พ่อยืมเงินลูกแต่จ่ายคืนไม่ครบ

 oy   

ขอเรียนถามผู้รู้ดังนี้
พ่อขอยืมเงินลูกสาวมาทำการค้า เป็นเงินจำนวน 30000 บาท แต่ธุรกิจไม่ประสบผลสำเร็จ แต่จ่ายคินให้ 20000 บาท เหลืออีก 10000 บาท ลูกสาวโทรมาทวงตลอด แต่พ่อบอกว่าตอนนี้ยังไม่มีให้ ลูกสาวโกรธมาก ไม่ยอมคุยกับพ่อเลย ทั้งที่ก่อนนี้พ่อขายที่ดินได้ยกเงินให้ลูกสาวคนนี้ตั้ง 1 ล้านบาท และส่งเสียเรียนจนจบปริญญาตรี และฝากงานให้ทำที่บริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง

ถามว่าแบบนี้พ่อมีกรรมประเภทไหน และแก้ไขอย่างไร
ถามว่าแบบนี้ลูกสาวมีกรรมประเภทไหน และแก้ไขอย่างไร

นับถือ
อ้อย




เป็นผมก้อไม่เอาแล้วละครับแบบนี้ 3หมื่น เทียบกับ 1ล้าน เศษเสี้ยวแล้วนะนี่
ยังไงก็ครอบครัวเดียวกัน ลูกต้องส่งเงินให้พ่อแม่ด้วยซ้ำ คุณค่าของพ่อแม่ที่เลี้ยงดู
เรามามันเทียบกับการประมาณค่าทางเงินไม่ได้เลยครับ ..ขอโทษด้วยนะครับที่ตอบไม่ตรงคำถาม แค่ผมอยากแสดงความเห็นเท่านั้นครับ


ผมต้องขอช่วยจากท่านที่ลงกระทู้นี้นะครับว่าให้ช่วยไปเตื่อนสติของลูก(จากกระทู้ที่อ้างถึงหนอย)ว่าให้เขาเกรงกลัวในบาปที่ทำไว้หน่อยเพราะการทำบาปไว้กับพ่อแม่นั้นมันหนักมากช่วยบอกเขาว่าถ้าไม่อยากชดใช้ในชาตินี้หรือชาติหน้าจากการที่ตัวเองต้องโดยลูกทำกลับบ้าง เพราะพระพุทธเจ้าสอนไว้ว่ากรรมมันเป็นทาญาติ...(อย่างประมาทกับสิ่งที่มองไม่เห็นนะครับเพราะสิ้งนั้นมีทั้งคุณและโทษนะครับ)


โห้ ...แปลกดี มีแต่ลูกจะติดตังพ่อแม่ แต่ก็ว่านะ ต่อให้พ่อกับแม่ยืมเงินไปมากแค่ไหน ท่านจะใช้คืนหรือไม่ ฉันก็ไม่เอาหรอก ช่างจะทำไปได้ ทวงเงินพ่อไม่พอยังโกรธพ่ออีก กะแค่เงิน มันเทียบกับคำว่า"พ่อ แม่"ไม่ได้หรอก


ทุกวันนี้ยังคิดตำหนิสามีอยู่ในใจว่าไม่น่าจะรีบแบ่งสมบัติให้ลูกเร็วเกินไปนะ น่าจะรอให้ตายจากไปก่อน ให้พวกเขาแบ่งกันเอง เพราะตอนนี้เราหมดเงิน เกษียณงานแล้ว ลูกๆ ไม่คิดถึงเลย เหลือเงินจากเกษียณก็นำมาลงทุนค้าขายตอนนี้ก็แย่ ขอยืมเงินลูก พอจ่ายไม่หมดทวงเช้า เย็น ลำบากใจมากที่สุด เพราะในชีวิต มีแต่ให้ลูกตลอด เป็นครั้งแรกที่ขอยืมเงินลูกตัวเอง คิดแล้วก็น่าละอายใจเหมือนกัน

นี่คงเป็นสัจจธรรมนะว่าตนต้องเป็นที่พึ่งแห่งตน


โอ้หนอ กรรมและวิบากนี่น่ากลัวจริงๆ..!

ผมขอแสดงความเห็นใจกับวิบากแห่งอกุศลกรรมที่คุณอ้อยและสามีกำลังผจญอยู่นะครับ
ก่อนอื่น ขอให้คุณอ้อยพิจารณาเรื่องกฏแห่งกรรมว่าที่เราต้องเจอเหตุการณ์ เลวร้ายนี้ ไม่ใช่เพราะ "บังเอิญ"หรือ
"โชคร้าย" หรือพระเจ้าที่ใหนบงการให้เกิดขึ้นเลย แต่มันเป็น"ผล"ของ "เจตนา"ที่เราทำไว้แต่ก่อน หรือที่เรียกว่าทำกรรมไม่ดีมาในลักษณะติดหนี้แล้วไม่ใช้คืนเขา เวลานี้ เจ้าหนี้เขากำลังตามมาทวงเอาโดย
เขามาในฐานะเป็นลูกของเราครับ เรื่องเช่นนี้ ยากที่เราจะทำใจได้แต่ก็เกิดได้จริง การที่มีลูกที่ขาดสำนึกที่เป็นกุศลแม้
กับพ่อแม่ในยามที่ท่านเดือดร้อนนี้ชี้ให้เห็นชัดว่า เขามีจิตสำนึกของเจ้าหนี้ที่ไม่ละเว้นแม้แต่ผู้ให้กำเนิด
และเลี้ยงดูเขามา เขากำลังทำกรรมใหม่ที่จะพาเขาไปสู่วงจรของการรับผลกรรมเหมือน
กับที่พ่อแม่ของเขากำลังได้รับอยู่ หากคุณอ้อยเข้าใจเรื่องกรรมแล้ว ทางที่ดี พึงขวนขวายหาเงินมา
คืนเจ้าของให้ครบเสีย จะได้ไม่เป็นเวรภัยติดตามกันไปอีก และพึงให้อภัยแก่เขาผู้ขาดปัญญาโง่หลงเสีย
เพราะดูแล้วเขาจะต้องรับผลของกรรมชั่วที่หนักหนาสาหัสนัก และบุคคลเช่นนี้ จะไม่สามารถเข้าใจ
หลักของศีลหรือธรรมะใดๆได้แม้ในขั้นพื้นฐาน เพราะโดยอุปนิสสัยที่เป็นพื้นจิตนั้น
ค่อนข้างหนาด้วยโลภะ ไม่เชื่อ ลองบอกเขาให้เข้ามาอ่านข้อความใน เวปนี้ ที่มีผู้ตอบแบบเตือนสติดู หาก
ความมืดบอดมีมาก เขาจะรับไม่ได้และจะคิดว่าสิ่งที่เขากำลังทำนั้นจะไม่มีผลใดๆแก่เขาเลย ซึ่งคุณอ้อยก็คงต้องวางอุเบกขาว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

ขออนุญาตแนะนำให้คุณอ้อยพยายามทำกุศลให้มาก เช่นตั้งใจรักษาศีลสวดมนตร์ แผ่เมตตา เพื่อให้ ผลของกุศลมาตัดอกุศลวิบากที่กำลังมีอยู่
ขอให้โชคดีครับ




สำหรับคุณพ่อ
-ให้อภัยเขานะครับคงจะผูกพันกันมาหลายภพชาติ
-ถ้ายังไม่มีก็ยังไม่ต้องคืนหลอกครับไม่เป็นไร เดียวเขาคิดได้ก็คงคุยกับเราเอง
สำหรับคุณลูก
-พ่อแม่คือพระอรหันต์ครับ



ท่าน ddman กล่าวได้ถูกต้องครับ สาธุ

ดูแล้วกรณีนี้น่าจะเป็นวิบากกรรรมของเราเองจริงแท้

เป็นอุทธาหรณ์ว่า การให้ทรัพย์สินเงินทองแก่ลูก สู้ให้ธรรมะแก่ลูกไม่ได้

คงต้องสอนให้เขารู้จักบุญคุณของพ่อแม่ รู้จักความกตัญญูกตเวที เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของเขาเองในกาลข้างหน้า

เพราะคนที่ไม่มีความกตัญญู ทำอะไรก็ไม่ขึ้น

ด้วยความปราถนาดี


หนี้ศักดิ์สิทธิ์
ธรรมเทศนาโดย ท่านชยสาโรภิกขุ

เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ตอนที่ยังไม่ได้บวช อาตมาเชื่อว่าปัญญาเกิดจากประสบการณ์ จึงเดินทางออกจากบ้านเกิดเมืองนอนที่ประเทศอังกฤษ ระเหเร่ร่อนหาประสบการณ์ชีวิตทางยุโรปและเอเซีย ยิ่งลำบากยิ่งชอบ เพราะรู้สึกว่าความลำเค็ญช่วยให้รู้จักตัวเองมากขึ้น ซึ่งเป็นกำไรชีวิต แต่การเดินทางไปอินเดียผิดหวังนิดหน่อย ไม่ได้ท้าทายอย่างที่คาดหวัง ขากลับจึงตัดสินใจออกเดินทางจากประเทศปากีสถานไปยังอังกฤษโดยไม่ใช้เงิน โบกรถไปเรื่อยอยากจะรู้ว่าเป็นไปได้ไหม อยากจะทราบความรู้สึกของผู้ไม่มีอะไรอย่างลึกซึ้ง

ผจญภัยเยอะเหมือนกัน และผ่านเหตุการณ์ที่ไม่มีวันลืมเลือน อย่างเช่นพอถึงเตหราน เมืองหลวงของประเทศอิหร่านรู้สึกจะหมดแรงแล้ว ผอมแห้งบักโกรก เสื้อผ้าก็มอมแมมกระดำกระด่าง คงดูน่าเกลียดพอสมควร เห็นหน้าในกระจกห้องน้ำสาธารณะก็ตกใจ ส่วนใจก็เป็นเปรตมากขึ้นทุกวัน กังวลหมกมุ่นแต่ในเรื่องอาหารการกิน วันนี้เราจะมีอะไรทานไหมหนอ? แต่ละวันท้องจะอิ่มจะว่างก็แล้วแต่น้ำใจของเพื่อนมนุษย์ เราจำเป็นต้องพึ่งบารมีเพราะไม่มีอย่างอื่น

พอดีเจอผู้ชายอิหร่านคนหนึ่ง เขาคงสงสารและอยากฝึกพูดภาษาอังกฤษด้วย เขายังพาไปกินน้ำชาแล้วให้สตางค์เล็กๆน้อยๆ กลางคืนพักข้างถนนในซอยเงียบ กลัวว่าตำรวจเห็นจะซ้อม รุ่งเช้าเดินไปร้านขายซุปแห่งหนึ่ง ซึ่งจำได้ว่าซื้อซุปหนึ่งจาน แล้วเขาให้ขนมปังฟรี ในขณะที่กำลังเดินไปโดยพยายามไม่มองร้านอาหารข้างทางที่ดึงดูดตาเหลือเกิน ไม่ดมกลิ่นหอมที่โชยออกมา เราได้สวนทางกับผู้หญิงคนหนึ่ง เขาเห็นเราแล้วก็หยุดชะงัก จ้องมองเราอย่างตะลึงสักพักหนึ่ง แล้วเดินตรงมาหาหน้าตาบูดบึ้ง แล้วสั่งให้ตามเขาไปโดยใช้ภาษามือ เราเป็นนักแสวงหาเลยยอมตามไป เดินไปสัก 10 นาที ก็ถึงตึกแถว ขึ้นลิฟท์ไปถึงชั้นที่ 4 สันนิษฐานว่าคงเป็นบ้านเขา แต่เขาไม่พูดไม่จาอะไรเลย ยิ้มก็ไม่ยิ้ม หน้าถมึงทึงตลอด

พอเปิดประตูเข้าไปปรากฎว่าเป็นบ้านของผู้หญิงคนนี้จริงๆ เขาพาเข้าห้องครัวแล้วชี้ไปที่เก้าอี้ ให้นั่ง นั่งแล้วเขาเอาอาหารมาให้ทานหลายๆอย่าง อาตมารู้สึกเหมือนกับขึ้นสวรรค์ ทำให้รู้ว่าอาหารที่อร่อยที่สุดในโลกคืออาหารที่ทานในขณะที่หัวและท้องกำลังร้องจ๊อกๆ เขาเรียกลูกชายมาสั่งอะไรก็ไม่รู้ เพราะฟังไม่รู้เรื่อง แต่สังเกตว่าลูกดูจะอายุไล่เลี่ยกับเรา สักพักใหญ่ลูกชายก็กลับมาด้วยกางเกงและเสื้อเชิ้ตชุดหนึ่ง พอเขาเห็นว่าเราอิ่มหนำสำราญแล้วก็ชี้ไปที่ห้องน้ำ สั่งให้อาบน้ำเปลี่ยนผ้าชุดใหม่ (ของเก่าน่ากลัวเอาไปเผา) เขาไม่ยิ้มไม่แย้ม ไม่พูดจาอะไรเลย มีแต่สั่งอย่างเดียว ขณะที่อาบน้ำอยู่ก็คิดสันนิษฐานว่าแม่คนนี้อาจเห็นอาตมาแล้ววาดภาพนึกถึงลูกชายเขาเองว่า ถ้าสมมติว่าลูกเราเดินทางไปต่างประเทศแล้วตกทุกข์ได้ยากอย่างนี้ อยู่ในสภาพน่าสมเพชอย่างนี้ มันจะเป็นอย่างไร ฉะนั้นอาตมาจึงคิดว่าเขาช่วยเราด้วยความรักของแม่ เลยคิดแต่งตั้งเขาเป็นแม่กิตติมศักดิ์ประจำเมืองอิหร่าน ยืนยิ้มหน้าบานอยู่ในห้องน้ำคนเดียว

เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็ไปส่งเราตรงจุดที่ได้เจอกัน แล้วเดินลุยเข้าไปในกระแสชาวเมืองที่กำลังเดินไปทำงาน อาตมายืนมองผู้หญิงอิหร่านคนนนั้นถูกหมู่ชนกลืนไป รู้อย่างแม่นยำว่าชาตินี้คงไม่มีวันลืมเขาได้ อาตมาประทับใจและซาบซึ้งมาก น้ำตาทำท่าจะไหลคลอ เขาให้เราทั้งๆที่ไม่รู้จักกันเลย ตัวสูงๆผอมๆ เหมือนไม้เสียบผีจากป่าช้าที่ไหนก็ไม่รู้ เสื้อผ้าก็เหม็นสกปรก ผมก็ยาวรุงรัง แต่เขากลับไม่รังเกียจเลย หนำซ้ำยังพาเราไปที่บ้านและดูแลเราเหมือนเป็นลูกของเขาเองโดยไม่หวังอะไรตอบแทนจากเราเลยแม้แต่การขอบคุณ เวลาผ่านมา ๒๐ กว่าปีแล้ว อาตมาจึงอยากประกาศคุณของพระโพธิสัตว์หน้าบูดคนนี้ให้ทุกคนได้ทราบว่าแม้ในเมืองใหญ่ๆ ก็ยังมีคนดีและอาจมีมากกว่าที่เราคิด

ไม่ใช่เพียงแค่คนนี้คนเดียว ตอนสมัยที่อาตมาแสวงหาประสบการณ์ชีวิตนั้น ได้รับความเมตตาอารี ความช่วยเหลือเจือจานจากหลายๆชาติ ทั้งๆที่เราไม่ได้ขออะไรจากใคร ทำให้ตั้งใจว่ามีโอกาสเมื่อไหร่ต้องช่วยเหลือคนอื่นบ้าง ต้องมีส่วนในการสืบอายุของน้ำใจในหมู่มนุษย์ แม้สังคมทั่วไปจะอัตคัตกันดารคุณงามความดีเพียงไร แต่ขอให้เราพยายามเป็นแหล่งเขียวเล็กๆแก่เพื่อนร่วมโลกก็ยังดี

ต่อมาอาตมาได้กลับไปอยู่อินเดียอีกครั้งหนึ่ง พักปฏิบัติธรรมกับครูบาอาจารย์สายฮินดูองค์หนึ่ง ท่านน่าเลื่อมใสมาก มีข้อวัตรปฏิบัติคล้ายกับของพุทธ อยู่กับท่านมีเวลานั่งคิดไตร่ตรองชีวิตของตนเองมาก ตอนบ่ายชอบเดินขึ้นเขาไปนั่งใต้ต้นไม้เก่าแก่ท่ามกลางสายลม ดูทะเลสาปข้างล่างและทะเลทรายที่ยาวเหยียดออกไปถึงขอบฟ้า ความคิดก็ปลอดโปร่งดี แล้ววันหนึ่งก็นั่งนึกแปลกใจตัวเองว่า เมื่อไหร่ที่ระลึกในความมีน้ำใจของผู้ที่เคยเกื้อกูลการเดินทางขอฃเรา ให้อาหารบ้าง ให้ที่พักสักคืนสองคืนบ้าง เราจะรู้สึกทึ่งทุกครั้ง แต่ทำไมพ่อแม่เลี้ยงเรามา 18 ปี ให้อาหารทุกวันไม่เคยขาด วันละ 3 มื้อบ้าง 4 มื้อบ้าง ยังเป็นห่วงว่าจะไม่ถูกปากเราอีก ท่านให้ทั้งเสื้อผ้าและที่นอน ยามป่วยไข้ท่านก็พาไปหาหมอและดูเหมือนว่าท่านจะเป็นทุกข์มากกว่าเราเสียอีก ทำไมเราไม่เคยซึ้งในเรื่องนี้เลย? มันไม่ยุติธรรมและน่าละอาย สำนึกตัวว่าประมาทเหลือเกิน ในขณะนั้นเหมือนเขื่อนพัง ตัวอย่างความดีของพ่อแม่ไหลทะลักเข้ามาในจิตใจจนตื้นตันใจมาก นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการรู้จักบุญคุณของพ่อแม่ในชีวิตของอาตมา

เราคิดต่อไปว่าตอนคุณแม่ท้องก็คงลำบากในช่วงแรกคงแพ้ท้อง ต่อมาการเดินการเหิน การเคลื่อนไหวทุกปะเภทคงไม่สะดวกไปหมด ปวดเมื่อยแต่ท่านก็ยอมเพราะเชื่อว่าความทุกข์ที่เกิดขึ้นมีความหมายและความหมายนั้นคือเรา ตอนเด็กเราต้องอาศัยท่านหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ทำให้เรารู้สึกเฉยๆเหมือนกับว่าเป็นหน้าที่ของท่านที่จะต้องให้และเป็นสิทธิ์ของเราที่จะรับ ต่อมาเลยสำนึกว่าที่มีโอกาสปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นที่พึ่งของตน ก็อาศัยที่วาคุณพ่อคุณแม่เคยเป็นที่พึ่งอันมั่นคงแก่เราในกาลก่อน ทำให้จิตใจเรามีฐานที่เข้มแข็งพอที่จะสู้กับกิเลสของเราได้

เมื่ออายุ 20 ปี อาตมาเดินทางมาเมืองไทยเพื่อบวชในบวรพระพุทธศาสนา โยมพ่อโยมแม่ก็ไม่ขัดข้องเพราะต้องการให้ลูกดำเนินชีวิตในทางที่พอใจและมีความสุข ได้ชนะความหวังส่วนตัวในใจของท่าน ปีที่แล้วนี้เองที่โยมแม่สารภาพกับอาตมาว่าวันที่ลูกจากบ้านไปเป็นวันที่แม่เศร้าโศกที่สุดในชีวิต อาตมาประทับใจมากที่ท่านพูดอย่างนั้น แต่ที่ประทับใจยิ่งกว่านั้นคือการที่โยมแม่อาตมาอดทน ไม่พูดให้เราทราบความทุกข์นี้ตั้ง 20 ปีเพราะกลัวเราจะไม่สบายใจ

พอบวชแล้วบางครั้งอดที่จะตำหนิตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าตอนที่อยู่กับพ่อแม่มีโอกาสตอบแทนบุญคุณท่านทุกวัน แต่ไม่ค่อยได้ทำอะไร ปัจจุบันอยากทำแต่ทำไม่ได้เพราะอยู่ห่างไกลและเป็นพระ จึงรู้สึกเสียดาย ต้องตั้งใจแผ่เมตตาให้แก่ท่านทุกวัน

สรุปแล้วเรามีอะไรที่ยังค้างอยู่กับท่าน ซึ่งในบางกรณีอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่ดีบ้างเหมือนกัน ลูกที่ถูกทอดทิ้งหรือโดนทารุณกรรมโดยการทุบตีหรือล่วงละเมิดทางเพศก็มีและดูจะมีมากขึ้นทุกวัน แต่ความสัมพันธ์พิเศษระหว่างพ่อแม่กับลูกยังมีอยู่ในทุกราย ชาตินี้เป็นแค่ฉากเดียว ฉากก่อนเราไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น เราความประณามและพยายามทุกวิถีทางที่จะป้องกันการเบียดเบียนลูก ลงโทษผู้กระทำผดตามกฎหมาย แต่ไม่ต้องเพ่งโทษเขาด้วยอคติเพราะข้อมูลเราไม่ครบ ฝ่ายลูกควรตอบแทนบุญคุณที่อาจมองไม่เห็นเท่าที่ทำได้ อย่างน้อยที่สุดด้วยการให้อภัย

พ่อแม่ที่เป็นยักษ์เป็นมารกับลูกยังมีน้อย ส่วนใหญ่เป็นพรหมเป็นพระกับลูกมากกว่า พระพุทธองค์ทรงสอนเรื่องการตอบแทนบุญคุณของพ่อแม่ในที่หลายแห่ง ที่ชินหูมากที่สุดคือตอนที่ท่านทรงสอนทิศ ๖ ให้กับหนุ่มชื่อสังคาละกะ มีข้อความตอนหนึ่งว่า
บุตรธิดาควรบำรุงมารดาบิดาผู้เป็นเหมือนทิศเบื้องหน้าว่าโดย
ท่านเลี้ยงเรามาแล้ว เลี้ยงท่านตอบ
ช่วยทำกิจธุระการงานของท่าน ดำรงค์วงศ์สกุล
ประพฤติตนให้เหมาะสมกับความเป็นทายาท
เมื่อท่านล่วงลับไปแล้วทำบุญให้ท่าน

คำสอนในพระสูตรนี้เป็นโครงสร้างของสังคมพุทธที่เน้นความรับผิดชอบต่อกันหรือหน้าที่ มากกว่าสิทธิ์ของแต่ละคน ทุกวันนี้ในเมืองไทยยังมีลูกที่ปฏิบัติตามหลักนี้อย่างน่าชมจำนวนไม่น้อย แต่ทีนี้อาตมาอยากจะให้พระพุทธพจน์อีกบทหนึ่งซึ่งมีการปฏิบัติตามน้อยกว่าคือ พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ลูกคนไหนเชิญคุณพ่อคุณแม่ไปนั่งบนบ่าคนละข้าง แล้วแบกไปแบกมาตลอดร้อยปี รับใช้ด้วยอาหารประณีตที่ท่านชอบ อาบน้ำนวดเส้นให้ท่าน แม้จนกระทั่งปล่อยให้ท่านถ่ายปัสสาวะและอุจจาระราดบ่า หรือไม่อย่างนั้นมอบเงินให้ท่านเป็นจำนวนล้านหรือสิบๆล้าน ตั้งท่านไว้ในตำแหน่งมีเกียรติยศและอำนาจ ทำถึงขนาดนี้ก็ยังยากที่จะตอบแทนบุญคุณท่านได้หมด

แต่ว่าลูกคนใดสามารถปลูกฝังหรือชักนำให้พ่อแม่ผู้ไม่มีศรัทธาในหลักธรรม หรือมีศรัทธาน้อย ได้มีศรัทธาเพิ่มขึ้น พ่อแม่ผู้ไม่มีศีลหรือมีศีลที่ขาดตกบกพร่อง ได้มีศีลมากขึ้น พ่อแม่ผู้ตระหนี่ ให้กลายเป็นผู้ยินดีในทานและการช่วยเหลือเกื้อกูล พ่อแม่ผู้ไม่มีปัญญาชนะกิเลสและดับความทุกข์ได้มีปัญญา ลูกที่ทำอย่างนี้ได้สำเร็จก็ถือว่าตอบแทนบุญคุณของพ่อแม่ได้สมบูรณ์ ได้ใช้หนี้อันศักดิ์สิทธิ์ได้หมด

พระสูตรนี้ให้ข้อคิดหลายอย่าง อาตมาเข้าใจว่า พระองค์ทรงตรัสบทนี้อย่างอมยิ้ม ไม่เชื่อลองวาดภาพตัวเองป้อนอาหารแก่พ่อแม่ผู้นั่งบนบ่าเราดูเถิด รับน้ำหนักท่านไม่ถึงร้อยปีหรอก อาจไม่ได้ห้านาทีด้วยซ้ำไป คุณแม่บางคนอาจไม่กล้าขึ้นเลยเพราะกลัวตกขั้นแขนขาหัก ที่พระพุทธองค์ตรัสอย่างนี้น่าจะเป็นเพราะว่าท่านทรงต้องการให้เราพิจารณาว่า โอ้โฮ! ทำถึงขนาดนั้นยังไม่พอ นับประสาอะไรกับที่พวกเราทำกันทุกวันนี้ ท่านคงอยากให้เห็นว่าเราเป็นหนี้จำนวนมหาศาล ดิ้นรนแทบตายก็ได้แต่ดอกเบี้ยไปให้เขา เขาทวงเงินเราจะอ้างความเหน็ดเหนื่อยกับเจ้าหนี้ไม่ได้ ไม่ใช่ประเด็น เขาสนใจแต่เงินที่ยังเหลืออยู่ เราทำอะไรให้พ่อแม่ก็เหมือนกัน เราอาจคิดว่าเราทำได้มากแล้ว จริงๆแล้วถ้าไม่ช่วยทางด้านธรรม การปรนนิบัติเป็นแค่การชำระดอกเบี้ยเท่านั้นเอง เพราะหนี้พ่อแม่ไม่ใช่หนี้ธรรมดา แต่เป็นหนี้ศักดิ์สิทธิ์

ในพระสูตรข้างต้น พระพุทธองค์ทรงระบุธรรม 4 ประการ ก่อนอื่นขอทบทวนและขยายความของธรรมเหล่านั้น

ศรัทธา คือความเชื่อมั่นว่าพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้จริง เชื่อว่าคำสอนของท่านเป็นจริง เมื่อศึกษาและปฏิบัติตามแล้วมีผลจริงต่อผู้ที่ปฏิบัติจริง เชื่อว่าผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามคำสอนมีจริงและหมู่อริยชนนั้นน่าเคารพนับถือมากกว่าหมู่ชนอื่นทั้งหลายทั้งปวง เชื่อว่ามนุษย์เป็นผู้กำหนดชะตากรรมของมนุษย์เอง เราจะดีจะชั่ว จะสุขจะทุกข์ก็อยู่ที่เรา ชีวิตของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับภูติผีปีศาจ เทวดา พรหม หรือกาดลบันดาลของใครที่ไหน หาขึ้นอยู่กับการกระทำของมนุษย์เอง ทางกาย วาจา ใจ ทั้งในอดีตและสำคัญที่สุดในปัจจุบัน เชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองที่จะบรรลุธรรมและเชื่อว่าความเป็นอิสระจากความทุกข์และกิเลสเป็นสิ่งสูงสุดที่มนุษย์ควรจะได้จากชีวิต

ศีล คือความงดงาม คือการห้ามใจจากการทำหรือพูดในสิ่งที่เบียดเบียนตนหรือคนอื่น การหลุดพ้นจากบาปกรรมทางกายและวาจา ศีลจะมั่นคงด้วยการคุ้มครองของความละอายต่อบาปและความเกรงกลัวต่อบาป ศีลคือมาตรฐานชีวิตสำหรับผู้มุ่งการเจริญทางธรรม

จาคะ คือความไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนอกตัว คือความยินดีในการให้ทานและการเกื้อหนุนจุนเจือ ผู้มีจาคะเป็นคนใจดี อารีอารอบ ไม่ขี้งก ขี้ตืด ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว เป็นผู้มีน้ำใจ

ปัญญา คือความรู้ที่ดับทุกข์ดับกิเลสได้ มนุษย์อยู่ดีๆก็เป็นทุกข์ได้ ทั้งๆที่ไม่อยากเป็นแม้แต่นิดเดียว เพราะไม่เข้าใจว่าความทุกข์เกิดขึ้นและดับไปได้อย่างไร ทำไมไม่เข้าใจ? เพราะไม่เข้าใจตัวเอง ต้องใช้ชีวิตเป็นเหยื่อของอารมณ์อยู่เรื่อยไป อยู่ในห้องมืดกับงูเห่า จะเดินไปเดินมาโดยไม่โดนงูกัดได้หรือ แค่ไม่ชนเฟอร์นิเจอร์ก็เหลือวิสัย ปัญญาในเบื้องต้นคือความรู้ระดับสัญญาความจำที่เกิดจากการได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่าน ความเห็นและความคิด ผู้ที่เคยฟังหลักธรรมแล้วจดจำเอาไว้ไตร่ตรองจนเข้าใจความหมายแล้วจะมีแนวคิดที่ดี เมื่อจิตตกหล่นไปตามแนวคิดที่ดีก็ไม่ตกร่อง ไม่กระแทก ไม่ลื่นไหล เช่น เมื่อมีใครกลั่นแกล้ง ผู้ที่ไม่เคยผังเทศน์หรืออ่านหนังสือธรรมะมันจะโกรธแค้นหรือกลัดกลุ้ม ส่วนผู้ที่เคยศึกษาธรรมะจะจำได้ว่าพระเคยเล่าว่าแม้พระพุทธองค์เองทรงเคยโดน ทำไมเราจะโดนไม่ได้ เลยทำใจได้มากขึ้น ไม่ต้องคว้าเอาขวดเหล้าหรือยานอนหลับเป็นที่พึ่ง ปัญญาในระดับนี้เป็นปัญญาที่รู้บาปบุญคุณโทษ ให้มุมมองของชีวิตและโลกที่สงบและตรงต่อความเป็นจริง

ปัญญาในระดับสูงขึ้นไป เป็นปัญญาที่ทำให้ความรู้ความเข้าใจที่เกิดขึ้นในจิตของผู้มีศีลบริสุทธิ์และสมาธิหนักแน่น ถึงขั้นนี้ ไม่ใช่ความคิดเสียแล้ว มันเร็วกว่าความคิด เหมือนเครื่องบินรบที่เร็วกว่าเสียง ปัญญาคือการเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริงอย่างประจักษ์แจ้งจนหมดสนุกในการยึดติดว่าเป็นเราหรือของเรา ปัญญาทะลุปรุโปร่งรู้ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวง รวมถึงความรู้สึกนึกคิดของตน ล้วนแต่เป็นของธรรมชาติที่ไม่มีเจ้าของ ปัญญาค้นพบว่าชีวิตไม่ใช่ป้อมปราการในที่กันดาร หากเป็นแม่น้ำที่ไหลอย่างเยือกเย็นอยู่ในอุทยานแห่งโลก เมื่อปัญญาเห็นอย่างนี้ก็จะปล่อยวาง

พระพุทธองค์ทรงสอนว่าลูกที่ดีควรเอาใจใส่ ปรนนิบัติมารดาบิดา การปรนนิบัตินั้นเริ่มต้นด้วยวัตถุ แต่ไม่ได้จบด้วยวัตถุ การให้วัตถุหรือการอำนวยความสะดวกสบาย เป็นสัญลักษณ์ของความรัก แต่ไม่ใช่เครื่องพิสูจน์ความรักและไม่ควรเป็นสิ่งทดแทนความรักเสียเลย

วิธีการปฏิบัติต่อพ่อและแม่แต่ละครอบครัวจะไม่เหมือนกันเพราะขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยหลายอย่าง เช่น ลูกมีกี่คน ยังเด็กหรือโตแล้ว อยู่ที่บ้านหรือออกเรือนแล้ว อยู่ใกล้หรือไกล เป็นต้น ถ้าคุณพ่อคุณแม่อยู่ในวัยชราแล้ว ลูกที่ดีก็ต้องช่วยกันดูแลหรือผู้ที่ไม่สะดวกจริงๆ(ไม่ใช่ข้ออ้าง) ก็ไปเยี่ยมบ่อยๆ หรืออย่างน้อยที่สุดโทรไปคุยหรือเขียนจดหมายเป็นประจำ เล่าให้ท่านฟังเรื่องราวในชีวิตของลูก เพราะความที่รู้ว่าลูกคิดถึงและเป็นห่วง เป็นยาเย็นที่สามารถสงบจิตสงบใจของพ่อแม่ได้อย่างสนิท มีฤทธิ์มากกว่ายาที่หมอจัดให้ท่านเยอะ

พระสูตรที่อ้างถึงข้างต้นนั้น ทำให้เข้าใจว่าตัวกำหนดความสุขและความทุกข์ในชีวิตของเราที่ยิ่งใหญ่คือความรู้สึกนึกคิดหรือจิตใจเราเอง ท่านจึงสอนว่าลูกที่สามารถช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ตั้งอยู่ในคุณธรรม มีจิตใจแจ่มใสเบิกบานได้ก็ได้บุญมากทีเดียว เพราะเป็นการให้และช่วยให้ท่านได้สิ่งล้ำค่า การให้สิ่งของมันเสียได้เสื่อมได้ บางครั้งกลายเป็นดาบสองคมก็มี การรับใช้ก็ช่วยท่านได้เฉพาะชาตินี้ แต่คุณงามความดีไม่มีโทษอย่างนั้นเลย ไม่ลอยตัวตามความเชื่อถือของใคร ไม่มีขึ้นมีลง ไม่มีใครแย่งชิงได้และยังเป็นเสบียงในการเดินทางไปสู่ชาติหน้าได้ด้วย ท่านจึงเรียกคุณธรรมต่างๆว่าเป็นอริยทรัพย์ คือเป็นทรัพย์อันประเสริฐ คือความเป็นอิสระจากความทุกข์อย่างสิ้นเชิง เราควรจะให้ความสุขสบายแก่ผู้มีบุญคุณต่อเราให้มากที่สุดเท่าที่เราทำได้ แต่ในขณะเดียวกันไม่ควรลืมความจริงว่า สิ่งที่สูงกว่านั้นยังมีอยู่ ต้องเข้าใจว่าการช่วยลดความทรมานในการตุรัดตุเหร่ในวัฏสงสารของพ่อแม่ ยังสู้ลดเหตุที่พ่อแม่ต้องรับการทรมานนั้นต่อไปไม่ได้

มติของพระพุทธศาสนาในเรื่องการตอบแทนบุญคุณจึงขึ้นอยู่กับหลักความเชื่อของเราว่า
1. การเวียนว่ายตายเกิดเป็นทุกข์และการไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดเป็นสุข
2. การเวียนว่ายตายเกิดมีกิเลสเป็นเชื้อ
3. มนุษย์ปล่อยวางกิเลสได้และควรปล่อยวาง
4. การปล่อยวางกิเลสและบำเพ็ญความดีคือการปฏิบัติไปสู่ความสุขที่แท้จริง
ปัญหาอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรเราจึงจะได้ปลูกฝังหรือชักนำให้คุณพ่อคุณแม่ของเราเจริญด้วยศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา อย่างที่พระพุทธองค์ทรงแนะนำให้ ก่อนอื่นของให้เตรียมตัวรับความผิดหวัง เราอาจจะทำไม่ได้เหมือนกันหรืออาจจะได้ผลน้อย ไม้อ่อนของเรายังดัดยากพอสมควร ทำไมไม้แก่ของท่านต้องดัดง่าย อย่ารำคาญท่านเลย อย่าหงุดหงิด อย่าท้อแท้ ใจจะไม่เป็นบุญ การที่คนเราเปลี่ยนยากเป็นเรื่องธรรมดา ฉะนั้นขอให้ทำโดยไม่ต้องคาดหวังมาก ทำเพราะเป็นหน้าที่ของลูกที่ดี อย่ายอมให้เป็นทุกข์กับการทำความดีเลย

ขอให้เข้าใจด้วยว่าการเป็นลูกที่ดีไม่ได้หมายความว่าต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณพ่อคุณแม่สั่งหรือขอร้อง ไม่ใช่ว่าการฝืนใจท่านต้องบาปเสมอ ทำไม? ก็เพราะพ่อแม่ที่สั่งและขอร้องในสิ่งที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมก็มี ท่านชวนเราทำในเรื่องผิดกฏหมายหรือในอบายมุขต่างๆ เช่น กินเหล้าหรือเล่นการพนันเป็นต้น เราไม่ทำตามก็ไม่ผิด นอกจากพ่อแม่เราแล้ว เรายังเป็นลูกชองพระพุทธเจ้าอยู่ บุญคุณของพระพุทธองค์ยิ่งมากกว่าพ่อแม่อีก ฉะนั้น ในเมื่อการตอบแทนบุญคุณของพ่อแม่ขัดแย้งหลักความถูกต้อง ผู้มีปัญญาต้องเอาความถูกต้องก่อน การเป็นกัลยาณมิตรกับตัวเองและคุณพ่อคุณแม่ ไม่ต้องเอาใจท่านในทุกเรื่อง เราต้องมีหลักการที่ชัดเจน ดีงาม และไม่เข้าข้างตัวเอง

ลูกที่ยังอยู่ที่บ้านต้องเป็นกลางในการปะทะกันระหว่างพ่อและแม่ที่อาจเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ในยามจชตึงเครียดทั้งสองฝ่ายมักจะทาบทามเพื่อให้เราเข้าข้างเป็นพันธมิตร ลูกที่ดีต้องไม่ยอมอย่างนั้น คงอยู่เป็นกรรมการดีกว่า พยายามพูดให้ท่านเย็นลง ระวังอย่าทำอะไรหรือพูดอะไรที่ทำให้เหตุการณ์กำเริบ ชวนให้ท่านยอมซึ่งกันและกันโดยไม่ต้องมีแพ้มีชนะกัน อดทนในการฟังเรื่องทุกข์ใจของท่านทั้งสองโดยไม่เบื่อหน่ายอย่างนี้เรียกว่าการตอบแทนบุญคุณเหมือนกัน เป็นการช่วยให้ท่านมีสติ ไม่ละเมิดในหลักสัมมาวาจา

ถ้าเราปฏิบัติเป็นกัลยาณมิตรต่อคุณพ่อคุณแม่นานๆเข้า ความเชื่อถือของท่านในตัวเราจะเพิ่มขึ้นเป็นลำดับและโอกาสที่เราจะได้ชักนำท่านในทางที่ดีจะมีมากขึ้นแต่ต้องค่อยเป็นค่อยไปอย่าใจร้อน ของให้สังเกตว่า ตัวเราเองก็ได้กำไรอยู่เรื่อง เพราะในการปฏิบัติต่อผู้ใหญ่ เราต้องใช้ความอดทนมาก ผู้ที่ชราแล้วชอบหงุดหงิด จุกจิกหรือหลงลืม เห็นอย่างนั้นแล้ว เราต้องรักษาความทรงตัวของจิตใจไว้ทั้งๆที่อยากรำคาญ การช่วยท่านกับช่วยตัวเองจึงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

สุดท้ายนี้ จึงขอให้เราทุกๆคนใช้ชีวิตอย่างกัลยาณมิตร เป็นเพื่อนที่ดีแก่ตัวเอง ทำพูดและคิดแต่เรื่องที่เป็นประโยชน์แก่ตนและคนอื่น เป็นเพื่อนที่ดีแก่ผู้มีอุปการะคุณต่อเราทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณพ่อคุณแม่ ให้ในสิ่งที่ควรให้ รับใช้ในสิ่งที่ควรรับใช้ ที่สำคัญที่สุดคือให้ท่านและให้เราเองเจริญด้วยศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญา ตลอดกาลนานเทอญ.

ชย สาโร ภิกขุ


 เปิดอ่านหน้านี้  4441 

RELATED STORIES


  แสดงความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย