ความกลัว ความหวัง กำลังใจ

 wasawaum   

wasawaum คนเดิมครับท่านรบกวนเพื่อนนักธรรมสัก 2,3 ข้อผมเป็นสมาชิกได้ 2เดือนแล้วครับและก็เพิ่งเชื่อในพระพุทธเจ้าครับ ชีวิตผมล้มเหลวทุกอย่างครับและมีคนแนะนำให้ปฏิบัติธรรมเพื่อรักษาจิตใจ คงมีใครเคยอ่านเรื่องของผมบ้างแหละครับ ผมถามไว้ 2-3 กระทู้แล้วครับ ตอนนี้อยากจะรบกวนอีกซักกระทู้ครับ
1. มีวิธีกำจัดความกลัวความอายออกจากใจไหมครับ ตอนนี้จะทำอะไรก็กลัวไปหมด ไม่มีความมั่นใจแม้แต่นิดเดียวไม่อยากพบหน้าผู้คนมีความรู้สึกว่ามีแต่คนว่าเราพูดแต่เรื่องของเรา(คิดไปเองนะครับ)รู้แต่ก็ตัดไม่ได้สักที หมดความเชื่อถือตัวเองหมดสิ้นเลยครับ อยากถามว่า จะเรียกความมั่นใจกลับคืนมาได้อย่างไร

2.ไม่มีกำลังใจในการใช้ชีวิตต่อเลยครับ แต่ละวันเหนื่อยล้าเหลือเกิน จะมีความรู้สึกดีดีก็เดี๋ยวเดียวเองแล้วก็หายไป อยากถามว่าใครพอจะมีวิธีสร้างกำลังใจแบบไหนบ้าง

3. ความหวัง ก็ไม่มี หนี้สินก็มากมาย เงินจะกินแต่ละเดือนก็ไม่พอ ลูกคนโตก็เกเร แฟนก็หางานทำไม่ได้ ตัวผมเองงานที่บริษัทก็ไม่มีงาน ถูกหักค่าแรง บริษัทใกล้จะปิดเต็มที จะหางานใหม่ก็อายุมากไม่มีใครรับ หนทางประกอบอาชีพมืดมนจัง ที่อยู่ก็ไม่มี ไม่รู้จะหันหน้าไปทางไหน ทุกทางถูกปฏิเสธหมด อยากถามว่า ใครมีวิธีสร้างความหวังให้เกิดขึ้นในใจบ้าง
*** สิ่งที่ผมทำมาตลอด2 เดือน ฟังธรรมะบ้าง สวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิ เช้า และก่อนนอนทุกวัน บางวันก็ใส่บาตรบ้าง ไม่มีปัจจัยเลยทำได้อาทิตย์ละครั้ง เวลาสวดมนต์และทำสมาธิผมจะมีความสงบและมีความหวัง แต่ก็แป๊บเดียว หลังจากออกจากตรงนั้นไม่นานก็เป็นเหมือนเดิมอีก จะไปบวชเลยก็ทำไม่ได้ หนี้สินยังมากต้องใช้ก่อน และลูกคนเล็ก ก็ยังไม่รอดปากเหยี่ยวปากกา คือยังมีความห่วงยังมีกิเลสนั่นแหละ ใครมีคำแนะนำดีๆก็บอกกันบ้างนะครับ เพื่อจะรอดไปได้ ขอขอบคุณนะครับที่เข้ามาอ่านกัน




207 อย่าน้อยใจว่าเราเกิดมามีกรรม

ปัญหา คนที่เกิดมามีกรรม ยากจน อัปลักษณ์ อับปัญญา จะมีวิธีปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้น หรือกลับตนกลับตัวได้หรือไม่ ?

พุทธดำรัสตอบ “....บุคคลบางคนในโลกนี้ เกิดมาในตระกูลต่ำ คือ ตระกูลจัณฑาล ตระกูลช่างสาน ตระกูลนายพราน ตระกูลช่างเย็บหนัง หรือในตระกูลคนเทหยากเยื่อ อันเป็นตระกูลเข็ญใจ มีข้าวน้ำและโภชนะน้อย เป็นอยู่โดยฝืดเคือง หาของบริโภคและผ้านุ่งห่มได้โดยฝืดเคือง อนึ่ง เขามีผิวพรรณทรามไม่น่าดู เป็นคนแคระ มีโรคมาก เป็นคนตาบอด เป็นคนง่อย เป็นคนกระจอก หรือพิการไปแถบหนึ่ง ไม่ได้ข้าว น้ำ ผ้านุ่งห่ม ยานพาหนะ ระเบียบดอกไม้ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย และประทีปตามสมควร แต่เขาประพฤติสุจริตด้วยกาย ด้วยวาจา แลด้วยใจ ครั้นประพฤติสุจริต ด้วยกาย วาจา ใจแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าพึงสุคติโลกสวรรค์ บุคคลเป็นผู้มืดมาแล้วมีสว่างไปอย่างนี้แล”

ตามสูตร จ. อํ. (๘๕)
ตบ. ๒๑ : ๑๑๐-๑๑๑ ตท. ๒๑ : ๙๙-๑๐๐
ตอ. G.S. II : ๙๕

ที่มา http://www.84000.org/true/207.html


241 โทษของความโกรธ

ปัญหา ความโกรธมีโทษอย่างไรบ้าง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงแนะนำให้ระงับกำจัดเสีย ?

พุทธดำรัสตอบ “.....คนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว แม้จะอาบน้ำ ไล้ทา ตัดผม โกนหนวด นุ่งผ้าขาวสะอาดแล้วกตาม... ย่อมเป็นผู้มีผิวพรรณทราม.....
“.....คนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว แม้จะนอนบนบัลลังก์อันลาด้วยฝ้าขนสัตว์ ลาด้วยฝ้าขาวเนื้ออ่อน ลาดด้วยเครื่องลาดอย่างดีทำด้วยหนังชะมด มีผ้าดาดเพดาน มีหมอนหนุนศีรษะและหนุนเท้าแดงทั้งสองข้างก็ตาม ย่อมนอนเป็นทุกข์....
“.....คนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว แม้จะถือเอาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ก็สำคัญว่าเราถือเอาสิ่งเป็นประโยชน์ แม้จะถือเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์ก็สำคัญว่าเราถือเอาสิ่งไม่เป็นประโยชน์ ธรรมเหล่านี้อันคนผู้โกรธ... ถือเอาแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหายมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ตลอดกาล
“.....คนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว แม้จะมีโภคะที่ตนหามาได้ด้วยความขยันขันแข็ง สั่งสมได้ด้วยกำลังแขนอาบเหงื่อต่างน้ำ เป็นของชอบธรรม ได้มาโดยธรรม พระราชาย่อมริบโภคะของคนขี้โกรธเข้าพระคลังหลวง....
“.....คนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว แม้เขาจะมีมิตร อมาตย์ ญาติสายโลหิต เหล่านั้นก็เว้นเสียห่างไกล...
“.....คนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว ย่อมประพฤติทุจริตด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ครั้นแล้วเมื่อตายไปย่อมเข้าถึง อบาย ทุคติ วินิบาตนรก....”

โกธนาสูตร ส. อํ. (๖๑)
ตบ. ๒๓ : ๙๖-๙๗ ตท. ๒๓ : ๘๙-๙๑
ตอ. G.S. IV : ๕๙-๖๐

ที่มา http://www.84000.org/true/241.html


253 วิธีสร้างปัญญา

ปัญหา วิธีปฏิบัติในหลักศีลและสมาธิปรากฏว่า มีแจ่มแจ้งอยู่แล้ว แต่วิธีเจริญหลักที่ ๓ คือ ปัญญา ยังไม่แจ่มแจ้งพอ ขอได้โปรดแนะวิธีเจริญปัญญาด้วย ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุ ๘ ประการ ปัจจัย ๘ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญาอันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ไดเพื่อความงอกงามไพบูลย์ เจริญบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว
“ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อาศัยพระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่งผู้ตั้งอยู่ในฐานะครูซึ่งเป็นที่เข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว ความรักและความเคารพไว้อย่างแรงกล้า นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ ๑

“เธออาศัยพระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจรรย์..... ผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู.... นั้นแล้ว เธอเข้าไปหาแล้วไต่ถามเป็นครั้งคราวว่า.... ภาษิตนี้เป็นอย่างไร เนื้อความแห่งภาษิตนี้เป็นอย่างไร ท่านเหล่านั้นย่อมเปิดเผยข้อที่ยังไม่ได้เปิดเผยทำให้แจ้งข้อที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง และบรรเทาความสงสัยในธรรมอันน่าสงสัยแก่เธอ.... นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ ๒

“เธอฟังธรรมนั้นแล้ว ย่อมยังความสงบ ๒ อย่าง คือความสงบกายและความสงบจิต ให้ถึงพร้อมนี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ ๓

“เธอเป็นผู้มีศีล สำรวมระวังในปาฏิโมกข์ ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษแม้มีประมาณน้อย สมาทานศึกษาในสิกขาบททั้งหลาย.... นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ ๔

“เธอเป็นพหูสูต ทรงจำสุตะ สั่งสมสุตะ เป็นผู้ได้ยินได้ฟังมากทรงจำไว้คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฐิซึ่งธรรมทั้งหลายอันงามในเบื้องต้น... ท่ามกลาง... ที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง... นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ ๕

“เธอย่อมปรารถนาความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อความพร้อมมูลแห่งกุศลธรรม เป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระกุศลธรรม นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ ๖
"เธอย่อมเข้าประชุมสงฆ์ ไม่พูดเรื่องต่างๆ ไม่พูดเรื่องไม่มีประโยชน์ ย่อมแสดงธรรมเองบ้าง ย่อมเชื้อเชิญให้ผู้อื่นแสดงบ้าง ไม่ดูหมิ่นการนิ่งอย่างอริยเจ้า นี้เป็นเหตุปัจจัยข้อที่ ๗"
“เธอพิจารณาเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมในอุปาทานขันธ์ ๕ ว่ารูป.... ความเกิดขึ้นแห่งรูป ความดับแห่งรูปเป็นดังนี้ เวทนา... สัญญา.... สังขาร... วิญญาณ.... ความดับแห่งวิญญาณดังนี้.... นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ ๘ เพื่อได้ปัญญา...ฯ”


ปัญญาสูตร อ. อํ. (๙๒)
ตบ. ๒๓ : ๑๕๒-๑๕๔ ตท. ๒๓ : ๑๓๕-๑๓๗
ตอ. G.S. IV : ๑๐๔-๑๐๕


ที่มา http://www.84000.org/true/253.html
ดูเพิ่มเติม http://www.84000.org/true/index.html


อะไรที่ไม่ดี ขอให้เลิกให้หมดนะครับ เช่น ดื่มเหล้า เล่นการพนัน เสพยา พูดคำหยาบ โกหก ดูหมิ่น และที่สำคัญ ความเห็นแก่ตัว

แล้วหันมารักษาศีล 5 ให้ครบ อย่าให้ขาดตกบกพร่อง
วันพระถ้าทำได้ ก็รักษาอุโบสถศีล คือ ศีล 8

สวดมนต์ทุกคืนก่อนนอน ถ้าสวดธรรมจักรฯด้วยจะดียิ่ง
ให้คิดในทางบวก คือ คิดในสิ่งที่ดี อย่าคิดเรื่องเลวร้ายจะทำให้จิตตกลงไปอีก
แล้วท่านจะพบว่า เหตุการณ์ไม่ดีต่างๆจะคลี่คลาย
เมื่อดีขึ้นแล้วก็อย่าชล่าใจหยุดปฏิบัติล่ะครับ

พอแนะนำได้ประมาณนี้แหละครับ
ไม่แนะนำให้ไปสะเดาะเคราะห์จะเสียสตางค์เปล่าๆ

เคราะห์มาจากเราทำไว้ ก็ต้องแก้ที่ตัวเรา

ด้วยความปรารถนาดี



สาธุกับคำแนะนำของท่านนาคราช การรักษาศีล แล้วเจริญสติสมาธิ มี
อานิสงค์ของบุญแรงและมากโดยไม่ต้องใช้เงินเลย ทำให้มากและต่อเนื่อง เพราะเวลานี้
อกุศลวิบากกำลังส่งผลให้คุณอยู่ แต่สิ่งเลวร้ายนี้จะไม่เป็นไปตลอดหรอกครับ ขอให้คุณเร่งทำกุศลอย่างที่ท่าน
นาคราชแนะนำเพื่ิอดึงกุศลวิบากมาช่วยลดกระแสหรือตัดกรรมที่ไม่ดีครับ นี่เป็นทางเดียวที่ คุณจะช่วยตัวเองได้


ทุกๆวันให้ตั้งเจตนาในใจหรือกล่าววาจาถือเอาพระรัตนตรัยเป็นสรณะแล้วสมาทาน รักษาศีลทั้ง 5จนตลอดชีวิต ว่า ข้าพเจ้าตั้งใจละเว้นจากการฆ่าสัตว์ละเว้นจากการลักขโมย ละเว้นจากการปรพฤติผิดในกาม ละเว้นจากการพูดโกหก และละเว้นจากการดื่มเหล้าหรือสิ่งเสพติดทั้งหลาย
ที่เราต้องรักษาศีล 5ก็เพราะศีล 5รักษาเราให้มีจิตใจอยู่ในภูมิของมนุษย์ซึ่งสามารถรองรับกระปฏิบัติธรรม ขั้นสูง เช่นเจริญสติและปัญญาได้

นี่เป็นเวลาที่คุณจะไดพิสูจน์สัจจธรรมที่ว่า"ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม" ด้วยตนเอง แต่ขอให้คุณทำจริง ไม่ใช่เหลาะแหละแล้วโทษธรรม ยิ่งคุณมีความมั่นใจในสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนคุณจะยิ่งได้รับผลดี
ขึ้นเป็นลำดับ ขอให้วางใจว่าที่ทำดีก็เพื่อความดีส่วนจะอธิษฐานเพื่อให้กุศลนำไปสู่เป้าหมายอย่างไร ก็เป็นสิ่งที่ทำได้


เช่นอาจตั้งความปรารถนาว่าขอกุศลที่ข้าพเจ้าได้ทำแล้วทั้งการให้ทาน การรักษาศีล การเจริญสมาธิช่วยปกปักรักษา
ข้าพเจ้าและครอบครัวให้มีชีวิตที่ดี ขึ้นให้ได้มีงานและรายได้เพียงพอไม่ขัดสนทั้งในการดำรงชีพ ทั้งสามารถใช้คืนหนี้สินทั้งหมดได้โดยเร็ว เพื่อว่าเมื่อข้าพเจ้าสามารถปลดหนี้ได้
แล้วข้าพเจ้าตั้งใจจะบวชในพระพุทธศาสนาเพื่อการดับทุกข์เป็นที่สุด การอันใดที่เป็นไปเพื่อบาปอกุศล ขอ
อย่าได้ปรากฏแก่ข้าพเจ้า และขออุทิศกุศลที่ทำมาไว้ดีแล้ว ให้แก่มารดาบิดา ครูอาจารย์ ญาติทั้งหลาย ผู้มีพระคุณทั้งหลายเทวาดามารพรหม ตลอดจนผู้ที่ข้าพเจ้าได้เคยเคยเบียดเบียนทั้งหลาย รวมถึงเหล่าสรรพสัตว์อื่นๆที่เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ทั้งสิ้นในทุกทิศ ขอให้สัตว์ทั้งหลายพ้นทุกข์อย่างแท
้จริงทุกตนทุกท่านเทอญ...

อย่าลืมว่าสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป ดังนั้น ขอให้บำเพ็ญบารมีคือขันติ(อดทน) เวลานี้ให้มาก สักวันหนึ่ง สิ่งร้ายจะหมดไป นั่นคือสิ่งดีๆจะเข้ามาแทนที่ จงยังกุศลทั้งปวงให้ถึงพร้อมเถิด

ขอให้สำเร็จดังปรารถนาเทอญ


ลองพิจารณาความเห็นส่วนตัวของผมดังนี้นะครับ

-. อดีตมันผ่านไปแล้ว เราแก้ไขมันไม่ได้
ผลลัพธ์์ของอดีตก็คือปัจจุบันที่เราต้องรับกรรมอยู่
ไม่ต้องพูดถึงชาติก่อนนะ พูดแค่ชาตินี้ก็พอ

- ที่เรากำลังทุกข์อยู่นี้.. ทุกข์ใน 2 ลักษณะ ตือทุกข์กาย และทุกข์ใจ
ทุกข์กายนี่ คนอื่นก็เป็นกันทุกคน ต้องหิว ต้องร้อน ต้องหนาว
เราก้ต้องหาเครื่องอุปโภคบริโภคมาระงับอาการเหล่านั้น
ต้องหางานทำเพื่อเลี้ยงตัวกันทุกข์คน



แต่ที่ทุกข์ไม่เท่ากันคือทุกข์ใจ
แล้วแต่จะเอาความทรงจำขึ้นมาปรุงไห้สุขให้ทุกข์ไปตามจริต

เราทุกข์เพราะเรามีความคิด
ยิ่งคิดมาก ยิ่งทุกข์มาก
ยิ่งเปรียบเทียบมาก ยิ่งทุกข์มาก

เวลาคนมันทุกข์ มันทุกข์ตรงนี้ ตรงใจนี้

ฉะนั้น จึงควรคิดแต่พอจะใช้งาน คิดเรื่องการวางแผน เรื่องการดำเนินชีวิต
แผนงานโครงการต่างๆ จุดอ่อนจุดแข็ง ตรงไหนรั่วก็อุด ตรงไหนเกินก็ตัด
แต่ไม่ใช่คิดจนขาดสติแล้วคิดใคร่ครวญในอดีต ที่ผ่านไปแล้ว
หรือพยามใคร่ควรญสิ่งที่อยากได้อยากเป็นในอนาคต
เอาความคิดหลงไปในอดีตและอนาคตอยู่เนืองๆนั้นไม่ช่วยอะไรเลย

เพราะถ้าเราคิดโดยมีความอยากเป็นเชื้อนั้น
ปรากกว่า คิดแล้วมันไม่ได้เป้นจริงขึ้นมา
เราก็ผิดหวัง ยิ่งหวังมากก้ยิ่งทุกข์

ลองปฏิบัติธรรมดูนะครับ
http://www.wimutti.net/pramote/cd.php?cd=01

ธรรมะที่แท้ ไม่ใช่แค่ฟังแล้วได้รับอานิสงฆ์นะครับ
ฟังแล้วต้องลงมือปฏิบัติให้พบสัจจะธรรมต่างๆด้วยตนเอง
จนเกิดความหน่ายคลายกำหนัดในสัจจะธรรมต่างๆ สามารถละวางได้อย่างไม่หมดใจ


ท่านถึงใช้คำว่า "ธรรมะย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติิธรรม"
"ไม่ใช่ธรรมะคุ้มครองผู้ขบคิดเรื่องธรรม"

เอาใจช่วยครับ





ดิฉันได้มีโอกาสได้อ่านงานเขียนของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต ในหนังสือพิมพ์ข่าวสดในวันอาทิตย์เกือบทุกสัปดาห์ ท่านเขียนโดยใช้หัวข้อเรื่อง "จะอยู่อย่างเป็นเหยื่อ หรือขึ้นเหนือไปนำเขา" ดิฉันขอยกข้อความบางตอนเพื่อเสริมสร้างกำลังใจในการดำเนินชีวิตต่อไป

จะอยู่อย่างเป็นเหยื่อ หรือขึ้นเหนือไปนำเขา ?

กระแสที่ 1 คือพระพุทธศาสนาที่สอนหลักการกระทำด้วยความเพียรพยายามโดยพึ่งตนเอง พูดสั้นๆ ว่าต้องทำพึ่งตนเอง และหวังผลจากการกระทำ

กระแสที่ 2 คือ สัทธิไสยศาสตร์ ความเชื่ออำนาจเร้นลับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่มีเจ้าพ่อเจ้าแม่ มีเทวดาให้อ้อนวอน หมายความว่ามีอะไรอยากได้อะไร อยากพ้นเคราะห์พ้นภัย ก็ไปขอให้ท่านช่วย หวังพึ่งอำนาจภายนอกมาช่วยตัวเอง เรียกสั้นๆ ว่า ลัทธิรอผลดลบันดาล

คนไทยชักจะอ่อนแออยู่แล้ว เมื่อสังคมซับซ้อนขึ้น ต้องคิดมากและทำยาก เมื่อคนไม่อยากสู้ปัญหา ก็หวังพึ่งความช่วยเหลือ ตอนนี้กระแสไสยศาสตร์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็เฟื่องขึ้นมาเลย เพราะอะไร เพราะว่าพอเจอปัญหาอะไร อยากได้อะไร ไม่อยากทำด้วยแรงของตนเอง ไม่อยากสู้ปัญหา ไม่อยากคิด ก็ไปขอความช่วยเหลือจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์อ้อนวอนเจ้าพ่อเจ้าแม่ให้ท่านทำให้

การขอผลดลบันดาลอะไรต่างๆ ก็คือการถ่ายโอนภาระใช่ไหม ตัวเองมีภาระจะต้องทำก็ถ่ายโอนภาระไปให้เทวดา ขอให้ท่านช่วยทำให้ ตัวเองไม่สู้ไปอ้อนวอนท่านแล้วก็นอนรอผลที่ท่านจะทำให้ เป็นอันว่า ปัจจัยที่ 4 มาซ้ำเข้าให้อีก ปัจจุบันนี้ครบชุดเลยสี่อย่าง สังคมไทยก็ยิ่งเอนเอียงไปทางอ่อนแอคอยรอเสพความสะดวกสบาย ถ้าคนไทยเป็นอย่างนี้ คือ

1. ขาดความใฝ่รู้ (วัฒนธรรมวิทยาศาสตร์)
2. ไม่สู้สิ่งยาก (วัฒนธรรมอุตสาหกรรม)

ก็จะไม่เข้มแข็ง เพียงแค่จะเอาชนะในการแข่งขันระหว่างสังคมก็ยาก แต่จะต้องเป็นเหยื่อเขาแน่ เพราะตัวชอบสะดวกสบาย ก็เป็นนักบริโภคท่าเดียว เป็นนักผลิตไม่ได้ เพราะการที่จะผลิตต้องเข้มแข็ง เมื่อไม่สู้ปัญหาก็คอยรอแต่บริโภค คอยหาเสพ จะดิ้นบ้างก็เพราะถูกแรงบีบคั้นในการแข่งหาสิ่งเสพ แต่เป็นเพียงดิ้นชั้นสอง คือดิ้นเพราะพลังที่ต้องการเสพ ไม่ใช่ดิ้นเพราะความเข็มแข็งในเนื้อแท้ของคุณภาพจิตใจที่จะเพียรผลิตเพียรสร้างสรรค์

การที่ดิ้นเพราะจำเป็นต้องหาเสพนี้จะทุกข์มาก ส่วนคนที่ดิ้นรนขวนขวายเพราะความหมั่นเพียรเข็มแข็งในตัวเป็นพื้นนิสัย ก็เป็นเรื่องธรรมดา คนที่ต้องดิ้นเพราะแรงบีบของการที่มีความต้องการเสพสูง แต่ไม่มีสิ่งจะเสพก็เลยดิ้น อันนี้กลายเป็นการบีบบังคับ จึงทุกข์หนักขึ้น เพราะหมายถึงสภาพจิตที่ไม่เต็มใจ ส่วนคนที่เข้มแข็งในตัว การดิ้นรนขวนขวายก็เป็นเรื่องธรรมดาของเขา เพราะเป็นนิสัยใจคอที่จะสู้และเต็มใจทำ จึงไม่ทุกข์อะไรนัก จำไว้เลยว่าคนอ่อนแอชอบสบายนี้ไม่ต้องการจะสู้ ต้องการแต่จะเสพ แต่เพราะไม่มีจะเสพก็เลยต้องดิ้นด้วยความจำใจ ในเมื่อจำใจ ก็ทุกข์

ฉะนั้น คนอ่อนแอชอบสบายจึงเสียทั้งในด้านสภาพจิตใจของคน ทั้งในแง่สังคมก็สู้เขาไม่ได้ กลายเป็นเหยื่อของเขา ปัญญาก็ไม่พัฒนา และตัวเองก็ไปร่วมสมคบกับเขาโดยไม่รู้ตัว ในกระบวนการทำลายโลกแห่งธรรมชาติแวดล้อม ด้วยการกิน การเสพบริโภค ที่หลงไปตามคำโฆษณาภายใต้ค่านิยมที่เขาชักจูง ถ้าเป็นอย่างนี้สังคมไทยจะเป็นสังคมที่อยู่ภาวะที่พร้อมจะเป็นเหยื่อและขาดความเข็มแข็ง อ่อนแอ จะสู้เขาไม่ได้ จะพ่ายแพ้ในการแข่งขัน และก็อย่างที่ว่า ผลขั้นสุดท้ายก็คือ ร่วมทำลายธรรมชาติแวดล้อมและโลกนี้ เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งต้องแก้อย่างตรงตามกระบวนการ ไม่ใช่เฉพาะว่าเป็นเรื่องของคนแต่ละคน และในการแก้นั้นถ้าแก้ถูกจุดก็ง่าย คือพัฒนาคนให้ถูกต้อง เริ่มตั้งแต่

1. ให้รู้ทันว่า พวกประเทศผู้ผลิตนี้มาไม้ไหน ถ้าจะครอบงำเรา เราไม่ยอมให้ครอบงำจะทำอย่างไร
2. รวมพลังสร้างจิตสำนึกทางสังคมให้เกิดขึ้น โดยมีจุดหมายใหญ่ของสังคมร่วมกัน
3. คิดแก้ปัญหาให้แก่โลก คือคำนึงถึงอารยธรรมทั้งหมด

แล้วก็มาจัดสภาพชีวิตความเป็นอยู่ด้วยความรู้ความเข้าใจที่มีแนวคิดแห่งปัญญาเป็นฐานว่า ความหมายที่แท้จริงของชีวิตคืออะไร ชีวิตอยู่เพื่ออะไร สิ่งเสพเหล่านี้ให้ความสุขที่แท้จริงหรือไม่ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งก็ย้อนกลับไปตั้งแต่เรื่องคุณค่าของชีวิตมนุษย์ ซึ่งกำลังเป็นปัญหาลึกสุดสำหรับพวกประเทศที่พัฒนาแล้ว

ดิฉันหวังว่าคงเป็นกำลังใจให้คุณได้บ้างคะ


ในความคิดผมนะครับ คือคุณ wasawaum เป็นทุกข์ที่ใจน่ะครับ เพราะฉะนั้นคุณต้องทำสมาธิให้จิตใจของคุณเข้มแข็งครับ ไม่หวาดหวั่นต่อเรื่องอะไร ปัญหาเข้ามาคุณก้อต้องค่อยๆแก้ไปทีละปมครับ ถ้าคุณมองรวดเดียวทั้งหมด คุณก้อต้องท้อแท้แน่นอนครับ เพราะมันมีเยอะ สำคัญที่ใจครับ คิดซะว่า เราเป็นลูกผู้ชายครับ ไม่หวาดหวั่นต่อเรื่องอะไรอยู่แล้ว เราต้องเป็นที่พึ่งให้ลูกให้เมียครับ
ส่วนเรื่อง ชีวิต ก้อต้องใช้คาถาพระพยอมล่ะครับ ว่า.. ขยันให้เหงื่อออกทางขุมขน ดีกว่าขี้เกียจแล้วยากจน จนน้ำล้นออกทางตา ครับ ชีวิตยังไม่สิ้นก้อต้องต่อสู้ดิ้นรนกันไปครับ ยังมีคนอีกมากครับที่ชีวิตเขาลำบากกว่าเรา เช่น คนพิการไม่มีแขนขา คนตาบอดครับ หรือจะเอาคำของปู่เย็นก้อได้ครับ ว่าหอยมันไม่มีมือมีตีน มันยังหากินเองได้ นับประสาอะไรกับเรา จริงไหมครับ เป็นกำลังใจให้ สู้!!! นะครับ


 เปิดอ่านหน้านี้  2788 


  แสดงความคิดเห็น


Go to top

จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย