กิจกรรมธรรมะในสวน
 
Home Dhamma Poem Webboard Topic # 157
Search By Google

ต้องการข้อมูล หรือ research เรื่องการใช้สมาธิ รักษาโรค หรือบรรเทาความเจ็บป่วยของพระไทย หรือ ฆราวาส

มีเพื่อนต่างชาติต้องการเก็บข้อมูล เรื่องการใช้การฝึกสมาธิเพื่อการรักษาโรคขั้นร้ายแรง ทั้งโรคทางร่างกายและจิตใจ เขาต้องการเก็บ record เพื่อ ใช้ในการวิจัยของทางมหาวิทยาลัย
และเคยได้ยินว่า มีพระสงฆ์ไทยหลายรูปที่เจ็บป่วยขั้นร้ายแรง แต่ก็สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ เกือบเป็นปรกติ โดยการเจ็บป่วยนั้นๆ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อท่านเหมือบุคคลทั่วไป มีข้อสัญณิฐานว่าน่าจะเกี่ยวกับการนั่งสมาธิ เขาต้องการทราบว่าจะสามารถทำการเก็บข้อมูลจากที่ไหน หรือสัมภาษณ์บุคคลที่มีประสบการณ์จริง เพื่อนำไปหาข้อสรุป เพื่อให้เกิดการใช้งานจริง เพราะงานวิจัยนี้อาจได้ใช้ประโยชน์กับผู้ป่วยทางจิตเรื้อรัง ที่ OHIO ค่ะ รบกวนช่วยแนะนำด้วยค่ะ

Eng Mail to: Eng [58.8.173.127][ Saturday 14 July 2007 , 11:34 ]

กรุณาติดต่อกลับด่วนค่ะ
ยินดีให้ข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับการปฎิบัติธรรมแล้วรักษาโรค
086-8856237 หรือ jewelrybangkok@yahoo.com
T Mail to : T (125.24.242.*) [ 9 August 2008 , 11:31 ] [ 6 ]

การปฎิบัติธรรมสามารถรักษาโรค(ที่แพทย์แผนปัจจุบันรักษาไม่หาย)ได้อย่างไร


ทำไมบางคน เป็นมะเร็ง หรือเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงอะไรก็ตาม ไปรักษาเท่าไหร่ก็ไม่หาย แต่ทำไม มาหายได้ ด้วยการปฎิบัติธรรม

การทำบุญแบ่งเป็น3ประเภทหลักๆ
1) ทาน
2) ศีล
3) ภาวนา

*** การทำบุญโดยให้ทาน ได้แก่ ใส่บาตร ถวายสังฆทาน ถวายเงินสร้างวัดวาอารามต่างๆ บริจาคหีบศพ เลี้ยงดูสงเคราะห์ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงทั้งหลาย

*** การถือศีล เช่นศีล5 ศีล8 ศีล10 ศีล227

*** การเจริญภาวนา ได้แก่การปฎิบัติกรรมฐาน

1) ทาน – ต้องเสียเงิน บริจาคทรัพย์ หรือบางครั้งก็ต้องออกแรงเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น การให้ธรรมะเป็นทาน และให้อภัยทานนั้นด้วยเป็นต้น การให้ทานนั้น ส่วนมากต้องใช้เงิน แต่ได้บุญน้อยที่สุด
2) ศีล – การถือศีล ไม่ต้องใช้เงินใดๆเลย และได้บุญมากกว่า
3) ภาวนา – ไม่ต้องใช้เงินใดๆเลย และได้บุญมากที่สุด

การเจริญภาวนาได้แก่การปฎิบัติกรรมฐาน
1) สมถะกรรมฐาน คือการทำจิตให้สงบโดยเบื้องต้น เช่น สวดมนต์ นั่งสมาธิ
2) วิปัสสนากรรมฐาน คือการพิจารณาสภาวะธรรม ได้แก่ขันธ์5 คือ1รูป+4นาม (รูป+เวทนา+สัญญา สังขาร+วิญญาณ) พิจารณาว่าขันธ์5 นั้นไม่เที่ยง มีเปลี่ยนแปลง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ตลอดเวลา (เกิดแก่เจ็บและต้องตายทั้งสิ้น สรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่ว่าคนหรือสัตว์ ย่อมหลีกหนีไม่พ้น แม้แต่สิ่งของใดๆ วันนึงก็ต้องผุพังไปเช่นกัน) พิจารณาไปเรื่อยๆจนจิตเข้าถึง พระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา (ความไม่เที่ยง มีความทุกข์เป็นที่ตั้ง ความไม่ใช่ตัวเราของเรา) เมื่อจิตเข้าถึงพระไตรลักษณ์ ประจักษณ์ความจริงเหล่านี้แล้ว ว่าเราทั้งหลายย่อมมีความตายเป็นที่ตั้ง ทำให้เราสามารถลดละ หรือเลิกกิเลสได้มาก (รักไปทำไม ยังไงก็ต้องจาก โลภทำไม เอาอะไรไปไม่ได้ โกรธทำไม หลงทำไม ยึดติดอะไรไม่ได้)

การปฎิบัติวิปัสสนากรรมฐาน คนมักสงสัย ทำไมมานั่งหลับตา เดินจงกรม เดินไปเดินมา ทำไมได้บุญมากที่สุด ทำไมไม่เอาเวลาไปทำประโยชน์อย่างอื่น สร้างวัดสร้างวามันไม่ดีกว่าหรือ คำตอบก็คือ การปฎิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นการทำบุญที่ได้บุญอานิสงส์แรงที่สุด เพราะเป็นการทำบุญที่ปราศจากกิเลสโดยสิ้นเชิง ปฎิบัติเพื่อละกิเลสโดยสิ้นเชิง (พระอรหันต์) หรือในระดับฆารวาส ก็อย่างน้อย สามารถลดละกิเลสไปได้มากทีเดียว
การปฎิบัติธรรมโดยการให้ทานนั้น โดยมากยังเจือปนกิเลส ใส่บาตร ถวายสังฆทาน แล้วก็ขอบุญ ขอโชคขอลาภ ของที่เอามาใส่บาตร อาหารทั้งหลายนั้น ก็คือสรรพสัตว์ที่คนเอามาฆ่าให้ตายเพื่อเป็นอาหาร การให้ทาน ช่วยเหลือผู้อื่น ส่วนมากคนก็ยังหวัง ให้คนๆนั้นทำดีกับเราตอบแทน หรืออย่างน้อยก็ต้องหวังความสุข การคาดหวังนั้น เป็นกิเลสทั้งสิ้น พอไปทำบุญสร้างโบสถ์สร้างศาลา ก็หวังให้สาธุชนได้มาใช้ประโยชน์ การทำบุญโดยให้ทานนั้น เป็นการทำบุญอย่างหยาบสุด คือเป็นเราได้ขจัดความตระหนี่ความเห็นแก่ตัว แต่โดยมากต้องใช้เงิน และก็ยังเจือปนกิเลสอยู่ การถือศีลนั้นได้มากกว่า ส่วนการเจริญภาวนานั้น ได้มากที่สุด เพราะเป็นการสร้างบุญกุศลที่ลดละหรือเลิก ปราศจากกิเลสโดยสิ้นเชิง

การปฎิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้นเรียกว่าเป็นทางสายเอก เป็นทางเดียวที่สามารถเข้าถึงมรรคผลนิพพาน คือหลุดพ้นจากวัฎฎสงสาร คือไม่ต้องมาเวียนว่านตายเกิดอีก ทำไมเราต้องสร้างความเพียรเพื่อหลุดพ้น (นิพพาน) ก็เพราะว่าการกลับมาเกิด แล้วก็ตาย แล้วก็มาเกิด วนเวียนอยู่แบบนี้ บางชาติก็เป็นคน บางชาติก็เป็นสัตว์ การเกิดนั้นเป็นทุกข์ทั้งสิ้น เดี๋ยวก็หิว อิ่มก็ทรมาน เดี๋ยวก็ต้องการปลดทุกข์ขับถ่าย เดี๋ยวก็หิวอีก เดี๋ยวก็แก่ เดี๋ยวก็ป่วย ความตายนั้นหนีไม่พ้น ทุกคนย่อมต้องจากพ่อแม่พี่น้องเพื่อนฝูงสัตว์เลี้ยงอันเป็นที่รัก เหล่านี้เป็นความทุกข์ทั้งสิ้น

ตัวเราที่เกิดมาเป็นตัวเรารูปพรรณสัณฐานอยู่ในวงตระกูลสูงต่ำดำขาวแบบนี้ ก็เพราะกรรมเก่าที่เราสร้างไว้ทั้งนั้น ส่วนโรคภัยที่เบียดเบียนเรานั้น ก็คือท่านเจ้ากรรมนายเวรที่ติดตามตัวเรามาทุกภพทุกชาติ เพราะเราเคยทำเขาไว้ คนที่ป่วยมากๆ หรือมีเคราะห์มากๆ ทางการแพทย์รักษาไม่หาย ไปทำบุญโดยการให้ทานต่างๆนานา ก็ไม่เพียงพอ เพราะเจ้ากรรมนายเวรเขาไม่อโหสิกรรมให้ เขาก็ยังจะเบียดเบียนเราอยู่อย่างนั้น แต่พอมาปฎิบัติวิปัสสนากรรมฐาน (วิปัสสนากรรมฐาน ไม่ใช่การทำสมาธิเบื่องต้น แตกต่างกันนะ) ที่ป่วยใกล้ตาย ก็ดีขึ้น หรือบางครั้งหายขาด ก็เพราะการปฎิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้นได้อานอสงค์แรงมากๆ เมื่อเราอุทิศไปให้เจ้ากรรมนายเวรของเรา เขาได้รับบุญมาก เขาก็ไม่มาเบียดเบียนเรา นั่นคือเราสำนึกบาป ขอขมาเขา พร้อมอุทิศบุญกุศลให้เขา เขาก็อโหสิกรรมให้เรา ทำให้เราหายจากโรคนั้นๆได้ การรักษาโดยแพทย์ปัจจุบันนั้น เป็นปลายเหตุ ยิ่งเราใส่ยาลงไปในร่างกายเพื่อไปพยายามฆ่าเชื้อโคนั้นๆ เขาก็มีแต่ยิ่งพยาบาทเรา ไม่ทำให้หายขาดเลย ผู้เขียนมีประสบการณ์มาแล้ว

คนเราถ้าสร้างบุญกุศลมาก ก็อาจได้ไปเกิดเป็นพรหมเป็นเทวดา – แต่เทวดาทำบุญไม่ได้ ได้แต่รอรับ และโมทนาบุญจากคนที่คอยอุทิศให้ ใครคอยอุทิศให้เขาเรื่อย เขาก็ตามคุ้มครอง นานไป ไม่มีใครอุทิศบุญกุศลให้ ก็ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ แต่อาจอยู่ในตระกูลที่ดีตามลำดับ แม้แต่เทวดาก็ไม่พ้นวัฎฎสงสารอยู่ดี

คนที่ในชีวิตทำทั้งความดีและความเลว แต่มีดีมากกว่าเลว ก็จะได้กลับมาเกิดเป็นคน ก็หนีไม่พ้นวัฎฎสงสารอยู่ดี
ส่วนคนที่มีความดีน้อยมาก สร้างแต่ความเลว ก็กลับมาเกิดเป็นสัตว์เดรฉาน เปรต อสูรกาย etc

การทำบุญนั้นถ้าสร้างทานบารมี และศีลบารมี ก็เป็นสิ่งดี แต่ก็ยังอยู่ในวัฎฎสงสาร แต่การปฎิบัติวิปัสนนากรรมฐานนั้น เป็นทางเดียวเข้าถึงพระนิพพาน คือหลุดพ้นวัฎฎสงสาร เป็นการทำบุญที่ปราศจากกิเลส และได้อานิสงค์สูงสุดจริงๆ

ผู้ปฎิบัติกรรมฐานนั้น เมื่อมีชีวิตอยู่ก็มีความสุข เมื่อตายไป ถึงแม้ยังบำเพ็ญเพียร ยังไม่ถึงนิพพาน แต่อย่างน้อยก็ปิดอบาย4 ไม่ตกนรก และไม่ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานแน่นอน เมื่อถึงคราวที่จะสละสังขาร ละโลกนี้ไป ก็สามารถ แยกกายแยกจิต กายอย่างนึง จิตก็อีกอย่างนึง สามารถแยกเวทนาระหว่างกายจิต ไม่เจ็บปวดทรมาน พ่อแม่ที่ล่วงลับไปแล้วนั้นก็จะได้รับบุญมาก เป็นการทดแทนบุญคุณพ่อแม่ได้อานิสงค์สูงสุด จึงขอเชิญทุกท่าน มาร่วมปฎิบัติวิปัสสนากรรมฐานกันเถิด



Taan Mail to : Taan (125.24.242.*) [ 9 August 2008 , 13:13 ] [ 7 ]



Reply Topic

Message * :
Alignment :
Align Left Align Center Align Right
   URL LinkIndentionBoldInclineUnderlineRedGreenBlueOrangePinkGray
Author * :
E-mail :
Send picture (Not over 50 Kb)

< Entry Security Code
 
   

[ Dhamma Poem ]
[ Close ]
Dhammathai.org [ Users Online = 9, this page = 4 ]