หน้าแรก หน้าหลักกวีธรรมะ กวีธรรมะที่ 425
ญาณที่ ๓๖ : สมสีสัฏฐญาณ / สืบเนื่องจากกวีธรรมะ ที่ ๐๓๑๙



      /|\_ ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น _/|\_

      กราบนมัสการท่านยะมุนีเจ้าค่ะ

********************************

                 สมสีสัฏฐญาณ



     ปัญญาในความไม่ปรากฏแห่ง ธรรมทั้งปวง ในการตัดขาด โดยชอบและในนิโรธ เป็น “สมสีสัฏฐญาณ” อย่างไร ฯ


      คำว่า ธรรมทั้งปวง หมายถึง …………

     …..ขันธ์ ๕
     …..อายตนะ ๑๒
     …..ธาตุ ๑๘
     …..กุศลธรรม
     …..อกุศลธรรม
     …..อัพยากตธรรม
     …..กามาวจรธรรม
     …..รูปาวจรธรรม
     …..อรูปาวจรธรรม
     …..โลกุตตรธรรม

      ยังมีต่อค่ะ
*************************************

      ขยายความ

      ขันธ์ ๕      หรือ เบญจขันธ์ หมายถึง กองแห่งรูปธรรมและนามธรรม ๕ หมวด ที่รวมกัน หรือหมายถึง ส่วนประกอบ ๕ อย่างที่รวมเข้าเป็นชีวิต ได้แก่..........

     ๑. รูปขันธ์ คือ กองรูป หรือส่วนที่เป็นรูป หมายถึงร่างกาย พฤติกรรม และคุณสมบัติต่างๆ ของส่วนที่เป็นร่างกาย หรือหมายถึงส่วนประกอบฝ่ายรูปธรรมทั้งหมด หรือสิ่งที่เป็นร่างพร้อมทั้งคุณและอาการ

     ๒. เวทนาขันธ์ คือ กองเวทนา หมายถึง ส่วนที่เป็นการเสวยอารมณ์ เป็นความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ

     ๓. สัญญาขันธ์ คือ กองสัญญา หมายถึง ส่วนที่เป็นความกำหนดหมาย เป็นความกำหนดได้หมายรู้ในอารมณ์

     ๔. สังขารขันธ์ คือ กองสังขาร หมายถึง ส่วนที่เป็นการปรุงแต่ง เป็นสภาพที่ปรุงแต่งจิตให้ดีหรือชั่วหรือเป็นกลางๆ หรือหมายถึงคุณสมบัติต่างๆ ของจิต มีเจตนาเป็นตัวนำ ที่ปรุงแต่งคุณภาพของจิต ให้เป็นกุศล อกุศล อัพยากฤต

     ๕. วิญญาณขันธ์ คือ กองวิญญาณ หมายถึง ส่วนที่เป็นความรู้แจ้งอารมณ์ เป็นความรู้อารมณ์ทางอายตนะทั้ง ๖ มีการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรู้รส การสัมผัส และการรับรู้ทางใจ


     ยังมีต่อ

หิ่งห้อยน้อย (58.147.58.*) [ วันจันทร์ ที่ 2 มกราคม 2549 เวลา 02:34 น. ]



      ขยายความ (ต่อ)


     อายตนะ ๑๒ หมายถึง .......

     อายตนะภายใน ๖ และอายตนะภายนอก ๖


     อายตนะภายใน ๖ (อชฺฌฺตติกายตน) หรืออินทรีย์ ๖ หมายถึงส่วนที่เชื่อมต่อให้เกิดความรู้ฝ่ายใน ได้แก่

     ๑. จักขุ หรือจักษุ (ตา)
     ๒. โสตะ (หู)
     ๓. ฆานะ (จมูก)
     ๔. ชิวหา (ลิ้น)
     ๕. กาย (กาย)
     ๖. มโน (ใจ)


     อายตนะภายนอก ๖ (พาหิรายตน) หรืออารมณ์ ๖ หมายถึงส่วนที่เชื่อมต่อให้เกิดความรู้ฝ่ายนอก เป็นสิ่งให้จิตยึดเหนี่ยว ได้แก่

     ๑. รูปะ หรือ รูป (สิ่งที่เห็น หรือสี)
     ๒. สัททะ (เสียง)
     ๓. คันธะ (กลิ่น)
     ๔. รสะ (รส)
     ๕. โผฏฐัพพะ (สัมผัสทางกาย หรือสิ่งที่ถูกต้องกาย)
     ๖. ธรรม หรือ ธรรมารมณ์ (อารมณ์ที่เกิดกับใจ หรือสิ่งที่ใจนึกคิด)

หิ่งห้อยน้อย [ 2 ม.ค. 2549 เวลา 02:47 น. ] [ 1 ]



      ขยายความ (ต่อ)


     ธาตุ ๑๘ หมายถึง สิ่งที่ทรงสภาวะของตนอยู่เอง ตามที่เหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น เป็นไปตามธรรมนิยามคือกำหนดแห่งธรรมดา ไม่มีผู้สร้างผู้บันดาล และมีรูปลักษณะกิจอาการเป็นแบบจำเพาะตัว อันพึงกำหนดเอาเป็นหลักได้แต่ละอย่างๆ ดังนี้

     ๑.จักขุธาตุ (ธาตุ คือจักขุปสาท)
     ๒. รูปธาตุ (ธาตุคือรูปารมณ์)
     ๓. จักขุวิญญาณธาตุ (ธาตุคือจักขุวิญญาณ)
     ๔. โสตธาตุ (ธาตุคือโสตปสาท)
     ๕. สัททธาตุ (ธาตุคือสัททารมณ์)
     ๖. โสตวิญญาณธาตุ (ธาตุคือโสตวิญญาณ)
     ๗. ฆานธาตุ (ธาตุคือฆานปสาท)
     ๘. คันธธาตุ (ธาตุคือคันธารมณ์)
     ๙. ฆานวิญญาณธาตุ (ธาตุคือฆานวิญญาณ)
     ๑๐. ชิวหาธาตุ (ธาตุคือชิวหาปสาท)
     ๑๑. รสธาตุ (ธาตุคือรสารมณ์)
     ๑๒. ชิวหาวิญญาณธาตุ (ธาตุคือชิวหาวิญญาณ)
     ๑๓. กายธาตุ (ธาตุคือกายปสาท)
     ๑๔. โผฏฐัพพธาตุ (ธาตุคือโผฏฐัพพารมณ์)
     ๑๕. กายวิญญาณธาตุ (ธาตุคือกายวิญญาณ)
     ๑๖. มโนธาตุ (ธาตุคือมโน)
     ๑๗. ธรรมธาตุ (ธาตุคือธรรมารมณ์)
     ๑๘. มโนวิญญาณธาตุ (ธาตุคือมโนวิญญาณ)


      ยังมีต่อ

หิ่งห้อยน้อย [ 2 ม.ค. 2549 เวลา 02:57 น. ] [ 2 ]



      ขยายความ (ต่อ)


      กุศลธรรม หมายถึง ธรรมที่เป็นกุศล หรือ สภาวะที่ฉลาด ดีงาม เอื้อแก่สุขภาพจิต เกื้อกูลแก่ชีวิตจิตใจ


      อกุศลธรรม หมายถึง ธรรมที่เป็นอกุศล หรือสภาวะที่ตรงข้ามกับกุศล


      อัพยากตธรรม หมายถึง ธรรมที่มีสภาวะที่ไม่สามาร่ถชี้ขาดลงไปได้ว่าเป็นกุศลหรืออกุศล


      กามาวจรธรรม หมายถึง ธรรมของสัตว์ในกามภพทั้ง ๑๑ ชั้น ได้แก่ .....
     .....นิรยะ (นรก)
     .....ติรัจฉานโยนิ (กำเนิดดิรัจฉาน)
     .....ปิตติวิสัย (แดนเปรต)
     .....อสุรกาย (พวกอสูร)
     .....มนุษย์ (ชาวมนุษย์)
     .....จาตุมมหาราชิกา (สวรรค์ชั้นที่ท้าวมหาราช 4 ปกครอง)
     .....ดาวดึงส์ (แดนแห่งเทพ 33 มีท้าวสักกะเป็นใหญ่)
     .....ยามา (แดนแห่งเทพผู้ปราศจากความทุกข์)
     .....ดุสิต (แดนแห่งเทพผู้เอิบอิ่มด้วยสิริสมบัติของตน)
     .....นิมมานรดี (แดนแห่งเทพผู้ยินดีในการเนรมิต)
     .....ปรนิมมิตวสวัตตี(แดนแห่งเทพผู้ยังอำนาจให้เป็นไปในสมบัติที่ผู้อื่นนิรมิตให้)


      รูปาวจรธรรม หมายถึง ธรรมของผู้ที่ปรารภรูปธรรมเป็นอารมณ์ คือผู้ที่ได้ฌาน หรือผู้ที่อยู่ในรูปภพทั้ง ๑๖ ชั้น ได้แก่.........
     .....พรหมปาริสัชชา
     .....พรหมปุโรหิตา
     .....มหาพรหม
     .....ปริตตาภา
     .....อัปปมาณาภา
     .....อาภัสสรา
     .....ปริตตสุภา
     .....อัปปมาณสุภา
     .....สุภกิณหา
     .....เวหัปผลา
     .....อสัญญีสัตว์
     .....อวิหา
     .....อตัปปา
     .....สุทัสสา
     .....สุทัสสี
     .....อกนิฏฐา


      อรูปาวจรธรรม หมายถึง ธรรมของผู้ที่ปรารภอรูปธรรมเป็นอารมณ์ คือผู้ที่ได้ฌาน หรือผู้ที่อยู่ในรูปภพทั้ง ๔ ชั้น ได้แก่.........
     .....อากาสานัญจายตนภูมิ
     .....วิญญาณัญจายตนภูมิ
     .....อากิญจัญญายตนภูมิ
     .... เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ


      โลกุตตรธรรม หมายถึง ธรรมอันมิใช่วิสัยของโลก หรือสภาวะพ้นโลก
อันได้แก่.....
     ....โสดาปัตติมรรค
     ....สกทาคามิมรรค
     ....อนาคามิมรรค
     ....อรหัตตมรรค
     ....โสดาปัตติผล
     ....สกทาคามิผล
     ....อนาคามิผล
     ....อรหัตตผล
     ....นิพพาน หรือ อสังขตธาตุ


      ยังมีต่อ
หิ่งห้อยน้อย [ 2 ม.ค. 2549 เวลา 03:40 น. ] [ 3 ]




     คำว่าในการตัดขาดโดยชอบ ความว่า …………..

     พระโยคาวจร ………..

     …..ย่อมตัด “กามฉันทะ” ขาดโดยชอบ ด้วย “เนกขัมมะ”


     …..ย่อมตัด “พยาบาท” ขาดโดยชอบ ด้วย “ความไม่พยาบาท”


     …..ย่อมตัด “ถีนมิทธะ” ขาดโดยชอบ ด้วย “อาโลกสัญญา”


     …..ย่อมตัด “อุทธัจจะ” ขาดโดยชอบ ด้วย “ความไม่ฟุ้งซ่าน”


     …..ย่อมตัด “วิจิกิจฉา” ขาดโดยชอบ ด้วย “การกำหนดธรรม”


     …..ย่อมตัด “อวิชชา” ขาดโดยชอบ ด้วย “ญาณ”


     …..ย่อมตัด “อรติ” ขาดโดยชอบ ด้วย “ความปราโมทย์”


     …..ย่อมตัด “นิวรณ์” ขาดโดยชอบ ด้วย
           “....ปฐมฌาน
          ......ทุติยฌาน
          ......ตติยฌาน
          ......จตุตถฌาน
          ......อากาสานัญจายตนสมาบัติ
          ......วิญญาณัญจายตนสมาบัติ
          ......อากิญจัญญายตนสมาบัติ
          ......เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ”


     …..ย่อมตัด “กิเลสทั้งปวง” ขาดโดยชอบ ด้วย “อรหัตมรรค”


     ยังมีต่อ
หิ่งห้อยน้อย [ 2 ม.ค. 2549 เวลา 12:32 น. ] [ 5 ]




      ขยายความ

     คำว่าในการ ตัดขาดโดยชอบ.......

      "ตัดขาดโดยชอบ" (สมฺมา สมุจฺฉินฺทติ)


"ตัดขาดโดยชอบ" (สมฺมา สมุจฺฉินฺทติ) หมายความถึง การดับ ปริยุฏฐานกิเลส และอนุสัยกิเลส ด้วยอำนาจแห่งวิกขัมภนปหาน ,ตทังคปหาน และสมุจเฉทปหาน ตามควร..........


           "วิกขัมภนปหาน"(วิกฺขมฺภนปรินิพฺพานํ) คือ การปรินิพพานด้วยการข่มไว้

           "ตทังคปหาน" (ตทงฺคปรินิพฺพานํ) คือ การปรินิพพานด้วยองค์แห่งธรรมนั้น

           "สมุจเฉทปหาน" (สมุจฺเฉทปรินิพฺพานํ) คือ การปรินิพพานด้วยตัดเด็ดขาด


      ยังมีต่อ
หิ่งห้อยน้อย [ 2 ม.ค. 2549 เวลา 13:47 น. ] [ 6 ]




     คำว่า ในนิโรธ ความว่า …………..

     พระโยคาวจร ………..

     …..ย่อมทำ “กามฉันทะ” ให้ดับ ด้วย “เนกขัมมะ”


     …..ย่อมทำ “พยาบาท” ให้ดับ ด้วย “ความไม่พยาบาท”


     …..ย่อมทำ “ถีนมิทธะ” ให้ดับ ด้วย “อาโลกสัญญา”


     …..ย่อมทำ “อุทธัจจะ” ให้ดับ ด้วย “ความไม่ฟุ้งซ่าน”


     …..ย่อมทำ “วิจิกิจฉา” ให้ดับ ด้วย “การกำหนดธรรม”


     …..ย่อมทำ “อวิชชา” ให้ดับ ด้วย “ญาณ”


     …..ย่อมทำ “อรติ” ให้ดับ ด้วย “ความปราโมทย์”


     …..ย่อมทำ “นิวรณ์” ให้ดับ ด้วย
           “....ปฐมฌาน
          ......ทุติยฌาน
          ......ตติยฌาน
          ......จตุตถฌาน
          ......อากาสานัญจายตนสมาบัติ
          ......วิญญาณัญจายตนสมาบัติ
          ......อากิญจัญญายตนสมาบัติ
          ......เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ”


     …..ย่อมทำ “กิเลสทั้งปวง” ให้ดับ ด้วย “อรหัตมรรค”

     ยังมีต่อ

หิ่งห้อยน้อย [ 2 ม.ค. 2549 เวลา 17:37 น. ] [ 7 ]




      “ความไม่ปรากฏ" (อนุปฏฐานตา)

     คำว่า “ความไม่ปรากฏ" ความว่า บุคคล………..


     ผู้ได้เนกขัมมะ      กามฉันทะย่อมไม่ปรากฏ


     ผู้ได้ความไม่พยาบาท      ความพยาบาทย่อมไม่ปรากฏ


     ผู้ได้ อาโลกสัญญา      ถีนมิทธะย่อมไม่ปรากฏ


     ผู้ได้ความไม่ฟุ้งซ่าน      อุทธัจจะย่อม ไม่ปรากฏ


     ผู้ได้การกำหนดธรรม      วิจิกิจฉาย่อมไม่ปรากฏ


     ผู้ได้ญาณ      อวิชชาย่อม ไม่ปรากฏ


     ผู้ได้ความปราโมทย์      อรติย่อมไม่ปรากฏ


     ผู้ได้……
          …..ปฐมฌาน
          ......ทุติยฌาน
          ......ตติยฌาน
          ......จตุตถฌาน
          ......อากาสานัญจายตนสมาบัติ
          ......วิญญาณัญจายตนสมาบัติ
          ......อากิญจัญญายตนสมาบัติ
          ......เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ     นิวรณ์ย่อม ไม่ปรากฏ

     ผู้ได้อรหัตมรรค      กิเลสทั้งปวงย่อมไม่ปรากฏ

     ยังมีต่อ

     
หิ่งห้อยน้อย [ 2 ม.ค. 2549 เวลา 18:08 น. ] [ 8 ]




      “สงบ" (สมํ)

     คำว่า “สงบ" ความว่า บุคคล………..


     เนกขัมมะเป็นธรรมสงบ      เพราะท่าน ละกามฉันทะเสียแล้ว


     ความไม่พยาบาทเป็นธรรมสงบ      เพราะท่านละความพยาบาท เสียแล้ว


     อาโลกสัญญาเป็นธรรมสงบ      เพราะท่านละถีนมิทธะเสียแล้ว


     ความไม่ฟุ้งซ่านเป็นธรรมสงบ      เพราะท่านละอุทธัจจะเสียแล้ว


     การกำหนดธรรมเป็นธรรมสงบ      เพราะท่านละวิจิกิจฉาเสียแล้ว


     ญาณเป็นธรรมสงบ      เพราะท่านละอวิชชาเสียแล้ว


     ความปราโมทย์เป็นธรรมสงบ      เพราะท่านละอรติเสียแล้ว


          …..ปฐมฌาน
          ......ทุติยฌาน
          ......ตติยฌาน
          ......จตุตถฌาน
          ......อากาสานัญจายตนสมาบัติ
          ......วิญญาณัญจายตนสมาบัติ
          ......อากิญจัญญายตนสมาบัติ
          ......เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ
     ……….เป็นธรรมสงบ      เพราะท่านละนิวรณ์เสียแล้ว


     อรหัตมรรคเป็นธรรมสงบ      เพราะท่านละกิเลส ทั้งปวงเสียแล้ว

     ยังมีต่อ


     
หิ่งห้อยน้อย [ 2 ม.ค. 2549 เวลา 18:29 น. ] [ 9 ]




      “ธรรมเป็นประธาน ๑๓ ประการ คือ ……." (สีสํ)

     คำว่า “เป็นประธาน" ความว่า ………..


      “ตัณหา"” มี “ “ความกังวล"” เป็นประธาน


“มานะ" มี “ความผูกพัน " เป็นประธาน


“ทิฐิ" มี “ความยึดมั่น" เป็นประธาน


“อุทธัจจะ" มี “ความฟุ้งซ่าน" เป็นประธาน


“อวิชชา" มี “กิเลส" เป็นประธาน


“ศรัทธา" มี “ความน้อมใจเชื่อ" เป็นประธาน


“วิริยะ" มี “ความประคองไว้" เป็นประธาน


“สติ" มี “การเข้าไปตั้งไว้" เป็นประธาน


“สมาธิ" มี “ความไม่ฟุ้งซ่าน" เป็นประธาน


“ปัญญา" มี “ความเห็น" เป็นประธาน


“ชีวิตินทรีย์" มี “ความเป็นไป" เป็นประธาน


“วิโมกข์" มี “อารมณ์" เป็นประธาน


“นิโรธ" มี “สังขาร" เป็นประธาน



     ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น
     ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด
     เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความไม่ปรากฏแห่งธรรมทั้งปวง ในการ ตัดขาดโดยชอบและในนิโรธ เป็นสมสีสัฏฐญาณ


     เจริญในธรรมเจ้าค่ะ

หิ่งห้อยน้อย [ 2 ม.ค. 2549 เวลา 19:01 น. ] [ 10 ]



      ขยายความ คำตอบที่ ๘


     บทว่า น อุปฏฺฐาติ "ย่อมไม่ปรากฎ" ความว่า.......

     "เมื่อดับอย่างนี้แล้ว ธรรมนั้นๆ ก็ไม่ปรากฎขึ้นอีก คือ ไม่เกิดขึ้น
     ด้วยบทนี้ ท่านกล่าวถึงอรรถแห่งนิโรธ ท่านแสดงถึงความไม่ปรากฎ ด้วยสามารถแห่งธรรมอันไม่ปรากฎ"

      เจริญในธรรมค่ะ
หิ่งห้อยน้อย [ 3 ม.ค. 2549 เวลา 12:56 น. ] [ 11 ]




      ขยายความ คำตอบที่ ๙


     บทว่า “สงบ" (สมํ) คือ....... "ชี่อว่า "สงบ" เพราะกามฉันทะ เป็นต้น สงบ ด้วยธรรม ๓๗ คือ.....ธรรม ๗      รูปฌานและอรูปฌาน ๘      มหาวิปัสสนา ๑๘      และอริยมรรค ๔


            ๑. ธรรม ๗ ได้แก่
           ......เนกขัมมะ
           ......ความไม่พยาบาท
           ......อาโลกสัญญา
           ......ความไม่ฟุ้งซ่าน
           ......การกำหนดธรรม
           ......ญาณ
           ......ความปราโมทย์



            ๒.รูปฌานและอรูปฌาน ๘ ได้แก่

            รูปฌาน ๔
            …..ปฐมฌาน
            ......ทุติยฌาน
            ......ตติยฌาน
            ......จตุตถฌาน

            อรูปฌาน ๔
            ......อากาสานัญจายตนสมาบัติ
            ......วิญญาณัญจายตนสมาบัติ
            ......อากิญจัญญายตนสมาบัติ
            ......เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ


      ยังมีต่อค่ะ ...(มหาวิปัสสนา ๑๘ และอริยมรรค ๔)
     
หิ่งห้อยน้อย [ 3 ม.ค. 2549 เวลา 13:22 น. ] [ 12 ]



      ขยายความ คำตอบที่ ๙

      บทว่า “สงบ" (สมํ) คือ....... "ชี่อว่า "สงบ" เพราะกามฉันทะ เป็นต้น สงบ ด้วยธรรม ๓๗ คือ.....ธรรม ๗       รูปฌานและอรูปฌาน ๘       มหาวิปัสสนา ๑๘       และอริยมรรค ๔



      "มหาวิปัสสนา ๑๘" หรือ ความนึกหน่วงของใจ ๑๘ ได้แก่.........

     เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ ใจย่อม......
           นึกหน่วงรูปเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส
           นึกหน่วงรูปเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส
           นึกหน่วงรูปเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา

     เพราะฟังเสียงด้วยโสต ใจย่อม......
           นึกหน่วงเสียงเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส
           นึกหน่วงเสียงเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส
           นึกหน่วงเสียงเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา

     เพราะดมกลิ่นด้วยฆานะ ใจย่อม......
           นึกหน่วงกลิ่นเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส
           นึกหน่วงกลิ่นเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส
           นึกหน่วงกลิ่นเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา

     เพราะลิ้มรสด้วยชิวหา ใจย่อม......
           นึกหน่วงรสเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส
           นึกหน่วงรสเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส
           นึกหน่วงรสเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา

     เพราะถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ใจย่อม......
           นึกหน่วงโผฏฐัพพะเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส
           นึกหน่วงโผฏฐัพพะเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส
           นึกหน่วงโผฏฐัพพะเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา

     เพราะรู้ธรรมารมณ์ด้วยมโน ใจย่อม......
           นึกหน่วงธรรมารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส
           นึกหน่วงธรรมารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส
           นึกหน่วงธรรมารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา


      อ้างอิงจาก..... พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ หัวข้อที่ ๖๒๓

     ยังมีต่อค่ะ ...(อริยมรรค ๔)

     
หิ่งห้อยน้อย [ 3 ม.ค. 2549 เวลา 14:18 น. ] [ 13 ]



      ขยายความ คำตอบที่ ๙


      บทว่า “สงบ" (สมํ) คือ....... "ชี่อว่า "สงบ" เพราะกามฉันทะ เป็นต้น สงบ ด้วยธรรม ๓๗ คือ.....ธรรม ๗       รูปฌานและอรูปฌาน ๘       มหาวิปัสสนา ๑๘       และอริยมรรค ๔



      อริยมรรค ๔ หมายถึง ทางเข้าถึงความเป็นอริยบุคคล หรือญาณที่ทำให้ละสังโยชน์ได้ขาด ได้แก่.....

           ๑.โสดาปัตติมรรค คือ มรรคอันให้ถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพานทีแรก, มรรคอันให้ถึงความเป็นพระโสดาบัน เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส

           ๒. สกทาคามิมรรค คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระสกทาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กับทำราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลง

           ๓. อนาคามิมรรค คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอนาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ทั้ง ๕ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ และปฏิฆะ

           ๔. อรหัตตมรรค คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอรหันต์ เป็นเหตุละสังโยชน์ได้หมดทั้ง ๑๐ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ ปฏิฆะ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชา


     เจริญในธรรมค่ะ

     
หิ่งห้อยน้อย [ 3 ม.ค. 2549 เวลา 14:28 น. ] [ 14 ]



      ขยายความ คำตอบที่ ๑๐


******* อ้างอิง
      “ธรรมเป็นประธาน ๑๓ ประการ คือ ……." (สีสํ)


**********************************

     ท่านกล่าวธรรมเป็นประธาน คือ สีสะ ๑๓ ประการ นั้น ในที่นี้ธรรมเป็นประธาน ๘ มี “ศรัทธา" “วิริยะ" “สติ" “สมาธิ" “ปัญญา" “ชีวิตินทรีย์" “วิโมกข์" และ “นิโรธ" ย่อมควร เพราะธรรมเป็นประธาน ๕ “ตัณหา” “มานะ"
“ทิฐิ" “อุทธัจจะ" และ “อวิชชา" มิได้มีแก่พระอรหันต์

      สีสํ - เป็นประธาน คือ ธรรมอันยิ่ง

     “ตัณหา” มี “ “ความกังวล(ปลิโพธ)” เป็นประธาน
     ปลิโพธสีสํ = ปลิโพธนั่นแหล่ะเป็นประธาน หรือเป็นประธานในปลิโพธทั้งปวง มีการประกอบด้วยธรรมนั้นเป็นต้น

      “มานะ” มี “ความผูกพัน(พนฺธนํ)” เป็นประธาน
     พนฺธนํสีสํ = ความผูกพันนั่นแหล่ะเป็นประธาน คือ ความผูกพันในสงสาร

      ยังมีต่อค่ะ ...
     
หิ่งห้อยน้อย [ 4 ม.ค. 2549 เวลา 19:06 น. ] [ 15 ]

      ขยายความ คำตอบที่ ๑๐


******* อ้างอิง
      “ธรรมเป็นประธาน ๑๓ ประการ คือ ……." (สีสํ)


**********************************


      “ทิฐิ” มี “ความยึดมั่น (ปรามาโส)” เป็นประธาน
     ปรามาสสีสํ = ความยึดมั่นนั่นแหล่ะเป็นประธาน


      “อุทธัจจะ” มี “ความฟุ้งซ่าน (วิกฺเขโป)” เป็นประธาน
     วิกฺเขปสีสํ = ความฟุ้งซ่านนั่นแหล่ะเป็นประธาน


      “อวิชชา” มี “กิเลส(กิเลโส)” เป็นประธาน
     กิเลโสสีสํ = ความเศร้าหมองนั่นแหล่ะเป็นประธาน


      “ศรัทธา” มี “ความน้อมใจเชื่อ(อธิโมกฺโข)” เป็นประธาน
     อธิโมกฺขสีสํ = ความน้อมใจเชื่อนั่นแหล่ะเป็นประธาน


      “วิริยะ” มี “ความประคองไว้ (ปคฺคโห)” เป็นประธาน
      ปคคฺหสีสํ = ความประคองไว้นั่นแหล่ะเป็นประธาน (ความประคอง คือ ความอุตสาหะ)


      “สติ” มี “การเข้าไปตั้งไว้(อุปฏฐานํ)” เป็นประธาน
     อุปฏฐานํสีสํ = ความเข้าไปตั้งไว้นั่นแหล่ะเป็นประธาน (เข้าไปตั้งไว้ คือ การทำซ้ำๆ )


      “สมาธิ” มี “ความไม่ฟุ้งซ่าน(วิกฺเขโป)” เป็นประธาน
     อวิกฺเขปสีสํ = ความไม่ฟุ้งซ่านนั่นแหล่ะเป็นประธาน


      ยังมีต่อค่ะ ...
     
หิ่งห้อยน้อย [ 4 ม.ค. 2549 เวลา 19:33 น. ] [ 16 ]

      ขยายความ คำตอบที่ ๑๐(ต่อ)



******* อ้างอิง

      “ธรรมเป็นประธาน ๑๓ ประการ คือ ……." (สีสํ)


**********************************


      “ปัญญา" มี “ความเห็น (ทสฺสนํ)” เป็นประธาน
     ทสฺสนํสีสํ = ความเห็นนั่นแหล่ะเป็นประธาน (ความเห็น = แทงตลอดตามความเป็นจริง


      “ชีวิตินทรีย์” มี “ความเป็นไป(ปวตฺตํ)” เป็นประธาน
     ปวตฺตํสีสํ = ความเป็นไปนั่นแหล่ะเป็นประธาน (ความเป็นไป = ความเป็นไปด้วยอุปาทินนกธันธ์)


      “วิโมกข์” มี “อารมณ์(โคจโร)” เป็นประธาน
     โคจรสีสํ = อารมณ์นั่นแหล่ะเป็นประธาน

     วิโมกฺโข คือ นิพพานอันเป็นนิสสรณวิมุตติในวิมุตติ ๕ คือ
          .....วิกขัมภนวิมุตติ หมายถึง การหลุดพ้นด้วยการข่มไว้
          .....ตทังควิมุตติ หมายถึง การหลุดพ้นด้วยธรรมที่เป็นธรรมตรงข้าม
          .....สมุจเฉทวิมุตติ หมายถึง การหลุดพ้นด้วยการตัดขาดจากกิเลส
          .....ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ หมายถึง การหลุดพ้นด้วยการสงบระงับ
          .....นิสสรณวิมุตติ หมายถึง การหลุดพ้นด้วยการสลัดออกได้ ด้วยความปลอดโปร่ง คือ นิพพาน


      ยังมีต่อค่ะ ...
     
หิ่งห้อยน้อย [ 4 ม.ค. 2549 เวลา 19:39 น. ] [ 17 ]



      ขยายความ คำตอบที่ ๑๐(ต่อ)


******* อ้างอิง
      “ธรรมเป็นประธาน ๑๓ ประการ คือ ……." (สีสํ)


**********************************


      “นิโรธ” มี “สังขาร(สงฺขาโร)” เป็นประธาน
     สงฺขารสีสํ = สังขารนั่นแหล่ะเป็นประธาน คือเป็นประธานแห่งสังขารอันเป็นสังขตะทั้งปวง

          เป็นยอดสุข ด้วยบทนี้ ท่านกล่าวถึง อนุปาทิเสสปรินิพพาน หรือกล่าวถึงขันธปรินิพพาน ด้วยเพียงไม่มีสังขาร

     ชี่อว่า สมสีสี เพราะ อรรถ ว่ามีความสงบ เพราะ ธรรม เป็นประธาน มีศรัทธา เป็นต้น หรือ มีความสงบ และธรรม เป็นประธานเสมอกัน

     การตรัสรู้ และอนุปาทิเสสปรินิพพานในเพราะโรคอย่างหนึ่งก็ดี ในเพราะอิริยาบถอย่างหนึ่งก็ดี ในเพราะชีวิตินทรีย์อันเสมอกันก็ดี แห่งอริยสัจ ๔ เหล่านี้ คือ

     ธรรมเป็นประธาน ๕ มีตัณหา เป็นต้น แห่งธรรมเป็นประธาน ๑๓ เป็น "สมุทยสัจจะ"

     ธรรมเป็นประธาน ๕ มีศรัทธาเป็นต้น เป็น "มรรคสัจจะ"

     ชีวิตินทรีย์ มี ความเป็นไป เป็นประธาน เป็น "ทุกขสัจจะ"

     วิโมกข์ มี อารมณ์ เป็นประธาน และมี สังขาร เป็น ประธาน เป็น "นิโรธสัจจะ"


     เจริญในธรรมเจ้าค่ะ


     
หิ่งห้อยน้อย [ 4 ม.ค. 2549 เวลา 19:48 น. ] [ 18 ]

สาธุค่ะ
มดตัวนิด [ 4 ม.ค. 2549 เวลา 19:53 น. ] [ 19 ]


Warning: fopen(./data/425.dat) [function.fopen]: failed to open stream: Permission denied in /home/dhammathai/domains/dhammathai.org/public_html/kaveedhamma/view.php on line 102

Warning: flock() expects parameter 1 to be resource, boolean given in /home/dhammathai/domains/dhammathai.org/public_html/kaveedhamma/view.php on line 103

Warning: fputs(): supplied argument is not a valid stream resource in /home/dhammathai/domains/dhammathai.org/public_html/kaveedhamma/view.php on line 104

Warning: flock() expects parameter 1 to be resource, boolean given in /home/dhammathai/domains/dhammathai.org/public_html/kaveedhamma/view.php on line 105

Warning: fclose(): supplied argument is not a valid stream resource in /home/dhammathai/domains/dhammathai.org/public_html/kaveedhamma/view.php on line 106
กลับหน้าหลักกวีธรรมะ
ปิดหน้าต่างนี้
จำนวนคนอ่าน 247 คน 



หน้าแรก
ทีมงานธรรมะไทย
แผนผังเว็บไซต์
ค้นหาข้อมูล
ติดต่อธรรมะไทย
สมุดเยี่ยม
ธรรมะในสวน
เครือข่ายธรรมะ
ศูนย์รวมภาพ
สัญลักษณ์ไทย
สมาชิกธรรมะไทย
กวีธรรมะ
บอร์ดบอกบุญ
สถานปฏิบัติธรรม
สนทนาธรรม
ข่าวธรรมะ
ธรรมะกับเยาวชน
ธรรมะจากหลวงพ่อ
บทความธรรมะ
กรรม
 ทาน
พระไตรปิฏก
เสียงธรรม
วีดีโอธรรมะ
เพลงธรรมะ
ธรรมปฏิบัติ
 คลังแสงแห่งธรรม
 คลังหนังสือธรรมะ
 หลักธรรมนำสุขในยุค๒๐๐๐
 กรรมฐานประจำวันเกิด
 ศีล
 สมาธิ
 วิปัสสนา
พระพุทธศาสนา
พจนานุกรมพุทธศาสน์
หัวข้อธรรม
บทสวดมนต์
มิลินทปัญหา
พระพุทธศาสนาในไทย
ทำเนียบวัดไทย
ศาสนพิธี
อุปสมบทพิธี
วันสำคัญทางศาสนา
การเผยแผ่ศาสนา
 งานปริวาสกรรมทั่วประเทศ
พระพุทธเจ้า
พระพุทธประวัติ
ประวัติพระพุทธสาวก
ทศชาติชาดก
นิทานชาดก
 พุทธวจนในธรรมบท
มงคล ๓๘ ประการ
พุทธศาสนสุภาษิต
นิทานธรรมะบันเทิง
สังเวชนียสถาน ๔ ตำบล
พระพุทธรูปปางต่างๆ
พระพุทธรูปสำคัญ
จีรัง กรุ๊ป
เพจธรรมะไทย
© ธรรมะไทย