ตระหนี่ในบุญหรือทำบุญแต่พอตัว

 อาราก๊อบ   

อยากทราบความเห็นครับว่า ในกรณีที่คนทำบุญ แบบปิดบัญชี ทุ่มสุดตัวกับคนที่ทำบุญแต่พอตัวนี้ แบบไหนดีกว่ากัน หรือได้บุญมากกว่ากัน เพราะผมเองก็คิดว่า เท่าไหร่ก็เหมือนกันมันอยู่ที่ใจและกำลังทรัพย์ แล้วถ้ามีน้อยให้น้อยจะถือว่าตระหนี่หรือเปล่าครับ




การทำบุญทื่ดีในความคิดผมนะครับ

ผลกรรมขึ้นตามแต่เจตนา เจตนาดี ร้าย จะก่อให้เกิด กุศล และ อกุศล
ขึ้นอยู่กับเจตนาและความแน่วแน่มั่นคงในจิต ในเรื่องชของการทำบุญโดยการให้กำลังทรัพย์ หรือให้ทาน จะสำเร็จผลเมื่อผู้รับได้รับและใช้ เช่นสังฆทานที่เป็นถังนั้นผู้ถวายได้บุญตั้งแต่ที่ถวายแต่ได้ไม่ครบสมบูรณ์ 100 เพราะพระสงฆ์ยังไม่ได้ใช้ทันที จะได้ครบถ้วนบริบูรณ์นั้น ต้องรอให้พระใช้ก่อน ( พระอาจารย์ที่วัดสอนมานะครับผมไม่ทราบยังพิสูจน์ไม่ได้ )


ดังนั้น การที่เราจะทำบุญจะได้บุญมากน้อยขึ้นอยู่กับ เจตนา วิธีการ ถ้าเจตนาดี วิธีการใช่ ก็จะเป็นกุศลที่บริบูรณ์ ลองคิดดูครับ เช่นคุณไปสร้างศาลาพักร้อนในหมุ๋บ้านที่กันดาร แต่ความต้องการของชาวบ้านไม่ต้องการศาลาพักร้อนนั้นแต่ต้องการห้องสมุดชุมชน พอสร้างศาลาเสร็จจิตเราอิ่มบุญอิ่มใจ แต่หลังจากนั้นชาวบ้านไม่ใช้เลย
ปล่อยให้รกร้างผุพัง ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยในการให้ครั้งนี้ใช่ไหมครับ แต่ท่านก็ได้บุญกุศลในส่วนที่มาสร้างให้เขาแล้วครับ

ที่หล่าวมาขางต้นเป็นความคิดเห็นของคนที่มีความรู้น้อยนะครับ ต้องพิจารณาก่อนที่จะเชื่อครับ ขอบคตุณครับ





ต้องอย่าลืมว่ามี 3 อย่างสำคัญคือ ทาน ศีล ภาวนา

ทำแต่ทาน ไม่ได้รักษาศีล ก็อาจเป็นคนรวยแต่พิการหรืออายุสั้นหรือมีโรค

รักษาศีล แต่ไม่ภาวนา ก็ขาดปัญญา มีทุกข์เล็กน้อยก็คร่ำครวญเสียใจ ชีวิตไม่มีความสุข

*****

ท่านต้องทำให้ครบ 3 อย่าง และอย่าลืมว่า
อานิสงค์ของทาน ด้อยกว่า ศีล
และ ศีล ก็ด้อยกว่า ภาวนา

และก็
ทาน ทำง่ายสุด แต่ ภาวนาให้ได้จริงๆนั้น ยากที่สุดเหมือนกัน

ด้วยความปรารถนาดี


คนทำบุญ แบบปิดบัญชี ทุ่มสุดตัวกับคนที่ทำบุญแต่พอตัวนี้ แบบไหนดีกว่ากัน

หลักตัดสินว่าแบบใหนดีกว่าคือ

1. เจตนาในการให้ ทั้งก่อนให้ หลังจากให้ และตอนกำลังให้เป็นไปด้วย ความคิดว่าจะสละความโลภในใจตน เพื่อประโยชน์แก่ ผู้รับอย่างแท้จริง ไม่ได้ให้เพราะอยากเด่น ดังหรือกลัวคนอื่นว่า หรือเพราะเก็งผลตอบแทนจากการให้นั้นๆ

2. วัตถุที่ให้ ได้มาด้วยความชอบธรรม ไม่ได้ได้มาด้วยการละเมิดศีลหรืออกุศลกรรมบทข้อใดๆ เช่นโกงมา คอรัปชั่นมา หลอกลวงได้มา ถ้าได้มาโดยสุจริตถือว่าเป็น วัตถุทานที่บริสุทธิ์ผลที่ให้ย่อมมากกว่า

3. ผู้ให้เป็นผู้มีศีลหรือไม่ถ้ามีศีล ผลบุญที่ได้ย่อมมากกว่าผู้ไม่มีศีล

4. ผู้รับ เป็นผู้มีคุณความดีอย่างไร ถ้าให้พระย่อมได้บุญมากกว่าให้โจร หรือให้พ่อแม่ได้บุญมากกว่าให้
เพื่อน เป็นต้น


มากหรือน้อยของแต่ละบุคคล เปรียบเทียบกันไม่ได้

ที่ถูกต้องคือ ทำเต็มกำลังเท่าที่ใจตนยินดี แบบไม่เบียดเบียนตนเอง

ถ้าทำมากๆ แบบไม่เต็มใจ อย่างนั้นจิตจะยินดีในทานนั้นได้อย่างไร ก่อนให้ทานก็กังวลใจ ขณะกำลังให้ทานก็คิดเสียดาย หลังให้ทานไปแล้วก็คิดไม่สบายใจเรื่อยไปว่าแล้วจะเอาอะไรกิน................อย่างนี้ เรียกว่าเบียดเบียนตนเอง เท่ากับว่า ทำมากแต่ได้บุญน้อยจ้า!


ขึ้นอยู่กับการปรุงครับ

ถ้าจิตใจปรุงไปมาก ย่อมได้บุญมาก
จิตใจปรุงน้อย ย่อมได้บุญน้อย


อย่างเช่น
คนคนหนึ่งเชื่อโดยสนิทใจตามกำลังสติปัญญาของตนว่าการไหว้พระ 9 วัดนั้น
เป็นมหากุศล เขาจึงทำๆไปตามเชื่อดังนั้น
คนคนนี้ย่อมได้บุญมากอย่างที่เชื่อ
จิตมีความสุขอย่างมากมาย

แต่สมมุติเป็นผมที่พาแม่ไป
ผมกลับไม่เชื่ออย่างนั้น
แต่ก้ทำๆไปอย่างนั้น จิตจึงเกิดกุศลจิตเพียงเล็กน้อย ไม่ได้มากเหมือนแม่ที่เชื่อไปอย่างนั้น

สองคนทำบุญแบบเดียวกัน วัดเดียวกัน แต่กุศลจิตต่างกัน

การจะเข้าใจเรื่องบุญ ต้องเข้าใจเรื่องการกำเนิดของสัตว์ด้วย
กล่าวคือ จิตขณะสุดท้ายตอนตาย หากเป็นกุศลจิต จะได้เกิดในภพภูมิที่ดี
เช่นเกิดเป้นเทวดา เป็นคน

หากเป็นจิตอกุศลเช่น โทสะ ทำให้ไแเกิดเป็นอสุรกาย
จิตดลภะทำให้เกิดเป็นเปรต เป้นต่างๆนา
" สานิ กมฺมานิ นยนฺติ ทุคฺคตึ. กรรมชั่วของตนเอง ย่อมนำไปสู่ทุคติ."
จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นอันหวังได้
จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเฐ สุคติ ปาฏิกงฺขา เมื่อจิตไม่เศร้าหมอง สุคติเป็นอันหวังได้



ผมจำไม่แม่นว่าจิตอย่างไรเกิดเป็นอะไร
รู้แต่ว่ากุศลจิต เกิดได้ 2 อย่างคือ คน และ เทวดา



ในปัจจุบัน ในวันหนึ่งๆ
เราก็มีจิตต่างๆนาๆอยู่ในแต่ละวัน
ถ้าับังเอิญ เราตายลงทันด่วน จิตขณะนั้นแหละเรียกว่าปฏิสนธิจิต
ไปเกิดเป็นอย่างอื่นทันที

ดังนั้น การหมั่นทำบุญคือการหมั่นสะสมกุศลจิตไว้
การสะสมบุญไว้มากๆ คิดดีไว้บ่อยๆ ทำให้ใจอยู่ในกุศลเนืองๆ
ย่อมทำให้โอกาสไปเกิดเป็นคนหรือเทวดามีมาก

ดังที่มีพุทธศาสนศุภาษิตที่ว่า

ปุญฺญํ โจเรหิ ทูหรํ
บุญอันโจรนำไปไม่ได้
สํ.ส. ๑๕/๕๐

ปญฺญํ สุขํ ชีวิตสงฺขยมฺหิ
บุญนำสุขมาให้ในเวลาสิ้นชีวิต
ขุ.ธ. ๒๕/๕๙

สุโข ปุญฺญสฺส อุจฺจโย
ความสั่งสมบุญ นำสุขมาให้
ขุ.ธ. ๒๕/๓๐

ปุญฺญานิ ปรโลกสฺมึ ปติฏฺฐา โหนฺติ ปาณินํ
บุญเป็นที่พึ่งของสัตว์ในโลกหน้า
สํ.ส. ๑๕/๒๖

อิธ นนฺทติ เปจฺจ นนฺทติ กตปุญโญฺ อุภยตฺถ นนฺทติ
ปุญฺญํ เม กตนุติ นนฺทติ ภิยฺโย นนฺทุติ สุคตึ คโต
ผู้ทำบุญแล้วย่อมยินดีในโลกนี้ ตายแล้วย่อมยินดีชื่อว่ายินดีในโลกทั้งสอง
เขาย่อมยินดีว่าเราทำบุญไว้แล้ว ไปสู่สุคติย่อมยินดียิ่งขึ้น
ขุ.ธ. ๒๕/๑๗

ปญฺญญฺ ปริโส กยิรา กยิราถนํ ปุนปฺปุนํ
ตมฺหิ ฉนฺทํ กยิราถ สุโข ปุญฺญสฺส อุจฺจโย
ถ้าบุรุษจะพึ่งทำบุญ ควรทำบุญนั้นบ่อยๆ
ควรทำความพอใจในบุญนั้น การสั่งสมบุญนำความสุขมาให้
ขุ.ธ. ๒๕/๓๐

มาวมญฺเญถ ปุญฺญสฺส น มตฺตํ อาคมิสฺสติ
อุทพินฺทุนิปาเตน อุทกุมฺโภปิ ปูรติ
อาปูรติ ธีโร บุญฺญสฺส โถกํ โถกํปิ อาจินํ
ไม่ควรดูหมิ่นต่อบุญว่ามีประมาณน้อยจักไม่มีมาถึง
แม้หม้อน้ำย่อมเต็มได้ด้วยหยาดน้ำที่ตกลงมาฉันใด
ผู้มีปัญญาสั่งสมบูญแม้ทีละน้อยๆ ย่อมเต็มได้ด้วยบุญ ฉันนั้น
ขุ.ธ. ๒๕/๓๑

สหาโย อตฺถชาตสฺส โหติ มิตฺตํ ปุนปฺปุนํ
สยํ กตานิ ปุญฺญานิ ตํ มิตฺตํ สมฺปรายิกํ
สหายเป็นมิตรของคนผู้มีความต้องการเกิดขึ้นบ่อยๆ
บุญทั้งหลายที่ตนทำเองนั้น จะเป็นมิตรในสัมปรายภพ
สํ.ส. ๑๕/๕๑


การได้อานิสงฆ์จากกุศลจิตในเวลาตายนั้น
จึงเป็นเหตุผลที่พระพุทธเจ้าสอนสัตว์โลกให้หมั่นเจริญกุศลจิต หรือเอาใจไปไว้ในจิตที่เป้นบุญให้มากๆ ฝึกไว้แล้วจะเป้นที่พึ่งในเวลาสิ้นชีวิต


ส่วนถ้าใครไม่อยากเวียนว่ายตายเกิดแล้ว อยากหลุดพ้น
ก้ต้องเรียนรู้ธรรมะอีกระดับหนึ่ง เพื่อการหลุดพ้น เป้นธรรมะของบัวพ้นน้ำ

ส่วนเรื่องบุญบาป เป็นเครื่องทุเลาให้เราเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะสงสารได้ดีขึ้นบ้างเท่านั้นเอง
แต่ยังวนเวียนอยู่
ดังเช่นพระพุทธเจ้า 500 ชาติ
ที่ท่านทำบุญทำทานทำกุศลมาแล้วทุกรูปแบบ วนเวียนอยู่ 500 ชาติ แต่ไม่หลุดพ้น
จนชาติสุดท้ายนั่งลงเจริญสติปัฏฐาน 4 จนสามารถอยู่เหนือบุญเหนือบาปหลุดจากวัฏฏะสงสารได้




 เปิดอ่านหน้านี้  2791 


  แสดงความคิดเห็น


Go to top

จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย