มีคำถามเกี่ยวกับการเจริญสติครับ

    

เวลาเจริญสติระหว่างวัน ต้องใช้คำบริกรรมหรือแค่รู้ลมหายใจอยู่เฉยๆครับ หรือว่ามันขึ้นอยู่กับสถานการณ์ว่าขณะนั้นต้องการสติมากน้อยแค่ไหน ผู้รู้กรุณาช่วยด้วยครับ




การเจริญสติคือการมีสติรับรู้ รูป เสืยง กลิ่น รส สัมผ้ส ธววมาวมย์ ทื่มากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพืยงแค่ร้บรู้เฉยๆไม่ต้องคิดปรุงแต่งใดๆค่อไป เช่นมืเสืยงมากระทบหู ก็แค่ร้บรู้ไม่ต้องไปใส่ใจ หรึอคิดปรุงแต่งต่อไปอืก(เข่นคิดต่อไปว่าเสียงเพราะจ้ง ฯลฯ) หรือเมื่อเกิดความคิดใดๆแว่บขื้นมา ก็ให้ร้บรู้ว่าคิดอยู่ (ร้บรู้เฉยๆ ) ปล่อยให้การกระทบ(ผัสสะ)นั้นๆหมดไปเองตามธรรมชาติ(เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป) ส่วนการบริกรรม หรือการตามรู้ลมหายใจ เป็นการเพ่งจิตไปที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง (ทำสมาธิ)ไม่ใช่การเจริญสติครับ


เจริญสติควรปฏิบัติตามหลักสติปัฏฐาน 4 ฐาน


ขอบคุณมากครับ จะนำคำแนะนำไปใช้ปฏิบัติต่อไปครับ


สติใช้ได้กับทุกอิริยาบถครับไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน กิน แล้วก็อีกมากมายครับ สติก็คือการระลึกรู้ หรือการรู้ในอารมณ์ที่มากระทบในทวารทั้ง ๖ คือ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยการรู้นี้ก็คือการรู้แบบแค่ว่ารู้เฉยๆ แต่ไม่ต้องเจาะรายละเอียดของอารมณ์นั้นเข้าไป (เหมือนที่คุณสุรศักดิ์กล่าวไว้กครับ) ก็คือให้ใจเป็นผู้รู้ ผู้ดูในอารมณ์นั้นที่มากระทบ หรือผ่านเข้าไม่ อารมณ์เหล่านี้ก็เช่น อารมณ์ที่มีความสุข หรือทุกข์ อารมณ์โกรธ อารมณ์ไม่พอใจ ฯลฯ อย่างนี้ครับ แล้วรู้เพื่ออะไร??? ก็คือรู้เพื่อให้เห็นความจริงของกาย และใจว่าเป็นอย่างไร(ต้องปฏิบัติดูครับแล้วจะเข้าใจเอง) และอีกอย่างเมื่อเห็นบ่อยๆ จิตมันจะเห็นจิต แล้วมันก็จะเข้าใจความจริงครับ ว่าอารมณ์ที่เข้ามากระทบนั้นมันไม่ใช่สิ่งที่เที่ยง มันแค่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และก็ดับไปเท่านั้นเอง หาตัวตน หาสาระไม่ได้ เป็นอนัตตา โดยเราจะเข้าใจก็ด้วยปัญญานะครับ ไม่ใช่จากการคิดเอาเอง พอเข้าใจเท่านั้นแหละครับ จิตก็จะเริ่มปล่อยวางเลิกยึดมั่นถือมั่นเพราะเห็นในความจริงอย่างทะลุปรุโปร่งครับ เพราะแท้จริงแล้วทุกข์มันก็ไม่ได้มาจากไหนหรอกครับ มันมาจากเราเข้าไปยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์นั้นๆ เอง จนเราไม่เห็นความจริง เราก็เลยเป็นทุกข์ครับ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ทุกข์ให้รู้(ด้วยสติ) สมุทัยให้ละ (จะละได้ก็ด้วยการรู้ทุกข์อย่างเข้าใจด้วยสติครับ แล้วมันจะละได้เองโดยธรรมชาติ/อัตโนมัติ) นิโรธควรทำทำให้แจ้ง (เพราะการดับไปของสมุทัยคือตัวตัณหาให้สิ้นไปจนไม่เกิดขึ้นได้อีก) มรรคควรทำให้เจริญ (เกิดขึ้นโดยการเข้าใจด้วยปัญญาอันแจ้งอย่างแท้จริง) นี่แหละครับ ถ้าเราเข้าใจตามที่พระพุทธองค์บอกถึงทุกข์ก็จะดับไปครับเพราะความเข้าใจในทุกข์ด้วยการรู้ในทุกข์ หรือสติครับ จนกระทั่งเกิดมรรค แล้วคราวนี้ไม่ว่าเราจะทุกข์อย่างไรก็ให้เรามีสติครับ แล้วเราก็จะเข้าใจในทุกข์ทุกอย่างที่เข้ามา แล้วเราก็จะไม่เป็นผู้หลงไปกับความทุกข์นั้นๆ ครับ เพราะเรามีสติระลึกรู้ จนเข้าใจในความจริงครับ อ้างอิง:เวลาเจริญสติระหว่างวัน ต้องใช้คำบริกรรมหรือแค่รู้ลมหายใจอยู่เฉยๆ หรือเปล่าอันนี้ก็ต้องแล้วแต่คุณพงศกรครับ หากสติเกิดบ่อยกับการรู้ลมหายใจ หรือ อานาปานสติก็ให้ปฏิบัตต่อไปก็ได้ครับ ก็คือปฏิบัติอะไรก็ได้ที่ทำให้สติเกิดบ่อยครับนั่นแหละดี แล้วต้องแบบทางสายกลางน่ะครับ เพราะถ้าฝึกดูลมหายใจแบบเพ่งมันก็เหนื่อยครับ เพราะมันต้องบังคับใจตลอดเวลาเป็นอาจจะทุกข์อีกก็ได้ครับ แต่ก็ไม่ได้ถึงกับว่าหย่อนไปเลยนะครับ คือกลางๆ ปล่อยใจสบายๆครับ ให้รู้ทันอารมณ์คือลมหายใจบ่อยๆครับ การดูลมหายใจด้วยการเพ่ง หรือการปฏิบัติเพื่อเพ่งให้เกิดสมาธินี้เป็นสมถะครับ คือไม่ได้พ้นทุกข์จริงๆหรอกครับ แต่ฝึกเพื่อเอาความสงบให้กับจิต แต่จะใช้สติยึดดึงอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งมาบริกรรมจนกระทั่งจิตแนบแน่นในอารมณ์นั้น แต่วิปัสสนาคือการฝึกเพื่อให้เห็นความจริงด้วยปัญญาครับโดยเป็นกรรมฐานเน้นการอบรมปัญญาเป็นหลักคู่กับ สมถกรรมฐาน ซึ่งมุ่งบริหารจิตเป็นหลัก นั่นก็คือสมถะบริหารจิต วิปัสสนาบริการปัญญาครับ โดยวิปัสสนาจะดำเนินการปฏิบัติตามสติปัฏฐาน ๔ ครับ แล้วสุขของสมถะก็จะเป็นแบบโลกียสุขครับ แบบสุขแป๊บนึงพอออกจากการฝึกก็มีกิเลสเหมือนเดิม จะไม่มีก็แค่ตอนปฏิบัติเท่านั้นแหละครับ ส่วนวิปัสสนาเมื่อปฏิบัติจนเข้าใจก็จะเป็นสุขแบบโลกุตตรสุขครับ เป็นสุขแบบพระอริยะครับ ที่ผมตอบนี้หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยนะครับคือผมยังเด็กอยู่ครับอาจจะทราบไม่เท่าผู้รู้ที่เรียนปริยัติธรรมมาครับ แต่ผมอธิบายตามความจริงเท่านั้นครับ หากมีผู้รู้ใดที่ชี้แนะได้อีกก็จะดีครับ เจริญในธรรมครับ


มีคำถามเกี่ยวกับการเจริญสติครับ

ทำความเห็นเรื่องนี้ใหม่นะจ๊ะ....สติเป็นของที่มีอยู่แล้วในตัวทุกคนเลยจ้า....

แม้แต่สัตว์ ลองดูสารคดีชีวิตสัตว์ซิจ๊ะ หรือลองดูชีวิตประจำวันของตัวเองว่า

มีช่วงไหนขาดสติบ้าง....ที่ต้องทำคือ ทำสติธรรมดาๆ ให้เป็นสัมมาสติจ้า....อิ อิ อิ

ระลึกถึงเรื่องดีๆ ทั้งปวงบรรดามี ก็เป็นสัมมาสติแล้วจ้า....อิ อิ อิ


 เปิดอ่านหน้านี้  3115 

RELATED STORIES


  แสดงความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย