโกรธและทำสิ่งใด ๆ ในแง่ของกายหรือวาจาลักษณะนี้ ไม่ว่ากรณีใด ๆ ต้องหยุดทันที ไม่มีข้อต่อรอง

หากจิตมีความพัฒนาเป็นสภาพรู้ความโกรธที่อยู่เพียงภายในใจเราเอง มีผู้เคยแนะนำให้หาอุบายต่าง ๆ ในการควบคุมจิตใจเพื่อป้องกันมิให้ออกไปในระดับ กายและวาจา เช่น การนับ 1-10 หรือ บริกรรมโกรธหนอๆ เป็นต้น ซึ่งอาจทำให้ใจนั้นเย็นลงได้

ในแง่การพัฒนาของจิตขึ้นไปอีกคือ จิตไม่มีสภาพปรุงแต่งที่จะเบียดเบียนผู้อื่นแล้ว คือการกระทำไม่หลุดออกไปภายนอกใจแล้ว แต่ยังวนเวียนอยู่ในความคิด จิตใจเราตลอดเวลา มีผู้แนะนำว่าให้ดูสภาพความคิดที่ปรุงด้วยความโกรธนั้นไปเรื่อย ๆ จิตในสภาวะนี้ผู้ที่ฝึกจะเกิดสติรู้แบบที่เป็นสัมมาสติขึ้นมา ในครั้งแรก ที่เกิดความคิดอาจเป็นสายทางที่ค่อนข้างยาวอยู่ กว่าที่จะทำให้เกิดปัญญาตัดทอนความไม่พอใจออกจากจิตได้ แต่เมื่อความคิดเดิม ๆ กลับมาที่จิตอีกหลายครั้งเข้า ปัญญาที่เคยเกิดแล้วจากความเข้าใจในครั้งก่อน ๆ จะกล้าแข็งขึ้นๆ จนวันหนึ่งเมื่อเริ่มคิดเรื่องเดิมอีก จิตก็จะมีสภาพตัดขาดจากสภาวะปรุงแต่งนั้นไปเอง

นี่เป็นเรื่องพัฒนาความโกรธนะคะ...ถ้าแนะนำคงเป็นแบบนี้ ต้องพิจารณาตนเองว่าเราอยู่ระดับประมาณไหน จิตจะค่อย ๆ พัฒนาไปเองตามขั้นตอนที่ว่าค่ะ ^-^

ส่วนเรื่องทิฐิของตนเองนั้น ในเมื่อตัวเราเองรู้ว่าเรามีขณะใด เราก้อต้องทำในวิธีตรงข้ามกับที่เคยทำน่ะค่ะ ไม่มีทางเลือกอื่น ถ้าต้องการแก้ก็ต้องทำเช่นนี้ เราไปผูกความเป็นตัวตนเอาไว้ ว่าเราเป็นเรา ไม่ยอมใคร จิตมันเลยไม่ยอมทำ แท้จริงแล้ว เราควรพิจารณาให้ดี หากเราคิดว่าเราดีขนาดที่ต้องไม่ยอมใคร ไม่ง้อใคร ลองดูที่ว่า พระราชา กษัตริย์ หรือแม้แต่พระพุทธเจ้าที่คนรักนับถือ กราบไหว้บูชา ซักวันหนึ่งยังต้องตายยังต้องจากไป เหลือไว้แต่เพียงคุณความดีที่ผู้คนรัก นับถือ สัตว์ต่าง ๆ(ขออนุญาตยกตัวอย่างอีกรอบ) ตายไปแล้วเนื้อหนัง เขา กระดูกต่าง ๆ ยังทิ้งไว้เป็นประโยชน์แก่ผู้คนอย่างเรามากมาย แต่เราเสียอีก ดีพอแล้วหรือที่จะต้องรู้สึกว่าตนจะต้องให้ผู้อื่นมาง้อ มาพะเน้าพะนอตน สู้ให้ดีๆ แบบที่ไปไหนคนก็สรรเสริญ ยกย่อง ต้อนรับขับสู้ จากไปก็คิดถึง ให้เป็นแบบนั้นเสียดีกว่านะคะ

หากที่กล่าวมาข้างต้นพอจะเป็นแนวความคิดให้ปรับปรุงได้ก็ขออนุโมทนานะคะ แต่ถ้าเป็นไปแล้วเกิดเป็นความไม่พอใจใด ๆ ขึ้นมา ก็ขออโหสิไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ _/\_


สาธุครับเจ้าของกระทู้และอนุโมทนาคำแนะนำของกัลยาณมิตร นับว่ามีประโยชน์มาก สำหรับการปฏิบัติ

ผมเป็นอีกคนหนึ่ง ที่มักจะโมโหง่าย โกรธคนอื่นง่าย มีอะไรนิดหน่อยผมก็ จะโกรธคนอื่นแล้ว
พื้นฐานจิตส่วนใหญ่เป็นโทสะที่ค่อนข้างมีกำลังจึงทรงอยู่นาน นับเป็นอุปนิสัยที่สั่งสมมาจนกล้าแข็ง หากไม่รีบ
แก้ไขเสียแต่บัดนี้ กำลังของโทสะจะกล้าขึ้นจนแสดงออกทางกายคือเบียดเบียนผู้อื่นจนถึงขั้นร้ายแรงท่ีสุด คือการล่วงปาณาติบาต(ศีลข้อ 1)ได้โดยไม่ยาก การสั่งสมโทสะแม้ด้วยเหตุเล็กน้อย
ก็เป็นโทษแก่ตนเองในแง่ของผลกรรมที่จะตามมา ท่านว่าหากตายในขณะจิตเป็นโทสะ จะมีนรกและอบาย
เป็นที่ไปในเบื้องหน้า นอกจากผลของกรรมแล้ว ยังเป็นการส่ังสมนิสัยสืบเนื่องต่อไปไม่สูญหายไปใหน

อีกเรื่องหนึ่งก็คือ ผมไม่ค่อยชอบง้อคนอื่น

อาการนี้คือตัวมานะครับ คือความถือว่าตนดีกว่าคนอื่น "มีอาการดุจธง"คือต้องโบกสะบัดบนยอดเสา เรียกว่า
ไม่ยอม"ลง"ให้ใคร มักเกิดกับผู้ที่มีอุปธิสมบัติดี เช่นเกิดมาหน้าตาดี ร่ำรวย เรียนเก่ง ฉลาด มีชื่อเสียงเด่นดังฯลฯ
อุปนิสัยนี้เมื่อถึงความแก่กล้ามาก จะเป็นส่วนที่นำมาซึ่งความวิบัติในภายหลังเพราะไม่สามารถละวางความถือดีในตนลงและยอมรับฟังการชี้แนะ
ตักเตือนหรือการส่ังสอนของกัลยาณมิตรใดๆได้แม้ท่ีสุดจนมารดาบิดาก็เตือนไม่ได้การทะเลาะ ต่อสู้กันตลอดจนถึงสง
ครามท่ีเกิดขึ้นเพื่อการฆ่าฟันกันก็มาจากกิเลสตัวนี้ คือมานะ ทั้งนั้นกิเลสตัวนี้ละได้ยากมากๆครับ เราท่านท้ังหลายท่ียังเป็นปุถุชนอยู่ก็มีกันโดยท่ัวหน้ามากบ้างน้อยบ้างตามการสั่งสมอบรมจิตของตนๆมา
ผู้ท่ีทำลายกิเลสตัวนี้ได้มีกลุ่มเดียวคือพระอรหันต์ครับ

ผมต้องการทางออกจริงๆ
สาธุครับในความฉลาดคิด(โยนิโสมนัสสิการ) คงไม่ใช่เรื่องง่ายท่ีจะทำในสิ่งตรง
ข้ามกับนิสัยเดิมๆ แต่หากคิดจะเปลี่ยนกันจริง มันก็ไม่ยากสำหรับบุคคลผู้มีปัญญารู้จักว่า
อะไรเป็นประโยชน์มิใช่ประโยชน์แก่ตน

ก่อนอื่นลองตอบคำถามต่อไปนี้ดูครับ

1. เราอยากให้ทุกคนในโลกมีนิสัยเหมือนกับเราเองทุกประการ ใช่หรือไม่
2. ถ้าเราจะมีเพื่อนหรือแฟน เราอยากได้คนท่ีมีนิสัยเหมือนกับเราเองทุกประการ ใช่หรือไม่
3. เรามีความสุขในหมู่เพื่อนฝูง คนรักหรือสังคมเพราะมีนิสัยแบบท่ีเป็นอยู่ทุกวันนี้นั่นเอง ใช่หรือไม่

ถ้ามีคำตอบใดว่าใช่แม้เพียงข้อเดียวให้รู้ว่าชีวิตนี้มุ่งสู่ทางอันไม่น่าร่ืนรมย์แล้วครับ

สิ่งท่ีน่าจะทำได้คือ ก่อนเข้านอนและ/หรือทันทีที่ต่ืนนอน (ถ้ามีห้องพระอยู่ก็เข้าไปกราบ ขอถึง
ไตรสรณคมน)์ ถ้าไม่มีก็ให้ตั้งใจระลึกถึงพระพุทธพระธรรม ์และพระสงฆ ์ขอเอาสรณะเป็นที่ตั้งแล้ว ปวารณาว่า นับแต่นี้ต่อไป ข้าพเจ้าจะตั้งใจเลิกโกรธในทุกๆกรณี แต่หากเกิดโทสะขึ้นแล้ว ขอให้ข้าพเจ้ามีีสติ รู้สึกตัวและเลิกได้ทันที นอกจากนี้ข้าพเจ้าจะลดละมานะ ของตน ข้าพเจ้าจักกระทำดีก่อนต่อ
บุคคลอื่นโดยไม่รอให้ใครๆทำก่อนทั้งนี้เพื่อความสุขของข้าพเจ้าและบุคคลอื่นๆทั้งหลายที่จะสามารถอยู่
ร่วมกันด้วยความเย็นใจเป็นปรกติ

ข้างบนนี้เป็นการอธิษฐานจิต ซึ่งไม่ใช่การอ้อนวอนหรือการขออะไรจากสิ่งใด แต่ท่ีจริงเป็นการตั้ง program เพ่ือโน้มจิตให้ดำเนินการตาม programท่ีตั้งไว้ พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย ต้องใช้ program คือการอธิษฐาน มาก่อนทั้งส้ินจึงสามารถบรรลุเป้าประสงค์ได้ ในบรรดาบารมีทั้ง 10 ของผู้ท่ีจะได้เป็นพระพุทธเจ้า อธิษฐานเป็นหนึ่งในบารมีเหล่านั้นด้วยครับ

หลังจากตั้งใจแล้ว ก็เร่ิมทำให้จริงเช่น ส่งข้อความให้คนรักหรือเพื่อนๆว่าขอให้มีความสุข, Happy Day, etc.
ทันทีที่พบคนรู้จัก ให้ทักเขาทันที อาจส่งย้ิมไปให้โดยไม่ต้องพูด ถ้าสถานการณ์อำนวยก็อาจแสดง" มุทิตาจิต"
เช่น วันนี้พี่ (ป้า น้า อา ลุง น้อง เธอ ท่าน etc.)ใส่เสื้อสวยนะครับ หรือ อะไรอย่างอื่นท่ีเป็นสิ่งท่ีคนฟังสบายใจ และบางทีได้ประโยชน์ การแสดงไมตรีต่อคนอื่นเป็นไป
ด้วยเมตตา ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยว่าท่านจะไม่ได้รับไมตรีตอบกลับมา ในทางกลับกันเมื่อเราเห็นใครมีโทสะ
ส่ิงแรกที่เกิดในความคิดคือ ทำไงให้ไปให้ห่างไกลที่สุด อย่าว่าแต่คนเลย แม้สุนัขมันก็รู้และ
ยังไม่กล้าอยู่ใกล้คนมีโทสะเลยครับ

เอาละครับ ให้แนวทางไว้แล้ว ลองพิจารณาดูครับ เร่ืองเช่นนี้ ไม่เหลือวิสัยแน่ๆถ้าคิดจะทำ ขนาดลิง เอาฝึก มันยังทำอะไรๆได้ยังกะคน แล้วเราดีกว่าสัตว์ตั้งไม่รู้กี่ล้านเท่าแค่ฝึกตนจะทำไม่ได้ก็อายลิงนะครับ

ขอให้ประสบความสำเร็จในสิ่งท่ีมุ่งหวังอันจะเป็นประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่นในการอยู่ร่วมกันโดยผาสุกถ้วนหน้ากันเทอญ
ขอให้มีความสุขความเจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปครับ




ดอกไม้เน่าไม่มีคนชอบ
คนเย่อหยิ่งไม่มีคนรัก



***********************
สร้างเสน่ห์ด้วย สังคหวัตถุ ๔
๑.ทาน การให้ อย่างน้อย ก็ให้รอยยิ้ม ยิ้มให้ก่อนเลยเมื่อเจอกัน
๒.ปิยะวาจา พูดจาอ่อนหวาน ไพเราะ ไม่ขึ้น มึง กู ขู่ ตะคอก
๓.อัตถะกริยา ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น เช่นลุกให้ทาง เลื่อนเก้าอี้ให้
๔.สมานัตตตา ให้เกียรติแก่กัน ไม่ดูแคลน ไม่เหยียดหยามกัน

ขอความเจริญในธรรมทุกท่าน



วิธีสร้างเสน่ห์ให้กับตัวเอง ลองอ่านดูนะค่ะ
http://aroonsawat.exteen.com/20081121/entry-3


-ผมขอขอบพระคุณทุกท่านมากๆเลยนะครับ
ผมจะนำคำแนะนำทุกๆอย่างที่ทุกท่านได้กล่าวมาไปใช้
ซึ่งผมก็ลองมาคิดๆดูแล้ว(ซึ่งแน่นอนว่าผมได้อ่านทุกความหวังดีของทุกท่านแล้ว)

-ผมก็เป็นเพียงคนๆหนึ่ง(ไม่กล้าใช้คำว่ามนุษย์ครับ)ก็เหมือนๆกับทุกๆคนทุกๆท่าน
จะดีจะชั่วยังไงก็ต้องตายไปอยู่ดี แต่สิ่งที่ต่างกันก็คือการกระทำหรือกรรมครับ ผมเริ่มที่จะลดทิฐิแล้วล่ะครับ(อย่างน้อยตอนนี้ก็กำลังพยายามอยู่)

-ผมอ่านข้อแนะนำของคุณmina DT08256 แล้วก็อยากจะถามว่ามีวิธีการหรืออุบายอื่นอีกไหมที่จะทำให้เราใจเย็นลงหรือลดความโกรธลง(เพราะทั้งผมนับ ผมก็นั้งนับ1-10 เลยไปเป็นหลายร้อยก็มี หรือบริกรรมคำว่าโกรธหนอๆๆ ผมก็ยิ่งโกรธไปใหญ่ TOT)

-และการลดโทสะละครับมีไหม(หรือต้องทำแบบความโกรธ)

-อีกเรื่องคือ ทิฐิ นั้น นอกที่จะคิดว่า เรานั้นเท่าเทียมคนอื่นนั้น เรายังมีวิธีอื่นอีกไหมที่จะทำให้เราลดทิฐิแบบทันทีเลย หรือลดแบบง่ายๆ

-ผมลองตอบคำถามของคุณ ddman DT07247 แล้ว คำตอบของผมก็คือ ไม่คำเดียวเท่านั้น ( NO! No! no!) แล้วการตั้งอธิษฐานจิตล่ะครับ ต้องตั้งสมาธก่อนไหมครับ

-และก็(เฮ้ยย.. เบื่อตัวเองเหมือนกันครับ ปัญหาเยอะจริงๆ)การทำ มุทิตาจิต นั้น หากวันนั้นเราไม่มีอารมณ์อยากจะยิ้มเลยจริงๆล่ะครับ เราจำเป็นต้องฝืนยิ้มไหม หรือหากวันนั้น เกิดป้าเราใส่เสื้อลายดอกสีแดงดูแล้วไม่รู้สึกว่าสวยเลย เราจำเป็นต้องโกหกไหมครับ(แล้วมันจะไม่ผิดศีลข้อมุสาเหรอครับ)

สุดท้ายนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะช่วยตอบคำถามของผมด้วยนะครับ

-ขอให้บุญกุศลอันพึงมีพึงเกิดจงช่วยปกปักรักษาให้ทุกท่านดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขนะครับ สาธุ!


ในแง่ของอุบายที่ลดความโกรธนะคะ ลองแบบนี้ดูนะคะ ไม่รู้จะได้ผลรึเปล่า ต้องให้ช่วยวิเคราะห์ตนเองซักนิดนึงน่ะค่ะ ว่าปกติแล้วผลของความโกรธอยู่ในระดับไหน คือกรณีถ้าโกรธแล้ววนเวียนอยู่ภายในใจของเรา ก็ให้ตามดูรู้ไปเรื่อย ๆ ค่ะ ดูความคิดที่โกรธนั่นแหละค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการผูกพยาบาท หรือความคิดที่ไม่ดี ๆ อะไรก้อแล้วแต่ เมื่อเราเห็นความคิดนั้นมันวนเวียนบ่อย ๆ เข้า ธรรมชาติของจิตมันจะค่อย ๆ สร้างปัญญาขึ้นมาเป็นภูมิคุ้มกันเองว่า เราควรปฏิบัติต่อไปอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น(อันนี้เป็นแนวทางเฉยแต่ละคนไม่เหมือนกันนะคะ) เมื่อโกรธเข้าเกิดความคิดไม่ดีขึ้น ใจเรารู้ปุ๊บก็เกิดคำถามตัวเอง โกรธทำไม เกลียดทำไม แค้นใจไปแล้วได้อะไร หงุดหงิดที่เค้าพูดไม่ดี ทำไม่ดี แล้วเรามีส่วนผิดรึเปล่า ถ้าเรามีส่วนผิดก้อต้องแก้ไข ต่อไปจะทำยังไง ถ้าเราไม่มีส่วนผิดเลย คน ๆ นั้นเค้าอารมณ์ไม่ดี นิสัยเค้าเป็นอย่างนั้น เราไม่ผิด เค้ามีสิทธิ์พูด เราก็มีสิทธิ์ไม่ฟัง ต่อไปถ้าเป็นอย่างนี้อีก จะได้รู้ไว้ว่าเค้าเป็นคนแบบนี้ ก็ฟัง ๆ ไป เดี๋ยวเค้าเหนื่อยเค้าก็หยุดเอง..หรือว่า ได้ฟังคำพูดไม่ดีจากคน ๆ หนึ่ง เราก็พิจารณาว่า เค้าว่าเราครั้งเดียว เราเอามาคิดตั้งเป็นร้อย เป็นพันหน เท่ากับเราถูกเค้าว่าตั้งกี่หน เค้าก็นอนสบาย แต่เราร้อนรน ตกลงเราบ้ารึเค้าบ้า (คือถือคติเอาไว้ว่า โกรธคือโง่ โมโหคือบ้าอ่ะค่ะ) คนโกรธแสดงว่า โง่ เราโกรธคนโกรธ แสดงว่าเราโง่กว่า บ้ากว่า..รึขอยกอีกซักสถานการณ์นะคะ เช่นมีอะไรเกิดผิดพลาดไม่เป็นไปดังใจเราเข้า เราเกิดโกรธ ก็พิจารณาว่า ผิดไปแล้วเกิดไปแล้ว มันก็ผ่านมาแล้ว โกรธไป โมโหไปตอนนี้แก้อะไรไม่ได้ ต้องคิดๆๆๆ ก่อนว่าต่อไปจะแก้ไขอย่างไร(คนส่วนใหญ่ชอบไปย้ำคิดของที่ผิดมาแล้วอ่ะค่ะ ^-^ ) คนที่ทำผิดพลาดเราควรพิจารณาอย่างไร หรือสิ่งที่เกิดขึ้นผิดพลาดด้วยเหตุอะไร ต้องแก้ยังไง..อะไรประมาณนี้แหละค่ะ ฝึกๆๆๆ ให้ได้ประมาณนี้นะคะ ขั้นตอนนี้เป็นการขึนวิปัสสนาเองน่ะค่ะ หากวิปัสสนาไม่ออก ก็ยืมไปเป็นวิปัสสนึกละกันนะคะ

แต่กรณีหากมีการเกิดปากเสียงกัน ขอแนะนำว่าให้เดินหนีไปเลยนะคะ ถ้าทำอะไรไม่ได้แล้ว แล้วไปใช้วิธีคิดข้างต้นก่อน เสร็จแล้วค่อยมาพูดจากันใหม่อ่ะค่ะ

เท่าที่ดูเรื่องทิฐิ ไม่มีวิธีแบบง่าย ๆ เลยอ่ะค่ะ แต่เราอาจลองทีละอย่างก็ได้นะคะ เช่นหากเราไม่ค่อยทักใครก่อนก็เริ่มเรื่องนี้ก็ได้ค่ะ ตั้งใจเอาไว้เลยว่า ต่อไปนี้นะถ้าเจอเพื่อนคนไหนที่เราพอรู้จักเราจะต้องชิงทักเค้าก่อน ตั้งใจว่าจะทำให้ได้ทุกคนเท่าที่จะโอกาสเป็นใจเลยค่ะ จะเอาแค่คำสั้น ๆ ก็ยังดี เช่น เออ..ว่าไง..หรือ กินข้าวยัง หรือ ไปไหน เป็นต้น เท่านี้ก็เป็นการเริ่มต้นที่ดีนะคะ ให้กำลังใจช่วยนะคะ สู้ๆๆ...

ขอเสริมซักเรื่องนึงนะคะ อยากลองแนะนำให้คุณลองนั่งสมาธิทุกวัน วันละซัก 10 นาทีน่ะค่ะ จะช่วยเรื่องการควบคุมอารมณ์ได้ดีมาก ๆ เลยนะคะ ตั้งนาฬิกาเลยค่ะ เอาแค่ 10 นาที เช้ารึเย็นก็ได้ หายใจเข้า ออก รู้ชัด และบริกรรมพุทโธ ไปด้วยก็ได้ หรือหากคุณมีวิธีอยู่แล้วก็เอาที่สะดวกนะคะ สมาธิมี ปัญญาเกิดได้ง่ายค่ะ เสร็จแล้วแผ่เมตตา และอุทิศส่วนกุศลซักหน่อย จะยิ่งดีมากเลยค่ะ...

อนุโมทนาด้วยนะคะ ^-^


สาธุครับ คุณminaแนะนำไว้ละเอียดดีครับและเป็นสิ่งท่ีทำได้โดยไม่ยากครับ

ผมก็เป็นเพียงคนๆหนึ่ง(ไม่กล้าใช้คำว่ามนุษย์ครับ)ก็เหมือนๆกับทุกๆคนทุกๆท่าน
จะดีจะชั่วยังไงก็ต้องตายไปอยู่ดี แต่สิ่งที่ต่างกันก็คือการกระทำหรือกรรมครับ


คุณ Hambut ครับ จากข้อความนี้ ผมเห็นว่าคุณเป็นมนุษย์ครับ คนชั่วคิดอย่างนี้ไม่ได้แน่นอน คนชั่วจะไม่คิดว่่าสิ่งที่ตนทำอยู่ เป็นอยู่แม้จะทำให้ตนและคนอื่นเดือดร้อนอยู่ก็ "ไม่รู้ตัว" แถมอาจเลยคิดไปนั่นคือสิ่งถูกต้องชอบธรรมแล้วอย่างยิ่ง แต่การท่ีคุณ "สามารถ" รู้สึกเอะใจว่าสิ่งท่ีเป็นอยู่นี้ "ไม่สมควร" จะปล่อยให้เป็นไป ทั้งยังถึงกับ post ขอคำแนะนำจากกัลยาณมิตร เพื่อหาทางแก้ไข และจนบัดนี้ จากpost ของคุณก็ปวารณาว่า ..

ผมจะนำคำแนะนำทุกๆอย่างที่ทุกท่านได้กล่าวมาไปใช้ ผมเริ่มที่จะลดทิฐิแล้วล่ะครับ(อย่างน้อยตอนนี้ก็กำลังพยายามอยู่)

นี่ คือการลดมานะทิฏฐิลงบ้างแล้วในระดับที่น่าทึ่งทีเดียว เพราะคนท่ีกล้ารับฟังคำแนะนำของ
คนอื่น พิจารณาเห็นว่าเป็นประโยชน์และจะนำไปปฏิบัติคืออาการของคนท่ีมีปัญญาครับ จึงสมควรอยู่ในฐานะของมนุษย์ ได้อย่างเต็มภาคภูมิ ดังนั้นขอให้คุณ "มั่นใจ"ในศักยภาพ
ของการเป็นมนุษย์ของคุณก่อน เพราะนี่จะเป็นสิ่งท่ีนำคุณให้เดินไป
สู่ทางท่ีมุ่งหมาย ถ้าขาดความมั่นใจเสียอย่างจะทำอะไรก็เลื่อนลอยไม่แน่วแน่ แม้ในสิ่งอื่นในชีวิตประจำวัน เช่นเร่ืิองเรียนหรือการงานก็ตามความมั่นใจเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยไขไปสู่ความสำเร็จ จริงใหมครับ?


แล้วการตั้งอธิษฐานจิตล่ะครับ ต้องตั้งสมาธก่อนไหมครับ

หากทำได้ (อย่างท่ีคุณ minaแนะไว้)ก็จะเป็นแรงเสริมที่มีพลังมหาศาลครับ ควรฝึกหัดไว้บ้างจะเป็นอุปารคุณแก่
ตนมากมาย เป็นส่ิงท่ีดี ไม่มีเสียเลยครับ

อีกอย่างหนึ่ง ถ้าทำได้ จะมีคุณูปการแก่ชีวิตทั้งในปัจจุบันและในปรโลกคือการตั้งใจรักษาศีล 5 ให้มั่นคง โดยตั้งใจสมาทานเองทุกวัน จะได้รับอานิสงค์ที่จะทำให้จิตตั้งม่ันไม่ หวั่นไหวกับความชั่วทุกชนิดครับ
ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่สอนให้งมงายหรือโง่ครับ แต่ท้าทายให้มาพิสูจน์กันด้วยตนเองทีเดียว


เรายังมีวิธีอื่นอีกไหมที่จะทำให้เราลดทิฐิแบบทันทีเลย หรือลดแบบง่ายๆ

มีครับ แต่จะทำใหมล่ะครับ? ท่ีง่ายท่ีสุดคือทำให้ตรงข้ามกับที่ทำ
อยู่เป็นปกติน่ะเเหละ เนี่ยะ ตรงและง่ายจริงๆเลยนะครับ อ่านมาถึงตรงนี้ คงโทสะผุดแน่ๆ แต่
ถ้ารู้ว่า จิตของเรามีโทสะแล้ว และรู้้ต่อไปอีกว่า ท่ีมีโทสะเพราะได้อ่านข้อความข้างบน เอ๊ะ ! มันมีเหตุนี่หว่า
ไม่ใช่ตรูซ๊ากกะหน่อยท่ีโกรธ..ทำนองนี้ จิตท่ีคิดได้แบบนี้เป็น มหากุศล ท่ีเป็นบุญขั้นสูงกว่าการ
ให้ทานและรักษาศีลเสียอีกนะครับ


ประเด็นท่ีจะเขียนตรงนี้ไม่ได้ต้องการกวนโทสะใคร (ขออภัยด้วยครับถ้าทำให้ไม่ชอบใจ)แต่อยากจะชี้ว่า ก็เราสะสมทิฏฐิมานะมาต้ังแต่กี่อสงไขยแล้วในสังสารวัฏ?จนมันมีกำลังเก่งกล้าแสดงออกเป็นพฤติกรรมอัตโนมัติ แม้ใจจริงไม่อยากเป็นหยั่งงี้เลย??! เม่ือเป็นเช่นนี้ ผมเรียนถามหา Logic นิดนึงว่ามันจะทำให้หายไปทันทีได้ใหม
ครับ? อย่าว่าแต่ทันทีเลยครับ มันจะหายไปหมดภายในชาตินี้ได้หรือเปล่า? ก็ยังต้องคิดกันหนักเลยครับ แต่ท่านท่ีสั่งสมบุญบารมีมาจนเต็มเปี่ยมแล้ว และชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย อันนี้ก็ทำได้แน่นอน

ดังนั้น ผมขอให้เริ่มปฏิบัติ ตามแนวทางท่ีกัลยาณมิตรชี้แนะไว้ทันทีอย่ารีรอเลยครับ เมื่อใดท่ีเราเริ่มก้าวแรก นั่นหมายถึง 1 ก้าวใกล้จุดหมายครับ

และก็(เฮ้ยย.. เบื่อตัวเองเหมือนกันครับ ปัญหาเยอะจริงๆ)การทำ มุทิตาจิต นั้น หากวันนั้นเราไม่มีอารมณ์อยากจะยิ้มเลยจริงๆล่ะครับ เราจำเป็นต้องฝืนยิ้มไหม หรือหากวันนั้น เกิดป้าเราใส่เสื้อลายดอกสีแดงดูแล้วไม่รู้สึกว่าสวยเลย เราจำเป็นต้องโกหกไหมครับ(แล้วมันจะไม่ผิดศีลข้อมุสาเหรอครับ)

Hey! ผมยังไม่เบ่ือคำถามของคุณHambut เลยครับ คนฉลาดมักมีคำถามท่ีนำไปสู่ความรู้ย่ิงๆขึ้นไปครับ
คุณ Ham ครับ พฤติการณ์ท่ีเป็นไปด้วยการเสแสร้งแกล้งทำ ย่อมไม่เป็น"มุทิตา" แต่เป็น "มุสาวาท" (โดยองค์ธรรม) ครับ และไม่เป็นสิ่งพึงประสงค์ในท่ีใหนๆทุกกรณีครับ แต่เอ! ผมไม่คิดว่าคุณ Ham จะ moody ทั้งวันหรอกนะครับ คงมีสักบางนาทีท่ีรู้สึกดีๆบ้างถ้าคนเรา moodyทั้งวัน คงอายุไม่ยาว
เพราะจิตท่ีเป็นโทสะ จะเป็นปัจจัยทำให้ "รูป" เสียหายครับ

ถ้าไม่อยากแสดงออกทางกายและวาจาในขั้นแรกๆ ให้คิดอยู่ในใจทำไมทีคิดด่าแช่งคนอื่นยังคิดได้ ทีจะคิดดี มันจะยากอะไร?
พอลืมตาต่ืนก็คิดดีกับตนไว้ก่อนว่า "เออ! ดีจริงท่ีเรายังไม่ตาย เรายังมีบุญรักษาตนอยู่"
ออกจากบ้านเจอคนก็คิดว่า "ดีจริงท่ีเขาได้เกิดเป็นคน เพราะมีบุญ นี่ถ้าไปเกิดเป็นสัตว์คงลำบากแย่"
พอมาท่ีทำงาน เจอเพื่อนร่วมงานก็คิดว่า "เออดีนะ ท่ีเขามีงานทำ จะได้มีรายได้เลี้ยงดุูตนให้เป็นสุข
เห็นคนรวยก็ชื่นชมว่า "เออดีจริงเพราะเขาทำทานมาดีเลยรวยมีรถดีๆขับ"
แม้เห็นขอทานก็ยังมุทิตาได้ว่า "เออดีจังที่เขายังมีอวัยวะครบไม่พิการ หรืถ้าเขาพิการก็คิดดีได้ว่า เออก็ยังดีท่ียังมีชีวิตอยู่ (เพราะถ้าตายไปตกนรกก็ทุกข์มาก)แม้แต่พวกท่ีไปนรกเราก็ยังมุทิตาได้ว่า โอดีแล้ว อกุศลวิบากของเขาจะได้ลดน้อยลงและอีกไม่นานเขาจะพ้นจากทุกข์ในนรก
เห็นคนใส่เสื้อสีหรือลายท่ีไม่สบอารมณโก๋ของ์ของเรา คิดดีกับเขาได้ใหมครับ? ได้ครับ คือคิดว่า "ดีแล้วท่ีเขายังมีเสื้อผ้าใส่ บางคนต้องใส่ผ้่าขาดหรือไม่มีใส่เลย" etc..etc..


ท่ีจริงไม่มีอะไรเลยท่ีเราจะคิดให้ดีไม่ได้ การคิดดีเป็นการสร้างปัจจัยในการเปลี่ยนอกุศลสัญญา
ให้เป็นกุศล ต่อไปจะเป็นอัตโนมัติคือคิดร้ายคิดช่ัวไม่เป็น คุณเลือกได้ว่าอยากอยู่่กับสังคมท่ีคิดร้ายกับเรา หรือสังคมท่ีคิดดีกับเราด้วยการเริ่มบริหารความคิดของตนเองเสียแต่บัดนี้ครับ

Think positive ครับ



วางตัวตนลง วางอคติลง วางความคิดลง

ทำจิตให้สบาย เจริญเมตตา ทำดีกับผู้อื่นมากๆ รักกันให้มากๆ ช่วยเหลือกัน ทำหน้าที่เราให้ดีที่สุด

ชีวิตก็แค่นี้ล่ะค่ะ


การที่จะลดละความโกรธลง ต้องอาศัยปัญญาที่เกิดขึ้นจากจิตของเรา และการที่เราจะนำปัญญานั้นออกมาได้ก็ต้องอาศัยการปฏิบัติธรรม ฝึกจิตของเราให้เป็นสมาธิอยู่เสมอ เมื่อเรามีสมาธิเป็นอารมณ์แล้ว เราก็จะสามารถเห็นอารมณ์รัก โลภ โกรธ หลง ได้เร็ว เมื่อเราเห็นอารมณ์ได้เร็วเราก็สามารถสกัดกั้นอารมณ์ต่างๆ ได้ก่อนที่เราจะสร้างกายกรรมนั้นกับบุคคลอื่น

ลองปฏิบัติธรรมดูค่ะ จะสามารถช่วยให้เราระงับความรัก โลภ โกรธ หลง ของเราได้มาก

เราก็ปฏิบัติธรรมอยู่ตอนนี้เห็นตัวเองชัดเจน สามารถเห็นนิสัยไม่ดีของตนเอง และระงับอารมณ์หยาบๆ ได้ทันทีเลย ทำให้เราไม่ต้องสร้างวจีกรรม กายกรรม ถึงแม้จะมีมโนกรรมบ้างเล็กน้อยก็ตาม ถ้าผู้ใดสนใจการปฏิบัติธรรมแนวนี้ สามารถเมลมาคุยกันได้ที่ boom_m2004@hotmail.com


ตั้งคำถามถามตัวเองสิครับ ว่า "โกรธไปแล้วได้อะไร โกรธทำไม
เหนื่อยหรือยังที่เราโกรธ" คำถามพวกนี้ให้คุณลองคิดดูนะคับ
หลังจากที่หายโกรธมาบ้างแล้ว (ตอนโกรธมันจะหน้ามืดตามัวคับ
คิดไม่ออกหรอก)

เมื่อคุณได้โกรธ พยายามลดทิฐิก่อน คือ โกรธก้อโกรธไป
แต่สักพักเริ่มหายก้อคุยกัน อย่าไปมัวแต่มองหน้ากัน
เราเป็นผู้ชายยังไงก้อต้องเริ่มคุยก่อน ทำลายกำแพงของความเงียบ..

ผมก้อคนนึงแหละที่เคยมีทิฐิ ไม่รู้มากหรือป่าว แต่ตอนนี้ผมเลิกไปละ
มันไม่ได้ประโยชน์อะไร เคยไม่คุยกับแม่ นะรู้ไหม เป็นปี กับน้องเป็นปี
ถามว่า ได้อะไร ... คุณต้องรู้จักคำว่า "ให้อภัย" เพราะคำนี้แหละ จะเป็น
แนวทางให้คุณทำลายทิฐิลงได้ครับ

ส่วนเรื่องอารมณ์ โกรธ เป็นกันทุกคนสำหรับคนที่ยังมีกิเลส
แต่คนที่มีปัญญาเท่านั้นจะรู้จักลด ละ เลิก มัน
มันอาจมาบ่อย ๆ ก้อจริง แต่คุณทำได้
คือ มีสติ ในการหยุดมัน พูดง่าย คุณต้องอยู่เหนือ
อารมณ์ไงครับ

พูดให้ฟังอาจคิดได้ แต่อาจทำไม่ได้ ดังนั้น คุณต้อง
นั่งสมาธิครับ ลองหัดไหว้พระสวดมนต์ นั่งสมาธิ ทำบุญต่าง ๆ
ที่สามารถทำได้ เช่น ปล่อยปลา ให้ทานคนจน ...
ผมคิดว่าสิ่งเล็กเหล่านี้เอง จะค่อยๆขัดเกลาคุณให้หลุดพ้น
จากอารมณ์โกรธได้ครับ

พยายามเข้านะครับ


ขออนุโมทนาบุญกับคำแนะนำจากกัลยาณมิตรทุกๆท่านค่ะ

คุณเจ้าของกระทู้คะ เดิมทีดิฉันเองก็เป็นคนโกรธง่ายและร้ายแรงมาก
แต่เมื่อหันหน้าเข้ามาศึกษาพระธรรมจากกัลยาณมิตรที่นี่
และได้รับความเมตตา กรุณาจากครูบาอาจารย์ท่านอบรมสั่งสอน
ชี้แนะในสิ่งที่เราควรประพฤติ-ปฏิบัติ กาย วาจา ใจ
ด้วยการฝึกอบรมจิต คุณภาพชีวิตและจิตเปลี่ยนไปในทางที่ดีมากๆค่ะ

ทั้งนี้-ทั้งนั้น ต้องเริ่มที่ตัวเราเองก่อน ต่อให้มีมิตรและครูที่ดีอบรมสั่งสอน
ชี้แนะแนวทางแต่ถ้าเราเองไม่หมั่นฝึกฝนตนเอง ใครก็ช่วยเราไม่ได้นะคะ
ดิฉันขอเป็นอีกแรงใจหนึ่งให้คุณฝึกฝนจนประสพผลสำเร็จนะคะ

คุณลองใช้วิธีที่ดิฉันระลึกเสมอๆก็ได้ค่ะ ถ้าถูกจริตกับคุณ
เวลาโกรธดิฉันระลึกถึงคำสั่งสอนจากพระพุทธองค์
จากครูบาอาจารย์ว่า ความโกรธเป็นโทษต่อตนเองและผู้อื่น

สิ่งใดที่เป็นโทษ ไม่ให้คุณประโยชน์เราควรละค่ะ
ฝึกใหม่ๆมันก็ยังไม่ใช่ว่าจะได้ผลทีเดียวนะคะ
ต้องหมั่นทำเสมอค่ะ พอนานวันไปมันจะเป็นอัตโนมัติไปเอง
พอมีความรู้สึกโกรธใครปุ๊บ สติจะหยุดเราได้เองค่ะ
ว่ามันไม่ดี มันเป็นโทษ เราจะหยุดได้ทันทีค่ะ

ส่วนเรื่องอื่นๆเช่นทักทาย ยิ้มแย้มกับผู้อื่นก่อนนั้น
กัลยาณมิตรหลายท่านแนะนำคุณไปแล้วนะคะ
ขอให้คุณโชคดีค่ะ
*ชนะใครไม่ยิ่งใหญ่เท่าชนะใจตนเองค่ะ
เมื่อวันนั้นมาถึงคุณจะรู้สึกภูมิใจในตนเอง และมีความสุขมากทีเดียว



เฝ้าดูความโกรธ

เช่นถ้ามีคนด่าว่าอ้ายนั่น อ้ายนี้

จิตเรามันรับทราบข้อมูลมาจากประสามสัมผัสในที่นี้คือหู
แล้วไปเรียกความทรงจำ ความคุ้นเคย นิสัย ตัวตน ความเคยชิน ของเราออกมา
แล้วจิตมันปรุงแปร ตีค่า สรุปความออกมาว่า จิตเราต้องดีใจนะ หรือโกรธ หรือเศ้รา หรืออะไรต่างๆนาๆ

เช่น ถูกปลูกฝังคำด่านั้นๆ ว่าเป็นของไม่ดี เราจำมาแบบนั้น
เราถูกปลูกฝังมาว่าถ้ามีคนมาด่าคำนั้น เราต้องโกรธ

พอมีคนมาพูดคำนั้น เราเลยคิดว่าเราต้องโกร แล้วเราก้โกรธ
เป้นปฏิกริยาอัตดนมัติ

แต่พอมีคนประเทศสารขันธ์ พูดภาษาสารขันธ์
มากู่ร้องด่าเราเป้นภาษาของเขา (สมมุติว่าเราได้ยินแต่เสียงนะ)
ยังไงเราก็ไม่โกรธ
เพราะไม่เคยทราบในสารบบของชีวิตเรามาก่อนว่านี่คือคำด่า ถ้าได้ยินต้องโกรธ
ทั้งๆที่คนด่านั้น ด่าด้วยคำที่หยาบคายที่สุดในภาษาของเขา

แต่เพราะเราไม่รู้จะเอาอะไรมาปรุง
จิตรับทราบข้อมูลผ่านหุมาเป้นเสียง
แต่จิตไปสืบค้นค้นทั่วสมองแล้ว ก็ไม่มีข้อมูลว่าที่ได้ยินคืออะไร
เลยไม่รู้ว่าต้องดีใจ เสียใจ หรือต้องโกรธ หรือจิตต้องมีอารมร์อะไรกันแน่

แต่อาจจะตกใจ volume ของเสียง
เพราะทราบอยู่แล้วว่า เสียงดังต้องตกใจ
อันนั้นมันมากกว่าความทรงจำ มันเป็นกมลสันดานของสัตว์ (สัญชาติญาน)
ว่าเสียงดังต้องตกใจ
(แต่พระอรหันต์ ไม่มีความตกใจนะ ฟ้าผ่าไม่สะดุ้ง - นั่นคือผู้ฝึกตน เขาทำได้อย่างนั้น)

นี่แหละ ความโกรธ
ถ้าเข้าใจแล้วจะเห็นว่าตัวเรานั้นโง่มาก ที่โกรธ

-----------------

ผมพูดอย่างนี้ไม่ใช่ว่าตัวผมเองไม่โกรธนะ
ผมโกรธ
แต่มันโกรธยากขึ้น ไม่โกรธฟุ่มเฟือย ไม่โกรธจิปาถะ
มีแต่อะไรที่มันสะเทือนอารมณ์แรงๆ เราถึงโกรธ
แต่ว่าโกรธเล็กโกรธน้อยนี่ ไม่มี

แต่ไม่ใช่ว่า ฟังแล้วคิด แล้วไม่โกรธ หายโกรธ
อันนี้ไม่ใช่นะ

ที่หายโกรธ ไม่โกรธ เพราะมีสติทัน
รู้ทันความโกรธ ความโกรธจึงหาย
ไม่ใช่คิดๆ แล้วหายโกรธได้
ดังนั้น การจะไม่โกรธ ต้องลงมือปฏิบัติธรรม


เปรียบเทียบเหมือเราเป้นเด็ก กับตอนนี้
เอาเรื่องกินเผ็ด

เด็กๆนั้น แค่ยาสีฟัน ปากแทบไหม้
ผมยังจำได้ยาสีฟันดากี้ แปรงครั้งแรก ร้องไห้เลย ไม่เอาอีก
เดี๋ยวนี้กัดพริกแก้มแหนมเป้นเม็ดๆ
เราเกิดประสบการณ์ตรง จากเผ็ดเล็กๆ
ค่อยๆผ่านประสบการณืความเผ็ดมากขึ้น มีร่างกายเติบใหญ่ขึ้น มีความแข้งแรงมากขึ้น
เรียนรู้ที่จะกินเผ็ดขึ้นเรื่อยๆ
พอเจอเป็นเม็ดๆ เลยเฉยๆ

เราทำได้เพราะเรามีประสบการณ์ตรง ผ่านการฝึกฝน จากน้อยไปหามาก

การปฏิบัติธรรมก็เหมือนกัน คือประสบการณ์ตรง
เราจึงค่อยๆพัฒนา"ขีดความสามารถในการรับได้" (กินเผ็ดได้มากขึ้น)

แต่ถ้าจะ "คิด" เพื่อกำจัดความโกรธ แล้วไม่ปฏิบัติธรรม มันไม่ได้ผลจริงๆจัง
มันก็เหมือนเด็กที่พยามจะให้ตัวเองมีความสามารถแบบผู้ใหญ่ในฉับพลันทันทีที่คิด

แค่คิดไม่ช่วยอะไรมาก
พอเจอความโกรธที่มันแรงมาก ความคิดไม่ได้ผล
เช่นมีคนมาทำร้ายคนที่เรารัก ไม่มีใคร"คิด" แล้วได้ผล

ต้องประสบการณ์ตรง ต้องปฏิบัติธรรม จากเล็กไปหาใหญ่
จนวันหนึ่งเรารับมือกับความเผ็ด ที่เผ้ดที่สุดได้
หรือสามารถรับมือกับอารมณ์ที่สุดๆที่สุดในโลกได้


ถ้าจะจัดการกับความโกรธแบบชั่วคราวก้ "คิด" ให้มันหายโกรธ
มีวิธีเยอะแยะเลยที่จะทำวิธีนี้ ซึ่งล้วนแต่เป้นวิธีข่มความโกรธ

ถ้าจะจัดการกับต้นเหตุของความโกรธ "ต้องปฏิบัติธรรม " มีวิธีเดียว (สติปัฏฐาน)
เพื่อเรียนรู้ให้เห็นธรรมชาติที่แท้จริงของความโกรธ
เพื่อเรียนรู้ที่จะอยู่กับความโกรธ
โดยไม่ให้ความโกรธมันทำร้ายเราได้
มีจิตที่เป้นอิสระจากความโกรธ

ซึ่งไม่ใช่แค่ความโกรธนะ
สิง่ที่เรียกว่าอารมณ์ทั้งหมด เราแก้ไขไขได้หมด

สขหรือทุกขืมา เราก็รับ ตามธรรมชาติ
น้ำป่า น้ำโคลน ไหลมาก้รับ ไม่พยามฝืน
น้ำดี น้ำฝนดชลมมา ก้รับ ไม่รีบโกย
แต่รับแล้วปล่อยมัน ให้มันกลิ้งอยู่บนใบบอน ไม่ผนวกเอาเข้ามาเป้นของเรา
มันจะกลิ้งก็ปล่อยมัน มัจจะหล่นออกไปจากใบบอนก็ปล่อยมัน รับทราบ แต่ไม่วุ่นวายกับมัน

น้ำไหนจะมาหล่นบนใบบอนก้รับสภาพไปตามจริง
ไม่มีทั้ง"อยากได้" ไม่มีทั้ง "ไม่อยากได้"
มีแต่ "รับไปตามหน้าที่ปกติธรรมดา"


ต่างจากปกติธรรมดาที่เราพยามขับไล่ความทุกข์ออกไป แต่ลงท้ายก้ทำไม่ได้
พอความสุขมา เราก้พยามจะผนวกให้มันเป้นของเรา อยากให้อยู่กับเรานานๆ แต่ลงท้ายก้รั้งไว้ไม่ได้







คำว่า “ มนุษย์ ” มาจากคำว่า
มนะ หรือ มโน ซึ่งแปลว่า ใจ นำไปสนธิกับคำว่า อุษย์ ซึ่งแปลว่า สูง
มนะ + อุษย์ = มนุษย์
มนุษย์ จึงแปลว่า ผู้มีใจสูง
ดังที่ ท่านพุทธทาสภิกขุ ได้กล่าวไว้ว่า
เป็นมนุษย์เป็นได้เพราะใจสูง
เหมือนดั่งยูงมีดีที่แววขน
ถ้าใจต่ำเป็นได้แต่เพียงคน
หากต่ำล้นแม้คนมิอาจเป็น …/

“ มนุษย์ ” มีอยู่ด้วยกัน 5 ประเภท คือ
1. มนุษย์เทโว ตัวเป็นมนุษย์ใจเป็นเทวดา ถ้าต้องการเป็นมนุษย์ประเภทนี้ ให้รักษา
ธรรมะ 2 ข้อ คือทำใจให้มี หิริ ( ความละอายต่อบาป) และโอตตัปปะ(เกรงกลัวผลของบาป)
2. มนุษย์มนุษโส ตัวเป็นมนุษย์ใจเป็นมนุษย์ ถ้าต้องการเป็นมนุษย์ประเภทนี้ให้รักษาศีล 5 ให้บริบูรณ์ ( บางที่เรียกมนุษย์ภูโต)
3. มนุษย์เปโต ตัวเป็นมนุษย์ใจเป็นเปรต ถ้าต้องการเป็นมนุษย์ประเภทนี้ให้รักษาความโลภ ไว้เสมอๆ อย่าให้ขาดหายไปจากจิตใจ
4. มนุษย์เดรัจฉาโน ตัวเป็นมนุษย์ใจเป็นสัตว์เดรัจฉาน ถ้าต้องการเป็นมนุษย์ประเภทนี้ให้
ปฏิบัติตัวเยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน ลูกเขาเมียใคร ลูก หลาน ญาติพี่น้องร่วมสายโลหิตเดียวกับเราหรือไม่ ไม่ต้องละเว้น ไม่ต้องรู้ผิดชอบชั่วดี อยากทำอะไรก็ทำ ไม่ต้องคิดว่าใครจะเดือดร้อนเพราะเรา
5. มนุษย์เนรยิโก ตัวเป็นมนุษย์ใจเป็นสัตว์นรก ถ้าต้องการเป็นมนุษย์ประเภทนี้ให้ปฏิบัติ
ตัวเยี่ยงสัตว์นรก ทำจิตใจให้เร่าร้อน หิวโหย ทุกข์ ทรมาน ตลอดเวลา

จิตใจของมนุษย์มี 5 สภาพ คือ
1. จิตใจพร่องมาก จะแสวงหามาก
2. จิตใจพร่องน้อย จะแสวงหาน้อย
3. จิตใจเต็ม จะหยุดแสวงหา
4. จิตใจเปี่ยม จะรู้จักเป็นผู้ให้ (โดยไม่หวังผลตอบแทน)
5. จิตใจล้น จะรู้จักอุทิศตัวเพื่อสังคม

สังคมจะดีขึ้นได้ ต้องเริ่มที่ตัวเรา เพราะว่าใครจะชั่ว จะเลว จะโกง จะกิน เราไม่มีอำนาจอะไรที่จะไปห้ามเขา ถึงแม้จะห้ามได้ก็เพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น เราจะช่วยสังคมให้ดีขึ้นได้ เพียงแค่หันมาเริ่มที่ตัวเรา โดยเราไม่ชั่ว ไม่เลว ไม่โกง ไม่กิน อย่างคนอื่นเขา เมื่อทำได้แล้วก็ขยายแนวคิดเหล่านี้ไปสู่ ลูก หลาน เหลน ญาติสนิท เพื่อนฝูง ที่เคารพ เชื่อถือ ศรัทธาในตัวเรา เมื่อแนวความคิดเหล่านี้ได้ถูกขยายไปมากเท่าใด สังคมก็จะเริ่มค่อย ๆ ดี มากขึ้นเท่านั้น จงคิดอยู่เสมอว่า “ มีแต่ตัวเราเท่านั้นที่จะช่วยสังคมให้ดีขึ้นได้ ” อย่าไปคาดหวังจากคนอื่นเป็นอันขาด ซึ่งไม่มีทางที่จะเป็นไปได้เลย ดังนั้นต้องเริ่มต้นที่ตัวเรา เราจะต้องไม่กระทำในสิ่งที่ผิดๆ และไม่ใช้ให้คนอื่นกระทำในสิ่งที่ผิดๆ ไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม เพราะความผิดเล็กน้อยเหล่านั้น ถ้ากระทำมันจนเกิดเป็นความเคยชินจนเป็นสันดานแล้ว ก็จะเป็นหนทางนำไปสู่ความผิดที่ใหญ่ขึ้นได้ อย่างไม่ต้องสงสัย ฉะนั้นเราต้องหักห้ามใจมิให้กระทำผิด แม้จะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม

การที่เราจะดูว่าใครเป็นคนดีหรือไม่ ให้ดูที่กตัญญูกตเวที เพราะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า กตัญญูกตเวทีคือเครื่องหมายของคนดี คำว่า กตัญญู หมายถึงรู้คุณท่าน ส่วนคำว่า กตเวที นั้นหมายถึง การตอบแทนคุณท่าน ดังนั้นผู้ที่รู้คุณท่านและตอบแทนคุณท่านเท่านั้นจึงจะเรียกว่าเป็นคนดี และเป็นคนที่น่าคบหาสมาคมด้วย เราจึงต้องเป็นผู้มีกตัญญูกตเวที เพื่อที่ผู้อื่นจะได้คบหาสมาคมกับเรา ได้อย่างสนิทใจ

เรื่องของบารมี เราจะเห็นว่าบางคนมีบารมีมาก บางคนมีบารมีน้อย บางคนไม่มีบารมี บารมีนั้นมิได้เกิดขึ้นเอง แต่เราต้องเป็นผู้สร้างมันขึ้นมา ถ้ามีความพยายามที่จะสร้างแล้ว บารมีย่อมเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน คำว่าบารมี นั้นแปลว่า กำลังใจ เช่น มีกำลังใจในการให้ทานก็จะได้ทานบารมี มีกำลังใจในการรักษาสัจจะก็จะได้ สัจจะบารมี ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 10 ประการ คือ
1. ทาน ใช้สำหรับ ตัดความโลภ (โลภะ แปลว่า ดึงเข้ามา)
2. ศีล ใช้สำหรับ ตัดความโกรธ
3. เนกขัมมะใช้สำหรับ ตัดอารมณ์กามคุณ (ยึดติดในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส)
4. ปัญญา ใช้สำหรับ ตัดความโง่
5. วิริยะ ใช้สำหรับ ตัดความขี้เกียจ
6. ขันติ ใช้สำหรับ ตัดความไม่รู้จักอดทน
7. สัจจะ ใช้สำหรับ ตัดความไม่จริงใจ (มีอารมณ์ใจกลับกลอก)
8. อธิษฐาน ใช้สำหรับ ทรงกำลังใจไว้ให้สมบูรณ์ บริบูรณ์
9. เมตตา ใช้สำหรับ สร้างความเยือกเย็นของใจ
10. อุเบกขาใช้สำหรับ วางเฉย ช่างมัน เมื่อเราไม่สามารถช่วยอะไรเขาได้

เรื่องของทาน เป็นเรื่องแรกของการสร้างบารมี
ทาน คือการให้เพื่อสงเคราะห์ โดยไม่หวังผลตอบแทน ให้เพื่อตัดโลภออกไป ทาน มาจากคำว่า ทานํ แปลว่า การให้
ทาน มีอยู่ 3 ประเภท คือ
1. ทาสทาน คือการให้ที่เลวกว่าที่เรากินเราใช้ เป็นทานที่มีบารมีต่ำ จัดอยู่ในขั้น บารมี
2. สหายทานคือการให้ที่เสมอกันกับที่เรากินเราใช้ เป็นทานที่มีบารมีเข้าใกล้นิพพาน หรือเฉียด ๆ นิพพาน อยู่ในขั้นอุปบารมี
3. สามีทาน คือการให้ที่ดีกว่าที่เรากินเราใช้ เป็นทานที่มีบารมีมาก เข้าถึงนิพพานได้ อยู่ในขั้นปรมัตถบารมี

เรื่องของปัญญา ปัญญาคือความรู้ ความรู้นั้นเกิดขึ้นได้ 3 ทาง คือ
1. สุตตมยปัญญา คือปัญญาที่เกิดจากการฟัง การเรียนรู้
2. จินตมยปัญญา คือปัญญาที่เกิดจากการคิด การไตร่ตรอง การใคร่ครวญพิจารณา
3. ภาวนามยปัญญา คือปัญญาที่เกิดจากการภาวนา ผุดขึ้นเอง(รู้เอง) ขณะที่จิตเป็นสมาธิถึงขั้นอุปจารสมาธิ ซึ่งจะรู้เห็นได้ละเอียดลึกซึ้งมากกว่าปัญญาขั้นอื่นๆ และเป็นปัญญาที่ใช้ตัดกิเลสทั้ง 3 กอง ให้หมดได้โดยสิ้นเชิง

เรื่องของสมาธิ สมาธิคือความตั้งมั่นของจิต มีอยู่ด้วยกัน 3 ระดับ คือ
1. ขณิกสมาธิ คือสมาธิที่เกิดขึ้นชั่วครั้งชั่วคราว เกิดจากการจดจ่อ ตั้งใจทำ
สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น ตั้งใจขับรถ ตั้งใจฟัง ตั้งใจอ่าน เป็นต้น
2. อุปจารสมาธิ คือสมาธิเข้าใกล้ หรือสมาธิเฉียด ๆ สมาธิระดับนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วสามารถที่จะใช้พิจารณา เพื่อให้เกิดปัญญา หมดข้อสงสัยได้ด้วยตนเอง
3. อัปปนาสมาธิ คือสมาธิขั้นดิ่ง สมาธิระดับนี้ไม่เกิดประโยชน์ต่อการพิจารณาให้เกิดปัญญา แต่เกิดประโยชน์มากในการพักจิต เพราะสมาธิระดับนี้ ร่างกายจะไม่รับรู้สัมผัสใดๆ ไม่รับรู้เย็น ร้อน อ่อน แข็ง และใช้พลังงานในร่างกายน้อยมาก ไม่ต้องกินอาหารได้หลายๆ วันติดต่อกัน ที่เรียกว่า เข้าฌาน

การฝึกเพื่อให้เกิดสมาธินั้น สามารถทำได้ง่าย ๆ ก็คือ ฝึกสติให้รู้เท่าทันจิต เมื่อสติตามทันจิตแล้ว ก็จะเกิดสมาธิ ขณะที่สติตามทันจิต การตัดสินใจใด ๆ ของเราจะไม่ผิดพลาด ถ้าขาดสติเมื่อใด ความผิดพลาดย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ สมาธิจะพัฒนาสูงขึ้นได้ก็อยู่ที่การหมั่นฝึกฝนบ่อย ๆ การฝึกสมาธิ มีหลายแนวทาง เราต้องเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับจริตของตนเอง สมาธิของเราจึงจะก้าวหน้าและนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้

เรื่องของกิเลส กิเลสหมายถึงเครื่องเศร้าหมองของจิต มีด้วยกัน 3 ชนิด คือ
1. โลภะ คือความโลภ (แปลว่า ดึงเข้ามา) ดับได้ด้วยการให้ทาน การบริจาค
2. โกรธะ คือความโกรธ ดับได้ด้วย เมตตา กรุณา รัก สงสาร
3. โมหะ คือความหลง ไม่รู้ความจริง ดับได้ด้วยการไม่ยึดติดอยู่ในวัตถุ ไม่ติดอยู่ในร่างกาย ไม่ติดอยู่ในโลกใดๆ ทั้งหมด
เมื่อเราละกิเลสทั้ง 3 ประการ อย่างหยาบ ๆ ได้แม้เพียงเล็กน้อย เราจะรู้สึกได้ถึงความเบาสบายของจิต ฉะนั้นถ้าหากเราละกิเลสได้ละเอียดยิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกระทั่ง กิเลสนั้นหมดไปจากใจ เราจะรู้สึกเบาสบายขนาดไหน เป็นเรื่องที่น่าคิดและน่าพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง

เรื่องของ บุญ-บาป
บุญ หมายถึง ความเบาสบายของใจ ที่เกิดจากการกระทำกุศล (สิ่งที่ดีงาม) เช่นการให้ทาน การรักษาศีล และการภาวนา ซึ่งจะเกิดบุญ (ความเบาสบายใจ) จากน้อยไปหามากตามลำดับ
บาป หมายถึง ความไม่สบายใจ ที่เกิดจากการทำอกุศล (สิ่งไม่ดีไม่งาม) เช่น การกระทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับ ทาน ศีล ภาวนา
กรรม แปลว่าการกระทำ เป็นคำกลาง ๆ ฉะนั้นถ้านำไปรวมกับคำว่า กุศล จะได้คำว่า กุศลกรรม หมายถึงการกระทำในสิ่งที่ดีงาม หรือถ้านำไปรวมกับคำว่า อกุศล ก็จะได้คำว่า อกุศลกรรม หมายถึง การกระทำในสิ่งที่ไม่ดีไม่งามหร ือการกระทำความชั่วนั่นเอง
กุศลกรรมส่งผลให้เราได้รับความสุข ส่วนอกุศลกรรม ส่งผลให้เราได้รับความทุกข์ ดังนั้น ถ้าเราต้องการความสุข เราจะต้องเลือก ทำแต่กุศลกรรมเท่านั้น …


ภาคผนวก

บุญกิริยาวัตถุ
บุญกิริยาวัตถุ แปลว่าหลักแห่งการบำเพ็ญบุญ หรือหลักแห่งการทำบุญ บุญกิริยาวัตถุ โดยย่อมี 3 อย่าง คือ
1. ทานมัย บุญเกิดจากการให้ทาน
2. ศีลมัย บุญเกิดจากการรักษาศีล
3. ภาวนามัย บุญเกิดจากการเจริญภาวนา
หมายความว่า วิธี หรือหลักแห่งการทำบุญในพระพุทธศาสนา เมื่อพูดโดยย่อแล้วก็มีเพียง 3 อย่าง คือ ทาน ศีล ภาวนา แต่ถ้าขยายความให้กว้างออกไป บุญกิริยาวัตถุมี 10 ประการ คือ
1. ทานมัย บุญเกิดจากการให้ทาน
2. ศีลมัย บุญเกิดจากการรักษาศีล
3. ภาวนามัย บุญเกิดจากการเจริญภาวนา
4. อปจายนมัย บุญเกิดจากการอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่
5. ไวยยาวัจจมัย บุญเกิดจากการขวนขวายในกิจที่ชอบ
6. ปัตติทานมัย บุญเกิดจากการให้ส่วนบุญ
7. ปัตตานุโมทนามัย บุญเกิดจากการอนุโมทนาส่วนบุญ
8. ธัมมัสสวนมัย บุญเกิดจากการฟังธรรม
9. ธัมมเทสนามัย บุญเกิดจากการแสดงธรรม
10. ทิฏฐุชุกัมม์ การทำความเห็นให้ตรง การปรับปรุงความคิดเห็นให้ถูก

ลำดับอานิสงส์ของทาน (ทานํ=การให้)
ให้แก่สัตว์เดรัจฉาน 100 ครั้ง ก็ไม่เท่ากับให้มนุษย์ 1 ครั้ง
ให้แก่มนุษย์ 100 ครั้ง ก็ไม่เท่ากับให้สมมติสงฆ์ 1 ครั้ง
ให้กับสมมติสงฆ์ 100 ครั้ง ก็ไม่เท่ากับให้พระโสดาบัน 1 ครั้ง
ให้กับพระโสดาบัน 100 ครั้ง ก็ไม่เท่ากับให้พระสกิทาคามี 1 ครั้ง
ให้กับพระสกิทาคามี 100 ครั้ง ก็ไม่เท่ากับให้พระอนาคามี 1 ครั้ง
ให้กับพระอนาคามี 100 ครั้ง ก็ไม่เท่ากับให้พระอรหันต์ 1 ครั้ง
ให้กับพระอรหันต์ 100 ครั้ง ก็ไม่เท่ากับให้พระปัจเจกพุทธเจ้า 1 ครั้ง
ให้กับพระปัจเจกพุทธเจ้า 100 ครั้ง ก็ไม่เท่ากับให้พระพุทธเจ้า 1 ครั้ง
ให้กับพระพุทธเจ้า 100 ครั้ง ก็ไม่เท่ากับให้สังฆทาน 1 ครั้ง
ให้สังฆทาน 100 ครั้ง ก็ไม่เท่ากับให้อภัยทาน 1 ครั้ง
ให้อภัยทาน 100 ครั้ง ก็ไม่เท่ากับให้ธรรมทาน 1 ครั้ง
ดังนั้น การให้ธรรมะย่อมชนะการให้ทั้งปวง ดังพุทธภาษิตที่ว่า “ สพฺพทานํ ธมมทานํ ชินาติ ”
สังโยชน์ 10
1. สักกายทิฏฐิ คือความรู้ความเห็นผิด ว่า กายเป็นตน หรือรูปเป็นตน ขันธ์ 5 เป็นตน ความจริงสิ่งเหล่านั้นเป็นสภาพขององค์ประกอบต่าง ๆ มาประชุมกันเข้า และอยู่ภายใต้กฎแห่งธรรมดา (ธัมมัฏฐิตตา) กฎแห่งไตรลักษณ์ แต่เพราะหยั่งไม่ถึงความจริงข้อนี้ จึงยึดถือว่ารูปร่างกายนี้เป็นตนเป็นของตน จึงเกิดความเห็นแก่ตัว ความเห็นแก่ตนอย่างหยาบ ๆ
2. วิจิกิจฉา คือความลังเลสงสัยต่าง ๆ เช่น สงสัยในองค์พระศาสดา สงสัยในพระธรรม ในพระสงฆ์รวมตลอดทั้งสงสัย ที่ไป ที่มา ของชีวิต ชะตา โชคเคราะห์ต่าง ๆ ทำให้ไม่มั่นใจ ไม่มีหลักยึด ยากแก่การดำเนินชีวิตให้ถูกต้องดีงาม
3. สีลัพพตปรามาส คือความยึดมั่นในศีลพรต ยึดมั่นในพีธีการที่ทำตาม ๆ กันมาอย่างงมงาย ไม่รู้ความหมายที่แท้จริง เห็นเป็นขลัง เห็นเป็นศักดิ์สิทธิ์ ติดในรูปแบบพิธีรีตอง ประพฤติปฏิบัติด้วยตัณหา มานะ ทิฏฐิ โดยที่มุ่งผลประโยชน์ตอบแทนอย่างใดอย่างหนึ่ง
4. กามราคะ คือความกำหนัดยินดีในกาม ความติดใจมัวเมาในกามคุณ
5. ปฏิฆะ คือความโกรธแค้นขัดเคือง คับข้องหมองใจ ความไม่พอใจ ความขุ่นใจ
6. รูปราคะ คือความติดใจในรูปภพ ในรูปธรรมอันประณีต พอใจในรสแห่งความสุขสงบของสมาธิขั้นรูปฌาน เป็นต้น
7. อรูปราคะ คือความติดใจในอรูปภพ ในอรูปธรรม เช่นอารมณ์ในอรูปฌาน เป็นต้น
8. มานะ คือความถือตัวถือตน ถือว่าตัวเป็นนั่นเป็นนี่ ในเชิงเปรียบเทียบว่า ดีกว่าเขา สูงกว่าเขา เท่าเทียมเขา หรือต่ำกว่าเขา เป็นต้น
9. อุทธัจจะ คือ ความที่จิตซ่านไปตามอารมณ์ วาบหวิว กระเพื่อมไหวด้วยธรรมารมณ์
10. อวิชชา คือความไม่รู้เท่าทันความจริง ไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ในกฎธรรมดาแห่งเหตุผล ความไม่รู้แจ้งในอริยสัจ ตราบเท่าที่ยังไม่พ้นทุกข์สิ้นเชิง
สังโยชน์ 10 อย่างนี้ เป็นเครื่องวัดระดับของอริยบุคคล จากชั้นอริยชนชั้นต้นสุดจนถึงอริยชนชั้นสูงสุดดังนี้
พระอริยชั้นโสดาบัน ละสังโยชน์เบื้องต่ำ 3 ข้อต้น คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และ สีลัพพตปรามาส ได้ กลับมาเกิดในโลกมนุษย์อีกไม่เกิน 7 ชาติ แล้วจะสำเร็จอรหันต์ เข้านิพพาน
พระอริยชั้นสกิทาคามี ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาสได้แล้ว ยังละกามราคะ ปฏิฆะขั้นหยาบได้ กลับมาเกิดในโลกมนุษย์อีกไม่เกิน 3 ชาติแล้วจะสำเร็จอรหันต์เข้านิพพาน
พระอริยชั้นอนาคามี ละสังโยชน์เบื้องต่ำ 5 ข้อต้น คือ ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ และปฏิฆะ ได้ทั้งหมด จะไม่กลับมาเกิดอีกแต่จะบำเพ็ญบารมีที่ชั้นพรหมโลกและสำเร็จอรหันต์ เข้านิพพาน
พระอริยชั้นอรหันต์ ละสังโยชน์ 10 อย่างได้ทั้งหมด เมื่อละได้ก็เข้าสู่นิพพานได้ทันที ถ้ายังไม่ทิ้งร่างเรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพาน ถ้าทิ้งร่างแล้วเรียกว่า อนุปาทิเสสนิพพาน

พุทธวิธีชนะความโกรธ
วัตถุประสงค์ เพื่อเสนอแนวคิดตามหลักพระพุทธศาสนาให้ผู้อ่านใช้ระงับความโกรธ
รวบรวมโดย ธัมมวัฑโฒ ภิกขุ วัดโสมนัสวิหาร วศบ.(จุฬา) M.S. (Computer) น.ธ.เอก
สาระโดยย่อ ลักษณะของความโกรธ ลำดับขั้นของความโกรธ สาเหตุของความโกรธ ภาษิต ข้อคิดหรือคติ สำหรับระงับหรือบรรเทาความโกรธ

ความบางตอนจากหนังสือ พุทธวิธีชนะความโกรธ
แผ่นดินนี้ไม่อาจทำให้ราบเรียบเสมอกันหมดได้ฉันใด มนุษย์ทั้งหลาย จะให้คิดเหมือนกันหมดก็ไม่ได้ฉันนั้น ดังนั้นอย่าโกรธหรือเดือดเนื้อร้อนใจ เมื่อคนอื่นมีความเห็นไม่เหมือนเรา หรือทำไม่ถูกใจเรา ทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนเป็นไปตามที่มันควรจะเป็น ไม่เป็นไปตามใจเรา ไม่อยู่ในบังคับบัญชาของใคร ๆ ตัวเราเองแท้ ๆ ยังไม่รู้ใจ ทำไม่ถูกใจเรา แล้วคนอื่นจะรู้ใจ ทำถูกใจเราได้อย่างไร
การนินทา ไม่ใช่ของใหม่ที่เกิดขึ้น เขาทำกันมาแต่โบราณแล้ว คนนั่งนิ่งเขาก็นินทาว่า ทำไมจึงนั่งนิ่งเหมือนคนใบ้ คนพูดมากก็นินทาว่า ทำไมจึงพูดไม่หยุดอย่างกับปากเป็นหุ่นชักยนต์ คนพูดพอประมาณ เขาก็นินทาว่า ทำไมเจ้าคนนี้จึงสำคัญว่าคำพูดของตนเหมือนทองคำ พูดคำสองคำก็นิ่งเสีย แผ่นดินก็ดี พระอาทิตย์และพระจันทร์ก็ดี คนก็ยังนินทา แม้พระพุทธเจ้าผู้เพรียบพร้อมด้วยคุณงามความดี คนก็ยังนินทา คนไม่ถูกนินทา ไม่เคยมีมา แล้วจักไม่มีต่อไป ถึงในขณะนี้ก็ไม่มี (ธรรมบท)
อันนินทา กาเร เหมือนเทส้วม ถ้ารวบรวมรับไว้ ย่อมได้เหม็น
หากไม่รับ กลับหาย คลายประเด็น ย้อนไปเหม็นปากเน่าของเขาเอง
ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ขวัญใจโลก คนยังโขก ยังสับ งับเหยงเหยง
ถ่มน้ำลาย รดฟ้า ด่าบรรเลง ใครจะเก่ง เกินลิ้น คนนินทา (ศรีตราด)
คำพูดเป็นเพียงลมปาก เมื่อพูดแล้วคลื่นเสียงก็จางหายไปในอากาศ ไม่อาจทิ่มแทงหรือทำอันตรายร่างกายเราได้ เหมือนสายลมอ่อน ๆ ที่พัดมาต้องร่างกายเราแล้วจางหายไป คำพูดที่เขานินทาเรานั้น ได้จางหายไปในอากาศหมดแล้ว ดับสูญไปนานแล้ว ไม่มีร่องรอยเหลืออยู่อีกแล้ว เหตุไฉนจึงยังเก็บเอาสิ่งที่ว่างเปล่าไร้ตัวตน ที่ล่วงไปนานแล้วมาคิดให้รกใจ ร้อนใจ ทุกข์ใจเปล่า ๆ ทำไม การกระทำอย่างนี้ โง่หรือฉลาดกันแน่
นิสัยควาย แล้วไม่วาย จะบดเอื้อง คนรื้อเรื่อง อตีตัง มาตั้งขาน
พิรี้พิไร ไม่รู้จบ งบประมาณ ก็เปรียบปาน ดังควาย น่าอายนา (อุทานธรรม)
ผู้ใดอดทนต่อถ้อยคำของคนที่ต่ำกว่าได้ นักปราชญ์กล่าวว่า ความอดทนของผู้นั้นสูงสุด ผู้มีความอดทนพึงได้ผลคือความไม่กระทบกระทั่ง เวรย่อมระงับด้วยกำลังแห่งขันติ (สรพังคชาดก)
การกล่าวร้ายหรือหมิ่นประมาท เป็นเสมือนยาพิษซึ่งศัตรูวางแก่เรา เพื่อให้เราโกรธแค้น เพื่อทำลายสมรรถภาพในการทำงาน ทำลายสุขภาพอนามัยและความสงบกายสงบใจของเรา แล้วเหตุไฉนเราจึงต้องกลืนกินยาพิษที่เขาวางไว้เพื่อประทุษร้ายเรา ( หลวงวิจิตรวาทการ)
เราอาจถูกคนด่าว่าเสียดสี หรือพูดดูหมิ่นให้เจ็บใจ แต่ถ้าเรามีความอดกลั้นพอ ไม่ตกเป็นทาสของความโกรธและความวู่วามแล้ว สิ่งเหล่านั้นก็จะผ่านหายไปด้วยการทำเป็นไม่รู้เท่าทัน หรือทำเป็นไม่ได้ยินคนขนาดเราก็ไม่ได้วิเศษมาแต่ไหน จะถูกเสียดสีว่ากล่าวบ้างไม่ได้เทียวหรือ ก็คนขนาดประธานาธิบดี หรือนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีอำนาจ ยังถูกด่ากันโครม ๆ แล้วเราเป็นอะไร จะถูกกระทบกระเทือนบ้างไม่ได้หรือ
บุคคลบางคนดูเหมือนจะมีเรื่องกังวลอยู่แต่การแก้เผ็ดแก้แค้น หรือพูดจาตอบโต้กับคนนั้นกับคนนี้อยู่เนืองนิตย์ ใครพูดจาแหลมมาเป็นต้องถูกตอบโต้กลับไปอย่างสาสม ถ้านึกไม่ออกในขณะนั้น ก็ต้องไตร่ตรองหาคำพูดที่จะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเจ็บใจให้จงได้ บางครั้งถึงกับนอนไม่หลับ มีเรื่องเล่าว่าคนแจวเรือไปได ้สองคุ้งน้ำแล้ว เพิ่งนึกคำโต้ตอบได้ อุตส่าห์แจวเรือกลับมาตอบโต้เขาอีกคำสองคำแล้วจึงจากไป ลองนึกดูก็ได้ว่าบุคคลที่ทำดังนี้จะมีความสุขได้อย่างไร (สุชีพ ปุญญานุภาพ)

คอยปลดเปลื้อง เรื่องร้าย ให้คลายออก หมั่นซักฟอก จิตใจ ให้เจิดจ้า
สิ่งสกปรก รกใจ ไม่เก็บมา ผ่านหูตา ปล่อยไป ไม่ไยดี (ก.เขาสวนหลวง)

โทษผู้อื่น แลเห็น เป็นภูเขา โทษของเรา แลไม่เห็น เท่าเส้นขน
ตดคนอื่น เหม็นเบื่อ เราเหลือทน
ตดของตน ถึงเหม็น ไม่เป็นไร (อุทานธรรม)
คนอื่นจะทำให้เราเป็นคนเลวไม่ได้ คนที่จะทำให้เรากลายเป็นคนเลวมีอยู่คนเดียวในโลก คือตัวเราเอง คนตั้งร้อยมารุมด่าเราวันยันค่ำ ก็ทำให้เรากลายเป็นคนเลวไม่ได้ แต่ถ้าเราเองพูดจาหยาบคายด่าตอบ หรือแสดงท่ายักษ์ออกมาเมื่อใด เราก็จะกลายเป็นคนเลวอย่างเขาไปด้วย การที่เขาด่าเรา เขามุ่งหมายที่จะทำให้เรากลายเป็นคนเลว เป็นบ้า เป็นหมู เป็นหมา ถ้าเราควบคุมตัวไว้ได้ ไม่ยอมเลวตาม เราก็ชนะ ถ้าเอาความเลวออกตอบเมื่อไร เราก็แพ้ ( พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์)
เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา
จงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่
เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู
ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย
จะหาคน มีดี โดยส่วนเดียว
อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย
เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าเลย
ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง (พุทธทาสภิกขุ)

เมื่อเขาด่า แทนที่จะคิดว่า ไอ้นี่ด่าเรา ก็ไปคิดวิจารณ์ว่า เขาด่าว่าอย่างไรแน่ อาจขอให้เขาด่าซ้ำอีกที โดยบอกเขาว่าเราฟังไม่ทัน เพราะด่ากระทันหันมาก เช่นถ้าเขาด่าเราว่า คนหมา ๆ เราก็วิจารณ์คำว่า คนหมา ๆ คือคนยังไง แล้วที่ว่า หมา ๆ น่ะ หมาไทยหรือหมาฝรั่ง ตัวผู้หรือตัวเมีย คิดแล้วไม่รู้เรื่อง ด่าสั้นเกินไป ไม่ถูกไวยากรณ์ ตกลงคำด่ายังใช้ไม่ได้ คืนเจ้าของเขาไปดีกว่า การหัดคิดในแง่ขำขันทำให้ใจเย็น โกรธช้า (พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์)
ถ้าเขาด่า ฟังให้ดี ใช่มีบ่อย
เราต้องคอย จับประเด็น จนเห็นได้
เขาด่าจบ หากว่าเรา ไม่เข้าใจ
ขอจงให้ ด่าให้ฟัง อีกครั้งเทียว
ถ้าถูกยิง ด้วยสายตา อย่าขุ่นข้อง
เราไม่ต้อง จ้องตอบโต้ โวตาเขียว
หากเขาค้อน แล้วหยุดไป ในครั้งเดียว
ขออีกเที่ยว ค้อนมา นัยน์ตางาม ( ศรีตราด)

พระพุทธเจ้าตรัสสอนพระราหุลว่า เปรียบเหมือนคนทั้งหลายทิ้งของสะอาดบ้าง ของไม่สะอาดบ้าง อุจจาระบ้าง ปัสสาวะบ้าง น้ำลายบ้าง น้ำหนองบ้าง เลือดบ้าง ลงที่แผ่นดิน แผ่นดินจะอึดอัดหรือระอาหรือเกลียดด้วยของนั้นก็หาไม่ฉันใด เธอจงทำใจเสมอด้วยแผ่นดินฉันนั้น เพราะเมื่อเธอทำใจเสมอด้วยแผ่นดิน สัมผัสที่ชอบใจและไม่ชอบใจ จักไม่ครอบงำจิตของเธอ (มหาราหุโลวาทสูตร)
ธรรมดาน้ำ ย่อมจะเย็นฉันใด ใจเราก็ควรจะเย็น ไม่โกรธ ด้วยอาศัยขันติและเมตตาฉันนั้น
ธรรมดาอากาศไม่มีใครจับยึดไว้ได้ฉันใด เราก็ไม่ควรให้ความโกรธยึดถือได้ฉันนั้น
ธรรมดาแผ่นดินย่อมรับน้ำหนักของสิ่งต่าง ๆ บนโลกไว้ได้ฉันใด เราก็ควรอดทนต่อคำล่วงเกินของผู้คนในโลกไว้ได้ฉันนั้น (มิลินทปัญหา จักกวัติวรรค)

พระพุทธเจ้าตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า หากมีพวกโจรผู้มีความประพฤติต่ำช้า เอาเลื่อยที่มีมือจับทั้งสองข้างเลื่อยอวัยวะใหญ่น้อยของพวกเธอ แม้ในเหตุนั้น ผู้ใดมีใจคิดร้ายต่อโจรเหล่านั้น ผู้นั้นไม่เป็นผู้ชื่อว่า เป็นผู้ทำตามคำสั่งสอนของเราเพราะเหตุที่อดกลั้นไม่ได้ (กกจูปมสูตร)
ความโกรธเกิดกับผู้ใดก็เผาใจผู้นั้นให้ร้อนเร่า ถึงเราจะโกรธแค้นปานใด ก็ไม่อาจสาปแช่งหรือแผ่ความโกรธไปเผาผู้อื่นให้พลอยร้อนใจไปกับเราด้วย ดังนั้นแม้ชื่อว่าโกรธเขา แต่ผู้ที่ร้อนใจ เจ็บใจ ทุกข์ใจ กินไม่ได้นอนไม่หลับ ก็คือเราไม่ใช่เขา
ในที่บางแห่งท่านเปรียบว่า อาการที่โกรธคนอื่นก็อุปมาเหมือนกับการหยิบเหล็กร้อนแดงหรืออุจจาระ ดังนั้นการโกรธลับหลังเขาก็เหมือนกับการหยิบเหล็กร้อนแดงหรืออุจจาระแล้วถือไว้เฉย ๆ เพราะไม่รู้จะไปขว้างใคร ต้องร้อนหรือเหม็นอยู่คนเดียว คนอื่นเขาไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วยเลย ยิ่งโกรธบ่อย ๆ ก็ต้องร้อนต้องเหม็นบ่อย ๆ ยิ่งโกรธโดยไม่ยอมเลิกก็เหมือนเอามือกำเหล็กร้อนไว้แน่นไม่ยอมปล่อย หรือเอามือขยำอุจจาระโดยไม่ยอมเลิก ลองนึกดูว่าสภาพเช่นนั้น น่าสมเพชและน่าสะอิดสะเอ ียนขนาดไหน เราจะยอมปล่อยตัวปล่อยใจให้ตกอยู่ในสภาพเช่นนั้นหรือ
แม้ชื่อว่า โกรธเขา แต่เราร้อน
เดินนั่งนอน ใจร้อนรุ่ม ดุจสุมไฟ
แล้วยังดื้อ ถือโทษ โกรธอยู่ใย
ได้อะไร เป็นประโยชน์ โปรดคิดดู (ธัมมวัฑโฒ ภิกขุ)



* * * * * * *

การปฏิบัติเพื่อระงับความโกรธ

1. ให้ระลึกถึงโทษของความโกรธ ว่าความโกรธนั้นให้โทษประการต่าง ๆ หาคุณมิได้เลย ผู้ไม่โกรธตอบผู้โกรธตนก่อน ผู้นั้นได้ชื่อว่า ชนะสงครามที่ชนะได้ยาก
2. ให้ระลึกถึงความดีของเขา เพราะแต่ละคนย่อมมีทั้งความดีและความไม่ดีอยู่ในตัว ถ้าหาความดีไม่ได้จริง ๆ ก็ให้นึกสงสารเขาว่าต่อไปจะต้องประสบผลร้าย จากการประพฤติไม่ดีอย่างนี้
3. ให้คิดถึงความจริงที่ว่า การโกรธคือการทำให้ตัวเองทุกข์ คนที่โกรธแล้วเป็นสุขไม่มีในโลก
4. ให้พิจารณาว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน กรรมที่เกิดจากความโกรธ จะทำให้ตัวเองตกต่ำลงไปอีก
5. ให้พิจารณาพระจริยาวัตรในปางก่อนของพระศาสดาว่า พระพุทธเจ้าของเรานั้น กว่าจะตรัสรู้ ก็ได้ทรงบำเพ็ญบารมีทั้งหลายตลอดเวลายาวนาน ได้ทรงบำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่น โดยยอมเสียสละแม้แต่พระชนม์ชีพของพระองค์เอง เมื่อทรงถูกข่มเหงกลั่นแกล้ง เบียดเบียนด้วยวิธีการต่าง ๆ ก็ไม่ทรงแค้นเคือง ทรงเอาดีเข้าตอบ ถึงแม้เขาจะตั้งตัวเป็นศัตรู
6. ให้พิจารณาถึงความที่เคยเกี่ยวข้องกันในวัฏสงสาร ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย สัตว์ผู้ไม่เคยเป็นมารดา ไม่เคยเป็นบิดา ไม่เคยเป็นพี่ชายน้องชาย พี่หญิงน้องหญิง ไม่เคยเป็นบุตรเป็นธิดาของเรา มิใช่หาได้ง่าย หมายความว่ามนุษย์ทุกคนต้องเคยเกี่ยวข้องกันมาในอดีตชาติ
7. พิจารณาอานิสงส์ของเมตตา ความโกรธมีโทษก่อผลร้ายมากมายฉันใด เมตตาก็มีคุณก่อให้เกิดผลดีมากฉันนั้น ผู้มีเมตตาย่อมสามารถเอาชนะใจคนอื่น ซึ่งเป็นชัยชนะที่เด็ดขาด ไม่กลับแพ้ ผู้ตั้งอยู่ในเมตตาชื่อว่าทำประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น
8. พิจารณาโดยวิธีแยกธาตุ ว่าทุก ๆ สิ่งในโลกประกอบด้วยธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ
9. พิจารณาทำทานสังวิภาค การทำทานสังวิภาคคือการให ้ของของตนแก่ศัตรูและรับของของเขามาเพื่อตน แต่ถ้าของของเขาไม่บริสุทธิ์ ก็พึงให้แต่ของของตนฝ่ายเดียว ไม่รับของเขา เมื่อทำดังนี้ ความอาฆาตในบุคคลนั้นก็จะระงับไป

* * * * * * *



ข้อห้าม …. เพื่อความสำเร็จ
- อย่าทำตัวเป็นคนซ้ำซาก น่าเบื่อหน่าย
- อย่าไปคิดว่าตัวเองเป็นคนดีกว่าคนอื่น เป็นอันขาด
- อย่าหาความสุขจากการซุบซิบ นินทา ผู้อื่น
- อย่าเป็นคนอาฆาต จองเวร
- อย่าเป็นคนขี้เซา เอาแต่นอน
- อย่าคบเพื่อนที่ไม่ดี
- อย่าทำงานอดิเรก เพียงสักแต่ว่าทำ
- อย่าเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น
- อย่าเป็นคนย้ำคิดย้ำทำ
- อย่าสร้างนิสัยที่ไม่ดี
- อย่าเป็นคนที่อยู่นิ่งไม่ได้ (หลุกหลิก)
- อย่าหลงลำพอง
- อย่าหละหลวมเรื่องสุขภาพ
- อย่าตกเป็นทาสของอารมณ์
- อย่ามองคนในแง่ร้าย
- อย่าคลั่งศาสนา จนดูหมิ่นศาสนาอื่น
- อย่ามองข้ามอีกแง่มุมหนึ่งของชีวิต
- อย่าโกรธตัวเอง
- อย่าสร้างเรื่องเท็จ
- อย่าเพ้อฝัน
- อย่าพูดเกินความจริง
- อย่าวางท่า
- อย่าปั้นแต่งนิยายขึ้นมาหลอกลวงผู้อื่น
- อย่าพูดคำว่า “ ไม่ ” เมื่อคุณ อยากบอกว่า “ ใช่ ”
- อย่ากลัวความผิดพลาด
- อย่ากลัวที่จะเป็นตัวของตัวเอง
- อย่าเป็นคนดีแต่พูด
- อย่าพูดคลุมเครือ ต้องชี้เฉพาะเจาะจงให้แน่ชัด
- อย่าทำตัวเหมือนคนอื่น จงเป็นตัวของตัวเอง
- อย่าละเลยสุขภาพ
- อย่ามีนิสัยขี้บ่น ขี้โมโห
จงจำข้อห้ามเหล่านี้ให้ดี อย่าลืมและอย่าละเลยเป็นอันขาด
จากหนังสือ สำรวจตัวพัฒนาตน ของอินทิรา ปัทมินทร

วิธีใช้เอกสารเล่มนี้
1. ถ้าต้องการเปลี่ยนแปลงตนเองให้ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ให้อ่านวันละ 1 ครั้ง
2. ถ้าต้องการเปลี่ยนแปลงตนเองให้ดีขึ้นอย่างช้า ๆ ให้อ่านสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
3. ถ้าไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงตนเองให้ดีขึ้น ก็อ่านเพียงครั้งเดียวแล้วก็รีบมอบให้คนอื่นต่อไป


หมายเหตุ ถ้าเห็นว่าน่าจะเกิดประโยชน์ต่อสังคมและเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกอนุญาตให้เผยแพร่ต่อได้ ไม่จำกัด

5555 ผมก๊อปมาครับ


 เปิดอ่านหน้านี้  14695 

RELATED STORIES


  แสดงความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย