เราจะปฏิบัติตัวอย่างไรกับผู้ปกครองประเทศที่ไม่เป็นธรรมครับ

 gotkung123   

ช่วยกรุณาตอบผมด้วยครับ คือ ผมปฏิบัติตัวไม่ถูก ไม่รู้จะทำอย่างไรกับสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบันครับ






ผู้มีปีติในธรรม

มีใจผ่องใสแล้ว

ย่อมอยู่เป็นสุข

บัณฑิตทั้งหลาย

ย่อมยินดีในธรรม

ที่พระอริยะเจ้าประกาศแล้ว

ในกาลทุกเมื่อ .



     บัณฑิตละจิตข้อง..          ในตน
หมั่นฝึกดวงกมล...               ผ่องแผ้ว
ละลังเลสับสน                    และบ่วง     บาปเวร
ประมาทธรรมละแล้ว....          จิตตั้งในฌาน

     สังโยชน์ที่ละแล้ว.          กาลใด
จิตละกิเลสไป                    หมดแล้ว
ย่อมตัดซึ่งหลงไหล.....          วัฏฏะ     ผูกพัน
ขันธ์ดับเพราะจิตแผ้ว...          เมื่อนั้นสุขเต็ม

สวัสดีครับทุก ๆ ท่าน


TOOMAIN ม.1/1



ตอบแบบไม่อิงการเมืองนะครับ...

ประเด็นมันอยู่ที่ว่า...ท่านอยู่ในสถานภาพไหนของบ้านเมืองนั้นๆ ล่ะครับ

ถ้าอยู่ในฐานะผู้ออกคำสั่ง... พึงสั่งอย่าให้ผิดครรลองแห่งธรรม (อย่าเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น)

ถ้าอยู่ในฐานะผู้รับคำสั่ง...พึงเลือกปฏิบัติสิ่งที่ไม่ผิดครรลองแห่งธรรมเช่นเดียวกัน ถ้าเลือกไม่ได้จริงๆ พึงปฏิบัติตามคำสั่งด้วยจิตที่คิดว่า "เราทำตามคำสั่ง" เท่านั้น

แต่ถ้าอยู่ในฐานะประชาชนทั่วไป...ผมว่า อยู่เฉยๆจะดีที่สุดครับ

เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงเอาชนะนางจิญจมานวิกา ด้วยความเป็นผู้นิ่งนั่นแหละครับ

เพราะผมพิจารณาเห็นว่า หากผู้ปกครองประเทศผู้นั้น ปกครองอย่างไม่เป็นธรรม ไม่นานหรอกครับ ผมกรรมจักสนองเอง

*************************************

คำตอบนี้เป็นความเห็นส่วนตัว + กับความรู้ทางธรรมอันมีอยู่นิดหน่อยน่ะครับ

อย่าเพิ่งเชื่อ และอย่าเพิ่งปฏิเสธโดยส่วนเดียว

พึงใช้สติปัญญาพิจารณาดูให้ดีก่อนนะครับ


ดิฉันติดตามข่าวสารบ้านเมืองมาระยะหนึ่ง ปรากฏว่าก็ไม่มีอะไรคืบหน้าขึ้นมา ยังคงแบ่งแยกกันเพื่อประโยชน์ของแต่ละกลุ่ม จริงอยู่ประชาธิปไตยประชาชนเป็นใหญ่ก็จริง แต่สิ่งที่เสนอกันมาต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง การเรียกร้องมันเป็นสิทธิหน้าที่ของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยก็จริง แต่มันเป็นไปเพื่อประโยชน์ของอะไรกัน ให้ทุกคนลองคิดดูให้ดี

สำหรับการปรับตัวในสถานการณ์การเมืองในระยะนี้ คงต้องวางใจเป็นกลาง คิดอย่างมีเหตุผล ทำหน้าที่การงานตามปกติ มีวินัยในตนเอง พยายามประหยัดให้มากขึ้นกว่าเดิม เพราะเราไม่รู้ว่าเศรษฐกิจของโลกจะแย่ไปกว่านี้อีกหรือไม่ กับครอบครัวพยายามให้เวลามากขึ้นความอบอุ่นครอบครัวสำคัญที่สุด ในสถานการณ์ตอนนี้ ตอนนี้เยาวชนดูสื่อ มากขึ้น ไม่ว่า ทางโทรทัศน์ วิทยุ หรืออินเตอร์เนต เราในฐานะผู้ปกครองพยายามชี้ให้เขาเห็นว่าสิ่งใดควรสนับสนุน สิ่งใดไม่ควรเอาแบบอย่าง เพราะอนาคตของเยาวชนเหล่านั้นไม่ได้จบแค่ตรงนี้ ยังต้องเจออะไรอีกเยอะคะ


ธรรมทั้งหลายย่อมใหลมาแต่เหตุ ไม่มีสิ่งใดเลยที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือลอยๆโดยปราศจากเหตุ
นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
เมื่อเรามีความเชื่อมั่นในคำสอนเช่นนี้เราพึงมนัสสิการว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ เราควรเกี่ยวข้องเพื่อเป็นเหตุใหม่อย่างไร เพื่อผลอะไรที่เราเองจะได้รับในภายหน้า สิ่งที่เกิดนี้ เราเกี่ยวข้องเพื่อการประกอบบุญกิริยาวัตถุ ข้อใดได้บ้างหรือไม่
สิ่งใดที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยกายวาจา และใจ แล้วไม่เป็นไปเพื่อ ทานศีล หรือภาวนาอย่างใดอย่างหน่ึง
พระพุทธองค์ทรงเตือนให้ "ละเสีย"เพราะไม่เป็นประโยชน์แก่ตน และผู้อื่นทั้งในโลกนี้แลโลกหน้า

เจริญธรรมครับ



ขอบพระคุณทุกท่านมากครับ สาธุ


ผมว่าในเวลานี้ ผมคิดว่า เราอย่าเอาจิตเราไปจดจ่อกันเรื่องเหล่านี้เลย
เพราะ โลกนี้มีความเป็นไปตามโลกธรรม 8
ความหมายของโลกธรรม 8
โลกธรรม 8 หมายถึง เรื่องของ โลกมีอยู่ประจำกับชีวิต สังคมและโลกของมนุษย์เป็นความจริงที่ทุกคนต้องประสบด้วยกันทั้งนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม ข้อแตกต่างคือ ใครประสบมาก ประสบน้อย ช้าหรือเร็ว โลกธรรมแบ่งออกเป็น 8 ชนิด จำแนกออกเป็น 2 ฝ่ายควบคู่กันและมีความหมายตรงข้ามกัน คือ
1. โลกธรรมฝ่ายอิฏฐารมณ์ คือ ฝ่ายที่มนุษย์พอใจมี 4 เรื่อง คือ
- ได้ลาภ หมายความว่า ได้ผลประโยชน์ ได้ทรัพย์สินเงินทอง ได้บ้านเรือนหรือที่สวน ไร่นา
- ได้ยศ หมายความว่า ได้รับแต่งตั้งให้มีฐานันดรสูงขึ้น ได้ตำแหน่ง ได้อำนาจเป็นใหญ่เป็นโต
- ได้รับสรรเสริญ คือ ได้ยิน ได้ฟัง คำสรรเสริญคำชมเชย คำยกยอ
- ได้สุข คือ ได้ความสบายกาย สบายใจ ได้ความเบิกบาน ร่าเริง ได้ความบันเทิงใจ
2. โลกธรรมฝ่ายอนิฏฐารมณ์ คือ ฝ่ายที่มนุษย์ไม่พอใจมี 4 เรื่อง คือ
- เสียลาภ หมายความว่า ลาภที่ได้มาแล้วเสียไป
- เสื่อมยศ หมายถึง ถูกลดความเป็นใหญ่ ถูกถอดออกจากตำแหน่ง ถูกถอดอำนาจ
- ถูกนินทา หมายถึง ถูกตำหนิติเตียนว่าไม่ดี มีใครพูดถึง ความไม่ดีของเราในที่ลับหลังเรียกว่าถูกนินทา
- ตกทุกข์ คือ ได้รับความทุกข์ทรมานกายทรมานใจ

เมื่อเราสังเกตดูแล้วเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น เป็นเพราะความไม่เข้าใจในโลกธรรม 8 นี้ จึงเกิดความแตกแยก

ผมคิดว่าเราควรวางจิตไว้ที่ตัวเรา ปฎิบัติให้ถูกต้องตามหลักธรรม วางตนให้เหมาะสมตามฐานะของประชาชน ตามฐานะของผู้บริหารประเทศ อย่าได้หวั่นไหวตามคำยั่วยุที่เขาเหล่านั้นสร้างขึ้นดีกว่าครับ

พูดง่ายๆ รับรู้ รับฟัง คิดตาม ทำตามความสมควร ตามหลักธรรมดีกว่าครับ


ที่กำลังเป็นธรรมที่ไม่เจริญอยู่ในขณะนี้คือจิตของเราครับ กำลังเศร้าหมอง

กล่าวคือ กิจกรรมตามธรรมชาติของจิตคุณ... ในเวลานี้ ... เป็นธรรมชาติที่ไม่ดี
คือเอาจิตออกนอกตัว ไปสนใจผู้อื่น แก้ไขผู้อื่น

ธรรมะทั้งปวงของพระพุทธเจ้า สอนให้เราแก้ไขตัวเอง สาละวนกับตัวเอง
แต่ธรรมชาติของมนุษย์เราอยากแก้ไขคนอื่นให้มันเป็นไปดั่งใจเรา

อย่างเช่น เราคิดว่า ประเทศควรจะต้องปกครองด้วยคนดีล้วนๆ

ในความเป็นจริงคือเป้นไปไม่ได้ มันเป็นได้เท่าที่เป็น ตามธรรมดาของมัน
แต่คนเรารู้สึกไม่พอ เกิดตันหา ว่าเราต้องการคนดีมากกว่านี้

เมื่อตันหาหรือความอยากมันมากจนขันติธรรมเอาไม่อยู่
เราก้เลยละเมิดศีล ทำร้ายคน กล่าวคำส่อเสียด คำเท็จ
เพื่อสนองตันหาของเราให้มันสำเร้จขึ้นมาให้ได้

ลงท้าย เลยกลายเป้นการทะเลาะกันเพราะตันหา


เราอยากให้เขาเป้นไปอย่างที่เราต้องการ
เขาก้อยากให้เราเป้นไปอย่างที่ต้องการ

สุดท้ายเมื่อไม่ยอมกัน ซึ่งเป็นธรรมชติอย่างนั้นอยู่แล้ว
ก็เลยต้องใช้กำลังวัดกัน
ใครใช้กำลังชนะ เอาอำนาจไป

ไม่ต่างอะไรจากพวกลิงกอริลลา หรือฝูงไฮยีนา
แล้วเราก็อ้างว่าเราใช้กำลังเพราะความชอบธรรม
พวกมันก็ใช้กำลังห้ำหั่นกันเพราะความชอบตามธรรมชาติของมัน .. ธรรมดาของสัตว์เป้นอย่างนั้น


ซึ่งความจริงศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้าเสียหายมาก
เพราะคนคิดว่านี่คือ "ชอบธรรม" ชอบ..ด้วย..ธรรม..ของพระพุทธเจ้า
หลงเชื่อกันไปว่าตนกำลังทำสิ่งที่เรียกว่าความถูกต้องและชอบธรรม
ทั้งๆที่ไม่ชอบด้วยธรรมะข้อใดของพระพุทธเจ้าเลย


มันผิดตั้งแต่เรามุ่งแก้ไขคนอื่นแล้ว

ลำพังแค่ศีล 5 ก็ผิดกันหมดแล้ว
ถ้าคนมีธรรมจริงๆ จะไม่ผิดศีล และไม่ยอมผิดศีล ยอมตายดีกว่าผิดศีล ยอมตายเพื่อรักษาธรรมะ ไม่กลัวตาย


แต่เดี๋ยวนี้เข้าใจว่ายอมสละชีวิตเพื่อรักษาความชอบธรรมกันแล้ว
ที่จริงเป้นการยอมสละชีวิตเพื่อรักษาตันหาของตนมากกว่า

เวลาพระนักปฏิบัติท่านเข้าป่าไปเจริญกรรมฐาน ไปทดลองกับความกลัวขั้นสุดๆดู
ท่านไม่กลัวตายนะ ไม่กลัวผี ไม่กลัวไข้ป่า ไม่กลัวสัตว์ป่า
อย่างนั้น่ะเขาเรียกว่า ยอมตายเพื่อรักษาธรรมะ คือ เราเกิดตายมานับไม่ถ้วนแล้วในวัฏฏะสงสาร
แต่ตายครั้งนี้ก็แค่อีกครั้งหนึ่ง แต่ขอรักษาสติ รักษาการปฏิบัติจนลมหายใจขาดดูสักตั้ง

เหมือนพระพุทธเจ้าตั้งสัตยาธิษฐานกับตัวเองว่า
วันนี้ท่านจะนั่งลงตรงนี้จะค้นหาสัจจะธรรมให้พบ แม้ว่าร่างจะแหลกสลายกลายเป้นผง
หรือกระดูกป่นร่วนไปอย่างไร ท่านจะไม่ลุกขึ้นเด็ดขาด
คืนนั้นคือคืนที่ทรงตรัสรู้
ท่านเอาชีวิตเดิมพันเลยว่า ยอมตาย

นี้แหละ อย่างนี้ เรียกว่า ยอมตายเพื่อรักษาธรรมะ
้เรียกว่ากล้าจริง แล้วไม่ต้องไปยุ่งกับใคร ไม่เดือดร้อนใคร แล้วไม่ก่อปัญหาให้ใคร
เป็นควมดีที่ทำแล้วไม่ต้องเบียดเบียนใคร
ถ้าความดีที่ทำแล้วเบียดเบียนใคร อันนั้นไม่ใช่ความดี
แต่เป้นตันหาอยากทำความดีที่มันมากเกินพอดี




เราก็เอาอย่างท่านได้
คือกล้าละวางความคิดต่างๆ กล้าลด ละ เลิก ความถือตัวถือทิฏฐิต่างๆ
เพียงแต่เราหยุด เราก็จะพุ้นจากปัญหา

ตัวเราก็พ้นจากปัญหา ตัวเขาก็พ้นจากปัญหาที่เราก่อ
ไม่เป็นปัจจัยให้เกิดปัญหาซึ่งกันและกัน

ที่เราทุกข์เพราะเราแบกปัญหาคนอื่นเอาไว้
ต้องการแก้ไขคนอื่น... ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย
เพราะแม้แต่ตัวเองยังไม่ยอมแก้ไข

เช่น ลองถือศีล 5 ให้มันบริสุทธิ์ ถึงขั้นประกาศสู้ตายว่า
ไม่ว่าจะเิกิดอะไรขึ้น ขอรักษาศีล 5 ยอมตายดูสิครับ ว่าเรากล้าหาญแบบนั้นไหม

ถ้าแต่ละคนกล้าหาญอย่างนั้นได้จริงๆ จึงจะสามาระเรียกตัวเองว่าต่อสู่เพื่อความชอบธรรมและความถูกต้อง


ถ้าไม่ได้อย่างนี้... ก็เรียกได้ว่าเป็น
..ความ"ชอบทำ"ด้วยตันหา ความ"ถูกต้อง"ตามตันหา ของตน เท่านั้นเอง



ส่วนที่ถามว่าทำตัวอย่างไร
ถ้าเราฟังด้วยใจเป้นกลางไม่ได้ ก็ปิดหู ปิดตา ไม่ต้องฟัง

เหมือนเรานั่งอยู่ในห้องร้อนๆ มันมีแค่สองทางเลือก
1. ทำใจอยู่กับความร้อน
2. ออกมาจากความร้อน

ถ้ารู้ว่าร้อน ก้อย่าไปฟัง ไปดู
แต่ถ้าฟังได้ ดูได้ แล้วไม่ร้อน ไม่ทุกข์
ก็ฟังไป ดูไป


แต่ถ้าแข็งแรงเพียงพอ
ก็ต้องคอยสังเกตุกิจกรรมต่างๆของจิตในขณะเวลาที่ได้ยินได้ฟังได้รู้สึก
สังเกตุความเกิดความดับของสิ่งเหล่านั้นอยู่เนืองๆ บ่อยๆ
พอเราหาเหตุแห่งทุกข์เจอบ่อยๆ เราก้จะยอมรับเองอัตโนมัติว่า นั่นคือทุกข์ เกิดความหน่าย
แล้วเราจะละวางได้ โดยไม่ต้องลงแรงบังคับอะไรใจเราเลย



ขออนุญาติร่วมสนทนาด้วยเจ้าค่ะ
ตามเจตนาที่อยากแสดงความคิดเห็นตามความเป็นจริงสักนิด
ผิดถูกอย่างไรขอน้อมรับไว้เจ้าค่ะ เพราะเป็นควมคิดเห็นส่วนตัว
ผลที่เกิดมาจากเหตุ
** ความโลภ เข้าครอบงำ
เมื่อมีผู้ปกครองประเทศที่ไม่มีคุณธรรมนั้น ได้มาอย่างไร?
มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่เมื่อทุกคนมีความโลภบังตา
ยอมขายสิทธิ์ ขายเสียง
โดยไม่คำนึงถึงบุคคลๆนั้นว่าเป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรมหรือไม่
นี่คือเหตุ จะไปโทษใครเล่าถ้าไม่โทษที่การกระทำ ที่มีเหตุมาจากความโลภ
เมื่ออยากมีผู้ปกครองที่ดี ควรเลือกคนดีเข้ามา
โดยไม่รับอามิสสินจ้าง เพียงเท่านั้น
นั่นคือทำเหตุดี ผลย่อมดีตามมาเจ้าค่ะ



ขออภัยที่ใช้คำผิดเจ้าค่ะ
*แต่เมื่อทุกคนมีความโลภบังตา

*แต่เมื่อคนส่วนใหญ่มีความโลภบังตา


 เปิดอ่านหน้านี้  2700 


  แสดงความคิดเห็น


Go to top

จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย