หน้าแรก หน้าหลักกวีธรรมะ กวีธรรมะที่ 606
ของขวัญให้แม่...เฟื่องฟ้า


            ของขวัญให้แม่

แสงตะเกียง สาดส่อง ห้องสว่าง
แม่ของฉัน นอนกลาง ชิดข้างหมอน
หอมมะลิ ผลิจากต้น บนหัวนอน
พ่อใส่กลอน ปิดบ้าน ปิดชานเรือน

เสียงลมพัด ตอนดึก นึกหวาดหวั่น
เห็นดวงจันทร์ เยื่อนขยับ สลับเคลื่อน
ผ่านหน้าต่าง แสงเริ่มน้อย ค่อยๆเลือน
เปรียบเสมือน แม่ของเรา แก่เฒ่าลง

อยากขอโทษ พ่อแม่ สุดที่รัก
ที่ผ่านมา ลูกจมปรัก รักโลภหลง
เกลือกกามา หลงมายา ว่ามั่นคง
เดินอย่างหงษ์ ไม่สนใจ ใฝ่หาธรรม

ต่อไปนี้ เพื่อแม่ จะละลด
จะเรียนรู้ ธรรมกำหนด ให้รู้ล้ำ
ธรรมเจริญ จะเดินหน้า ปฏิบัติทำ
จะหมั่นจำ ธรรมควรรู้ คู่กันไป ...เฟื่องฟ้า
เฟื่องฟ้า ส่งเมล์ถึง เฟื่องฟ้า [203.113.80.138] [ วันพุธ ที่ 5 เมษายน 2549 เวลา 04:21 น. ]




                     “คิมหันต์ฤดู



               ลมคิมหันต์     ผันกลิ่น     มะลิกรุ่น
          หอมละมุน     ซาบจิต     น่าพิสมัย
          บนฟ้ากว้าง     เวิ้งว้าง     ดูห่างไกล
          ดุจกลางใจ     เงียบสงบ     เมื่อพบธรรม


               สุริยา     ร้อนแรง     ผ่อนแสงจ้า
          แสงเริ่มล้า     คลายร้อน     ดั่งผ่อนผัน
          สุริยา     ใกล้จะลับ     ดับวารวัน
          เพื่อให้จันทร์     ส่องสว่าง     กลางทิวา


               ตะวันลับ     ดับพลัน     จันทร์กระจ่าง
          ส่องสว่าง     กระจ่างทิศ     จิตหรรษา
          สุริยัน     นั้นยังคู่     กับจันทรา
          คู่โลกา     มาทุกเมื่อ     เชื่อวันวาร


               ดุจดวงจิต     ที่บริสุทธิ์     พิสุทธิล้ำ
          มีแสงธรรม     อาบใจ     ไว้ประสาน
          จะ ค่ำ เช้า     ดึก สาย     จนวายปราณ
          อย่าให้ชื่อ     ว่าเสียการณ์     การเป็นคน


               ได้เกิดมา     เป็นมนุษย์     สุดล้ำเลิศ
          ยิ่งประเสริฐ     พบธรรมมา     อย่าฉงน
          พระพุทธองค์     ทรงห่วงใย     ในทุกคน
          ต้องเวียนวน     ทนทุกข์ไป     ในวัฏฏา


               เรียนรู้ธรรม     นำมาใช้     ในชีวิต
          ไม่ยึดติด     ทั้งรูปนาม     ที่ทรามหนา
          มิทนได้     มิตั้งอยู่     คู่กามา
          อยู่ในสา-     มัญลักษณ์     ประจักษ์ธรรม


     
หิ่งห้อยน้อย [58.147.120.118] [ 5 เม.ย. 2549 เวลา 07:46 น. ] [ 1 ]



แสงจันทร์นวล สาดส่อง ห้องสว่าง
แม่ของฉัน นอนเจ็บ ปริศนา
ไม่รู้เหตุ ไม่รู้ต้น ที่เป็นมา
เหตุใดหนา ต้องมา ทุกข์ระทม


ด้วยใจนึก สงสารแม่ จับดวงจิต
เพราะลูกผิด หรือไร กระไรหนอ
จึงไม่ได้ มีเวลา พะเน้าพะนอ
น้ำตาคลอ หลั่งริน แทบสิ้นใจ

ธรรมรงค์ [203.151.46.131] [ 5 เม.ย. 2549 เวลา 09:37 น. ] [ 2 ]





      “ธรรม ๔ ”       ควรรู้ยิ่ง คือ       อริยสัจ ๔

      “อริยสัจ ๔” (จตฺตาริ อริยสจฺจานิ) ความจริงอันประเสริฐ ความจริงของพระอริยะความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ ได้แก่

     ทุกขอริยสัจ
     ทุกขสมุทัยอริยสัจ
     ทุกขนิโรธอริยสัจ
     ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ

                “ทุกขอริยสัจ”

     ในอริยสัจ ๔ นั้น ทุกขอริยสัจ เป็นไฉน

     .....ชาติทุกข์ ชราทุกข์ มรณทุกข์ โสกปริเทวทุกขโทมนัสสอุปายาสทุกข์ อัปปิเยหิสัมปโยคทุกข์ ปิเยหิวิปปโยคทุกข์ ยัมปิจฉังนลภติตัมปิทุกข์ โดยย่ออุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์

     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็น “ทุกขอริยสัจ” คือ .....
     .....ความเกิดก็เป็นทุกข์
     .....ความแก่ก็เป็นทุกข์
     .....ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์
     .....ความตายก็เป็นทุกข์
     .....ความประจวบด้วยสิ่งที่ไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์
     .....ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักก็เป็นทุกข์
     .....ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์

     โดยย่นย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์


     
หิ่งห้อยน้อย [61.19.231.4] [ 5 เม.ย. 2549 เวลา 11:36 น. ] [ 3 ]





                “กุศลวิบาก-อกุศลวิบาก”


               อัน เกิด แก่     เจ็บ ไข้     ใครหนีพ้น
          เกิดกับตน     วิบากกรรม     นำเกื้อหนุน
          จึงเพียรสร้าง     กุศลวิบาก     ไว้เป็นทุน
          เพื่อนำหนุน     ส่งผล     ดลฤดี


               สัตว์โลกนี้     มีกรรม     เป็นทายาท
          มิสามารถ     หลีกหลบ     จบวิถี
          กรรมที่ทำ     นำส่งมา     พาชีวี
          จะสุขขี     หรือทุกข์ยาก     วิบากนำ


               การพลัดพราก     จากของรัก     ก็ทุกข์ยิ่ง
          ประสบสิ่ง     ไม่ปรารถนา     พาอุปถัมภ์
          ปรารถนา     แล้วไม่ได้     ใจระกำ
          ล้วนแต่นำ     ทุกข์โหม     โถมวิญญา


               นี่แหล่ะหนอ     การลอยคอ     ในวัฏฏะ
          ควรเร่งละ     อกุศล     ดลจิตหนา
          ดำเนินตาม     รอยบาท     พระศาสดา
          ด้วยสัมมา     อริยมรรค     จักพ้นกรรม



          เจริญในธรรมค่ะ


     
หิ่งห้อยน้อย [202.28.21.4] [ 5 เม.ย. 2549 เวลา 12:05 น. ] [ 4 ]



ขอบพระคุณ คุณท่าน หิงห้อยน้อย
ตัวข้าด้อย ปัญญา ไม่ศึกษา
เวทนา สัญญาสัง ขารวิญญาณ
กลับยึดมา ใส่ใจ เป็นอารมณ์


กัมมโย นิกัม มพันธุ
ไม่บรรลุ แจ้งกรรม ต้องขื่นขม
ยังกัมมัง กริสสัน ติ ระทม
ต้องโศกตรม ซมเศร้า เคล้าน้ำตา


เจริญในธรรมครับ
ธรรมรงค์ [203.151.46.131] [ 5 เม.ย. 2549 เวลา 16:22 น. ] [ 5 ]



            ทำไงดี

เดินย่ำเท้า ลัดเลาะ ละเมาะทุ่ง
หาบกระบุง ใส่บ่า เดินหน้าลิ่ว
แม่อยู่หน้า นำแถว เป็นแนวทิว
ลมพัดปลิว เย็นฉ่ำ จำได้ดี

แม่หาบคอน ตอนนั้น มีลูกสี่
ตัวฉันนี้ คนที่สอง รองจากพี่
ทุกคนต่าง เรียนครบ บ้างจบตรี
มีงานดี ทุกวันนี้ มีครอบครัว

นานๆครั้ง จึงกลับ ไปหาแม่
บางคนแย่ ไม่ยอมไป ห่วงใยผัว
ส่งเงินไป ฝากไปให้ ไม่เห็นตัว
เป็นลูกชั่ว ใช่หรือไม่ ใครบอกที ....เฟื่องฟ้า
เฟื่องฟ้า ส่งเมล์ถึง เฟื่องฟ้า [203.113.80.138] [ 5 เม.ย. 2549 เวลา 20:08 น. ] [ 6 ]




                  แม่...เข้าใจ


                 เรื่องหน้าที่      การงาน      ของตัวเจ้า
           แม่นี้เข้า      ใจลูก      นะโฉมศรี
           ความจริงแท้      ลูกแม่      ล้วนคนดี
           รู้หน้าที่      ที่มี      ต่อสังคม

                เจ้าต้องสู้     ปากต้องกัด     เพื่อจัดชีพ
           ต้องเร่งรีบ     วางหลักใจ     ให้สุขสม
           สร้างครอบครัว     อย่ามัวช้า     จักพาตรม
           เพราะสังคม     หล่อหลอมเจ้า     ให้เข้าทาง

                ทุกวันนี้     โลกแคบ     แค่ฝ่ามือ
           จะหารือ     พูดคุยได้     ไม่อางขนาง
           จะใกล้ไกล     ถามทุกข์ สุข     ได้ทุกทาง
           ลดอ้างว้าง     ทุกข์คลาย     หายห่วงใย


                ลูกเอย..........

                เจ้าจะเรียน     จบชั้นไหน     ก็ลูกแม่
           แม่มิแปร     รักเจ้า     เข้าใจไหม
           จะหญิง-ชาย     นาย-บ่าว     โปรดเข้าใจ
           มิได้บั่น     สายใย     ใจแม่จริง


                ลูกเอย...........

           ยามลูกทุกข์     แม่ทุกข์     กว่าเจ้านัก
           ยามลูกรัก     มีสุข     แม่สุขยิ่ง
           ยามลูกไกล     ใจแม่หวง     ห่วงประวิง
           ได้แต่วิง     วอนฟ้า     ช่วยปราณี

     
หิ่งห้อยน้อย [58.147.121.96] [ 6 เม.ย. 2549 เวลา 06:51 น. ] [ 7 ]




                  ทิศเบื้องหน้า


                ทิศเบื้องหน้า     คือ บิดา     มารดาเจ้า
           ที่พวกเรา     ต้องเข้าใจ     ในหน้าที่
           หนึ่ง ..ท่านเลี้ยง     เกลี้ยงกล่อม     หลอมชีวี
           เป็นหน้าที่     ต้องเลี้ยงตอบ     จึงชอบธรรม

                สอง..ต้องช่วย     ภารกิจงานติดค้าง
           อย่าได้อ้าง     ผัดผ่อน     ก่อนอุปถัมภ์
           สาม..ประพฤติ     สมสกุล     พาหนุนนำ
           สี่..กระทำ     ในกรอบ     ซึ่ง “ชอบ” ดี

                ห้า..เมื่อท่าน     ล่วงลับ     ดับชีพแล้ว
           เจ้าลูกแก้ว     น้อมกมล     กุศลศรี
           อุทิศส่วน     ผลบุญนั้น     พันทวี
           ทั้งหมดนี้     คือ..หน้าที่     ที่รู้กัน

                พระผู้มี     พระภาคเจ้า     ทรงตรัสสอน
           พึงสังวร     น้อมบูชา     ทิศหกนั่น
           ทิศเบื้องหน้า     ซ้าย-ขวา     จดจำกัน
           บน ล่างและหลัง     รวมหกนั้น     พึงสังวร

           เจริญในธรรมเจ้าค่ะ


     
หิ่งห้อยน้อย [58.147.121.96] [ 6 เม.ย. 2549 เวลา 07:15 น. ] [ 9 ]



            หัวอกแม่

หิ่งห้อยน้อย เอื้อนวจี จี้ใจลูก
ลูกทำผิด ก็ว่าถูก ผูกใยเยื่อ
เปรียบค้ำถ่อ รอลูกไว้ ใช้พายเรือ
เป็นหางเสือ กวาดแกว่ง ตำแหน่งทาง

ถ่อค้ำหัก วันใด คงเห็นค่า
คนเกิดมา ย่อมมีดับ ลับเรือนร่าง
ใครทำดี ขึ้นสวรรค์ ถึงชั้นกลาง
ทำดีบ้าง ชั่วบ้าง ย่อมต่างกัน

หัวอกแม่ ไม่เคยแพ้ งอแงลูก
ใครดูถูก ว่าลูกชั่ว รัวเสียงลั่น
ลูกของข้า ห้ามแตะต้อง ฟ้องร้องกัน
โปรดด่าฉัน ที่เลี้ยงมัน ไม่ดีเอง... เฟื่องฟ้า

เฟื่องฟ้าถือว่า บทกลอนท่านหิ่งห้อยน้อย..คือบทกลอนสะท้อนแทนใจแม่..
เฟื่องฟ้า ส่งเมล์ถึง เฟื่องฟ้า [203.113.80.138] [ 6 เม.ย. 2549 เวลา 09:45 น. ] [ 10 ]




                  ลูกนกน้อย


                 หิ่งห้อยน้อย      นั้นเป็นแม่      นะเฟื่องฟ้า
           ถ้อยวาจา      ที่กล่าวไว้      จากใจยิ่ง
           แม่เลี้ยงลูก     พันผูกรัก      ใช่พักพิง
           ใช่อยากอิง      อาศัยลูก      พันผูกใจ

                 แม่ยืนมอง      ลูกพ้นอก      โผผกผิน
           กางปีกบิน      เหินฟ้า      นภาใส
           แหงนคอมอง      เจ้าร่อนถลา      มาจากไป
           แม่ภูมิใจ      ที่เจ้ากล้า      ถลาบิน

                 ได้แต่วอน      พรคุณพระ      รัตนเลิศ
           ธรรมประเสริฐ      ปกป้องเจ้า      เนาทรัพย์สิน
           “อริยทรัพย์”     มอบเจ้าไว้     ในดวงจินต์
           ลูกควรถวิล     ทุกค่ำเช้า     นะเจ้า...เอย


           เจริญในธรรมเจ้าค่ะ

     
หิ่งห้อยน้อย [203.155.14.4] [ 6 เม.ย. 2549 เวลา 10:39 น. ] [ 11 ]



            แม่เป็นทุกอย่าง

แม่ให้มา คือปัญญา ทรัพย์ประเสริฐ
เริ่มแรกเกิด ลืมตา หานมแม่
เฝ้าถนอม หอมหัวก้น ล้นดวงแด
เป็นรักแท้ ใช่รักแต่ แค่ชั่วคราว

ภายในใจ หิ่งห้อยน้อย ร้อยเรียนรู้
ท่านเชิดชู ให้รู้แท้ แม่รักเจ้า
เหมือนใบบัว ขยายใหญ่ ใช้บังเงา
ยามร้อนเร่า เร่าร้อนอก แผ่ปกบัง

เปรียบแม่ไก่ กกไข่ ให้ไออุ่น
จนแม่เป็น ไก่หมุน กรุ่นในถัง
คอยฝึกเจ้า ให้บินออก นอกรวงรัง
อย่าหันหลัง กลับมา พาน้องไป ...เฟื่องฟ้า
เฟื่องฟ้า ส่งเมล์ถึง เฟื่องฟ้า [203.113.80.138] [ 6 เม.ย. 2549 เวลา 12:14 น. ] [ 12 ]




อันรักใด ไหนเล่า เขาว่าแน่

รักของแม่ แท้จริง ยิ่งใหญ่กว่า

รักหนุ่มสาว ไม่เท่าหนัก รักมารดา

รักลูกยา หาสุดสิ้น ดินฟ้าไกล

ลูกยังเล็ก เป็นเด็กน้อย คอยถนอม

แม่ไม่ยอม ให้ยุงลิ้น กินเลือดได้

มดไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม จอมดวงใจ

จวบจนใหญ่ วัยหนุ่มสาว เจ้าหน้านวล

มีลูกสาว แก้มขาวใส ให้ห่วงนัก

กลัวอกหัก เพราะรักหนุ่ม กลุ้มสงวน

มีลูกชาย หน้าใสหล่อ พ่อลำดวน

สาวสวยกวน เย้ายวนใจ ไม่ห่างกาย

พ่อแม่หวง ห่วงลูกไว้ ทั้งชายหญิง

คาดหวังจริง ลูกหญิงชาย ไม่เสียหาย

เป็นทุกข์แท้ เป็นแม่พ่อ ก่อเกิดกาย

จะสบาย ได้เมื่อลูก เดินถูกธรรม์

ป้าเฟื่องฟ้า มีบุญตา เห็นผ้าเหลือง

สีรุ่งเรือง เมื่อลูกชาย ได้สุขสรรค์

น้อมกายใจ ใฝ่กตัญญู รู้คุณทาน

พระในบ้าน ท่านปเป็นสุข ลูกพระดี ฯ

จาก....

ธัมโมชญา มนาโป

ธัมโมชญา มนาโป [125.24.10.228] [ 6 เม.ย. 2549 เวลา 12:40 น. ] [ 13 ]



ขอบพระคุณท่าน ธัมโมชญา มนาโป..ที่เฝ้าติดตามไม่ห่าง..เฟื่องฟ้า
เฟื่องฟ้า ส่งเมล์ถึง เฟื่องฟ้า [203.113.80.138] [ 6 เม.ย. 2549 เวลา 13:05 น. ] [ 14 ]




           กราบนมัสการท่านธรรมานุสารี (ธัมโมชญา มนาโป)


                 นมัสการ      ท่านธัมโมชญาฯ      ผู้กล้าธรรม
           เมตตาล้ำ      ค้ำจุน      หนุนศาสนา
           ภิกษุงาม      ใช่รูปลักษณ์      อร่ามตา
           ท่านมหาฯ      งามน้ำจิต      มิตรธรรมา


                 ท่านติดปีก      เข้าสู่แคว้น      แดนจิงโจ้
           นำธรรมโข      แผ่กำจาย      หมายปรารถนา
           พร้อมบริษัท      อุบาสก      อุบาสิกา
           นำพจนา      พุทธองค์ไว้     ในต่างแดน


           ขออนุโมทนากับกุศลธรรมในครั้งนี้ ...เจ้าค่ะ

     
หิ่งห้อยน้อย [203.155.14.4] [ 6 เม.ย. 2549 เวลา 14:41 น. ] [ 15 ]



            ไม่ต้องห่วงนะ..แม่

แม่รู้จัก ผู้คน มากล้นหน้า
ส่วนเฟื่องฟ้า เพิ่งมา หารู้ไม่
ถ้าล่วงเกิน ต้องขอโทษ โปรดอภัย
เพิ่งคลานไต่ เตาะแตะ ต้องแนะนำ

พูดถึงแม่ มีแต่ ล้วนเป็นสุข
ขนพองลุก แน่นจุก สุขลึกล้ำ
น้ำนมแม่ ล้วนคุณค่า น่าจดจำ
ลูกใหญ่ล่ำ มีภูมิเกาะ เพราะน้ำนม

ในชาตินี้ ชีวี พลีเพื่อแม่
มอบแก่นแท้ ของหัวใจ ให้แม่สม
จะทำดี ชูกิ่งดอก ออกจากตม
จะน้อมก้ม ยอมกราบ เพื่ออาบธรรม

ไม่มีวัน ลูกออก ไปนอกลู่
หิ่งห้อยน้อย คอยดู อยู่เช้าค่ำ
ไม่ต้องห่วง นะแม่จ๋า เรื่องหาธรรม
ลูกมีกรรม ก่อไว้มาก อยากใช้เวร...เฟื่องฟ้า
เฟื่องฟ้า [203.113.80.138] [ 6 เม.ย. 2549 เวลา 16:39 น. ] [ 16 ]



                        ขอภัยเจ้าค่ะ



                        เวร..และ..กรรม


                 คำว่า "เวร"      คือ แค้นเคือง      หรือปองร้าย
           แต่ถ้าหมาย(ถึง)      เกิดมาใช้      ต้อง “กรรม”หนา
           เวไนยสัตว์     ทุกรูปนาม     ที่เกิดมา
           ล้วนนำพา     กรรมวิบาก      จากที่ทำ


                 ถ้าแม้จิต      คิดปองร้าย      ต่อผู้ใด
           คำที่ใช้      คือสร้าง เวร      นะงามขำ
           อีกคิดร้าย      ผู้ทำร้าย      เวร ส่งนำ
           เกิดเป็น “กรรม”      อกุศล      ผจญนาน


                 อย่าพึ่งโกรธ      นะเฟื่องฟ้า      ที่ข้าฯเล่า
           เพื่อให้เจ้า      ได้เข้าใจ      ตามที่ขาน
           มิได้ขัด      แต่ขอจัด      ให้ถูกกาล
           เป็นธรรมทาน      แด่ผู้อ่าน      ได้เข้าใจ


           เจริญในธรรมเจ้าค่ะ

     
หิ่งห้อยน้อย [58.147.120.86] [ 6 เม.ย. 2549 เวลา 19:46 น. ] [ 17 ]



            เพื่อลูก

ตอนวัยเยาว์ แม่เฝ้า ดูลูกเล่น
ใส่รถเข็น พาไป ค่อยๆเคลื่อน
ค่อยๆลาก กลัวลูกตื่น พื้นสะเทือน
โอบกอดเหมือน แสงดาวห้อม ล้อมดวงเดือน

จะไปไหน ตามไป ไม่ยอมห่าง
เหมือนดั่งค่าง ห่วงลูกน้อย ค่อยๆเขยื้อน
จับใส่หลัง ระวังไว้ เมื่อภัยเยือน
เจอพรานเถื่อน หลังพิงฝา ตาจ้องดู

พรานยิงใส่ เมื่อใด สู้ขืนขัด
ถ้าพรานซัด เอาแขนรับ ขยับสู้
ลูกร้องจ้า ยอมหันหน้า กลับมาดู
น่าอดสู ธนูวิ่ง กลิ้งตามแรง

ค่างโดดหนี พรานโจร โหนตามติด
ค่างหยุดคิด ยื่นเงื่อนไข ให้รู้แจ้ง
ส่งมือให้ เลือดไหลเด่น เป็นสีแดง
ยอมให้แกง เพียงแค่ปล่อย ลูกน้อยไป
เฟื่องฟ้า [203.113.80.138] [ 6 เม.ย. 2549 เวลา 20:01 น. ] [ 18 ]



เพื่อเป็นไปตามที่ท่านหิ่งห้อยน้อยติงมา..ดังนั้นเฟื่องฟ้าขอแก้ไข
บรรทัดสุดท้าย..ช่วยพิจารณาด้วย..


ไม่ต้องห่วงนะ..แม่

แม่รู้จัก ผู้คน มากล้นหน้า
ส่วนเฟื่องฟ้า เพิ่งมา หารู้ไม่
ถ้าล่วงเกิน ต้องขอโทษ โปรดอภัย
เพิ่งคลานไต่ เตาะแตะ ต้องแนะนำ

พูดถึงแม่ มีแต่ ล้วนเป็นสุข
ขนพองลุก แน่นจุก สุขลึกล้ำ
น้ำนมแม่ ล้วนคุณค่า น่าจดจำ
ลูกใหญ่ล่ำ มีภูมิเกาะ เพราะน้ำนม

ในชาตินี้ ชีวี พลีเพื่อแม่
มอบแก่นแท้ ของหัวใจ ให้แม่สม
จะทำดี ชูกิ่งดอก ออกจากตม
จะน้อมก้ม ยอมกราบ เพื่ออาบธรรม

ไม่มีวัน ลูกออก ไปนอกลู่
หิ่งห้อยน้อย คอยดู อยู่เช้าค่ำ
ไม่ต้องห่วง นะแม่จ๋า เรื่องหาธรรม
ลูกมีกรรม ก่อไว้มาก อยากใช้คืน...เฟื่องฟ้า
เฟื่องฟ้า ส่งเมล์ถึง เฟื่องฟ้า [203.150.30.31] [ 7 เม.ย. 2549 เวลา 12:19 น. ] [ 19 ]



            มีแม่คนเดียว


วันสงกรานต์ ตั้งใจ ไปหาแม่
ไปเก็บดอก ฝักแค แม่แกงให้
ที่ริมรั้ว บ้านเก่า เราเป็นไง
มะขามใหญ่ ตะโกดัด ตัดหรือยัง

แล้วนมข้น นมสด หมดหรือเปล่า
ในยุ้งเรา เก็บข้าวไว้ ได้กี่ถัง
กะปิหอม น้ำปลาไห ใช้หมดยัง
ส่วนสตังค์ แม่คงเหลือ เผื่อทำบุญ

น้าสง่า ป้าบังอร นอนหลับไหม
ลุงวิชัย พี่สนั่น กำนันหยุน
ลูกพี่คล้าย น้องเขยใหม่ ผู้ใหญ่จุน
จัดงานบุญ เมื่อไหร่ ให้บอกมา

ช่วยงานเขา เท่าไร จดไว้ด้วย
เลิกแทงหวย แล้วหรือยัง ละแม่จ๋า
ติดตังค์เขา ไม่ต้องหงอ รอลูกมา
จำไว้หนา ลูกคนนี้ มีแม่เดียว...เฟื่องฟ้า
เฟื่องฟ้า ส่งเมล์ถึง เฟื่องฟ้า [203.150.30.31] [ 7 เม.ย. 2549 เวลา 13:17 น. ] [ 20 ]



            เดือนมืด

หิ่งห้อยน้อย ลอยไป ถึงไหนแล้ว
แสงวับแวว คืนนี้ มิมีเห็น
หลบลมร้อน หรือบินเล่น ลมเย็นๆ
หากใครเห็น บอกรีบกลับ อย่าลับนาน

เบื่อคำถาม หรือเปล่า เล่าแม่เอ๋ย
ต้องเฉลย เจ่าจุก ทุกคำถาม
เดี๋ยวถามโน่น เดี๋ยวถามนี่ จี้ติดตาม
ไม่ยอมข้าม ไปไหน ไกลเสียที

เดินดุ่ยๆ เซถลา หาที่แวะ
ถ้ามีคน ชี้แนะ แวะทุกที่
เป็นนิสัย ชอบประจบ คบคนดี
ตันฉันนี้ คนว่าง่าย อย่าหน่ายเลย

เคยเห็นจันทร์ เต็มเสี้ยว เดี๋ยวนี้หาย
สิ่งที่เห็น กลับกลาย หายไปเฉย
แสงเขียวๆ ก็ไม่เห็น เช่นดั่งเคย
หิ่งห้อยเอ๋ย ขอคืนสู่ คู่จันทรา....เฟื่องฟ้า
เฟื่องฟ้า ส่งเมล์ถึง เฟื่องฟ้า [203.113.80.138] [ 8 เม.ย. 2549 เวลา 01:45 น. ] [ 21 ]





                 มิได้ไป      ไกลหรอกหนา      เฟื่องฟ้าเจ้า
           ข้าฯ ผู้เฒ่า      จะเอา      แรงจากไหน
           เห็นเจ้าอ้อน      ถึงมารดา      ข้า ๆ ภูมิใจ
           บอกเล่าใน      สิ่งฝังอยู่      คู่วิญญา


                 มิได้ถาม      ในธรรมใด      จึงไม่เอ่ย
           สิ่งเจ้าเผย      เอ่ยถึงแม่      แท้งามหนา
           เป็นความเหมาะ      สมใน      กาลเวลา
           เพราะสงกรานต์      ใกล้เข้ามา      นะคนดี


                 หนึ่ง ใน เจ็ด      ธรรมคนดี      มีให้เห็น
            สัปปุริสธรรม      ธรรมเด่น      เป็นศักดิ์ศรี
           รู้เหตุ ผล      ตน ประมาณ      กาลที่ดี
           ชุมชน มี      ความแตกต่าง      ระหว่างคน


           ติดตามเฟื่องฟ้าอยู่เจ้าค่ะ ไม่ได้หายไปไหน
     
หิ่งห้อยน้อย [58.147.121.49] [ 8 เม.ย. 2549 เวลา 06:55 น. ] [ 22 ]

            สัปปุริสธรรม

หิ่งห้อยน้อย มาพร้อมกับ ศัพย์ธรรมใหม่
สมองไขว้ อีกแล้ว แก้วตาเอ๋ย
สัปปุริ สธรรมนำเปรียบเปรย
พร้อมเฉลย สิ่งนี้หรือ คือคนดี

อันธัมมัญ ญุตา รู้จักเหตุ       ( ธัมมัญญุตา )
หมั่นสังเกตุ ทำไมทุข์ สุขเช่นนี้
ที่เราสุข นั้นคือผล เราทำดี       ( การทำดีเป็นเหตุ )
ธรรมข้อนี้ เป็นแค่หนึ่ง ในเจ็ดธรรม

อัตถัญ ญุตา เราต้องรู้       ( อัตถัญญุตา )
ไต่ตรองดู รู้ถึงผล จนชองช่ำ
ผลดีชั่ว อยู่ที่ตัว การกระทำ
ไม่ลึกล้ำ ซ้ำฃ้อน ซ่อนใดๆ

อัตตัญ ญุตา คือต้องรู้      ( อัตตัญญุตา )
ว่าตัวกู คือใคร ชนชาติไหน
ถ้าหากลืม ไม่รู้ว่า ข้าคือใคร
ต้องฝักใฝ่ ไขว่คว้า หากันไป

เหลืออีกสี่ หัวข้อ ต้องวานหน่อย
หิ่งห้อยน้อย ช่วยขยาย จะได้ไหม
ความพอดี รู้เวลา คบหาใคร
อีกข้อไซร้ สังคมใด ควรแวะเวียน ..เฟื่องฟ้า
เฟื่องฟ้า [203.113.80.138] [ 8 เม.ย. 2549 เวลา 09:19 น. ] [ 23 ]



            ทุกข์ของลูกคือทุกข์ของแม่

หมดหน้าฝน เวียนวน มาหน้าร้อน
ไม่เหมือนก่อน ฝนหยุดพลัน คั่นหน้าหนาว
เห็นรวงข้าว ชูช่อเด่น เห็นใบยาว
แลเห็นสาว รวมกลุ่ม สุมดำนา

วันสงกรานต์ สาดน้ำ สรงน้ำพระ
ไหว้พุทธะ ที่บ้าน นอกชานหนา
ดอกมะลิ น้ำอบไทย ให้หามา
พ่ออยู่ซ้าย แม่อยู่ขวา ย่าอยู่กลาง

นำน้ำหอม ปรุงแล้ว ใส่ในขัน
รดมือท่าน วางขัน อยู่ข้างๆ
ก้มกราบเท้า มองน้ำใส ไหลเป็นทาง
น้องต่อหาง พลางสะกิด พี่ทิดมา

แม่บอกว่า ลูกเอ๋ย ในโลกนี้
ลูกทั้งสี่ คือคนดี ของแม่หนา
แม้ลูกทกข์ แม่ก็ทุกข์ ทุกๆครา
ทุกข์ยิ่งกว่า ทุกข์ของเจ้า จงเข้าใจ

ทิดนั่งนิ่ง น้องก็นิ่ง ฉันอ้ำอึ้ง
นั่งนึกถึง แม่พูดมา น้ำตาไหล
ต่อไปนี้ มีเรื่องทุกข์ ลูกไม่ไป
ไม่อยากให้ แม่หมองคล้ำ ช้ำเพราะเรา...เฟื่องฟ้า
เฟื่องฟ้า ส่งเมล์ถึง เฟื่องฟ้า [203.113.80.138] [ 8 เม.ย. 2549 เวลา 10:59 น. ] [ 24 ]




                  สาธุ..สัปปุริสธรรม..เจ้าค่ะ



                 ถ้าเฟื่องฟ้า      รู้ถึง      ซึ่งผัสสะ
           รู้จักละ      วางไว้หนอ      ชลอเขลา
           แล้วทุกข์ไหน      ที่จะเข้า      เบียดเบียนเรา
           ให้แม่เศร้า      ตามด้วย      ช่วยบอกที

                 เมื่อปล่อยวาง      ว่างแล้ว      ทั้งทุกข์ โศก
           ความวิโยค      มิรุมเร้า      เจ้ามารศรี
           ไปหาแม่      เยี่ยมแม่ด้วย      ช่วยพัดวี
           แล้วจะมี      ทุกข์ให้เห็น      ได้อย่างไร

                 เห็นประโยชน์      จิตเข้มแข็ง      หรือยังเจ้า
           พี่จึงเฝ้า      ให้เจ้าฝึก      ตรึกธรรมใส
           น้อมธรรมา      ให้อาบอิ่ม      ปริ่มเปรมใจ
           ฝึกให้ได้      อยู่กับ      ปัจจุบัน


     
หิ่งห้อยน้อย [61.19.231.4] [ 8 เม.ย. 2549 เวลา 12:20 น. ] [ 25 ]



            ใครผิด..ใครถูก

หิ่งห้อยน้อย เตือนมา ถึงหน้าที่
ให้กลับไป พัดวี อย่าหนีหาย
รู้ผัสสะ สิ่งควรละ จะสบาย
ทุกข์ทั้งหลาย ก็ไม่เกิด เป็นเลิศธรรม

เนกขัม ยังจำได้ หิ่งห้อย( น้อย )บอก
เป็นทางออก จากกามา ค่าสุดล้ำ
เป็นหนึ่งใน ทศบารมี ที่หนุนนำ
เป็นบทธรรม ที่ต้องรู้ คู่กายใจ

เด็กข้างบ้าน น่าสงสาร ไม่มีแม่
ทุกวันนี้ ยายแก่ เลี้ยงดูให้
พ่อของเด็ก กินแต่เหล้า เมาเรื่อยไป
คงเสียใจ ที่ต้องพราก จากเมียตน

เหตุแค่เพียง แม่เด็ก ยากจนไร้
ยายจึงไล่ ผลักไส ไล่เสือกสน
มาหาลูก ก็กักลูก ไว้ข้างบน
น้ำตาหล่น โดนเชือกผูก ลูกกุญแจ

ลูกตะโกน เรียกแม่ แม่ผงก
แน่นคับอก เหมือนโยนครก ตกใส่แม่
เรียกยายจ๋า ช่วยหนูเถิด เปิดกุญแจ
ต้องท้อแท้ ยายไม่ให้ ไล่แม่ไป

ฉันยืนมอง จ้องดู อยู่ครู่ใหญ่
อยากรู้ว่า แม่เด็กไป ได้แค่ไหน
เห็นแม่หลบ เอาเสาบัง หลังไวไว
แล้วปีนไต่ ขึนหา พาเด็กลง

เสียงโหวกเหวก อื้ออึง ถึงข้างนอก
ยายวิ่งออก ตะโกนก้อง ร้องเสียงหลง
แม่ของเด็ก พาวิ่งหาย ไปท้ายดง
บอกตามตรง ฉันสงสาร หลานของยาย...เฟื่องฟ้า

( ถ้าเป็นเช่นนี้ ตามหลักพุทธศาสนา จะอธิบายอย่างไร..เป็นเรื่องของกรรม..
หรือเป็นเรื่องของอะไร..และเด็กคนนี้ควรอยู่กับใคร..ยายรวย..
แม่เด็กเป็นผู้หญิงกลางคืน...พ่อเด็กขี้เมา )
เฟื่องฟ้า ส่งเมล์ถึง เฟื่องฟ้า [203.113.80.138] [ 8 เม.ย. 2549 เวลา 15:03 น. ] [ 26 ]



            ตามใจแม่

สงกรานต์นี้ ตั้งใจ ไปหาแม่
เตรียมไก่แก่ แช่หมักไวน์ ไว้ฉลอง
กะปูเสื่อ เอาไว้นั่ง ริมฝั่งคลอง
มองจันทร์ส่อง ท้องฟ้างาม ยามราตรี

จัดที่ให้ แม่นั่ง อยู่ข้างๆ
ชี้ดาวหาง ให้แม่เห็น เป็นหลากสี
ปีที่แล้ว พลาดไปหน่อย ไม่ค่อยมี
แต่ปีนี้ คาดว่า น่าได้ยล

วางแผนไว้ หมักเนื้อ ทำลวกจิ้ม
แม่คงยิ้ม ปอกแตงกวา ปลาร้าหลน
เลือกปลาดุก ตัวใหญ่ๆ มีไข่ปน
ใส่พริกป่น เหยาะน้ำปลา เข้าท่าดี

ปอกไข่ต้ม ขาวๆ วางข้างๆ
หั่นแนวขวาง ข่าตระไคร้ หลากหลายสี
ถั่วฝักยาว ลวกอุ่นๆ ละมุลดี
ปลาฉู่ฉี่ ทอดให้หอม ล้อมวงกัน

ทั้งหมดนี้ ก็เป็นเพราะ อยากไกล้แม่
แต่จริงแท้ ลึกในใจ ไม่สุขสันต์
แม่โทรหา บอกแค่มา พบปะกัน
ที่กล่าวนั้น ให้พระฉัน ผันเป็นบุญ..เฟื่องฟ้า
เฟื่องฟ้า ส่งเมล์ถึง เฟื่องฟ้า [203.113.80.138] [ 8 เม.ย. 2549 เวลา 16:54 น. ] [ 28 ]




                  กิเลส สาม ... พรหมวิหาร สี่


                  เฟื่องฟ้านำ       เหตุการณ์       มาถามนี้
           อยากจะชี้      ให้น้องเห็น       กิเลสสาม
           โลภ โกรธ หลง     ฟุ้งจนมั่ว       ทั่วเขตคาม
           แล้ววิ่งตาม       กิเลสหนา      พาหลงตน

                 ยายนั้นมี      โทสะ      ราคะยิ่ง
           มิเกรงกริ่ง      บาปชั่ว      มั่วไม่สน
           ขาดเมตตา      กรุณา      แม้หลานตน
           ดั่งมิใช่      เลือดเนื้อคน      น่าสนใจ

                 พ่อนั้นเล่า      โมหะยิ่ง      เขลาจริงหนอ
           คงนอนรอ      โชคหล่นมา      น่าสงสัย
           ยายมีโลภ      พ่อมีหลง      แม่ทุกข์ใจ
           ลูกมาใช้      กรรมเคยสร้าง      มิร้างลา

                 และเฟื่องฟ้า      ก็มี      (พรหม)วิหารธรรม
           เมตตาล้ำ      ต่อหลานน้อย      ด้อยเดียงสา
           พิศดูตน      ว่ามีไหม      กรุณา
           อุเบกขา      ทำใจได้      วางไหม...เอย


                 สิ่งสำคัญ     ยามที่เห็น     เยือกเย็นไหม
          หรือเหมือนไฟ     ร้อนรุ่มร่าง     หรือวางเฉย
          ธรรมารมณ์     ทำให้เฉา     เศร้าดั่งเคย
          ขอเฉลย     แพ้ผัสสะ     นะเจ้าเอย


            เอ…….ใครแพ้ ?????
     
หิ่งห้อยน้อย [58.147.5.9] [ 8 เม.ย. 2549 เวลา 18:10 น. ] [ 29 ]



            แล้วใครแพ้

อากาศร้อน คนร้อน นอนรู้สึก
พอตกดึก พลิกกายดู รู้ว่าหนาว
วันฝนตก สะดุ้งตื่น เป็นครั้งคราว
ยามหิวข้าว อยากกินข้าว ทุกคราวไป

กายสัมผัส ตาสัมผัส รับรู้หมด
บางครั้งเศร้า บางครั้งสลด อดไม่ได้
อย่างหลานยาย รู้สึกกลุ้ม ร้อนรุ่มใจ
พอเด็กไป ก็กังวล เวียนวนมอง

นั่นหมายถึง อุเบกขา หามีไม่
เรื่องของเขา เราใส่ใจ ให้เศร้าหมอง
หิ่งห้อย ( น้อย ) ถาม จึงฉุกคิด พินิจตรอง
หัวสมอง วิ่งฉิว ปลิวตามธรรม...เฟื่องฟ้า

เฟื่องฟ้าแพ้จ๊ะ...
พรหมวิหาร ๔ คือ
๑.เมตตา หมายถึง การมอบความรักโดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทน
๒.กรุณา หมายถึง การมอบความเมตตาโดยไม่หวังการตอบแทน
๓.มุทิตา หมายถึง การมีจิตใจอ่อนโยน ไม่มีความริษยา
๔.อุเบกขา หมายถึง การวางเฉยทำใจตัดความรู้สึก      ข้อนี้ยากที่สุด...เฟื่องฟ้า
เฟื่องฟ้า ส่งเมล์ถึง เฟื่องฟ้า [203.113.80.138] [ 8 เม.ย. 2549 เวลา 23:26 น. ] [ 30 ]

ยอมแพ้ครับ
แพ้แล้ว [202.139.203.138] [ 9 เม.ย. 2549 เวลา 02:42 น. ] [ 31 ]





                           “พรหมวิหาร”

                เมตตา รัก      อยากให้     ใครมีสุข
          ปรารถนา ช่วย     เขาพ้นทุกข์     กรุณา ยิ่ง
          มุทิตาจิต      ยินดี     ด้วยใจจริง
          อุเบกขานิ่ง     สงบระงับ     ดับอารมณ์


          *******************************************

          พรหมวิหาร แปลว่า ธรรมเครื่องอยู่ของพรหม หมายถึง ธรรมประจำใจอันประเสริฐ หรือ
                              ธรรมประจำใจของท่านผู้มีคุณความดียิ่งใหญ่ มี ๔ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

          ๑. เมตตา คือ ความรัก ความปรารถนาให้เขามีความสุข ไมตรีจิตคิดจะให้สัตว์ทั้งปวงเป็นสุขทั่วหน้า

          ๒. กรุณา คือ ความสงสารคิดจะช่วยให้พ้นทุกข์, ความหวั่นใจ เมื่อเห็นผู้อื่นมีทุกข์
                                  คิดหาทางช่วยเหลือปลดเปลื้องทุกข์ของเขา

          ๓. มุทิตา คือ ความพลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี, เห็นผู้อื่นอยู่ดีมีสุข ก็แช่มชื่นเบิกบานใจด้วย
                                  เห็นเขาประสบความสำเร็จเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป ก็พลอยยินดีบันเทิงใจ
                                  พร้อมที่จะส่งเสริมสนับสนุน ไม่กีดกันริษยา

          ๔. อุเบกขา คือ ความรู้สึกเฉยๆ ไม่สุขไม่ทุกข์ เรียกเต็มว่า อุเบกขาเวทนา (= อทุกขมสุข)
                                  ในพรหมวิหาร หมายถึง ความวางใจเป็นกลาง ไม่เอนเอียงด้วยชอบหรือชัง,
                                  ความวางใจเฉยได้ ไม่ยินดียินร้าย เมื่อใช้ปัญญาพิจารณาเห็นผลอันเกิดขึ้น
                                  โดยสมควรแก่เหตุ และรู้ว่าพึงปฏิบัติต่อไปตามธรรม หรือตามควรแก่เหตุนั้น,
                                  ความรู้จักวางใจเฉยดู เมื่อเห็นเขารับผิดชอบตนเองได้ หรือในเมื่อเขาควรต้องได้รับ
                                  ผลอันสมควรแก่ความรับผิดชอบของเขาเอง, ความวางทีเฉยคอยดูอยู่ในเมื่อ
                                  คนนั้นๆ สิ่งนั้นๆ ดำรงอยู่หรือดำเนินไปตามควรของเขาตามควรของมัน ไม่เข้าข้าง
                                  ไม่ตกเป็นฝักฝ่าย ไม่สอดแส่ ไม่จู้จี้สาระแน ไม่ก้าวก่ายแทรกแซง



           สาธุเจ้าค่ะ......เฟื่องฟ้าเข้าใจแล้ว



     
หิ่งห้อยน้อย [58.147.120.249] [ 9 เม.ย. 2549 เวลา 07:13 น. ] [ 32 ]




                  อ้างอิง.............
                  "๔.อุเบกขา หมายถึง การวางเฉยทำใจตัดความรู้สึก ข้อนี้ยากที่สุด...เฟื่องฟ้า"



                 ทำอย่างไร      รู้ไหม      ให้ไม่ยาก
           แต่ลำบาก      ตอนฝึก      ควรตรึกหนอ
           สบสิ่งใด      รู้ให้ทัน      ผัสสะคลอ
           เพราะจะก่อ      เวทนา      มาหลอกใจ


                 เวทนา เกิด      ตัณหา ตาม      น่าคร้ามยิ่ง
           อุปาทาน สิง     ก่อให้เกิด      ภพ ชาติ ใหม่
           ทุกข์ตามมา     เป็นเช่นนี้     วนเวียนไป
           ตัดผัสสะ     ดีไหม     ได้ไม่ตรม



            ดูภาพนี้แล้วอารมณ์เป็นอย่างไร........

     
หิ่งห้อยน้อย [58.147.120.249] [ 9 เม.ย. 2549 เวลา 07:49 น. ] [ 33 ]



            ความพยายามของแม่

ลูกทูนหัว จมูกแม่ ปริ่มใต้น้ำ
ไม่เคยคร้าม พยายาม ข้ามให้ได้
ตาลูกจ้อง เป้าหมายหลัก เหมือนหนักใจ
อยู่กับแม่ ถึงมีภัย ไม่ต้องกลัว

มือขวาแม่ จับแขน ของเจ้าแน่น
มือซ้าย ดุจดังแท่น ประคองทั่ว
ขาของเจ้า แม่หนีบไว้ ไกล้ลำตัว
เหยียบหน่อบัว เขย่งเท้า ก้าวเดินไป

อีกอึดใจ ทนหน่อย น๊ะลูกรัก
หนักแสนหนัก เท่าไร แม่แบกไหว
หน้าที่แม่ นั้นหนา พาเจ้าไป
แม้ขาดใจ ก็ไม่หยุด สิ้นสุดเดิน...เฟื่องฟ้า

เมื่อเห็นภาพนี้..อารมณ์เฟื่องฟ้าเป็นแบบนี้..แล้วท่านหิ่งห้อยน้อย..เห็นเป็นเช่นไร
เฟื่องฟ้า ส่งเมล์ถึง เฟื่องฟ้า [203.113.80.138] [ 9 เม.ย. 2549 เวลา 10:20 น. ] [ 34 ]




                  อารมณ์กวี ?.... ธรรมารมณ์ ?



                 เฟื่องฟ้าเจ้า      เป็นกวี      ที่ดียิ่ง
           เจ้าบรรยาย      ได้เห็นจริง      พริ้งภาษา
           น้ำในภาพ      แม้ขุ่นนัก      ประจักษ์ตา
           แต่เฟื่องฟ้า      ก็บรรยาย      ได้อารมณ์

                 เห็นสังขาร      การปรุงแต่ง      แห่งธรรมไหม
           เพราะสัญญา      หมักหมมไว้      ให้เหมาะสม
           ตามองเห็น      ใช่แค่รูป      ลูบอารมณ์
           คนจึงตรม      เพราะปรุงได้      ตามใจตัว

                 นี่แหล่ะหนา      เราเรียก      ว่า ผัสสะ
           อายตนะ      นอก-ใน      ไม่สลัว
           วิญญาณเกิด      ครบผัสสา      พาเมามัว
           เวทนา ตัว      พาเกิดใหม่      ไม่รั้งรอ


            เฉลยแบบฝึกหัด..เจ้าค่ะ
     
หิ่งห้อยน้อย [202.28.21.4] [ 9 เม.ย. 2549 เวลา 10:50 น. ] [ 35 ]



..วันนี้เฟื่องฟ้าจะไปทำบุญ..และจะตั้งใจสังเกตุทุกอย่าง..เฟื่องฟ้า
ท่านหิ่งห้อยน้อยหลอกสอนธรรมเฟื่องฟ้า..แยบยลมากทำให้เกิดความเข้าใจ รู้เรื่องถึงผัสสะเป็นอย่างดี..ขอบพระคุณอย่างสูง..เฟื่องฟ้า
เฟื่องฟ้า ส่งเมล์ถึง เฟื่องฟ้า [203.113.80.138] [ 9 เม.ย. 2549 เวลา 11:04 น. ] [ 36 ]




                  หลอกสอนธรรม...ธรรมไม่หลอก


                 หิ่งห้อยน้อย      เป็น ครู      นะเฟื่องฟ้า
           ต้องเสาะหา      อุบายสอนให้      ไม่สับสน
           สับปุริสธรรม      ข้อเจ็ดว่า      รู้จักชน
           เพราะต่างคน      ล้วนต่างแบบ      แยบยลทาง

                 ถึงจะหลอก      สอนธรรมเจ้า      เพื่อเข้าชิด
           ธรรมที่ให้      ให้ด้วยจิต     มิตรอย่าหมาง
           หลอกสอนธรรม      ธรรมไม่หลอก      ดอกนวลนาง
           ขออย่าร้าง      ห่างธรรมา      พาอุ่นใจ


           เจริญในธรรม เจ้าค่ะ
     
หิ่งห้อยน้อย [203.155.14.4] [ 9 เม.ย. 2549 เวลา 11:22 น. ] [ 37 ]



            ถามบ้าง

รู้ว่าหลอก แต่เต็มใจ ให้แม่หลอก
เหมือนกระบอก เจาะรูไว้ ให้เข้าหา
หลงเข้าไป จึงแจ้งเห็น เป็นบุญตา
พบพระธรรม ล้ำค่า น่ายินดี

ท้ายกระบอก ทางออก มีสองช่อง
ช่องที่หนึ่ง มีแสงทอง ส่องสุขศรี
ช่องที่สอง ก็สวยสด งดงามดี
อยากถามว่า สองช่องนี้ มีทำไม...เฟื่องฟ้า

เฟื่องฟ้าอยากทราบคำตอบ..ตอบได้ไหมเอ่ย
เฟื่องฟ้า [203.113.80.138] [ 10 เม.ย. 2549 เวลา 08:49 น. ] [ 38 ]




                        กระบอกปริศนา



                 เข้ามาแล้ว      เห็นแร้ว      ใคร่หลุดแร้ว
           เจ้าลูกแก้ว      ยังพะวง      ดูสงสัย
           อันแสงทอง      ส่องสว่าง      กระจ่างใจ
           คือวิมุตติ      หลุดบ่วงภัย      ในวัฏฏา

                 อีกช่องหนึ่ง      เจ้าเห็น      ดูสวยสด
           ดูงามงด      น่าจับต้อง      ลองศึกษา
           น่าลองลิ้ม      ชิมชื่น      รื่นกามา
           สุขอุรา      น่าสัมผัส      รัดรึงทรวง

                 ทั้งสองช่อง      ที่เจ้าเห็น      เป็นทางออก
           ของกระบอก      วงวัฏฏา      น่าแหนหวง
           หนึ่งโลกียะ      ไม่น่าผละ      ระรื่นทรวง
           หลุดจากบ่วง      สู่โลกุตระ      ละชั่ว-ดี


            น่าจะใช่คำตอบนะคะ

     
หิ่งห้อยน้อย [202.28.21.4] [ 10 เม.ย. 2549 เวลา 11:18 น. ] [ 39 ]




                  ขอแก้ไขบทสุดท้ายค่ะ


                  ทั้งสองช่อง       ที่เจ้าเห็น       เป็นทางออก
            ของกระบอก      วงวัฏฏา       น่าแหนหวง
            หนึ่งโลกียะ       ไม่น่าผละ       ระรื่นทรวง
            สองหลุดบ่วง      สู่โลกุตระ       ละชั่ว-ดี

     
หิ่งห้อยน้อย [202.28.21.4] [ 10 เม.ย. 2549 เวลา 12:06 น. ] [ 40 ]



            หลอกเรียนธรรม

เหมือนนางฟ้า เทวดา ส่งมาเกิด
เหมือนโลกมืด ประตูเปิด เจิดกระจ่าง
สมองท่าน ไม่เคยลับ อับหนทาง
ทั้งสองอย่าง ที่ท่านตอบ ชอบจริงๆ

อันที่จริง ที่ถามไป ไม่รู้หรอก
รูกระบอก สองรูออก ยอกย้อนยิ่ง
อยากเรียนธรรม จึงแกล้งถาม บอกตามจริง
color=orange]แล้วทุกสิ่ง ก็เป็นไป ตามคาดการณ์

คนอยากสอน คนอยากรู้ คู่กันได้
เหมือนแขนขวา คู่แขนซ้าย ก่ายประสาน
ท่านได้บุญ ฉันได้รู้ อยู่สืบกาล
เพื่อบอกขาน เล่าต่อ เป็นล้อธรรม

ขอเทียบเปรียบ ความรู้ท่าน อัญญินทรีย์
ผู้มากมี ปัญญาเลิศ ประเสริฐล้ำ
ลุญาณหก เป็นญาณทอง ของพระธรรม
เป็นเสาค้ำ ให้คนด้อย ลอยเหนือตม...เฟื่องฟ้า

ท่านหิ่งห้อยน้อยสอนธรรมให้เฟื่องฟ้าอีกแล้ว
เฟื่องฟ้า ส่งเมล์ถึง เฟื่องฟ้า [203.113.80.138] [ 10 เม.ย. 2549 เวลา 14:09 น. ] [ 41 ]




                        หลอกสอนธรรม


                 เดี๋ยวก็กบ      ใต้ใบบัว      เดี๋ยวกระบอก
           เฟื่องฟ้าหลอก      หรือข้าฯ หลอก      บอกได้ไหม
           เจ้าให้กบ      หลบอยู่     ใต้บังใบ
           แสนถูกใจ      จะได้แจ้ง      แจงในธรรม

                 พอเจ้าเอ่ย      เข้ากระบอก      ตอกความคิด
           ดั่งดวงจิต      ไขว่คว้า      หาอริยสัมม์
           มีสองช่อง      เข้าร่อง      ได้สอนธรรม
           คำถามนำ     ให้เฉลย      เผยธรรมา

                 มิกล้ารับ      อัญญินทรีย์      ที่ท่านกล่าว
           อ่านแล้วหนาว      จับจิต      คิดใฝ่หา
           แสงหิ่งห้อย      น้อยเลือนลาง      กลางพนา
           ดูไร้ค่า      มิเทียมจันทร์      อันอำไพ


            ขอบคุณเฟื่องฟ้ามากเจ้าค่ะ ...ที่ทำให้ได้สร้างบุญกริยาวัตถุ
     
หิ่งห้อยน้อย [58.147.127.131] [ 10 เม.ย. 2549 เวลา 18:31 น. ] [ 42 ]



            บุญอยู่บน

แม่ของฉัน วันนี้ ยังเหมือนเก่า
ยังหุงข้าว เตาถ่าน จานสังกะสี
พื้นสีขาว ขอบสีฟ้า เข้าท่าดี
กันแมลงหวี่ ใช้ฝาชี ครอบปกคลุม

หอมกระเทียม แขวนไว้ ที่ใต้ขื่อ
แมวดำบื้อ นอนซอกโอ่ง โก้งโค้งซุ่ม
ปลาย่างเสียบ ด้วยไม้ไผ่ ไว้ตรงมุม
น้ำในตุ่ม แกว่งสารส้ม ก้มลงดู

น้ำส่วนบน นั้นใส ข้างใต้ขุ่น
เปรียบบาปบุญ เราต้องหมั่น ขยันสู้
แย่งอยู่บน เป็นน้ำใส ให้บาปดู
ปล่อยให้บาป นอนคุดคู้ อยู่ใต้บุญ...เฟื่องฟ้า

ท่านหิ่งห้อยน้อย..เปรียบเทียบเป็นอย่างอื่นได้มั้ย..เฟื่องฟ้า
เฟื่องฟ้า ส่งเมล์ถึง เฟื่องฟ้า [203.150.30.31] [ 11 เม.ย. 2549 เวลา 11:47 น. ] [ 43 ]




                        น้ำใส..มิใช่..น้ำขุ่น



                 น้ำทั้งตุ่ม      ล้วนน้ำใส      มิได้ขุ่น
           แต่ผงฝุ่น      หล่นล่วงไป      ให้ดูหมอง
           แม้น้ำใส      คงความใส      ไม่ต้องกรอง
           ใช่น้ำคลอง      ที่ต้องหมอง      ครองด้วยตม

                 นำน้ำคลอง      มากวัดแกว่ง      ด้วยสารส้ม
           ให้โคลนตม      ตกตะกอนไว้      ให้สุขสม
           ดั่งจิตเรา      กิเลสเร้า      เผาให้ตรม
           ใช้ฌานบ่ม      เปรียบสารส้ม      แยกทันที

                 กิเลส นิวรณ์      นอนเนื่อง      เกินจะนับ
           กี่กัลป์กัป      หาน้อยไม่      ไร้สุขขี
           ใช้ฌานจับ      ข่มทับไว้      ในฤดี
           สมาธิ มี      อีกปัญญา      พิจารณาตรอง

                 ยามสัมผัส      ด้วยอายตนะ      ทั้งนอก-ใน
           หากส่งใจ      คล้อยตามไป      ใจหม่นหมอง
           ธรรมารมณ์      รน รุก เร้า      เศร้า เข้าครอง
           จำเป็นต้อง      เร่ง ลด ดับ      ระงับด้วยฌาน

                 เช่น.. น้ำใส      กระฉอกฉุน      หนุนโทสา
           จะเห็นว่า      ฝุ่นตะกอน      ที่นอนประสาน
           เคล้า คละ คลุ้ง      ฟุ้ง คิด      จิตเป็นมาร
           เข้าระราน      ผลาญกัน      แทบบรรลัย

                 แต่ผู้ที่      ฝึกจิต      ได้มั่นคง
           ไม่ลุ่มหลง      ให้ผัสสา      มาหวั่นไหว
           สงบระงับ      รู้ทันเท่า      ทุกคราวไป
           แยกน้ำใส     ให้ห่างใน      ความขุ่นมัว


     
หิ่งห้อยน้อย [202.28.21.4] [ 11 เม.ย. 2549 เวลา 14:46 น. ] [ 44 ]



            ยังไม่โผล่

คำว่าฌาน ที่แท้ไซร้ อะไรแน่
เรียนรู้ไป เอาไว้แก้ ในสิ่งไหน
สมาธิ เอาไว้ใช้ ในยามใด
แตกต่างกัน หรือไม่ ใครบอกที

เคยเปิดอ่าน เขาว่าฌาน มีสี่ขั้น
พยายาม ฝึกหมั่นไว้ ให้เร็วนี่
แต่ฉันนี้ ผลุบไม่โผล่ โง่เต็มที
เรื่องฌานสี่ ฌานอะไร ไม่รู้เลย เฟื่องฟ้า

เฟื่องฟ้าไม่เข้าใจในเรื่องนี้เลย..ช่วยดึงขึ้นหน่อย..
เฟื่องฟ้า [203.150.30.31] [ 12 เม.ย. 2549 เวลา 10:07 น. ] [ 45 ]




                          “รูปฌาน..อรูปฌาน”

                “ฌาน” คือ การ     เพ่งพินิจ     ด้วยจิตสงบ
          มิใช้หลบ     พัก หลับ     นะโฉมศรี
          การตรัสรู้     และ ปรินิพพาน     องค์ภูมี
          ต่างล้วนมี     ฌานเป็นบาท     ของศาสดา

               การฝึกจิต     ด้วยนิมิต     หรือแบบอื่น
          มีดาษดื่น     แล้วแต่จริต       ควรคิดหนา
           “สมาธิมั่น”     นั่นแหล่ะ “ฌาน”      ฐานปัญญา
          ต่างนามา       ต่าง ภาษา      “ฌาน” เช่นกัน

               น้อมอนุสติ     หรือเพ่งกสิณ     กำหนดปราณ
          ถ้าเชี่ยวชาญ      “ฌาน” บังเกิด     เจิดรังสรรค์
          อัปนาสมาฯ      เมื่อถึงพร้อม     น้อมจิตพลัน
          เพ่งพิศธรรม์     สู่ “วิปัสสนา”      ปัญญาคลอ

               สาธุเจ้า     เฟื่องฟ้า     มาปุจฉา
          ได้วิสัชนา     รูป-อรูป(ฌาน)      งานฐานหนอ
          เมื่อสมา-     ธิ ตั้งมั่น      มิรั้งรอ
          จิตเข้าคลอ     เคลียพินิจ     กิจคือ "ธรรม"

               เมื่อร่างกาย      มีกำลัง     ดุจช้างสาร
          ควรแก่งาน     ปัญญายิ่ง     มิควรถลำ
          อยู่แค่สงบ      มิใช่จบ     เพียงแค่ทำ(สมาธิ)
          ต้องน้อมนำ     ปัญญา     มาไตร่ตรอง(วิปัสสนา)

               เปรียบร่างกาย     คือ จิต     ที่ง่อยเปลี้ย
          ความอ่อนเพลีย     เข้ารุมเร้า     ก็คงหมอง
          มีปัญญา     จิตมิมั่น     นิวรณ์ครอง
          กิเลสพอง     กระพือพัด     ซัดจมนา

               จิตตั้งมั่น     มิหวั่นไหว     ในทุกเหตุ
          มาจากเหตุ     เกิดความสุข     ห่างทุกขา
          ความสุขเกิด      เพราะฌานจับ     ระงับกายา
          ปีติพา     ให้กายระงับ     พร้อมจับธรรม

               เมื่อจิตมั่น     ผ่องใส     ใจพิสุทธิ์
          ความวิมุตติ     เกิดเพราะพิศ     ธรรมที่สัมม์
          จิตตรองตรึก     นึกวิจัย     ในองค์ธรรม
          พาสุขล้ำ      จิตพิสุทธิ์     หลุดวัฏฏา


            ฌานมี ๘..รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ค่ะ
     
หิ่งห้อยน้อย [61.19.231.4] [ 12 เม.ย. 2549 เวลา 10:49 น. ] [ 46 ]



            เกือบใช่ไหม

ใบเขียวๆ เรียวๆเล็ก เรียกว่าแหน
กระจ่ายแผ่ ดันล้นออก นอกถนน
สองฟากฝั่ง น้ำไหลหลั่ง ฝังผู้คน
ช่วยกันขุด ช่วยกันค้น จนอ่อนแรง

นกอีแร้ง บินดิ่ง ซิ่งถลา
ไชจิกหน้า ซุกไซ้ศพ หลบยื้อแย่ง
มือโผล่มา นาฬิกา ราคาแพง
ห้อยต่องแต่ง นกอีแร้ง บินโฉบดู

มันฉีกเนื้อ ไม่มีเหลือ แม้เสื้อผ้า
นาฬิกา มันโดดทึ้ง ดึงใบหู
ของสงวน มุนรุมกัด ฟัดพันตรู
อึดใจครู่ ก็ไม่เหลือ แม้เนื้อใน

นี่แหละคือ สังขาร ในฌานจิต
เป็นนิมิตร ที่ลูกเห็น เป็นช่องไข
อันรูปรส กลิ่นเสียงหนา อย่าสนใจ
จริงหรือไม่ ใช่หรือเปล่า เขาเรียกฌาน..เฟื่องฟ้า

ไกล้เคียงก็ยังดีน๊ะ..แม่หิ่งห้อยน้อย
เฟื่องฟ้า ส่งเมล์ถึง เฟื่องฟ้า [203.113.80.138] [ 12 เม.ย. 2549 เวลา 18:16 น. ] [ 47 ]



            อนิจจังกับสังขาร

นกตัวน้อย กระโดดข้าม ชามจานข้าว
ขนมือเท้า ของเจ้า ที่เราเห็น
เป็นหย่อมๆ ขึ้นแค่ขอบ รอบขาเอ็น
ที่สวยเด่น มองเล่นๆ ไม่เห็นมี

นกตัวแม่ ปีกใหญ่ ไหล่เอวกว้าง
ขนแซมหาง มีหลายหลาก มากหลายสี
หัวเป็นจุด อกเป็นร่อง มองสวยดี
แต่เดี๋ยวนี้ มองอย่างไร ไม่สวยเลย

ขนเริ่มร่วง จมูกกลวง ทรวงอกเหี่ยว
ลายจุดเขียว กลายเป็นด่าง เปลี่ยนร่างเฉย
ส่วนลูกนก เริ่มเปลี่ยนไป ไม่เหมือนเคย
อกผายเผย ขนเริ่มดก เป็นนกงาม

สิ่งเหล่านี้ ใช่ไหม เรียกสังขาร
พอหมดงาม เหี่ยวเฉา เขามองข้าม
อนิจจัง เปรียบได้ไหม แม่ใจงาม
ลูกอยากถาม ทั้งสองอย่าง ต่างอย่างไร...เฟื่องฟ้า

ที่เฟื่องฟ้าเขียน ถ้าเปรียบเป็นธรรม คืออะไร....อย่าเบื่อน๊ะ...
เฟื่องฟ้า [203.113.80.138] [ 12 เม.ย. 2549 เวลา 19:14 น. ] [ 48 ]



            กราบนมัสการท่านยะมุนี ท่านอิทธิ เจ้าค่ะ


                  รูปฌาน ๔


                 ฌาน นั้น คือ      ความ สงบ      สยบนิ่ง
           จิตมิวิ่ง      ปรุงแต่งไป      ให้กังขา
           บริกรรม      เป็นวิตก      วิจารา (วิจาร)
           ปิติ สุข      เอกัคคตา      ปฐมฌาน

                 แต่ตอนเลือก      นิมิต      กำหนดนั้น
           แตกต่างกัน      ตามจริต      จิตประสาน
           บ้างโอภาส      ภูตกสิณ      วรรณ กาญจน์
           ให้ดวงมาลย์      อยู่แน่วแน่      แท้หนึ่งเดียว

                 แม้เห็นภาพ      ยินเสียง      เพียงสัมผัส
           อย่าข้องขัด      เร่งภาวนา      อย่าได้เหลียว
           ไม่คล้อยตาม      ที่เห็น คิด     จิตหนึ่งเดียว
           ภาพหวาดเสียว      เสียงที่ยิน      หมดสิ้นไป

                 ปีติเกิด      สุข พราวเพริศ      บรรเจิดจ้า
           หยุดภาวนา      เข้าทุติย(ฌาน)      จิตผ่องใส
           วิตก วิจาร      ไม่ผสม     ลมหายใจ (แรง)
           ต่อเนื่องไป      เพื่อเข้าสู่      ตติยฌาน

                 ลมหายใจ      เริ่มละเอียด      ละเมียดยิ่ง
           มิไหวติง      กายระงับ      จับประสาน
           เอกัคคตา      ต่อเนื่องไป      ให้ยาวนาน
           สุข ในฌาน      ลมหายใจ      เริ่มไม่มี

                 จตุตถฌาน      ฌานสี่      นี้นิ่งนัก
           กาย จิต พัก      สงบกาย      คลายสุขขี
           อุเบกขาเกิด      จิตเพริศพริ้ง      ทิ้งอินทรีย์
           ทั้งหมดนี้     คือรูปฌาน      สี่ฌานเอย


            เจริญในธรรมค่ะ
     
หิ่งห้อยน้อย [58.147.127.188] [ 12 เม.ย. 2549 เวลา 19:41 น. ] [ 49 ]




                 กราบนมัสการท่านยะมุนี ท่านอิทธิ เจ้าค่ะ

                      “ รูปฌานสี่”


                พระผู้มีพระภาคฯตรัสรู้พ้น ภัยพาล
          บรรลุสัมโพธิญาณ .           เจิดจ้า
          ปัญญาวิมุตติใช้ฌาน          เป็นบาท นั่นแฮ
          ควรน้อมจิตศึกษา..            เพื่อรู้จัก "ฌาน"

               “ปฐมฌาน”เป็นบาทพา     พ้นกาม
          สงัดจากอกุศลทราม           ปลดเปลื้อง
          วิตก วิจาร สุขงาม .            ปีติล้น จิตนา
          เอกัคตาต่อเนื่อง               เพื่อเข้า “ทุติยฌาน”

                “ทุติยฌาน”จิตผ่อง     แผ้วนา
          จิตอาบด้วยธรรมา.            สุขยิ่ง
          วิตก วิจารระงับกา-            ยาสงบ ยิ่งเอย
          ด้วยพลังสมาธิยิ่ง..            จิตนิ่งน้อมธรรม

                สมาธิตั้งมั่นอยู่          “ตติยฌาน”
          ไม่มีวิตกวิจาร                 ปีติสิ้น
          สติ สัมปชัญญ์นา น           เอิบอิ่ม จิตนา
          จิตตื่นตัว ฟุ้งสิ้น               สงบพร้อมพิศธรรม

               กายระงับดับสุขสิ้น.      แม้ปราณ
          ด้วยอุเบกขาฌาน .            เนื่องแท้
          โทมนัสโสมนัสสราญ          หมดสิ้น ทุกข์เอย
          มีสติสมบูรณ์แล้               นี่เข้า “จตุตถฌาน”


           เจริญในธรรมค่ะ

     
หิ่งห้อยน้อย [58.147.127.188] [ 12 เม.ย. 2549 เวลา 20:43 น. ] [ 50 ]




            กราบนมัสการท่านยะมุนี ท่านอิทธิ เจ้าค่ะ

                        สามัญลักษณะ


                 “ขนเริ่มร่วง     จมูกกลวง     ทรวงอกเหี่ยว
           ลายจุดเขียว     กลายเป็นด่าง     เปลี่ยนร่างเฉย”

           แปรเปลี่ยนไป     ไม่คงเป็น       เช่นดั่งเคย
            อนิจจตาเผย     ให้มองเห็น     เช่นทุกคน

                 มิทนไหว      ไม่สามารถ       คงอยู่ได้
            ทุกขตาไง     นะเฟื่องฟ้า     อย่าสับสน
           เพราะไม่เที่ยง     มิอยู่ได้     จึงทุกข์ทน
           ไม่ใช่ตน     หรือเรา เขา     เข้าอนัตตา

                 สิ่งที่เกิด     จากเหตุ     ปัจจยการ
          เรียกสังขาร      ปรุงแต่งไว้     ใน “สาม” หนา
           ปรุงแต่งกาย     เรียก “กาย     สัญเจตนา”
           ทั้ง “วาจาฯ”      อีก “มโนฯ”      ล้วนแต่งเติม
     (วจีสัญเจตนา และมโนสัญเจตนา)

                 อีกสภาพ     ที่ปรุง     แต่งชีวิต
           ปรุงแต่งจิต     คือ “เวทนา     สัญญา” เสริม
           วจีสังขาร     แต่งวาจา     “วิตก วิจาร” เติม
           กายแต่งเติม     “ลมหายใจ”     ให้ชีวิน
(อัสสาสะ และปัสสาสะ)

           เจริญในธรรมค่ะ

     
หิ่งห้อยน้อย [58.147.127.188] [ 12 เม.ย. 2549 เวลา 22:45 น. ] [ 51 ]



            ธรรมใด

ฝูงปลาเล็ก เวียนว่าย อยู่ท้ายบ่อ
เห็นปลาหมอ โดนเบ็ดเกี่ยว เสียวสันหลัง
ส่วนปลาดุก ว่ายคุดคู้ อยู่ลำพัง
รอความหวัง มองหาเหยื่อ เชื่อว่ามี

ไส้เดือนแห้ง กวัดแกว่ง อยู่เบื้องหน้า
ผ่านสายตา ปลาฉลาด ปราชญ์เรียกพี่
ไม่สนใจ ว่ายผ่านไป ไม่ใยดี
ปลาหมอสี ฮุบเข้าปาก ลากเบ็ดตึง

ด้วยปลาหมอ สมองด้อย คล้อยตามภาพ
ปัญญาหยาบ มองอะไร ไม่ลึกซึ้ง
เห็นอะไร กระ+++นหือ คอยดื้อดึง
สุดท้ายจึง สำคัญผิด ติดเบ็ดพราน...เฟื่องฟ้า

ท่านหิ่งห้อยน้อย พิจารณาว่าควรเทียบกับ ธรรมใด





เฟื่องฟ้า [203.113.80.138] [ 13 เม.ย. 2549 เวลา 08:51 น. ] [ 52 ]




                  เหยื่อของปลา ... ปลาของเหยื่อ



                 อายตนะ     ใน นอก      หลอกให้หลง
           จิตพะวง     หลงกามา     น่าใจหาย
           ทุกวันนี้     โลกร้อน     มิผ่อนคลาย
           กุศลหาย     อกุศลนำ     น่าขำจริง

                ผู้ไม่รู้     เท่าทัน     ในเหยื่อล่อ
           น้ำลายสอ     เข้าฮุบเหยื่อ     เชื่อถูกสิง
           ทั้งกิเลส     ตัณหา เร้า     เย้ายวนจริง
           มิได้กริ่ง     เกรงจิต     ติดบ่วงมาร

                ฝูงปลาเล็ก     เวียนว่าย     อยู่ท้ายบ่อ
           ยังเฝ้ารอ     หวังเพียงนิด     ด้วยจิตหาญ
           เหยื่อคงหลุด     ลอดมา     มิช้านาน
           จะจัดการ     ให้หายอยาก     ยากเปลี่ยนใจ

                แต่บางตัว     เริ่มฉงน     ฉงายแล้ว
           ทำอย่างไร     ให้แคล้ว     คลาดเบ็ดได้
           ว่ายตามปลา     ที่เมินหน้า     หนีเหยื่อไป
           ทวนน้ำใส     ห่างไกลเหยื่อ     เบื่อวัฏฏา


            สาธุ...เจ้าค่ะ ปลาน้อย(เฟื่องฟ้า)จะว่ายไปทางไหนดีเอ่ย
     
หิ่งห้อยน้อย [58.147.120.231] [ 13 เม.ย. 2549 เวลา 11:30 น. ] [ 54 ]



            เสือปลา

ปลาฉลาด หลบเหยื่อ ไม่ข้องเกี่ยว
ว่ายเลาะเลี้ยว เอี้ยวหางส่าย ว่ายทวนน้ำ
ส่วนไส้เดือน ตัวน้อยๆ ต้อยๆตาม
ดั่งเย้ยหยาม ให้ปลาโกรธ พิโรจเคือง

ว่ายไปไกล ไม่ไปไหน อยู่ที่เก่า
ไส้เดือนเร้า คลอเล้า ยักย้ายเยื่อง
ชักโมโห โกรธา ปลาชักเคือง
ตามหาเรื่อง ต่อเนื่องติด จิตเริ่มรวน

ตัดสินใจ โดดผลุง พุ่งขึ้นบก
ปลาไปตก ตรงเสือปลา แขนขาอ้วน
เสือนอนหมอบ ตามองดู ทำหูทวน
เอ่ยเสียงห้วน ว่าเจ็บไหม ใยโดดมา

ปลาฉลาด บอกว่า ข้าแสนเบื่อ
มีแต่เนื้อ อยู่ในน้ำ ช้ำใจหนา
เสือถามว่า จริงหรือเปล่า เจ้าพูดมา
ปลาบอกว่า ข้าจะ พาท่านไป

เสือดีใจ ถีบปลาส่ง ลงในน้ำ
แล้วโดดตาม ปลาถาม จะไปไหน
เสือโกรธกริ้ว ไว้ใจเหยื่อ หลงเชื่อใจ
ปลาว่ายไป ทวนน้ำใส ด้วยใจเริง..เฟื่องฟ้า

ใครโง่..ใครฉลาด
เฟื่องฟ้า [203.113.80.138] [ 13 เม.ย. 2549 เวลา 14:00 น. ] [ 55 ]




                        (เฉลย) เฟื่องฟ้า..ฉลาด



                 ปลาโชคดี      ที่เจอ      เสืออิ่มแล้ว
           จึงได้แคล้ว      ปลอดภัย      ให้ใจหาย
           อยู่ในน้ำ      มีเหยื่อล่อ     พอให้ตาย(ใจ)
           ขึ้นบกหมาย      หนีให้พ้น      เรื่องกลกาม


                 แต่เสือจริง      หมอบนิ่ง      ใช่วิ่งหา
           เชื่อตามปลา      สักกี่ตัว      ทั่วเขตขาม
           เสือเชื่อปลา      ปลาเชื่อเสือ      ใครเชื่อตาม
           ไม่มีกาม      ที่หลงกล      ในคนเอย.......


           
หิ่งห้อยน้อย [58.147.120.231] [ 13 เม.ย. 2549 เวลา 14:41 น. ] [ 56 ]



            เปรียบดังกระทู้นี้

มองกระจก เห็นรูปเงา เราเริ่มแก่
ความเที่ยงแท้ ไม่มี หนีไม่ได้
จากเด็กน้อย หน้าเจี๋ยมเจี้ยม เหนียมเอียงอาย
เริ่มจากเช้า กลายเป็นสาย ท้ายบ่ายเย็น

อายุคน เริ่มจากน้อย ไปหามาก
แต่ความอยาก ยิ่งแก่มาก ยิ่งอยากเห็น
ตัดอย่างไร ก็ติดเยื่อ เหลือติดเอ็น
สิ่งเคยเห็น ยังอยากรู้ ดูทำไม

กระทู้นี้ วันพรุ่ง คงตกขอบ
ถึงฉันชอบ แต่คงดั้น อั้นไม่ไหว
เหมือนสังขาร ไม่เที่ยงแท้ แปรเปลี่ยนไว
วันนี้ไซร้ ดูสวยเด่น เป็นภาพลวง..เฟื่องฟ้า

กระทู้ฉัน เปรียบดังสังขาร..ได้หรือไม่
เฟื่องฟ้า [203.113.80.138] [ 13 เม.ย. 2549 เวลา 16:45 น. ] [ 57 ]




                       สนธยาชีวิต


                 มองกระจก      เห็นรูปเงา      เราเริ่มแก่
           กายเริ่มแย่      ความชรา      มาเรียกหา
           ชาติ ชรา      มรณะ      ใกล้เข้ามา
           เหลือจิตตา      กับวิบาก      พรากจากกาย

                 จะรอจน      ไม่มีแรง      แฝงลูกหลาน
           ค่อยค่อยคลาน      นั่งฝึกจิต      นิมิตหมาย
           ยังไม่ถึง      เวลาฉัน      จะละกาย
           คำสุดท้าย      คงกล่าวว่า      ข้าฯ เขลาเอง

                 ยามกำลัง      วังชา      ยังดีอยู่
           อย่าปิดหู      อย่าปิดตา      ว่าข่มเหง
           ใช้ปัญญา      พิจารณา      ธรรมาเพลง
           จิตครื้นเครง      มีธรรมอาบ      ซาบวิญญา

                 นี่แหล่ะเรียก      ใช้ชีวี      มีค่าคุ้ม
           มีธรรมคลุม      จิตก่อนลับ      ดับชีพหนา
           ตะวันคล้อย      แสงใกล้ดับ      ลับนภา
           แล้วเฟื่องฟ้า      จะมัวช้า      อยู่ทำไม



           เจริญในธรรมเจ้าค่ะ


     
หิ่งห้อยน้อย [58.147.120.231] [ 13 เม.ย. 2549 เวลา 17:27 น. ] [ 59 ]



            .......

ขอขอบคุณ แม่หิ่งห้อย คอยตามเฝ้า
ช่วยขัดเกลา เฟื่องฟ้าทึ่ง ซึ้งหนักหนา
อันพระธรรม ที่ท่านสอน ย้อนไปมา
ดุจเตือนว่า ไปช้าๆ อย่าเดินเร็ว

พอเฟื่องฟ้า ทำท่า จะเดินหน้า
ท่านรู้ว่า กำลังวิ่ง ดิ่งสู่เหว
รีบดึงคว้า เกาะบ่า มาเข้าเอว
ขึ้นจากเหว เตือนเฟื่องฟ้า อย่าเพิ่งเดิน

เพราะบางครั้ง ฉันยัง เข้าใจผิด
รู้เพียงนิด แค่แบเบาะ จะเหาะเหิน
อันผัสสะ ธรรมควรละ แค่คลานเดิน
กลับทำเมิน ขึ้นบทใหม่ ไม่ดูเงา...เฟื่องฟ้า

ขอบพระคุณแม่หิ่งห้อยน้อย..ที่ทำให้เฟื่องฟ้าได้รับความรู้
และที่สำคัญ..สิ่งนั้นสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตการทำงานได้
ไม่มีอะไรที่หยุดความรู้ได้..ตราบใดที่เรายังเวียนวนอยู่ในวัฏฏา
เฟื่องฟ้า ส่งเมล์ถึง เฟื่องฟ้า [203.113.80.138] [ 14 เม.ย. 2549 เวลา 00:28 น. ] [ 60 ]




                        .ย้ำธรรม..ย้ำทำ..สู่ธรรม



                 อันความรู้      ทางธรรม      นั้นมีมาก
           และแสนยาก      หากใจ      มิใฝ่หา
           ธรรมที่ให้      มิได้สอน      ย้อนไปมา
           ย้ำศรัทธา      ชี้ให้เห็น      ว่าเป็นภัย

                 เฟื่องฟ้าเริ่ม      เรียนรู้ธรรม      องค์สัมพุทธฯ
           เพื่อ ละ หยุด      รู้ ข่ม      บ่มนิสัย
           แม่จึงคอย      ชี้ให้ดู      หมู่โทษภัย
           และบอกนัย      ธรรมควรสร้าง      ควรเจริญ

                 แค่ผัสสะ      ตัวเดียว      ที่เหนียวแน่น
           เกาะถึงแก่น      วิญญา      พาหกเหิน
           สร้างภพชาติ      กำเนิดก่อ      ท้อเหลือเกิน
           ต้องเจริญ      ปัญญารู้      ดูให้ทัน

                 สิ่งแวดล้อม     รอบตัวเรา      เคล้ากามา
           กิเลส ตัณหา      โถมทับ      จับจิตมั่น
           เรียนให้รู้      ดูให้เห็น      ว่าเป็นมัน
           จะได้บั่น      ก่อนเป็นทาส      มิอาจคลาย

                 ที่ติดตาม      สอนเจ้า     ไม่ละลด
           เช้า จรด      เย็น ค่ำ ดึก     ตรึกกลัวสาย
           เพราะว่าเหล็ก      ต้องตี      ก่อนร้อนคลาย
           ก่อนชีพวาย     ให้เจ้าซึ้ง      ซึ่งธรรมา

                 วัน เวลา      หมุนไป      ไม่ย้อนกลับ
           ตะวันจะลับ      ขอบฟ้าไป      ให้โหยหา
           ไม่มีเสบียง      ติดไป      ในวัฏฏา
           ทางข้างหน้า      มองไม่เห็น      เป็นเช่นไร

                 มาเถิดมา      ลูกเอ๋ย      ทรามเชยแม่
           ธรรมที่แท้      แสนพิสุทธิ์      ผุดผ่องใส
           จะเป็นเทียน      ส่องสว่าง      กลางดวงใจ
           ติดจิตไป      ในกุศล      จนนิพพาน

     
หิ่งห้อยน้อย [58.147.120.231] [ 14 เม.ย. 2549 เวลา 07:30 น. ] [ 61 ]



            ฟ้าแตก

ตื่นแต่เช้า มองฟ้าคล้ำ สีดำอ่อน
เฆฆที่เห็น เป็นแนวนอน สองก้อนใหญ่
เฆฆหนึ่งวิ่ง เฆฆหนึ่งเคลื่อน เลื่อนตามไป
สู่ทิศใต้ แล้วหาย ไปพร้อมกัน

เฆฆก้อนขาว โผล่มา เบื้องหน้าอีก
แล้วแบ่งเป็น สองปีก ซีกสั้นๆ
เฆฆทั้งสอง ทะยานคู่ สู่ตะวัน
ฟ้าร้องลั่น พลันฝนตก นกโบยบิน

ท้องฟ้าแตก แหวกม่าน เห็นพระพุทธ
ล่างท้ายสุด เห็นคนตาย หัวหายวิ่น
ส่วนด้านซ้าย เป็นผู้ชาย คล้ายพระอินทร์
อีกด้านขวา คนแบกหิน ร้องครวญคราง

ด้านบนเหนือ เป็นพระสงฆ์ แต่งองค์เหลือง
มีแสงเรือง อร่ามกาย คล้ายดาวหาง
มีผู้หญิง แต่งเป็นชี คอยชี้ทาง
ฟ้าสว่าง เฆฆขยับ กลับอย่างเดิม...เฟื่องฟ้า
เฟื่องฟ้า ส่งเมล์ถึง เฟื่องฟ้า [203.113.80.138] [ 14 เม.ย. 2549 เวลา 10:31 น. ] [ 62 ]




                  สามัญลักษณะ



                 มองดูเมฆ      ลอยไป      ในท้องฟ้า
           เป็นธรรมา      สอนจิต      น่าพิศวง
           เพราะเหตใด      เมฆจึงไม่      อยู่รูปคง
           มิอาจทรง      รูปไว้      ให้ติดตา

                 อนิจจัง      ไม่เที่ยง      เปลี่ยนแปลงได้
           มิคงไว้      ทนไม่ได้     นั่นทุกขา
           ใช่ตัวตน      ใช่เรา เขา      อนัตตา
           ใช้เมฆา      สอนเฟื่องฟ้า      น่าจะดี

                 เจ้าเห็นเมฆ      รูปนี้นั่น      นั่นปรุงแต่ง
           ไร้ตำแหน่ง      แน่นอน      วอนโฉมศรี
           หันกลับมา      พิจารณา      ในกายี
           ไม่คงที่      ทุกนาที     ที่เปลี่ยนไป

     
หิ่งห้อยน้อย [58.147.120.109] [ 15 เม.ย. 2549 เวลา 00:27 น. ] [ 64 ]



            สมองคอมพ์ฯ

ดุจเฟื่องฟ้า มีหัวใจ อยู่ภายนอก
หิ่งห้อยน้อย จึงมองออก ทุกซอกขุม
เหมือนทารก นอนอ้าซ่า ไร้ผ้าคลุม
เนื้อไหนนุ่ม เนื้อไหนแข็ง แจ้งเต็มตา

ประเด็นไหน กล่าวมา ท่านรู้หมด
ไส้กี่ขด ของเฟื่องฟ้า ยาวกี่หลา
เรื่องธรรมฉัน ก้าวไป ได้กี่วา
รู้กระทั่ง เฟื่องฟ้า โรยราลง...เฟื่องฟ้า

ท่านหิ่งห้อยน้อย..รู้ทุกอย่าง..ไม่เคยมองและตัดสินจากเปลือกนอก..
เหมือนท่านมีสมองคอมพิวเตอร์..มีวันตกรุ่นมั้ยเนี่ย..อิ..อิ..( เลียนแบบท่าน )
เฟื่องฟ้า ส่งเมล์ถึง เฟื่องฟ้า [203.113.80.138] [ 15 เม.ย. 2549 เวลา 07:08 น. ] [ 65 ]





                 สำนวนกลอน      อักษร เห็น      เช่นอายุ
           ต่อให้มุ      สาไป      ก็ไม่สน
           สำนวนกลอน      ใช่อ่อน เขลา      ปัญญาชน
           ที่น่าสน      ล้นเหลือ      กตัญญุตา

                 ที่อ้างอิง      ถึงแม่      บ่อยบ่อยครั้ง
           เพราะจิตพลั้ง      ปรุงไป      ใช่มุสา
           เพราะรู้ถึง      รักแท้      ของมารดา
           จึงพรรณา      ถึงแม่      ดั่งแก้ตัว

                 เล่าถึงความ      หลังเก่า      นี่เหล่าแน่
           เพราะคนแก่      ชอบกล่าว      เล่าเรื่องหัว
           สมัยโน้น      สมัยนั้น      ออกพันพัว
           จะออกตัว      ว่าเป็นเด็ก      ได้กระไร

                 เรื่องโรยรา      โรยร่วง      และห่วงหลัง
           (อิอิอิ..)กระทำดั่ง      สาวพันปี      นี่ไฉน
           ตั้งแต่วัน      เข้าในเว็ป      เก็บธรรมไป
           อายุขัย      ก็พาไป      หลายเพลา....(อิอิอิ...แม่นก๊ะเจ้า)

     
หิ่งห้อยน้อย [58.147.122.65] [ 15 เม.ย. 2549 เวลา 10:23 น. ] [ 66 ]

ขอขอบคุณ และ อนุโมทนาในการที่ท่านได้เผยแผ่ธรรมนะครับ
ขอบคุณ
ธงชัย ส่งเมล์ถึง ธงชัย [61.7.130.80] [ 9 ส.ค. 2549 เวลา 11:48 น. ] [ 67 ]


Warning: fopen(./data/606.dat) [function.fopen]: failed to open stream: Permission denied in /home/dhammathai/domains/dhammathai.org/public_html/kaveedhamma/view.php on line 102

Warning: flock() expects parameter 1 to be resource, boolean given in /home/dhammathai/domains/dhammathai.org/public_html/kaveedhamma/view.php on line 103

Warning: fputs(): supplied argument is not a valid stream resource in /home/dhammathai/domains/dhammathai.org/public_html/kaveedhamma/view.php on line 104

Warning: flock() expects parameter 1 to be resource, boolean given in /home/dhammathai/domains/dhammathai.org/public_html/kaveedhamma/view.php on line 105

Warning: fclose(): supplied argument is not a valid stream resource in /home/dhammathai/domains/dhammathai.org/public_html/kaveedhamma/view.php on line 106
กลับหน้าหลักกวีธรรมะ
ปิดหน้าต่างนี้
จำนวนคนอ่าน 263 คน 



หน้าแรก
ทีมงานธรรมะไทย
แผนผังเว็บไซต์
ค้นหาข้อมูล
ติดต่อธรรมะไทย
สมุดเยี่ยม
ธรรมะในสวน
เครือข่ายธรรมะ
ศูนย์รวมภาพ
สัญลักษณ์ไทย
สมาชิกธรรมะไทย
กวีธรรมะ
บอร์ดบอกบุญ
สถานปฏิบัติธรรม
สนทนาธรรม
ข่าวธรรมะ
ธรรมะกับเยาวชน
ธรรมะจากหลวงพ่อ
บทความธรรมะ
กรรม
 ทาน
พระไตรปิฏก
เสียงธรรม
วีดีโอธรรมะ
เพลงธรรมะ
ธรรมปฏิบัติ
 คลังแสงแห่งธรรม
 คลังหนังสือธรรมะ
 หลักธรรมนำสุขในยุค๒๐๐๐
 กรรมฐานประจำวันเกิด
 ศีล
 สมาธิ
 วิปัสสนา
พระพุทธศาสนา
พจนานุกรมพุทธศาสน์
หัวข้อธรรม
บทสวดมนต์
มิลินทปัญหา
พระพุทธศาสนาในไทย
ทำเนียบวัดไทย
ศาสนพิธี
อุปสมบทพิธี
วันสำคัญทางศาสนา
การเผยแผ่ศาสนา
 งานปริวาสกรรมทั่วประเทศ
พระพุทธเจ้า
พระพุทธประวัติ
ประวัติพระพุทธสาวก
ทศชาติชาดก
นิทานชาดก
 พุทธวจนในธรรมบท
มงคล ๓๘ ประการ
พุทธศาสนสุภาษิต
นิทานธรรมะบันเทิง
สังเวชนียสถาน ๔ ตำบล
พระพุทธรูปปางต่างๆ
พระพุทธรูปสำคัญ
จีรัง กรุ๊ป
เพจธรรมะไทย
© ธรรมะไทย