หน้าแรก หน้าหลักกวีธรรมะ กวีธรรมะที่ 788
@ เชิญตามรอย...ท่านสุนทรภู่ เข้าวัด ครับ !


@ เชิญตามรอย...ท่านสุนทรภู่ เข้าวัด ครับ !
*****************************

@ วันนี้ เราจะมาตามรอยท่าน สุนทรภู่ เข้าวัด.....ในกรุงเทพ ฯ


@ ภาพที่เห็นนี้...รูปหล่อ" สุนทรภู่ " และข้าวของเครื่องใช้ของท่าน

ตั้งแสดงไว้ในกุฏิสุนทรภู่ ณ วัดเทพธิดาราม

**********************

“แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์ มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด

ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน”

(จากเรื่อง....พระอภัยมณี)

บทกลอนอันไพเราะ ข้อความอันจับจิต นี้ ผมเชื่อว่าทุกคนจะต้องผ่านหูผ่านตากันมาบ้างนะครับ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องพระอภัยมณี ผลงานที่ขึ้นชื่อของ “สุนทรภู่” กวีเอกของไทยผู้ไม่ธรรมดา เพราะถึงขนาดที่องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ยกย่องให้เป็นเป็นบุคคลสำคัญของโลก ผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม หรือนัยหนึ่งก็คือเป็น “กวีเอกของโลก” เมื่อปี พ.ศ. 2529

ผลงานของสุนทรภู่แต่ละเรื่องล้วนแล้วแต่น่าสนใจ พอ ๆ กับเรื่องราวชีวิตจริงของท่านที่มีหลากหลายน่าศึกษา เพราะตลอดช่วงชีวิตท่านได้ตระเวนไปยังที่ต่างๆ มากมาย ฉันเลยเกิดความคิดว่าจะตามรอยท่านสุนทรภู่ แต่ครั้นจะตามทุกเขตแคว้นที่ท่านไป คงต้องใช้เวลานานเป็นเดือน ๆ แน่ ฉันจึงเลือกไปแค่ 3 วัดในเมืองกรุง ซึ่งสุนทรภู่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องตั้งแต่เล็กกระทั่งล่วงเข้าสู่วัยชรา


วัดแห่งแรก...คือ วัดเทพธิดาราม ครับ
************************



คนบางรัก [125.24.10.34] [ วันพฤหัสบดี ที่ 20 กรกฎาคม 2549 เวลา 08:44 น. ]




@ อ้อ....ขออภัยครับ !

ขอเปลี่ยนว่า......เราไปเริ่มต้นกันที่.....


@ วัดชีปะขาว : เรื่องราวในวัยเด็กของ...ท่านสุนทรภู่ ก่อนนะครับ

สุนทรภู่เกิดเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ.2329 ที่บ้านใกล้กำแพงวังหลัง คลองบางกอกน้อย ซึ่งน่าจะอยู่แถวสถานีรถไฟธนบุรี ท่านไม่ใช่คนบ้านกล่ำ เมืองแกลง จังหวัดระยอง อย่างที่หลายคนเข้าใจสับสน เพราะจริงๆ แล้วที่นั่นเป็นบ้านเกิดของพ่อท่าน

ในช่วงวัยเด็กจนถึงวัยหนุ่ม ท่านจึงได้ศึกษาเล่าเรียนที่ วัดชีปะขาว หรือ วัดศรีสุดารามวรวิหาร ที่อยู่ใกล้บ้านท่านปัจจุบันอยู่ในซอยบางขุนนนท์ ไม่ไกลจากถนนจรัญสนิทวงศ์เท่าใด

คนแก่แถวนั้นเล่าให้ฟังว่าเมื่อก่อนบริเวณวัดและย่านนี้เป็นสวนลิ้นจี่ เต็มไปด้วยความสงบ แต่มาถึงตอนนี้ สภาพเก่าๆ เหล่านั้นไม่เหลือแล้ว กลายเป็นบ้านของผู้คนที่อยู่กันอย่างหนาแน่นแทน

ฉันเดินเข้าไปในวัดเพื่อสอบถามว่ายังคงมีอะไรที่เกี่ยวข้องกับสุนทรภู่หลงเหลืออยู่หรือไม่ ปรากฏว่าสิ่งเดียวที่มีอยู่และทำให้รู้ว่า วัดชีปะขาวนี้เคยเป็นทั้งที่เรียน ที่เล่น และที่ทำงานของสุนทรภู่ เพราะท่านเคยเป็นครูสอนผู้ที่จะทำหน้าที่เป็นเสมียน นั่นก็คือ “อนุสาวรีย์สุนทรภู่” ซึ่งมีปรากฏในโคลงนิราศสุพรรณ ตอนหนึ่งว่า

"วัดปะขาวคราวรุ่นรู้ แรกเรียน
ทำสูตรสอนเสมียน สมุดน้อย
เดินระวางระวังเวียน หว่างวัด ปะขาวเฮย
เคยชื่นกลืนกลิ่นสร้อย สวาทห้างกลางสวน"

อนุสาวรีย์สุนทรภู่นี้ เป็นรูปปั้นจำลองท่านในวัยเด็ก ซึ่งสมัยก่อนยังไม่มีเทคโนโลยีการถ่ายภาพ จึงไม่มีใครบอกได้ว่าหน้าตาของท่านจะเป็นเช่นที่เห็นอยู่หรือไม่

อย่างที่บอกไปว่าอดีตของสุนทรภู่ ณ บริเวณนี้แทบไม่มีสิ่งใดหลงเหลือไว้ แม้กระทั่งปัจจุบันก็เหมือนจะไม่มีใครรู้ว่าที่วัดนี้มีอนุสาวรีย์ของท่านอยู่ รอบๆ บริเวณจึงดูเงียบเหงา ที่แท่นหน้ารูปปั้นเห็นเพียงรอยเทียนที่ถูกจุดและพวงมาลัยเก่าๆ แห้งๆ วางไว้อย่างเดียวดาย

ใครที่ได้ไปแถวบางขุนนนท์ ซึ่งเป็นย่านของกินมีชื่อแล้ว ก็น่าจะแวะเข้าไปสัมผัสความสงบที่วัดชีปะขาว ถือโอกาสทำบุญให้อาหารปลาที่อยู่ในคลองบางกอกน้อยหน้าวัด และอย่าลืมไปทำความเคารพอนุสาวรีย์สุนทรภู่ซึ่งตั้งอยู่ที่ด้านหลังของ “รูปปั้นสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังษี)” ด้วยก็แล้วกัน

คนบางรัก [125.24.10.34] [ 20 ก.ค. 2549 เวลา 08:49 น. ] [ 1 ]




@ อีกภาพ....วัดชีปะขาว(วัดศรีสุดาราม)

เป็นสถานที่ ที่สุนทรภู่เคยอยู่เมื่อแรกรุ่น บริเวณวัดและย่านนั้นเป็นสวนอันเต็มไปด้วยความสงบ และเป็นที่นัดพบคนรัก สุนทรภู่ เขียนไว้อาลัยว่า

"วัดปะขาวคราวรุ่นรู้ แรกเรียน

ทำสูตรสอนเสมียน สมุดน้อย

เดินระวางระวังเวียน หว่างวัด ปะขาวเฮย

เคยชื่นกลืนกลิ่นสร้อย สวาทห้างกลางสวน"



คนบางรัก [125.24.10.34] [ 20 ก.ค. 2549 เวลา 08:53 น. ] [ 2 ]




@ ภาพ...วัดชีปะขาว หรือ วัดศรีสุดาราม

มุมถ่ายภาพจาก...ริมคลองบางกอกน้อย

@ ปัจจุบัน ในวัดนี้ยังเป็นที่ตั้ง...

" มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลกรณราชวิทยาลัย ศูนย์วัดศรีสุดาราม "

หรือ มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งคณะสงฆ์ไทย


@ วัดนี้เชื่อกันว่า เป็นสถานที่ศึกษาของสุนทรภู่ กวีเอกของโลก

เมื่อครั้งเยาว์วัย เพราะท่านได้เขียนไว้ในนิราศสุพรรณ (บทที่ ๒๔) ว่า

" วัดชีปะขาวคราวรุ่นรู้ เรียนเขียน

ทำสูตรสอนเสมียน สมุดน้อย

เดินระวางระวังเวียน หว่างวัดปะขาวเอย

เคยชื่นกลืนกลิ่นสร้อย สวาทห้องกลางสวน "


คนบางรัก [125.24.10.34] [ 20 ก.ค. 2549 เวลา 09:03 น. ] [ 3 ]




ออกจาก....วัดชีปะขาว หรือ วัดศรีสุดารามแล้ว

เราจะไปเข้าวัดที่ ๒ คือ....

@ วัดเทพธิดาราม วรวิหาร
******************

วัดเทพธิดาราม วรวิหาร เดิมชื่อ “วัดบ้านพระยาไกรสวนหลวง” รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระราชทานแก่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ

พระอุโบสถ เป็นศิลปะสมัยรัชกาลที่ 3 ได้รับอิทธิพลจากศิลปะจีน หลังคาไม่มีช่อฟ้า ใบระกา
และหางหงส์ หน้าบันประดับเครื่องกระเบื้องจีน ภายในมี “พระพุทธเทววิลาศหรือหลวงพ่อขาว” ประดิษฐานเป็นพระประธาน

พระวิหาร มีลักษณะเช่นเดียวกับพระอุโบสถ ภายในมีรูปหมู่อริยสาวิกา ( ภิกษุณี ) ซึ่งได้รับ
เอตทัคคะหล่อด้วยดีบุกประดิษฐาน 52 องค์

พระปรางค์ มี 4 องค์ตั้งอยู่ประจำทิศทั้ง 4 ของมุมพระอุโบสถ ฐานพระปรางค์แต่ละองค์มีรูป
ท้าวจตุโลกบาล

บริเวณสังฆาวาส ช่างในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้จัดระเบียบหมู่กุฏิสงฆ์ไว้งดงามมาก โดยทำกุฏิ
ทรงแปลกไม่ซ้ำแบบกัน

เครื่องประดับพระอาราม เป็นตุ๊กตาจีนสลักหินมีทั้งรูปคนและสัตว์ เช่น ตุ๊กตาชาววังนั่งพับเพียบ
เท้าแขน ฯลฯ

กุฏิสุนทรภู่ เป็นกุฏิที่สุนทรภู่กวีเอกสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์เคยจำพรรษาขณะบวชเป็นพระภิกษุ

@ องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO)

ได้ประกาศ ยกย่องท่านเป็น “ผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม” ในปี 2529

****************************************************

คนบางรัก [125.24.10.34] [ 20 ก.ค. 2549 เวลา 09:13 น. ] [ 4 ]




@ ภาพที่เห็นนี้...รูปหล่อ" สุนทรภู่ "

และข้าวของเครื่องใช้ของท่าน...ครั้งบวชเป็นพระภิกษุ

ตั้งแสดงไว้ใน....กุฏิ สุนทรภู่ ณ วัดเทพธิดาราม

********************************
คนบางรัก [125.24.10.34] [ 20 ก.ค. 2549 เวลา 09:15 น. ] [ 5 ]




วัดเทพธิดาราม วรวิหาร นอกจากมีความสำคัญต่อประวัติของ...ท่านสุนทรภู่ แล้ว

ทางวัดที่ยังเก็บรักษาข้าวของเครื่องใช้ของสุนทรภู่ไว้เป็นอย่างดี

กล่าวคือหลังจากที่พระสุนทรภู่ได้จากวัดเลียบ ก็ได้ได้เดินทางไปยังสุพรรณบุรี ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นระยะหนึ่ง แล้วเดินทางกลับกรุงเทพฯ จำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดารามเมื่อปี พ.ศ. 2383 ขณะนั้นอายุได้ 54 ปี อยู่ที่วัดนี้ได้ 3 พรรษาท่านก็ลาสิกขาบท ด้วยเหตุผลเพื่อเตรียมตัวตาย โดยมีสาเหตุมาจากฝันร้าย ว่าชะตาขาดจนถึงแก่ชีวิต

จึงได้แต่งนิราศรำพันพิลาป ซึ่งเป็นบทกวีที่ทำให้ทราบเรื่องราวในชีวิตของท่านอีกเป็นอันมาก

“เป็นคราวเคราะห์ก็ต้องพรากจากวิหาร กลัวพวกพาลผู้ร้ายจำย้ายหนี

อยู่วัดเทพธิดาด้วยบารมี ได้ผ้าปีปัจจัยไทยทาน

ถึงยามเคราะห์ก็เผอิญให้เหินห่าง ไม่เหมือนอย่างอยู่ที่พระวิหาร

โอ้ใจหายกลายกลับอัประมาณ โดยกันดารเดือดร้อนไม่หย่อนเย็น”

คนบางรัก [125.24.10.34] [ 20 ก.ค. 2549 เวลา 09:20 น. ] [ 6 ]



@ ภาพถ่าย..." กุฏิสุนทรภู่ "

ที่พำนักในช่วงบั้นปลายของสุนทรภู่ เมื่อครั้งบวชอยู่ที่วัดเทพธิดาราม

***********************************************


เพราะเป็นวัดที่ท่านบวชในช่วงเกือบจะบั้นปลาย จึงยังคงมีเรื่องราวและร่องรอยของท่านอยู่มาก

โดยภายในวัดเทพธิดารามมี “กุฏิสุนทรภู่” ที่ท่านได้พำนัก ดังในบทหนึ่งของรำพันพิลาป

“เคยอยู่กินถิ่นที่กระฎีก่อ เป็นตึกต่อต่างกำแพงฝากแฝงฝา

เป็นสองฝ่ายท้ายวัดวิปัสสนา ข้างโบสถ์บาเรียนเรียงเคียงเคียงกัน”

ก่อนหน้านี้....เคยมีโอกาสมาที่วัดเทพธิดารามมาแล้ว แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจเยี่ยมชมกุฎิสุนทรภู่มากนัก

เพราะมัวแต่ไปชมงานศิลปะและสถาปัตยกรรมในเขตอุโบสถ มาครั้งนี้จึงตั้งใจมุ่งตรงมาที่กุฎิท่าน

ซึ่งได้เก็บเครื่องอัฐบริขาร เมื่อครั้งที่ท่านยังอยู่ในสมณเพศ ปัจจุบันได้รักษาไว้เป็นพิพิธภัณฑ์

เพื่อให้ประชาชนทั่วไปมาเยี่ยมชมและศึกษาค้นคว้า


คนบางรัก [125.24.10.34] [ 20 ก.ค. 2549 เวลา 09:24 น. ] [ 7 ]




@ ไม้ดัดรูป...นางยักษ์ผีเสื้อสมุทร ที่ยืนเด่นอยู่ข้าง ๆ กุฏิสุนทรภู่วัดเทพธิดาราม
******************************************************

ด้านนอก...ข้าง ๆ กุฏิสันทรภู่ จะมีอะไรที่สะดุดตา...ไปกว่าไม้ดัดที่เป็นรูปนางยักษ์ผีเสื้อสมุทร

หนึ่งในตัวละครสำคัญในเรื่องพระอภัยมณี ผลงานเลื่องชื่อของสุนทรภู่ และเมื่อเข้าไปข้างในสุนทรภู่ก็ได้เห็นรูปปั้นครึ่งตัว

ของสุนทรภู่ตั้งเด่นอยู่ที่มุมห้องด้านใน ฉันเข้าไปไหว้ทำความเคารพและถือโอกาสเยี่ยมชมภายในกุฏิท่าน ซึ่งข้าวของเครื่องใช้

ของท่านหลายๆอย่าง ยังคงถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี มีทั้งสมุดข่อย 200 ปี คัมภีร์พระมาลัย ตำรารักษาโรคต่าง ๆ

รวมถึงเครื่องใช้ขณะจำพรรษา เครื่องใช้เล่นแร่แปรธาตุ และอีกหลายอย่าง


สุนทรภู่ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อ พ.ศ. 2398 รวมอายุได้ 70 ปี คาดว่าคงจะได้รับพระราชทานเพลิงศพ

ที่วัดสระเกศหรือวัดสุวรรณาราม วัดใดวัดหนึ่ง

สิ่งที่ได้จากการตามรอยสุนทรภู่....เข้าวัดครั้งนี้ไม่ใช่เพียงจะรู้ประวัติเรื่องราวชีวิต 4 แผ่นดินของท่าน แต่ยังได้ตระหนักว่า

ถึงแม้เวลาจะเปลี่ยนผัน สิ่งต่างๆเปลี่ยนแปร ทว่าชื่อเสียงและคุณงามความดีของคนไม่มีวันเสื่อมสลาย ดังเช่น “สุนทรภู่”

ซึ่งท่านได้ลาจากไปเนิ่นนาน แต่เราคนไทยก็ยังระลึกถึงท่านอยู่เสมอ

คนบางรัก [125.24.10.34] [ 20 ก.ค. 2549 เวลา 09:56 น. ] [ 8 ]




วัดแห่งสุดท้าย...

ที่เราจะตามรอยท่าน...สุนทรภู่ เข้าไป......ดู

@ วัดราชบูรณะ : พระสุนทรภู่บวชแล้วถูกขับออกจากวัด
**************************************

จากความสามารถในงานกวี ทำให้สุนทรภู่มีความรุ่งโรจน์มากที่สุดในช่วงรัชกาลที่ 2 แต่แล้วชีวิตก็ต้องผกผันเพราะได้ไปแก้บทพระนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำต่อหน้าพระที่นั่ง พระองค์ทรงอับอายข้าราชบริพาร จึงเป็นเหตุให้ขุนสุนทรโวหารถูกถอดยศถาบรรดาศักดิ์ ถึงคราวตกอับต้องออกบวช

อันที่จริงแล้วสุนทรภู่ได้บวชและตระเวนจำพรรษาในหลายวัดมาตั้งแต่ช่วงรัชกาลที่ 2 เช่นที่วัดอรุณราชวราราม (วัดแจ้ง) วัดพระเชตุพน (วัดโพธิ์) วัดมหาธาตุ

ส่วนที่ วัดราชบูรณะ หรือ วัดเลียบ เป็นวัดที่ท่านบวชในปี พ.ศ. 2367 และได้มีโอกาสถวายอักษรเจ้าฟ้าชายกลาง และเจ้าฟ้าชายปิ๋ว พระโอรสในรัชกาลที่ 2

จนกระทั่งคราวหนึ่ง พระภู่เกิดอธิกรณ์ (ต้องโทษ,คดี) เพราะดื่มเหล้า จึงถูกขับออกจากวัด เหตุที่คาดว่าท่านเกิดการวิวาทกับพระในวัด ด้วยความตอนหนึ่งในนิราศภูเขาทองกล่าวว่า

" โอ้อาวาสราชบูรณะพระวิหาร แต่นี้นานนับทิวาจะมาเห็น

เหลือรำลึกนึกน่าน้ำตากระเด็น เพราะขุกเข็ญคนพาลมารานทาง

จะหยิบยกอธิบดีเป็นที่ตั้ง ก็ใช้ถังแทน+++เห็นขัดขวาง

จึ่งจำลาอาวาสนิราศร้าง มาอ้างว้างวิญญาในสาคร "

สุนทรภู่มีความอาลัยรักในศิษย์ทั้งสอง ก่อนที่จะจากไปจึงได้ถวายอักษรเป็น “เพลงยาวถวายโอวาท” ซึ่งเป็นสุภาษิตคำสั่งสอนที่ติดใจคนทั่วไปมาก อย่างเช่น “อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก แต่ลมปากหวานหูไม่รู้หาย”

เป็นที่น่าเสียดายว่าอดีตของสุนทรภู่อย่างเช่น พระวิหารที่เคยอยู่ ก็ไม่คงเหลือไว้ เพราะเมื่อคราวสงครามโลกครั้งที่ 2 วัดเลียบกลายเป็นเป้ารับระเบิดแบบเต็มๆ แทนการไฟฟ้านครหลวงและสะพานพุทธที่อยู่ใกล้ๆ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ วัดเลียบเสียหายหนัก กว่าจะฟื้นฟูให้กลับคืนมาได้ก็ใช้เวลานานหลายสิบปี

มีเพียง พระปรางค์ ที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 ที่เป็นปูชนียวัตถุชิ้นเดียวของวัดที่รอดพ้นจากภัยทางอากาศในสงครามโลกครั้งที่ 2

ถึงวันนี้ไม่เหลือร่องรอยอดีตของสุนทรภู่ แต่ฉันก็ถือโอกาสนี้เดินเที่ยวบริเวณรอบวัด ถึงแม้จะขัดตาไปบ้างกับบางจุดที่กลายเป็นที่จอดรถไป แต่ก็ไม่ว่ากันเพราะยุคสมัยเปลี่ยนอะไรๆก็เปลี่ยน แม้แต่ “ต้นเลียบ” ที่เคยมีอยู่มากในวัด ก็ยังเหลืออยู่ไม่กี่ต้น ใครอยากรู้ว่าต้นเลียบเป็นอย่างไร คงต้องตามไปค้นหากันดู

คนบางรัก [125.24.10.34] [ 20 ก.ค. 2549 เวลา 10:04 น. ] [ 9 ]





@ แก้ไขบทกวี..ที่ถูกต้องเป็น......

" โอ้อาวาสราชบูรณะพระวิหาร แต่นี้นานนับทิวาจะมาเห็น

เหลือรำลึกนึกน่าน้ำตากระเด็น เพราะขุกเข็ญคนพาลมารานทาง

จะหยิบยกอธิบดีเป็นที่ตั้ง ก็ใช้ถังแทนสั ดเห็นขัดขวาง

จึ่งจำลาอาวาสนิราศร้าง มาอ้างว้างวิญญาในสาคร "


*****************************
คนบางรัก [125.24.10.34] [ 20 ก.ค. 2549 เวลา 11:08 น. ] [ 10 ]




@ เชิญอ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง....


@ เที่ยว "วัดเทพธิดาราม" ชมความงามศิลปะสมัย ร.3

คลิกที่เว็บ.....http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9480000043523


@ ทำไม.... อนุสาวรีย์ "สุนทรภู่" ตั้งอยู่ที่ระยอง ???

คลิกที่เว็บ.....http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=4565126712321




คนบางรัก [125.24.10.34] [ 20 ก.ค. 2549 เวลา 11:11 น. ] [ 11 ]




@ คงไม่แปลก...นะครับ ว่า.....

ทำไม....ท่านสุนทรภู่ จึงใช้คำบาลี-สันสกฤต

ในบทกวี ที่สื่อความหมายได้ไพเราะ ลึกซึ้งกินใจ !!!

คนบางรัก [125.24.10.34] [ 20 ก.ค. 2549 เวลา 11:58 น. ] [ 12 ]




@ ต่อแต่นี้ คงจะมี กวีท่าน

ผู้ประสบการณ์ ผ่านมาเสริม เพิ่มเติมหนา

ป้าหิ่งห้อย หนูน้อยนิด ภัทริกา

อีกเฟื่องฟ้า เชิญเข้ามา บูชาครู


คุณ-กเวนฯ เห็นอย่างไร เชิญได้นะ

กวีธรรมะ เงาเทวดา มาร่วมรู้

สีน้ำฟ้า ธรรมพิชิตฺ ศิษย์มีครู

อัสสชิ-ผู้ เชี่ยวชาญ งานกวี


คุณ-อมยิ้ม มาอิ่มใจ ให้กันหน่อย

น้ำเค็ม-ค่อย เสริมรสชาติ ฉลาดศรี

โจโกโปะ ข้าพเจ้า เขียนเข้าที

เทียบเชิญนี้ ยินดีมาก หากท่านมา ฯ


@ เชิญทุกท่านมา....รำลึกถึง....ท่านกวีเอก ครูกลอน สุนทรภู่ ได้เลยครับ....



คนบางรัก [125.24.10.34] [ 20 ก.ค. 2549 เวลา 12:18 น. ] [ 13 ]



ขอกราบกราน จารตอบ ขอบพระคุณ
เพิ่งมีบุญ ทราบประวัติ ปราชญ์ท่านภู่
รายละเอียด สืบสาว ยาวน่าดู
เพิ่มความรู้ แท้ท่านครู เกิดที่ใด
]

ด้วยสำคัญ เข้าใจผิด ที่ระยอง
เคยเที่ยวมอง เห็นท่านถือ กระดานไข
] (เห็นอนุสาวรีย์ที่ระยองนะคะ) ]
ตอนเป็นเด็ก วิ่งเล่น สถานที่ใด
แวดล้อม(อย่าง)ไร จึงปลูกฝัง ให้เปรื่องกลอน
]

กราบบูชา บรมครู สุทนทรภู่
มาลัย(บูชา)ครู เรียงร้อย งามหนักหนา
เมื่อเทียบเปรียบ บทกลอน ที่รจนา
หาเทียมมา นำเคียง เรียงถ้อยคำ
]

ท่านปราชญ์ครู ยอดยิ่ง จินตกวี
ร้อยวาที งดงาม สำราญล้ำ
เกิดทั้งภาพ อันวิจตร เสียงลำนำ
] (เกิดจินตนาการทั้งภาพ และเสียง) ]
เพียงอ่านคำ เรียงอักษร บทกลอนกวี ]

มหัศจรรย์ พันลึก เรื่อง "พระอภัยฯ" (พระอภัยมณี)
อรรถรส กลอนใหม่ ใน"ขุนแผนฯ" (ขุนช้าง ขุนแผน)
อีกนิราศ ภูเขาทอง ดั่งเมืองแมน
สุดเลิศแสน สุภาษิต "สวัสดิรักษ์"เอย..



ขอกราบบูชาบรมครูเจ้าคะ
หนูนิด [202.133.177.41] [ 20 ก.ค. 2549 เวลา 14:49 น. ] [ 14 ]




                 นมัสการท่านยะมุนี ท่านนพดล ท่านอิทธิฯ เจ้าค่ะ


                 การต่อเติม เสริมบท พจมาน
           ใช่กล่าวขาน ง่ายง่าย ดอกหนาท่าน
           ยิ่งกาญจน์กลอน สุนทรภู่ ครูกลอนนั้น
           ต้องค้นกัน ให้ได้ประโยชน์ โอษฐ์สุนทร
           (แก้ตัวที่มาช้า ..เจ้าค่ะ)


           **************************************


                 อันข้าไทได้พึ่งเขาจึงรัก
            แม้ถอยศักดิ์สิ้นอำนาจวาสนา
            เขาหน่ายหนีมิได้อยู่คู่ชีวา
            แต่วิชาช่วยกายจนวายปราณ

                 ท่านสุนทร กล่าวสอน ให้แง่คิด
           ควรพินิจ คำสอน กลอนกล่าวขาน
           ความสำคัญ ของวิชา มีช้านาน
           ท่านได้จาร บทนี้ ที่เพลงยาว (เพลงยาวถวายโอวาท)

                  อีกแง่ธรรม นำมาพิศ พินิจเถิด
           ปัญญาเกิด มองเห็นธรรม ทั้งดำขาว
           โลกธรรมแปด แฝงให้เห็น เป็นเรื่องราว
           ควรสืบสาว จดจำ ย้ำธรรมา

                  เมื่อมีลาภ เสื่อมลาภ อยู่ทนไฉน
           มียศไซร้ ก็ไม่พ้น เสื่อมยศถาฯ
           เมื่อเสื่อมยศ สุขสิ้น ทุกข์ก็มา
           อนิจจา มิได้อยู่ คู่กับตน


            เจริญในธรรมเจ้าค่ะ
     
หิ่งห้อยน้อย [58.147.124.170] [ 21 ก.ค. 2549 เวลา 05:56 น. ] [ 15 ]




               กราบนมัสการท่านยะมุนี ท่านอิทธิฯ ท่านนพดล เจ้าค่ะ


                      นิราศเมืองเพชร



                 นิราศเมืองเพชร เป็นนิราศ ที่ไพเราะ
           แต่งเฉพาะ เดินทางเที่ยว เสาะแสวงหา
           ถวายของ แด่ปิ่นเกล้า เจ้านัครา
           ผ่านบางหว้า ถึงบางบอน ไม่อ่อนกาย

                 ไหว้พระนอน ที่เขาวัง กับหนูพัด (และหนูนิลผู้บุตร)
           ผู้เกิดศรัทธาเปลื้องผ้า แพรเพลาะถวาย
           ห่มพระพุทธ ไสยาสน์ บุญมากมาย
           ได้ถวาย เป็นทานา น่าแบ่งปัน


                  ถึงบางบอน บอนที่นี่ มีแต่ชื่อ
           เขาเลื่องลือ บอนข้าง บางยี่ขัน
           อันบอนต้น บอนน้ำตาล ย่อมหวานมัน
           แต่ปากคัน แก้ไข มิใคร่ฟัง


                 กลอนของท่าน แฝงคำสอน วอนพินิจ
           โปรดจงพิศ สะกิดธรรม ตามที่หวัง
           ปิสุณา วาจา ไม่น่าฟัง
           ให้หยุดยั้ง สร้างพลัง สามัคคี

     
หิ่งห้อยน้อย [58.147.120.169] [ 22 ก.ค. 2549 เวลา 05:26 น. ] [ 16 ]



สวัสดีครับ คุณคนบางรัก คุณแม่หิ่งห้อยน้อย
Kaven [58.10.207.183] [ 22 ก.ค. 2549 เวลา 08:43 น. ] [ 17 ]




@ นางในวรรณคดี...ของสุนทรภู่

" นางละเวงวัณฬา "

***************


ในวรรณคดีเรื่องพระอภัยมณีผู้อ่านคงคงได้รู้จากนางละเวงวัณฬา กษัตริย์สาวแห่งเมืองลังกา ที่เป็นศัตรูคู่อาฆาตร
กับนางสุวรรณมาลีและพระอภัยมณี มาจากการที่นางสุวรรณมาลีสลัดรักอุศเรน (พระเชษฐาของนางละเวง) อุศเรนพกความแค้น
จึงยกทัพมาทำสงครามกับเมืองผลึก พลาดท่าถูกพระอภัยมณีจับเป็นเชลย ข่าวนี้รู้ถึงเจ้าลังกา พระบิดาของอุศเรนและนางละเวง
ก็จอมใจตาย นางละเวงวัณฬาเจ้าหญิงวัยสิบหก นางได้ขึ้นครองเมืองลังกาแทนพระราชบิดา และสิ่งแรกที่นางทำคือ ล้างแค้นให้
กับพ่อและพี่ โดยมีสังฆราชบาทหลวงที่ปรึกษาให้การสนับสนุน นางละเวงได้ให้ช่างวาดเขียนภาพนางด้วยสีผสมยาเสน่ห์แล้ว
ส่งไปให้เจ้าเมือง บุคคลแรกที่มาเจอรูปนางคือ เจ้าละมานกษัตริย์พ่อหม้าย เจ้าละมานที่หลงรูปนางก็รีบยกทัพออกจากเมือง
เพื่อไปทำสงครามกับพระอภัยมณี แต่กลับพลาดถ้าแพ้ต่อพระอภัยมณี รูปอถรรพ์ของนางจึงตกไปถึงมือพระอภัยมณี พระอภัยเอง
ก็หลงรูปนางละเวงแทบเป็นบ้าเป็นหลัง กระทั่งสุดสาครแก้เสน่ห์ให้ พระอภัยจึงมีสติดีขึ้น แล้วทรงกำลังกับศรีสุวรรณและ
สินสมุทร ทตีทัพอาสาที่ยกมาล้องเมืองผลึก หลังจากเสร็จศึก พระอภัยได้กำจัดนางละเวงซึ่งเป็นต้นเหตุสงคราม โดยยกทัพข้าม
น้ำข้ามทะเลมาจู่โจมลังกาเป็นการโต้ตอบ ที่ทำให้นางละเวงหนักใจที่สุดกลับมิใช่ศึกสงครามแต่เป็นศึกรักที่นางกับพระอภัย
ก่อขึ้น

เมื่อต้องการหย่าศึก นางละเวงและธิดาบุญธรรมทั้งสองคือ นางยุพาผกากับนางสุวาลีวัน พร้อมด้วยนางรำภาสะหรีจึงลอบดำเนิน
แผนนางงามล่อจนพระอภัยมณี ศรีสุวรรณ สินสมุทร และสุดสาคร ที่เป็นนายทัพคนสำคัญ ต่างตกเข้ามาในบ่วงเสน่หาหมดสิ้นศึก
ระลอกใหม่เกิดตามติดมาทันทีและผู้เป็นนายทัพคือนางสุวรรณมาลี ราชินีแห่งเมืองผลึก ผู้เป็นว่าที่พี่สะใภ้ในอดีตและเป็นมเหสี
เอกของพระอภัยในปัจจุบัน ศึกนี้จบลงได้เพราะพระฤาษีแห่งเกาะแก้วพิสดารมาแก้อรรพ์ยาเสน่ห์ พร้อมกับเทศนาไกล่เกลี่ย
จนทั้งหมดละความอาฆาตรพยาบาทคืนดีกันได้ พระอภัยจึงได้ยกทัพเดินทางกลับสู่เมืองผลึกพร้อมกับนางสุวรรณมาลี ในขณะ
นางละเวงกำลังทรงครรภ์และต่อมาได้ประสูติพระโอรส มังคลาโอรสของนางอายุได้สิบห้าปี นางละเวงวัณฬาก็มอบราชสมบัติ
ให้ปกครอง สังฆราชบาทหลวงได้ยุยงให้มังคลาก่อศึก แต่มังคลากับพ่ายแพ้จึงหลบหนีไปกลับสังฆราช พอศึกเลือดนี้ยุติลง
พระอภัยจึงทรงออกบวชเป็นฤาษี นางละเวงที่เคยสรัทธาต่อพระฤาษีแห่งเกาะแก้วพิสดาร จึงตัดสินใจออกบวชตามพระอภัยมณี
พร้อมกับนางสุวรรณมาลี แล้วทั้งสามก็บำเพ็ญเพียรอยู่ ณ เขาสิงคุตร์ด้วยกันตลอดไป สิ่งที่ทำให้นางละเวงเป็นสุขใจ
ในช่วงบั้นปลายแห่งชีวิต คงไม่มีอะไรเกินกว่านางและพระอภัยมณีกับนางสุวรรณมาล ีที่บวชแล้วสามารถห้ามลูกหลานได้
โดยเฉพาะมังคลารู้สึกกลับตัวกลับใจ อยู่ร่วมกับญาติอย่างมีความสุข

คนบางรัก [125.24.5.95] [ 27 ก.ค. 2549 เวลา 01:08 น. ] [ 18 ]





@ ลักษณะอุปนิสัย ตัวละคร.." นาง " ในเรื่อง...พระอภัยมณี
****************************************

ในด้าน อุปนิสัยของตัวละคร นักวรรณคดีต่างเห็นพ้องต้องกันว่า สุนทรภู่ได้นำบุคคลาที่ท่านเกี่ยวข้อง

มาเป็นลักษณะของตัวละครในเรื่องพระอภัยมณี ดังเช่น สุวรรณมาลีมีนิสัยขี้หึง คงจะเป็นแม่จัน

ภรรยาคนแรกที่ท่านรักและเกรงใจ ส่วนนางเงือกน่าจะเป็นแม่ศรีสาครเพราะชื่อมีความหมาย

ใกล้เคียงกันคือ เกี่ยวข้องกับน้ำทั้งลูกของนางเงือกก็ชื่อสุดสาคร ส่วนละเวงวัณลา คงจะเป็นสตรี

ที่ชื่องิ้ว ดังกล่าวไว้ในเพลงขับกล่อมตอนพระอภัยมณีติดท้ายรถ และละเวงวัณลาให้สุลาลีวันขับกล่อมว่า

โอ้พระพายชายเฉื่อยเรื่อยเรื่อยริ้ว หนาวดอกงิ้วงิ้วออกดอกไสว
เกสรงิ้วปลิวฟ้ามายาใจ ให้หนาวในทรวงช้ำสู้กล้ำกลืน

ความงามของละเวงวัณลานั้น สุนทรภู่วาดภาพให้งามมาก "งามเสงี่ยมเอี่ยมอิ่มดูพริ้มพักตร์" ส่วน

สตรีที่ชื่อ งิ้ว สุนทรภู่ก็กล่าวถึงความงามไว้ในนิราศพระประธมว่า "เหมือนโฉมงิ้วงามราวกับชาววัง"

ตัวละครในเรื่องพระอภัยมณีที่เป็นสตรีล้วนแต่เก่งกล้าสามารถในการปกครองการรบทัพจับศึก รู้ตำรา

พิชัยคราม ชำนิชำนาญในเพลงอาวุธ ไม่ว่าจะเป็นสุวรรณมาลี เสาวคนธ์ วาลี ละเวงวัณลา รำภาสะหรี

ยุพาผกา สุลาลีวันล้วนแต่มีความสามารถไม่แพ้ผู้ชาย เป็นการวางตัวละครที่แตกต่างไปจากสังคมไทย

แต่เดิมที่ให้หญิงมีหน้าที่เก่งทางการบ้านการเรือน สุนทรภู่คงจะได้รับความบันดาลใจจากวีรสตรีไทย
คนบางรัก [125.24.5.95] [ 27 ก.ค. 2549 เวลา 01:24 น. ] [ 19 ]



สวัสดีครับทุกท่าน

กระผมได้อ่านนิราศเมืองเพชร บทที่ว่า

..ถึงแม่กลองสองฝั่งเขาตั้งบ้าน....น่าสำราญเรือนเรือดูเหลือหลาย
บ้างอย่างปลา ค่าเคียง เรียงเรียงราย..ดูวุ่นวายวิ่งไขว่กันใหญ่น้อย

ฉบับเขียนหลายฉบับเขียนต่างกัน บ้างเขียนเป็น ค้า ขา ข่า คา คนส่วนมากวิเคราะห์ลงความเห็นว่าน่าจะเป็น ค้า
แต่กระผมเห็นว่าน่าจะเป็น ข่า หรือ ค่า ทีคนแถวบ้านผมใช้เรียกตะแกรงไม้ไผ่ที่เอามาสำหรับใช้ย่างปลา หรือเนื้อ
เป็นวิธีถนอมอาหารอย่างหนึ่ง

ส่วนคำว่า เคียง กระผมทึกทักเอาต่อไปว่า เป็นไปได้ไหมที่คำว่าเคียงในที่นี้ หมายถึงอุปกรณ์ที่ใช้แทนก้อนเส้า เป็นโลหะ
มี3ขา ส่วนบนของเคียงมีลวดหรือเพลาม้วนเป็นวงกลม แบ่งเป็น3ส่วนของเส้นรอบวง เป็นตำแหน่งยึดของขาทั้งสาม

อ่านกลอนมาถึงบทนี้ มีคนแปลความหมายไปหลายทาง ผมเลยแปลมาทางบ้านผมบ้าง...คิคิ

(ข้อยอยู่ลุ่มน้ำของเด้อ) น้ำของ=แม่น้ำโขง

สวัสดีครับ
กาเวน [58.10.207.124] [ 30 ก.ค. 2549 เวลา 11:25 น. ] [ 20 ]

..โคลงนิราศสุพรรณ ตอนนี้ก็สนุกครับ

..อยุดเรือเหนือวัดเงื้อม...เงาโพ
รื่นร่มรมยศุขโข............ค่างคุ้ง
วัดมีที่พระอุโบ-............สดที่ กดีแฮ
เห็นพระศรทาหมุ้ง.........มั่นสร้างทางบุญ


..จัดแจงแต่งตบะเหลื้อม..ลายทอง
เทียรทูบท่วยแก้วรอง......ดอกไม้
ลูกพลับกับกระเทียมดอง..ถวายคณะ พระเอย
ย่านร่มสมภารได้............รับพร้อมน้อมถวาย


..ตะวันเยนเหนพระพร้อม..ล้อมวง
ตีปะเตะตะกร้อตรง.........คู่โต้
สมภารท่านก็ลง...........เล่นสนุก ขลุกแฮ
เข่าค่างต่างอวดโอ้........อกให้ใจหาย

..อยุดกระกร้อฬ่อไก่ตั้ง....ตีอัน
ผ้าพาดบาดเหล็กพนัน.....เหน็บรั้ง
ไก่แพ้แร่ขบฟัน.............ฟัดอุบ ทุบเอย
เจ้าวัดตัดเรือตั้ง...........แต่งเหล้นเย็นใจolor=pink]

..เสียเทียรเสียทูบซ้ำ.....เสียสัทา
เสียที่มีกระมลมา..........โนศน้อม
เสียดายฝ่ายศาศนา........สัมนะ พระเอย
เสียหน้าตาหูพร้อม.........เพราะรู้ดูเหน

..จวนค่ำจำค้างย่าน......บ้านทึง
ถอยหนีที่วัดอึง...........แอบคุ้ง
ตรวดน้ำร่ำรำพึง...........แผ่ทั่ว ตัวเอย
ให้เหล่าเจ้าป่าถุ้ง.........เทพสริ้นดินสวรร

..เหมือนรู้ผู่เถ้าท่าน.......ทังสอง
เมียนากนามผัวทอง.......ผ่องแผ้ว
มาหาพ่าขาวของ..........คำนับ รับเอย
ท่านช่วยอวยภรแล้ว......เล่ารู้บูราณ

..ฝ่ายตาอายุร้อย........ยี่สิบแถม
ยายสิบแปดปีแกม.......กับร้อย
ตามองช่องเข็มแหลม...ตลอดแน่ แม่เอย
ฟันปากหมากเฆี้ยวจ้อย..แจ่มอ้วนนวลขาว

..ผู้เถ้าเล่าเรื่องอย้าน....บ้านทึง
ท้าวอู่ทองมาถึง.........ถิ่นถุ้ง
แวะขอเชือกหนังขึง.....เขาไม่ ให้แฮ
สาปย่านบ้านเขดคุ้ง.....คี่ทึ้งทึงแปลง

..วัดทร่างข้างคุ้งย่าน....บ้านทึง
ชื่อวัดวัดคี่ทึ้ง.............ถูกต้อง
ผู้เถ้าเล่าเรื่องจึง..........จะแจ้ง แสดงเอย
ท่านนั่งสั่งสอนพร้อง......พร่ำไว้ไมตรี

..ได้ครูผู่เถ้าทั้ง........ยายตา
สมมุติดุจะเทวดา......บอกเหล้า
ทายทักลักขณะรา-...ศรีทั่ว ตัวเอย
จอดน่าท่าผู่เถ้า.......ท่วนห้าราตรี

..ตวันเที่ยงเสียงวิ่งแหร้..แซ่สนอง
เสือขบภิกขุสอง...........รูปม้วย
ต่อไก่ไล่นกคะนอง........นามเทศ เกดแฮ
เสือฟัดกัดกินด้วย..........บาปซ้ำกรรมหนา

..ต่อนกยกพเนียดตั้ง.......บังกาย
เสือฉีกซีกโคลงทลาย.....ทลักท้อง
กินตับกับตโพกหาย.......เหนหน้า ขาเอย
ภิกขุทุศีลต้อง..............โทษนั้นทันตา

..ต่อไก่ไม่สู้ฟาด.........ขาดใจ
ที่อยู่ปู่เจ้าไป............หลับเหล้า
เสือกินซิ่นตับไต.........ตีนน่อง ท้องแฮ
สังเวทเหตุผู่เถ้า.........ทักแท้แน่จริง


อ่านแล้ว ได้ภาษาสมัยนั้นเป็นของแถมครับ เพิ่มอรรถรสอีกแบบหนึ่ง
สวัสดีครับ
กาเวน [58.10.207.124] [ 30 ก.ค. 2549 เวลา 17:20 น. ] [ 21 ]


Warning: fopen(./data/788.dat) [function.fopen]: failed to open stream: Permission denied in /home/dhammathai/domains/dhammathai.org/public_html/kaveedhamma/view.php on line 102

Warning: flock() expects parameter 1 to be resource, boolean given in /home/dhammathai/domains/dhammathai.org/public_html/kaveedhamma/view.php on line 103

Warning: fputs(): supplied argument is not a valid stream resource in /home/dhammathai/domains/dhammathai.org/public_html/kaveedhamma/view.php on line 104

Warning: flock() expects parameter 1 to be resource, boolean given in /home/dhammathai/domains/dhammathai.org/public_html/kaveedhamma/view.php on line 105

Warning: fclose(): supplied argument is not a valid stream resource in /home/dhammathai/domains/dhammathai.org/public_html/kaveedhamma/view.php on line 106
กลับหน้าหลักกวีธรรมะ
ปิดหน้าต่างนี้
จำนวนคนอ่าน 1797 คน 



หน้าแรก
ทีมงานธรรมะไทย
แผนผังเว็บไซต์
ค้นหาข้อมูล
ติดต่อธรรมะไทย
สมุดเยี่ยม
ธรรมะในสวน
เครือข่ายธรรมะ
ศูนย์รวมภาพ
สัญลักษณ์ไทย
สมาชิกธรรมะไทย
กวีธรรมะ
บอร์ดบอกบุญ
สถานปฏิบัติธรรม
สนทนาธรรม
ข่าวธรรมะ
ธรรมะกับเยาวชน
ธรรมะจากหลวงพ่อ
บทความธรรมะ
กรรม
 ทาน
พระไตรปิฏก
เสียงธรรม
วีดีโอธรรมะ
เพลงธรรมะ
ธรรมปฏิบัติ
 คลังแสงแห่งธรรม
 คลังหนังสือธรรมะ
 หลักธรรมนำสุขในยุค๒๐๐๐
 กรรมฐานประจำวันเกิด
 ศีล
 สมาธิ
 วิปัสสนา
พระพุทธศาสนา
พจนานุกรมพุทธศาสน์
หัวข้อธรรม
บทสวดมนต์
มิลินทปัญหา
พระพุทธศาสนาในไทย
ทำเนียบวัดไทย
ศาสนพิธี
อุปสมบทพิธี
วันสำคัญทางศาสนา
การเผยแผ่ศาสนา
 งานปริวาสกรรมทั่วประเทศ
พระพุทธเจ้า
พระพุทธประวัติ
ประวัติพระพุทธสาวก
ทศชาติชาดก
นิทานชาดก
 พุทธวจนในธรรมบท
มงคล ๓๘ ประการ
พุทธศาสนสุภาษิต
นิทานธรรมะบันเทิง
สังเวชนียสถาน ๔ ตำบล
พระพุทธรูปปางต่างๆ
พระพุทธรูปสำคัญ
จีรัง กรุ๊ป
เพจธรรมะไทย
© ธรรมะไทย