คนที่ตายไปถือว่าหมดกรรมแล้วใช่หรือไม่ครับ

 ttum    

ผมสงสัยมากๆว่าคนที่ป่วยตาย เช่นเป็นไข้ เป็นโรคอื่นๆก็ตามแล้วตายไป ถึงแม้อายุไม่มากประมาณ 40-50ปีกว่าๆนั้น ถือว่าคนคนนั้นหมดกรรมแล้วใช่หรือไม่ครับ ส่วนคนที่ตายแบบกระทันหัน เช่นอุบัติเหตุทำนองนั้นผมเข้าใจว่าเขาตายก่อนที่ยังไม่หมดกรรมครับผมเข้าใจถูกหรือไม่ครับ ช่วยตอบให้ด้วยจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ   




การที่เราเกิดมานั้น...เป็นวิบาก
คือผลของกรรมใดกรรมหนึ่งที่ได้กระทำแล้ว
ซึ่งมีกำลังให้ผลนำเกิด เรียกว่า ชนกกรรม

หลังจากเกิดแล้ว
กรรมเดียวกันนั้นเองก็หล่อเลี้ยงให้ผล
คงความเป็นสภาพบุคคลนั้นไว้...จนกว่าจะตาย
และในขณะที่ยังไม่ตาย
ก็ยังมีกรรมอื่นๆ ที่ให้ผลแทรกสลับอยู่ตลอดเวลา
ทั้งกรรมที่อุปถัมภ์ หรือเบียดเบียน ตัดรอน น่ะคับ


ตายที่เรียกว่า สมมุติมรณะ
คือตายเป็นศพเอาไปเผา
ก็เพราะความสิ้นไปแห่งอนุบาลธรรม 3 ประการ คือ

1. ความสิ้นไปแห่งกัมมชรูป
คือหมดกรรมอันให้ผลรักษาหล่อเลี้ยงรูปให้ดำรงอยู่ตามอายุ

2. ความสิ้นไปแห่งอุสมาเตโช
คือหมดไปซึ่งธาตุไฟที่หล่อเลี้ยงรักษาชีวิต

3. ความสิ้นไปแห่งภวังคจิต
คือหมดกรรมอันให้ผลให้ภวังคจิตสืบต่อดำรงรักษาภพชาตินั้นไว้...สิ้นสุดลง


สำหรับลักษณะของความตายที่อุบัติขึ้นนั้น
มี 4 ประการ คือ

1. อายุกขยมรณะ
ตายเพราะหมดอายุขัย
ร่างกายได้ดำรงอยู่นานจนถึงกาลอันควร
ย่อมเสื่อมสลายไม่สามารถประชุมรวมกันได้อีก
หมดกรรมอันให้ผลหล่อเลี้ยงรักษารูปนั้นให้ดำรงอยู่ตามอายุขัย
สำหรับในยุคปัจจุบันอายุขัยของมนุษย์เฉลี่ยอยู่ที่ 75 ปีอ่ะนะคับ
ซึ่อายุขัยอาจจะยืนยาวหรือลดทอนกว่านี้
เป็นไปตามกำลังของกรรมที่ผู้นั้นได้กระทำ

2. กัมมักขยมรณะ
ตายเพราะสิ้นกรรมอันให้ผลที่ต้องรับหรืออุปถัมภ์ในภพชาตินั้น
บางคนตายแต่เด็ก หรือยังหนุ่มยังสาว
เพราะหมดกรรมอันให้ผลที่ต้องรับหรืออุปถัมภ์เพียงเท่านี้
แล้วก็เกิดในภพชาติใหม่เพื่อรับผลของกรรมในชาติภพใหม่
หรือบางคนอายุยืนยาวมาก เช่น 90 ปี 100 ปี
เพราะกรรมอันให้ผลที่ต้องรับในชาตินี้ยังไม่หมดวาระ
ยังอุปถัมภ์ให้รับผลกรรมนั้นๆ จนกว่าจะหมดวาระน่ะคับ

3. อุภยักขยมรณะ
ตายเพราะสิ้นทั้งอายุขัยและสิ้นกรรม
คือหมดวาระของกรรมอันให้ผลหล่อเลี้ยงให้ดำรงอยู่ตามอายุขัย
และหมดกรรมอันให้ผลที่ต้องรับหรืออุปถัมภ์ในภพชาตินี้....ประจวบพอดีกันคับ

4. อุปัจเฉทกมรณะ
ตายเพราะมีกรรมอื่นมาตัดรอน
คือยังไม่หมดอายุขัยและกรรมอันให้ผลที่ต้องรับในชาตินั้น
แต่กรรมอื่นมีกำลังให้ผลเข้าตัดรอนให้สิ้นชีวิต
เช่น ประสบอันตราย เหตุร้าย หรือ อุบัติเหตุ ฯลฯ
ทำให้สิ้นชีวิตไป เป็นต้น

ประการที่ 1-3 เป็น กาลมรณะ คือ เป็นการตายที่มาถึงตามกาล
ประการที่ 4 เป็น อกาลมรณะ คือ เป็นการตายที่มาถึงก่อนกาล

การที่ใครคนหนึ่งต้องตายไป
ให้ทราบว่าเพราะหมดกรรมของเค้าเองที่หล่อเลี้ยงให้ดำรงอยู่
จะด้วยหมดตามวาระ หรือ ด้วยเพราะกรรมใดเข้าเบียดเบียน ตัดรอน ก็ตาม
ทั้งหมดล้วนเป็นผลจากกรรมของเค้าเองทั้งสิ้นน่ะคับ

สำหรับการตายที่เกิดขึ้นโดยมีอีกบุคคลหนึ่งมาฆ่าทำลายนี้ก็เช่นกัน
ถ้าบุคคลนั้นยังมีกรรมต่างๆ อุปถัมภ์หล่อเลี้ยงอยู่
ใครก็ทำให้เค้าตายไม่ได้ จะพยายามฆ่าให้ตายยังไงก็ไม่ได้
แต่หากหมดกรรมที่ทำให้ดำรงอยู่
ใครก็ยื้อยุดยืดชีวิตไว้ต่อไปไม่ได้เหมือนกันอ่ะคับ
และแม้ไม่ต้องมีใครมาฆ่า เค้าก็ต้องตายอยู่ดีตามผลกรรมของเค้า

ดังนั้น ต้องแยกเป็นสองส่วน
ผู้ฆ่าก็ส่วนนึง...ผู้ใดที่กระทำการฆ่า
ผู้นั้นกำลังกระทำอกุศลกรรมอันเป็นปานาติบาต
ซึ่งผู้ที่กระทำการฆ่าก็ย่อมต้องรับผลกรรมนี้ที่ตนเองได้กระทำ...เมื่อถึงวาระ

ส่วนผู้ตายนี้ก็ส่วนนึง
เพราะผู้นั้นหมดวาระ หรือ เพราะผลของกรรมที่เข้าเบียดเบียนตัดรอน
จะด้วยมีบุคคลอื่นมาเกี่ยวข้อง (ฆ่า) หรือไม่มีบุคคลอื่นมาเกี่ยวข้องก็ตาม
เค้าย่อมต้องสิ้นชีวิตไปในที่สุดน่ะคับ

ทั้งนี้ สัตว์โลกในสังสารวัฏ
ก็ย่อมเคยสัมพันธ์กันมาในสถานะใดสถานะหนึ่ง
ตามกุศลกรรมและอกุศลกรรมที่ได้เคยกระทำต่อกันมาคับ



เดฟวัดเกาะ



• พระอุปคุต

• "ผู้ไม่เบียดเบียน เป็นผู้มีอายุยืน"

• วัดวังผาแดง ต.นาสวน อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี

• วัดบุรณศิริมาตยาราม

• บอกบุญ

• อัฒมาสกราชา เขียนโดย สืบ ธรรมไทย

RELATED STORIES




จีรัง กรุ๊ป    

 ธรรมะไทย