ถึงท่านที่อยากศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

 ตู่ 1   

ทำไมคนที่อยากศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าถึงไม่ศึกษากับคำสอนของพระองค์ท่านเองทำไมไปศึกษากับหลวงพ่อนั้นหลวงปู่นี้ครับถ้าหลวงพ่อหลวงปู่ไม่ได้ศึกษาพระธรรมคำสอนของพระองค์ท่าน หรือศึกษาไม่จบ หรือเรียนผิด จะเป็นยังไงกันละครับ




คุณตู่โปรดกรุณาแนะนำว่าเราทั้งหลายจะพึงทำประการใดกันต่อไปดีในเมื่อ พระพุทธเจ้าท่านปรินิพพานไปแล้ว??

ขอบคุณครับ


มันก็เหมือนเรียนหนังสือนั่นแหละครับ
ถ้าคนเรามีความสามารถจะเรียนบวกลบคูนหารได้เอง เรียนวิทยาศาสตร์ได้เองแล้วล่ะก็
เราก็ไม่ต้องพึ่งครูอาจารย์


ที่ต้องพึ่งครูอาจารย์เพราะเขามี "วิธีสอน"
ทั้งยังรู้จักใจคนที่แตกต่างกัน
รู้ว่าจะผ่อนเมื่อไหร่ จะดึงเมื่อไหร่ จะพูดยังไงกับคนแบบไหน

คุณดู่เป็นเหมือนผมตอนแรกๆ เด็กๆ รุ่นๆ
สงสัยเหมือนกันว่าทำไมต้องหลวงพ่อนั้น พระอาจารย์นี้
เห้นแล้วเคืองใจ ขัดใจ
บางคนก้สอนบ้าๆบอๆ ไม่มีเหตุผล

แต่ถ้าคุณเข้าใจถ่องแท้ว่าอะไรคือบาปอะไรคือบุญ มันคืออะไร มันเกิดได้ยังไง
อะไรคือกุศลจิต อะไรคืออกุศลจิต
อะไรคือสังขาร อะไรคือสังขตธรรม
คนที่ตายไปแล้วมีกำเนิดอย่างไร
ถ้าคุณเข้าใจของพวกนี้
คุณจะไม่อยากจะไปเบรกใครอีกเลย เวลาที่เห็นคนทำบุญแบบไร้สาระ
กลับอนุโมทนาว่า ดีแ้ล้ว
เขาพากันมีกุศลจิตน่ะดีแล้ว

บัวมี 4 เหล่า
บางเหล่าขอต้องใช้ตมเลี้ยงชีวิต จะไปพูดเรื่องซับซ้อนเขาไม่เข้าใจ
พูดเอาแต่ธรรมะสูงๆ เขาจะวิ่งหนีวัดเสียเปล่า

วันหนึ่งเขาเริ่มโผล่พ้นน้ำมาได้
เขาก็ไม่ง้อโคลนตมอีก เขากินลมกินแดด เลี้ยงชีวิตแทน
ธรรมชาติเป้นอย่างนั้น


ถ้าเราเป้นบัวพ้นน้ำแล้วมองเหยียดพวกในตมว่าโง่งมงาย
ก็ดูจะเป็นบัวพ้นน้ำที่ไม่น่ารัก
เพราะเราเอาตัวเราไปวัด

เขาไม่กินแดดกินลมแบบเรา เราก็ว่าเขาไม่ดี
หนักเข้าเราก็บังคับเขากินลมกินแดแกับเรา
แต่ไม่ดูธรรมชาติว่าเขาเป็นบัวในตม ยังไม่มีใบ ยังต้องการโคลนตมมาหล่อเลี้ยงชีวิต
เอาหัวบัวพวกนี้ขึ้นมากินลมกินแดแได้ไม่นาน มันก้ตาย


มองให้มันเห็นธรรมชาตินะ







เป็นคำถามีที่ถามดีมากครับเพราะดูแล้วในปัจจุบันนี้มีมากมายเหลือเกินกับการสอนทำมะจนเราเองนำกลับไปปฏิบัติไม่ทันหรือไม่เข้าใจบ้าง...แต่แท้ที่จริงแล้วมันมีหลักอยู่ครับคือพระพุทธเจ้าได้ให้คำนิยามว่าธรรมะคือธรรมะชาติของสรรพสิ่งนี้เองครับถ้าเรามีสติมีสมาธิมัปัญญาและถืออุเบกขาเราก็จะมองเห็นความเป็นไปนั้นเองครับเช่นที่เรามนงหลักของการถือศิล5คือการไม่เบียดเบียนนี้ไงครับ


เป็นการศึกษาแผนที่ครับ
ดีกว่าเดินแบบไร้ทิศทาง
แต่ถึงอย่างไร ผู้เดินทางต้องเดินไปด้วยเท้าของตนเองอยู่ดี



พระธรรมคำสอนเป็นตัวแทนของพระองค์ท่าน อย่าขี้เกียจในการศึกษาพระธรรม ( พระไตรปิฎก ) ต้องอ่านอย่างน้อย 3 รอบ 45 เล่ม


สาธุครับ


อนุโมทนาในกุศลเจตนาคุณตู่1

[๒๖๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความ ฟั่นเฟือนเลือนหายแห่งสัทธรรม ๒ อย่างเป็นไฉน คือ บทพยัญชนะที่ตั้งไว้ไม่ดี ๑ อรรถที่นำมาไม่ดี ๑ แม้เนื้อความแห่งบทพยัญชนะที่ตั้งไว้ไม่ดี ก็ย่อมเป็นอันนำมา ไม่ดี
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความฟั่นเฟือน เลือนหายแห่งสัทธรรม

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อ ความตั้งมั่น ไม่ฟั่นเฟือน ไม่เลือนหายแห่งสัทธรรม ๒ อย่างเป็นไฉน คือ บทพยัญชนะที่ตั้งไว้ดี ๑ อรรถที่นำมาดี ๑ แม้เนื้อความแห่งบทพยัญชนะที่ตั้งไว้ ดีแล้ว ก็ย่อมเป็นอันนำมาดี ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ย่อมเป็น ไปเพื่อความตั้งมั่น ไม่ฟั่นเฟือน ไม่เลือนหายแห่งพระสัทธรรม ฯ

****

[๒๖๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย คน ๒ จำพวกนี้ ย่อมกล่าวตู่ตถาคต ๒ จำพวกเป็นไฉน
คือ คนที่แสดงสิ่งที่ตถาคตมิได้ภาษิตไว้ มิได้ตรัสไว้ว่า ตถาคต ได้ภาษิตไว้ ได้ตรัสไว้ ๑ คนที่แสดงสิ่งที่ตถาคตภาษิตไว้ ตรัสไว้ว่า ตถาคต มิได้ภาษิตไว้ มิได้ตรัสไว้ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย คน ๒ จำพวกนี้แล ย่อม กล่าวตู่ตถาคต

ดูกรภิกษุทั้งหลาย คน ๒ จำพวกนี้ ย่อมไม่กล่าวตู่ตถาคต ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ
คนที่แสดงสิ่งที่ตถาคตมิได้ภาษิตไว้ มิได้ตรัสไว้ว่า ตถาคตมิได้ภาษิตไว้ มิได้ตรัสไว้ ๑
คนที่แสดงสิ่งที่ตถาคตภาษิตไว้ ตรัสไว้ว่า ตถาคตภาษิตไว้ ตรัสไว้ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย คน ๒ จำพวกนี้แล ย่อมไม่ กล่าวตู่ตถาคต ฯ

[๒๗๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย คน ๒ จำพวกนี้ ย่อมกล่าวตู่ตถาคต ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ
คนที่แสดงพระสุตตันตะที่มีอรรถจะพึงนำไปว่า พระ- *สุตตันตะมีอรรถนำไปแล้ว ๑
(..หมายถึง การกล่าวสิ่งที่เป็น “เหตุ” ว่านั้นเป็น “วิบาก(ผล)”)
คนที่แสดงพระสุตตันตะที่มีอรรถอันนำไปแล้วว่า พระสุตตันตะมีอรรถที่จะพึงนำไป ๑
(..หมายถึง การกล่าวสิ่งที่เป็น “วิบาก(ผล)” ว่านั้นเป็น “เหตุ” )
ดูกรภิกษุทั้งหลาย คน ๒ จำพวกนี้แล ย่อมกล่าวตู่ตถาคต

ดูกรภิกษุทั้งหลาย คน ๒ จำพวกนี้ ย่อมไม่กล่าวตู่ตถาคต ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ
คนที่แสดงพระสุตตันตะที่มีอรรถจะพึงนำไปว่า พระ- สุตตันตะมีอรรถที่จะพึงนำไป ๑
(..หมายถึง การกล่าวสิ่งที่เป็น “เหตุ” ว่านั้นเป็น “เหตุ”)
คนที่แสดงพระสุตตันตะที่มีอรรถอันนำไปแล้วว่า พระสุตตันตะมีอรรถอันนำไปแล้ว ๑ (..หมายถึง การกล่าวสิ่งที่เป็น “วิบาก(ผล)” ว่านั้นเป็น “วิบาก(ผล)”)
ดูกรภิกษุทั้งหลาย คน ๒ จำพวกนี้แล ย่อมไม่กล่าวตู่ตถาคต ฯ


(จากสุตตันตปิฎกเล่ม 12 http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=20&A=1374&Z=1563&pagebreak=0)

*****

ครั้นแล้วตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงมหาปุริสวิตก ๘ ประการ แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงตั้งใจฟัง ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มหาปุริสวิตก ๘ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย


ธรรมนี้ของบุคคลผู้มีความ ปรารถนาน้อย มิใช่ของบุคคลผู้มีความปรารถนามาก ๑
ธรรมนี้เป็นของบุคคลผู้ สันโดษ มิใช่ของบุคคลผู้ไม่สันโดษ ๑
ธรรมนี้ของบุคคลผู้สงัด มิใช่ของบุคคล ผู้ชอบคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ๑
ธรรมนี้ของบุคคลผู้ปรารภความเพียร มิใช่ของบุคคล ผู้เกียจคร้าน ๑
ธรรมนี้ของบุคคลผู้มีสติตั้งมั่น มิใช่ของผู้มีสติหลงลืม ๑
ธรรมนี้ ของบุคคลผู้มีจิตตั้งมั่น มิใช่ของบุคคลผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น ๑
ธรรมนี้ของบุคคลผู้มี ปัญญา มิใช่ของบุคคลผู้มีปัญญาทราม ๑
ธรรมนี้ของบุคคลผู้ชอบใจในธรรมที่ ไม่เป็นเหตุให้เนิ่นช้า ผู้ยินดีในธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้เนิ่นช้า มิใช่ของบุคคลผู้ชอบ ใจในธรรมที่เป็นเหตุให้เนิ่นช้า ผู้ยินดีในธรรมที่เป็นเหตุให้เนิ่นช้า ๑ ฯ

(จาก ๑๐. อนุรุทธสูตร ใน สุตตันตปิฎกเล่ม 15
http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=23&A=4717&Z=4876&pagebreak=0 )

เจริญในธรรมยิ่ง


พระผู้มีพระภาคเจ้าท่านสอนผู้ใด ท่านสอนพระอริยบุคคล หรือสอนปถุชนคนธรรมดา ผู้นั้นฉลาดมากน้อยแค่ไหน เราอยู่ในจำพวกไหน เลือกเอาคำสอนที่ท่านสอนนั้นให้ตรงกับตัวเอง ถ้าไม่ตรงก็เปรียบเสมือนเราอยู่ ป.4 ไปเอาหลักสูตร ม.6 มาเรียน


 เปิดอ่านหน้านี้  2938 

RELATED STORIES


  แสดงความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย