หน้าแรก หน้าหลักกวีธรรมะ กวีธรรมะที่ 1060
ต้อนรับปีใหม่ ๒๕๕๐



                        กราบนมัสการท่านยะมุนี ท่านอิทธิฯ เจ้าค่ะ


     อริยะ สัจสี่ ที่สุดท้าย
เป็นหนังฉาย ไม่เก็บเงิน เชิญน้องพี่
มีทั้งทุกข์ คลายทุกข์ สนุกดี
วันพรุ่งนี้ ใครอยากไป ให้นั่งคอย...เฟื่องฟ้า

สวัสดีปีเก่า ต้อนรับปีใหม่..ขอให้ทุกท่านมีความสุข
และอย่าลืมมาคอยแม่หิ่งห้อยน้อย พาไปเที่ยวนะ สมันน้อยไปมั้ย..

เฟื่องฟ้า [125.27.8.209][ 31 ธ.ค. 2549 เวลา 05:23 น.][ 5 ]

http://www.dhammathai.org/kaveedhamma/view.php?No=1058

***************************************


                              อริยสัจ สี่..... ความจริงที่ยิ่งใหญ่


                          การเห็นธรรม ในธรรม ที่ล้ำเลิศ
                     ธรรมประเสริฐ คือ ความจริง ที่ยิ่งใหญ่
                     “อริยสัจสี่”
นี้คือธรรม อันอำไพ
                     ที่ช่วยให้ สาธุชน ดลลุธรรม์

                          คือเห็นแจ้ง รู้จริง ในสิ่งแรก
                     มิมีใคร ผิดแผก แตกไปนั่น
                     ทุกคนรู้ จัก“ทุกข์” ถ้วนทั่วกัน
                     มิแบ่งชั้น ชนใด ไร้ทุกข์ทน

                          เจริญในธรรมเจ้าค่ะ


     

หิ่งห้อยน้อย [222.123.20.251] [ วันจันทร์ ที่ 1 มกราคม 2550 เวลา 01:34 น. ]




                        กราบนมัสการท่านยะมุนี ท่านอิทธิฯ เจ้าค่ะ


                              อริยสัจ สี่..... ความจริงที่ยิ่งใหญ่


                           ทุกข์ คือ สิ่งที่ควร กำหนดรู้
                     ไตร่ตรองดู รู้ให้แจ้ง ไม่สับสน
                     อุปทาน ขันธ์ทั้งห้า พาทุกข์ทน
                     มิมีใคร หนีได้พ้น ไปสักราย



                          ตัว “ตัณหา” พาไป ให้ทุกข์นั่น
                     อายตนะ รวมกัน ต่อเป็นสาย
                     ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสกาย
                     มิได้คลาย จางไป ในกามคุณ
                     
                          ความอยากได้ ประทับใจ อาลัยอาวรณ์
                     ยากจะถอน ออกมา ตัณหาหนุน
                     กิเลสคลุก เคล้าไป ให้เป็นทุน
                     ช่วยกันหนุน ก่อทุกข์ คลุกชีพไป
                     
                          “สมุทัย” เหตุกำเนิด เกิดทุกขัง
                     สิ่งน่าชัง ที่นอนขัง ในจิตใส
                     ธรรมควรละ ผละสิ้น “สมุทัย”
                     เมื่อรู้นัย รีบถอน อย่าคลอนแคลน

                      เจริญในธรรมเจ้าค่ะ



                       

     
หิ่งห้อยน้อย [222.123.20.251] [ 1 ม.ค. 2550 เวลา 01:47 น. ] [ 1 ]




                        กราบนมัสการท่านยะมุนี ท่านอิทธิฯ เจ้าค่ะ


                          ธรรมควรแจ้ง รู้นัยธรรม คือ “นิโรธ”
                     เห็นประโยชน์ ไร้ประโยชน์ โทษเป็นแสน
                     ละตัณหา ที่พาไป ให้คลอนแคลน
                     ผละจากแดน ความยึดมั่น ในวิญญา
                     

                          ในหนทาง ที่พาไป ให้พ้นทุกข์
                     เพื่อพบสุข จิตตั้งมั่น พาหรรษา
                     คืออริยะ ที่ยิ่งใหญ่ ในมรรคา
                     แปดสัมมา เป็นหนทาง อย่าร้างไป
                                                           
                          “ความดับทุกข์” เป็นธรรม ที่ควรเจริญ
                     คือทางเดิน คลายทุกข์หมด สุข สดใส
                     นี่คือธรรม ในธรรมยิ่ง ความจริงไซร้
                     สาธุชน คำนึงไว้ ใฝ่ฝึกตน


                      เจริญในธรรมเจ้าค่ะ



                       

     
หิ่งห้อยน้อย [222.123.20.251] [ 1 ม.ค. 2550 เวลา 02:01 น. ] [ 2 ]




                        กราบนมัสการท่านยะมุนี ท่านอิทธิฯ เจ้าค่ะ


                          ธรรมที่กล่าว ข้างต้น ควรค้นคิด
                     น้อมสู่จิต ชิดมรรคา อย่าสับสน
                     อริยสัจ สัจธรรมพร้อม น้อมสู่ตน
                     ธรรมช่วยดล พ้นเพื่อผละ วัฏฏะคลอง



                            มวลปราชญ์เหล่าเพื่อนพ้อง     เมธี
                      ควรเร่งเพียรพันทวี                    เพื่อเอื้อ
                      อริยมรรคอริยสัจสี่                     พาให้ พ้นภัย
                      ใช้ฌานสมาธิเกื้อ                      ยิ่งแท้ปัญญา


                                    เจริญในธรรมเจ้าค่ะ      



                       

     
หิ่งห้อยน้อย [222.123.20.251] [ 1 ม.ค. 2550 เวลา 02:24 น. ] [ 3 ]




                  ขออภัย ท่านผู้อ่าน ข้าฯ จารผิด
           ด้วยลิขิต พลาดไป ในกรอบสอง
           “มรรค”เป็นธรรม เป็นทาง แห่งครรลอง
           นั่นคือต้อง “ทางดับทุกข์” จึงสุขพลัน

                  ส่วน “ความดับ” นั่นนิโรธ ต้องให้แจ้ง
           เพราะแสดง ผิดไป ไฉนนั่น
           ขอขอบคุณ “ท่านน้ำเค็ม” ช่วยติงกัน
           “ความ - ทาง” นั้น ใช้แทนกัน ผิดความไป



               “ทางดับทุกข์” เป็นธรรม ที่ควรเจริญ
          คือทางเดิน คลายทุกข์หมด สุข สดใส
          นี่คือธรรม ในธรรมยิ่ง ความจริงไซร้
          สาธุชน คำนึงไว้ ใฝ่ฝึกตน


                เจริญในธรรมเจ้าค่ะ

                             

     
หิ่งห้อยน้อย [58.147.124.166] [ 1 ม.ค. 2550 เวลา 09:08 น. ] [ 5 ]



สวัสดีปีใหม่ครับคุณหิ่งห้อยน้อย
ธมฺมพิชิตฺ [210.86.220.30] [ 1 ม.ค. 2550 เวลา 11:09 น. ] [ 6 ]




                       กราบนมัสการท่านยะมุนี ท่านอิทธิฯ เจ้าค่ะ



                                 ดับทุกข์...พบสุข


                          ไฟจากขันธ์ ลุกโชน ยังโชติช่วง
                     จิตยังห่วง ในขันธ์ ห้าใช่ไหม
                     ขันธ์ทั้งห้า เป็นทุกข์ อยู่ร่ำไป
                     ต้องดับไฟ กิเลส เหตุที่มี

                          ถ้าตราบใด ไฟทุกข์ ยังไม่ดับ
                     ยังคิดจับ ความสุข ได้หรือนี่
                     พุทธองค์ สอนไว้ จำให้ดี
                     อริยสัจสี่ ชัดแจ้ง แหล่งธรรมนัย

                          ทรงสอนให้ ดับทุกข์ เพื่อพบสุข
                     ถ้ายังขลุก คลุกกามา พาหวั่นไหว
                     ทรงแสดง แจงแหล่งทุกข์ ควรละไว้
                     ให้แจ้งใน นิโรธา พาสิ้นกรรม

                          มาเถิดเพื่อน มาเพียร เรียนเร่งเร้า
                     ทิ้งมัวเมา สู่ทางสว่าง ทางอุปถัมภ์
                     อย่าสนใจ ในผล ดลเหตุธรรม
                     เร่งกระทำ ดับทุกข์ สุขจะมา


                          เจริญในธรรมเจ้าค่ะ

     


หิ่งห้อยน้อย [58.147.124.166] [ 1 ม.ค. 2550 เวลา 12:01 น. ] [ 7 ]




                                   ขอถวายสัตย์


                     ด้วยพ่อหลวง ของปวงไทย ทรงเหนื่อยยาก
                ลูกลูกหาก มิสมาน เป็นเคราะห์หาม
                แบ่งเบาท่าน กอปรกุศล ผลทุกยาม
                ทั่วเขตคาม ถวายพระองค์ ทรงพระเจริญ

                     ในปีนี้ เฉลิมพระชนม์ ครบแปดสิบ
                ลูกน้อมหยิบ ราชโองการ กรานสรรเสริญ
                ธ ทรงงาน ตรากตรำมา หาใครเกิน
                ธ ดำเนิน งานต่อเนื่อง ทุกทุก ปี

                     มาปีนี้ ลูกขอถวาย พระผ่านเกล้าฯ
                น้อมเหนือเกล้า ธรรมปฏิบัติ ให้สดศรี
                ข้าฯ ขอถวาย ราชกุศล พูนผลทวี
                ปีใหม่นี้ ขอพระองค์ ทรงพระเจริญ




                ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
                ข้าพระพุทธเจ้า นาม "ข้าพเจ้า"



     
ข้าพเจ้า [124.157.158.126] [ 1 ม.ค. 2550 เวลา 15:56 น. ] [ 13 ]





     ได้อ่านธรรมนำปีใหม่มงคลยิ่ง
เป็นดั่งมิ่งรับขวัญไม่ไปไหน
สาธุธรรมสวัสดีปีใหม่พรใดๆ
ขออวยชัยทุกท่านสวัสดี


     อีกปีหนึ่งผ่านพ้นไปแล้วหนอ
อย่าได้รอหรือประมาทนารถวิถี
เจริญจิตเมตตตาด้วยปราณี
ชาติเรานี้จักได้พ้นภัยคุกคาม...ขอรับ


ข้าพเจ้า

     
ข้าพเจ้า [124.157.158.126] [ 1 ม.ค. 2550 เวลา 16:27 น. ] [ 14 ]

แม้อริยะสัจ ก็ไม่ยึดมั่นถือมั่น

สัทธรรมอริยะสัจทั้งสี่
เป็นวิถีเป็นความจริงพาสุขศานติ์
ให้จิตตั้งระลึกตนได้องค์ฌาน
ปัญญาญาณก้าวสู่ทางนิพพาน
ลุนิพพานนั้นอาศัยอริยสัจ
ให้แจ้งชัด แลวิธีผสมผสาน
ของรูปนามกายจิตและวิญญาณ
เมื่อ อันตรธานเหล่าสัจจะ วิมุติเอย



เจริญในธรรม ขอรับ
คนเดินดิน [222.123.74.253] [ 1 ม.ค. 2550 เวลา 23:22 น. ] [ 15 ]




                  กราบนมัสการท่านยะมุนี ท่านอิทธิฯ เจ้าค่ะ


               ดูกรภิกษุทั้งหลาย

               เราแสดงธรรม อุปมา เปรียบดั่งแพ
          ให้เห็นธรรม จริงแท้ แก้สับสน
          เรายังวาง มิยึดติด ให้จิตปน
          แล้วอกุศล ธัมมา น่ากล่าวฤา



           ดูกรภิกษุทั้งหลาย ……..
           เราแสดงธรรมมีอุปมาด้วยแพ เพื่อต้องการสลัดออก
           ไม่ใช่เพื่อต้องการยึดถือ ฉันนั้นแล

           เธอทั้งหลายรู้ถึงธรรมมีอุปมาด้วยแพที่เราแสดงแล้วแก่ท่านทั้งหลาย
           พึงละแม้ซึ่งธรรมทั้งหลาย
           จะป่วยกล่าวไปไยถึงอธรรมเล่า


      เจริญในธรรมเจ้าค่ะ...ยินดีต้อนรับคนเดินดินเจ้าค่ะ


     
หิ่งห้อยน้อย [124.157.158.126] [ 2 ม.ค. 2550 เวลา 00:22 น. ] [ 17 ]

ทรงสอนให้ ดับทุกข์ เพื่อพบสุข
ถ้ายังขลุก คลุกกามา พาหวั่นไหว
ทรงแสดง แจงแหล่งทุกข์ ควรละไว้
ให้แจ้งใน นิโรธา พาสิ้นกรรม

หิ่งห้อยน้อย [58.147.124.166] [ 1 ม.ค. 2550 เวลา 12:01 น. ] [ 7 ]


สวัสดีปีใหม่แม่หิ่งห้อย
ข้าฯผู้น้อยสตรีใฝ่ศึกษา
ด้วยเห็นคุณเกื้อหนุนแห่งธรรมา
ขอวันทาอัญชุลีปีใหม่เอย

อ่านกลอนแม่ถึงกามที่คลุกเคล้า
มันมอมเมาในวิญญาพาเสวย
เจ้าความทุกข์นอนเนื่องมากว่าเปรียบเปรย
แม่ช่วยเผยแหล่งกามาพาจิตไกว

กลแห่งกามหยามชีวีมานานนัก
ควรที่จักศึกษาพาผลักไส
กามมีกลที่ดลจิตติดตามไป
ทำอย่างไรจึงจะพ้นกลแห่งกาม

กราบคุณแม่หิ่งห้อยที่เพียรอยู่
ข้าฯเป็นผู้น้อยนักจักขอถาม
กามมีกลดลจิตชิดติดตาม
หรือใจทรามไหลตามกามมีกล


     
สตรีผู้ศึกษาธรรม [ 203.153.47.208 ] [ 2 ม.ค. 2550 เวลา 14:09 น. ] [ 18 ]




                  กราบนมัสการท่านยะมุนี ท่านอิทธิฯ เจ้าค่ะ


     กราบคุณแม่หิ่งห้อยที่เพียรอยู่
ข้าฯเป็นผู้น้อยนักจักขอถาม
กามมีกลดลจิตชิดติดตาม
หรือใจทรามไหลตามกามมีกล

สตรีผู้ศึกษาธรรม [ 203.153.47.208 ] [ 2 ม.ค. 2550 เวลา 14:09 น. ] [ 18 ]




     กามมีกลดลจิตไปในทางชั่ว
ให้หลงมั่วมัวเมาเฉาสับสน
กามนั้นมีที่ในจิตติดทุกคน
พาทุกข์ทนเวียนว่ายไปในวงกาม

     พระพุทธะ ผู้ละ ซึ่งกามกล
ชี้เห็นผล ของกาม ดั่งท่านถาม
แม้สัตว์ใด ปรารถนา อยู่ในกาม
ได้เสพกาม ตามปรารถนา พาอิ่มใจ

           เจริญในธรรมเจ้าค่ะ



                 


     
หิ่งห้อยน้อย [124.157.158.126] [ 3 ม.ค. 2550 เวลา 06:15 น. ] [ 19 ]

ในโภชฌงค์ 7 (ไม่ทราบว่าเขียนผิดหรือไม่)
ท่านบอก ธรรมะวิจะยะ (เขียนอยากอีกแล้ว)
อยากทราบว่าใช่วิจัยธรรมหรือไม่ ถ้าใช่ อย่างไรจึงเรียกว่าวิจัยธรรม
อยากขอเชิญคุณหิ่งห้อยน้อยช่วยสงเคราะห์ เทศนาโปรดด้วย
เชื่อความรู้และความรอบคอบของคุณ ว่าจะแนะได้ถูกต้องและถูกทาง
ด้วยความเคารพ [124.157.133.193] [ 3 ม.ค. 2550 เวลา 09:27 น. ] [ 20 ]




กราบนมัสการท่านยะมุนี ท่านอิทธิฯ เจ้าค่ะ


                 โพชฌงค์ ๗


     สัมโพชฌงค์ องค์ปัญญา แห่งตรัสรู้
พระสัพพัญญู ทรงประกาศ ศาสนา (คำสอน)
ให้บริษัท พึงสังวร ในธัมมา
โพชฌังคา คือ ปัญญา มีเจ็ดองค์

     หนึ่ง “สติ สัมโพชฌงค์” องค์ตรัส
ธรรมนี้คือ ความระลึกได้ ไม่ใหลหลง
สอง “ธัมมวิจย สัมโพชฌงค์”
นั่นคือองค์ การสอดส่อง ในร่องธรรม


     สาม “วิริยสัมโพชฌงค์” องค์แห่งเพียร
สู้ด้วยเพียร เรียนด้วยจิต ชิดทางสัมม์
เกิดปัญญา ความอิ่มใจ ในองค์ธรรม
“ปีติสัม โพชฌงค์” องค์ธรรมา

     เมื่อจิตมี ปีติยิ่ง ความจริงเกิด
พาจิตเพริศ ประภัสสร ด้วยหรรษา
เกิดความสงบ ด้วยจิตมั่น ในสัมมา
“ปัสสัทธิ (สัมโพชฌงค์) พา องค์ปัญญา ตรัสรู้ธรรม

     “สมาธิสัมโพชฌงค์” จิตคงมั่น
มิไหวหวั่น มั่นธัมมา พาอุปถัมภ์
จิตวางเฉย ด้วยปัญญา แห่งองค์ธรรม
“อุเปกขาสัม โพชฌงค์” องค์เจ็ด ..เอย

           

     
หิ่งห้อยน้อย [58.137.48.4] [ 3 ม.ค. 2550 เวลา 10:06 น. ] [ 21 ]

แล้วพุทธภาษิตที่ว่า "เลือกเฟ้นธรรมโดยแยบคาย" อยู่ในโภชฌงค์ข้อไหน
เลือกอย่างไรจึงแยบคาย เลือกมาทำอะไร ทำอย่างไรจึงจะให้สิ่งที่เลือกมามีคุณค่า
น่าจะไม่ใช่เอามาอ่านเฉยๆ แล้วจำเท่านั้นใช่หรือไม่ คงต้องมีอะไรมากกว่านี้
โปรดสงเคราะห์ให้ถึงที่สุดด้วย
ด้วความเคารพ [124.157.133.193] [ 3 ม.ค. 2550 เวลา 10:24 น. ] [ 22 ]



กราบนมัสการท่านยะมุนี ท่านอิทธิฯ เจ้าค่ะ


               ธัมมวิจัย


     วิจะยะ วิจัย ใช่การจำ
แต่เป็นคำ มีความหมาย ที่กว้างขวาง
การสืบค้น สอดส่อง ที่ถูกทาง
เลือกเฟ้นอย่าง โยนิโส มนสิการตาม

     เลือกเฟ้นธรรม ที่แยบคาย ที่ถามไป
คือธรรมะ วิจัย ที่ท่านถาม
พิจารณา พิศธรรม ที่ควรตาม
สู่เขตคาม ถิ่นวิมุตติ พิสุทธิ์เอย

     แม้มิเลือก เฟ้นธรรมงาม เพื่อตามติด
อย่าไปคิด พ้นวัฏฏะ นะเพื่อนเอ๋ย
ดุจดาบคม อยู่ในฝัก ท่านเปรียบเปรย
จะนำไป ใช้ได้เลย ได้อย่างไร


     เจริญในธรรมเจ้าค่ะ


     
หิ่งห้อยน้อย [58.137.48.4] [ 3 ม.ค. 2550 เวลา 10:57 น. ] [ 24 ]



            ฌานไหน

ขอนุญาต ตัดหน้า เพื่อถามบ้าง
การเฟ้นธรรม ที่แม่อ้าง มีตัวอย่างไหม
การเฟ้นธรรม ใช้ปัญญา หรืออะไร
ถ้าเป็นฌาน เปรียบฌานไหน สงสัยจริง..เฟื่องฟ้า

เฟื่องฟ้า [203.150.30.31] [ 3 ม.ค. 2550 เวลา 12:35 น. ] [ 25 ]

ธรรมวิจะยะ คือ อีกไวยพจน์ หนี่ง ของสัมปชัญญะ (โดยธรรม)

สหายธรรมเรียงถ้อยร้อยความคิด
เมื่อสติสัมโพชฌงค์เป็นองค์นำ
โพชฌงค์สองไซร้คือองค์ส่องธรรม
นั่นแหละสัมปขัญญะประเสริฐแท้
ไวยพจน์แท้ร่วมธรรมวิจะยะ
คือสัมมะปฏิบัติ แห่งปัญญาแล
มิใช่เฟ้นตรึกธรรมตามกระแส (แห่งการปรุงแต่ง)
จิตเดิมแท้ค่อยกระจ่างสว่างเอย

ธรรมสวัสดี ขอรับ
คนเดินดิน [222.123.76.151] [ 3 ม.ค. 2550 เวลา 15:24 น. ] [ 26 ]



                             
กราบนมัสการท่านยะมุนี ท่านอิทธิฯ เจ้าค่ะ


     การเจริญ อริยมรรคานั้น
ทั้งแปดพลัน บรรลุธรรม ได้ดั่งหวัง
ปฐมฌาน เป็นฌานเริ่ม เสริมพลัง
มิหยุดยั้ง เพียรภาวนา พาพ้นตม

     ในสัมมา ทิฏฐิ ดำริชอบ
คือคำตอบ ที่เสาะหา พาสุขสม
ธัมมวิจัย เลือกเฟ้นธรรม ตามชืนชม
คือปฐม ฌานเพาะ เหมาะวิปัสสนา

     ในปฐมฌาน นำวิตก วิจาร น้อมอริยสัจจ์
เพื่อขจัด สังโยชน์สาม ตามปราถนา
เกิดปฐมมัคค เป็นอริยะ ขั้นโสดาฯ
พาจิตตา สู่กระแส พระนิพพาน

     

     
หิ่งห้อยน้อย [58.137.48.4] [ 3 ม.ค. 2550 เวลา 15:34 น. ] [ 27 ]



ขออ้างอิง

สัมมาทิฏฐิ...ปัญญาอันเห็นชอบ


ปัญญาอัน เห็นชอบ กอร์ปทางสัมม์
คือองค์ธรรม เข้าสู่ทาง พ้นทุกข์ได้
สัมม์ทิฏฐิ นั้นเห็น เป็นเช่นไร
เป็นปัญญา ที่รู้ใน ความเป็นจริง

รู้ในทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
ปัญญาจัก นำทางไป ในทุกสิ่ง
ปัญญาพา เห็นทุกอย่าง ในความจริง
มิควรนิ่ง นอนใจ ให้เร่งเพียร


ดูกรภิกษุทั้งหลาย...............

การเกิดสัม มาทิฏฐิ มีปัจจัย
ใช่ว่าเกิด เองได้ ให้ปวดเศียร
คือสดับ รับฟังมา พาพากเพียร (ปรโตโฆษะ)
น้อมมาเรียน พากเพียร เรียนด้วยตน

โดยการใคร่ ครวญธรรม ด้วยดวงจิต
เพียรพินิจ แยกปัจจัย ในเหตุผล
โยนิโส(มนสิการ) อย่างแยบคาย ในจิตตน
มิสับสน ลังเลไป ในความจริง

เมื่อเดินตาม ครรลอง สัมมาทิฏฐ์
อานิสงส์จิต เกิดได้ ในทุกสิ่ง
เจโตวิมุตติ เป็นผล ดลแอบอิง
ปัญญาวิมุตติ คือสิ่ง ที่ตามมา

เนื่องด้วยเหตุ ปัจจัยใน ธรรมอนุเคราะห์
ด้วยเหตุเพราะ ศีล สุตตะ (ฟังธรรม) สากัจฉา(การสนทนาธรรม)
พร้อมสมถะ ละความฟุ้ง มุ่งวิปัสนา
เกิดปัญญา เกิดวิมุตติ หลุดพ้นกรรม

เจริญในธรรมเจ้าค่ะ

หิ่งห้อยน้อย [58.147.120.71] [ 10 ก.ค. 2549 เวลา 06:44 น. ] [ 7 ]

..
เฟื่องฟ้า [203.150.30.31] [ 3 ม.ค. 2550 เวลา 16:20 น. ] [ 28 ]

ขออ้างอิง

"ธัมมวิจัย เลือกเฟ้นธรรม ตามชืนชม
คือปฐม ฌานเพาะ เหมาะวิปัสสนา"
----------------------------------------------------

ธรรมวิจะยะ ให้รู้ตามเป็นจริง

อันวิตก วิจารที่จิืตรู้
จิตเฝ้าดู "เช่นนั้นเอง" หนา
รู้ ดูตามเห็นจริง วิปัสนา
มิใช่มาเลือกเฟ้นธรรม ตามชื่นชม
รู้พิเคราะห์ ที่รู้ ประจักษ์แจ้ง
อย่าเติมแต่งตามจิต ที่ประสม
ปิติสุข ปัสสัทธิ พาจิตจม
ยกอารมณ์สู่เอกัตคตาแฮ

(ผิดพลาดประการใด ขอกราบอภัย ด้วยขอรับ)

เจริญในธรรมขอรับ
คนเดินดิน [222.123.88.181] [ 3 ม.ค. 2550 เวลา 21:30 น. ] [ 29 ]

ตอบครบคำถามแล้วใช่ไหมท่าน
มีแบบละเอียดเข้าใจง่ายกว่านี้ไหมท่าน
ยังคงรออ่านอยู่นะท่าน
ด้วยความเคารพ [124.157.133.193] [ 3 ม.ค. 2550 เวลา 21:48 น. ] [ 30 ]



     เจริญในธรรม      เจ้าค่ะ      ท่านบัณฑิต
ขอลิขิต      ร่วมถ้อย      ร้อยประสาน
มารู้จัก      จักความหมาย      ในธรรมทาน
ธรรมะท่าน      นั่นหมายถึง      ซึ่งสิ่งใด

     อันใบไม้      ในกำมือ      คิอธรรมะ
ที่องค์พระ      ศาสดานั้น      ท่านตรัสไว้
คืออริสัจ      ทั้งสี่      ที่เป็นไป
เพื่อทำให้      ดับทุกข์      สิ้นโศกตรม

     กุสลา      ธัมมา      ที่พระสวด
คือบอกหมวด      แห่งธรรม      นำสุขสม
อกุสลา      ธัมมา      พาทุกข์ตรม
เป็นปฐม      สัตว์พึงจะ      ได้กระทำ

     ผลบุญบาป      จากกุศล      อกุศล
ที่ทุกคน      ฟังภิกษุ      ผู้อุปถัมภ์
อัพพยากตา      ธัมมา      อภิธรรม
บอกผลกรรม      นำสัตว์      เวียนเกิดตาย

     แล้วกุสลา      ธัมมา      เป็นไฉน ?
คือจิตใจ      ที่ตั้ง      บุญทั้งหลาย
กามาวจร      รูปาวจร      จิตมากมาย
และมุ่งหมาย      เอาองค์ธรรม      นำสู่ใจ

     ได้แก่ธรรม      เป็นองค์      คงกุศล
ที่จักดล      โลกุตตระ      อริยะไว้
คือมัคคสี่      ผลสี่      แปดดวงใจ
เพื่อนำให้      ดับขันธ์      ปรินิพพาน

     ธรรมะจึง      มุ่งหมาย      อริยะสัจ
เป็นสมบัติ      เกิดมี      ที่จิตท่าน
มีมรรคแปด      เกิดในจิต      พิศโดยฌาน
มีอาการ      หกสิบถ้วน      ล้วนเกิดมี

     บัณฑิตใด      ใจมั่น      มิหวั่นไหว
อบรมใจ      ไร้กามโกรธ      ได้เช่นนี้
อันความทุกข์      โศกเศร้า      เร้าฤดี
หรือจักมี      แก่บัณฑิต      จิตมั่นคง



                  " ใบไม้ในกำมือ "


จาก.....พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค





[๑๗๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งอะไรเราได้บอกแล้ว
เราได้บอกแล้วว่า
นี้ทุกข์
นี้ทุกขสมุทัย
นี้ทุกขนิโรธ
นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา

ก็เพราะเหตุไรเราจึงบอก
เพราะสิ่งนั้นประกอบด้วยประโยชน์
เป็นพรหมจรรย์เบื้องต้น
ย่อมเป็นไปเพื่อความหน่าย
ความคลายกำหนัด
ความดับ
ความสงบ
ความรู้ยิ่ง
ความตรัสรู้
นิพพาน
เพราะฉะนั้น เราจึงบอก

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ
เธอทั้งหลายพึงกระทำความเพียรเพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า
นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.


" ธรรมะคือ จิต และองค์ธรรมที่เป็นโลกุตตระกุศลที่เกิดขึ้นในจิตนั่นเอง "



ตัวอย่างอริยะมัคคจิตทั้ง 4 ที่มีปฐมฌานเป็นบาท


                       โลกุตตรกุศลจิต


                        มรรคจิตดวงที่ ๑ โสดาปัตติมัคค

[๑๙๖] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?
โยคาวจรบุคคล เจริญฌานเป็นโลกุตตระ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯลฯ ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่ในสมัยใด

ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ มนินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. สัทธาพละ วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ หิริพละ โอตตัปปพละ อโลภะ อโทสะ อโมหะ อนภิชฌา อัพยาปาทะ สัมมาทิฏฐิ หิริ โอตตัปปะ กายปัสสัทธิ จิตตปัสสัทธิ กายลหุตา จิตตลหุตา กายมุทุตา จิตตมุทุตา กายกัมมัญญตา จิตตกัมมัญญตา กายปาคุญญตา จิตตปาคุญญตา กายุชุกตา จิตตุชุกตา สติ สัมปชัญญะ สมถะ วิปัสสนา ปัคคาหะ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น หรือนามธรรมที่อิงอาศัย เกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น

สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล


เจริญในธรรมเจ้าค่ะ .
ธนปาลี [61.7.140.214] [ 4 ม.ค. 2550 เวลา 09:37 น. ] [ 31 ]

สุดยอด กุศลาธรรมมา อกุศลาธรรมา อัพยากตาธรรมา
ว่าโดยสรุปก็คือ กุศลก็เป็นพระธรรม อกุศลก็เป็นพระธรรม
สิ่งที่อยู่ระหว่างกุศลกับอกุศลก็เป็นพระธรรม(สิ่งที่อยู่กลางๆ)
ทุกเรื่องราวจึงไม่มีอะไรเกินไปจากพระธรรมข้างบนนี้ ใช่หรือไม่
พระไตรปิฏกจึงมิใช่บัญญัติเพียงแค่ใบไม้กำมือเดียว แต่คือใบไม้ทั้งหมดที่มี
อริยชนจึงมิได้มีปัญหากับสิ่งใดๆ อริยชนจึงเทียบได้ว่ารู้จักใบไม้ทั้งหมด
เพราะสรรพสิ่งทั้งหมด ก็อยู่ภายใต้พระธรรมที่ว่ามานี้
ใบไม้นอกกำมือที่พูดกันนั้น ก็ไม่ทำให้จิตอริยชนมีปัญหาได้ จริงไหมท่าน
เรื่องใบไม้กำมือเดียวจึงเป็นคำสอนเฉพาะอุปนิสัยสัตว์เท่านั้นเอง ใช่หรือไม่
ด้วยความเคารพ [124.157.133.193] [ 4 ม.ค. 2550 เวลา 10:00 น. ] [ 32 ]


.
ใบไม้นอกกำมือที่พูดกันนั้น ก็ไม่ทำให้จิตอริยชนมีปัญหาได้ จริงไหมท่าน
เรื่องใบไม้กำมือเดียวจึงเป็นคำสอนเฉพาะอุปนิสัยสัตว์เท่านั้นเอง ใช่หรือไม่

ด้วยความเคารพ [124.157.133.193] [ 4 ม.ค. 2550 เวลา 10:00 น. ] [ 32 ]


................................................................................................

เจริญในธรรมเจ้าค่ะ

ท่านคงเข้าใจผิดแล้วเจ้าค่ะ


กุสลา ธัมมา ธรรมที่เป็นกุศล คือจิตที่เป็นกุศล
อกุสลา ธัมมา ธรรมที่เป็นอกุศล คือจิตที่เป็นอกุศล
อัพพยากตา ธัมมา ธรรมที่เป็นผลแห่งกุศล และ อกุศลนั้น เรียกว่ากรรมวิบากจิตเจ้าค่ะ

1.ใบไม้นอกกำมือที่พูดกันนั้น ก็ไม่ทำให้จิตอริยชนมีปัญหาได้ จริงไหมท่าน ?

     คำตอบคือไม่จริง สัตว์ทั้งหลายที่มีความทุกข์กันอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะใบไม้นอกกำมือนี่เองเจ้าค่ะ เพราะใบไม้นอกกำมือก็คือความรู้อย่างอื่นที่ไม่ใช่ความรู้แจ้งในอริยะสัจ 4 ความรู้เหล้านั้นทั้งหมดพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสเรียกว่า อวิชชา

..ไม่ว่าท่านจะมีวุฒิการศึกษาระดับ ปริญญาตรี โท เอก เป็นศาสตราจารยืก็ดี ความรู้ที่ไม่สามารถทำให้ท่านบรรลุอรหัตตผลได้ ความรู้นั่นเรียกว่า อวิชชา

2.เรื่องใบไม้กำมือเดียวจึงเป็นคำสอนเฉพาะอุปนิสัยสัตว์เท่านั้นเอง ใช่หรือไม่ ?

     คำตอบคือไม่ใช่เจ้าค่ะคนใดปัญญามากมีอินทรีย์แก่กล้าพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงแสดงอริยะสัจ 4 โดยย่อ คนใดมีอินทรีย์ปานกลางก็ทรงแสดงอริยสัจ 4 โดยพิสดาร
คนใดมีอินทรีย์อ่อนก็ทรงแสดงอริยสัจ 4 โดยพิสดารนั้นหลาย ๆ รอบ


และจะไม่แสดงความรู้นอกกำมือ เพราะไม่เป็นประดยชน์แก่การตรัสรู้ของพุทธบริษัทเจ้าค่ะ

เจริญในธรรมเจ้าค่ะ
ธนปาลี [61.7.138.110] [ 4 ม.ค. 2550 เวลา 11:50 น. ] [ 33 ]

            ชักลังเล

เรื่องใบไม้ ในกำมือ อ่านกี่ครั้ง
มันก็ยัง คงเดิม ไม่ไปไหน
นอกกำมือ นั้นล้วน มีแต่ภัย
มีสี่ใบ เท่านั้น หนทางบุญ

แต่ก็ยัง มีคน เข้าใจผิด
จึงทบทวน หวนคิด เปิดพลิกหมุน
อ่านกลับไป กลับมา หาสมดุลย์
นอกกำมือ ไม่มีคุณ แม้นิดเดียว

ใครที่ชอบ กล่าวอ้าง ช่วยบอกนิด
หรือเฟื่องฟ้า เข้าใจผิด ความคิดเบี้ยว
มีหลักฐาน ช่วยส่งมา อย่าช้าเชียว
ชักเสียวๆ เหมือนกัน ที่เข้าใจ

ระหว่างรอ ขอทบทวน อีกสักหน
จะสืบค้น ให้รู้เด่น เห็นให้ได้
ณ ตอนนี้ พาลคิดหนัก ชักลังเลใจ
เพราะเหตุใด เราจึ่งคิด ไม่เหมือนกัน..เฟื่องฟ้า

อ้างอิง..

ใบไม้ในกำมือ

สีสปาสูตร
เปรียบสิ่งที่ตรัสรู้มีมากเหมือนใบไม้บนต้น

เล่มที่ ๑๙
[๑๗๑๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ สีสปาวัน ใกล้เมืองโกสัมพี ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคทรงถือใบประดู่ลาย ๒-๓ ใบด้วยฝ่าพระหัตถ์ แล้วตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมา แล้วตรัสถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ใบประดู่ลาย ๒-๓ ใบที่เราถือด้วยฝ่ามือกับใบที่บนต้น ไหนจะมากกว่ากัน?
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใบประดู่ลาย ๒-๓ ใบ ที่พระผู้มีพระภาคทรงถือด้วยฝ่าพระหัตถ์มีประมาณน้อย ที่บนต้นมากกว่า พระเจ้าข้า.
พ. อย่างนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่เรารู้แล้วมิได้บอกเธอทั้งหลายมีมาก ก็เพราะเหตุไรเราจึงไม่บอก
เพราะสิ่งนั้นไม่ประกอบด้วยประโชน์ มิใช่พรหมจรรย์เบื้องต้น ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับ ความสงบ ความรู้ยิ่ง ความตรัสรู้ นิพพาน เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่บอก.

[๑๗๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งอะไรเราได้บอกแล้ว
เราได้บอกแล้วว่า นี้ทุกข์ ... นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
ก็เพราะเหตุไรเราจึงบอก เพราะสิ่งนั้นประกอบด้วยประโยชน์ เป็นพรหมจรรย์เบื้องต้น ย่อมเป็นไปเพื่อความหน่าย ... นิพพาน เพราะฉะนั้น เราจึงบอก
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงกระทำความเพียรเพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า
นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.
จบสูตรที่ ๑
..
เฟื่องฟ้า [203.150.30.31] [ 4 ม.ค. 2550 เวลา 12:35 น. ] [ 34 ]

ถ้าเช่นนั้นแสดงว่า อกุศลาธรรมา เป็นใบไม้นอกกำมือ ไม่ใช่พระธรรม
กุศลาธรรมมาเท่านั้นที่เป็นใบไม้ในกำมือ และเป็นพระธรรม
แล้วอัพยากตาธรรมมาจะอยู่ในกำมือหรือนอกกำมือ แล้วเป็นพระธรรมฤาไม่ท่าน
กรุณาโปรดให้ถึงที่สุดด้วย
ด้วยความเคารพ [124.157.133.193] [ 4 ม.ค. 2550 เวลา 13:12 น. ] [ 35 ]



กราบนมัสการท่านยะมุนี ท่านอิทธิฯ เจ้าค่ะ


     แม่ฯขอบคุณ สมันน้อย ธนปาลี
ที่ช่วยชี้ เห็นทั่วถ้วน ล้วนแก่นสาน
ยกความมา เพื่อพิเคราะห์ เหมาะเจาะความ
อันความงาม แห่งธรรม พระศาสดา
                             
     ธรรมใดเลย จะเท่า อริยสัจ
ที่แจ้งชัด เหตุ-ผลพรั่ง ดั่งปุจฉา
ใบไม้นอก กำมือ เกลื่อนพนา
เป็นธัมมา แต่ไร้ประโยชน์ แห่งพรหมจรรย์

     ขอขอบคุณ เฟื่องฟ้า ยกพุทธพจน์
ทรงกำหนด ให้เห็น เป็นรังสรรค์
อริยสัจ มีประโยชน์ ต่อพรหมจรรย์
นอกกำมือ เหล่านั้น ไม่มีคุณ
                             
     จะปฏิบัติ เพื่อกำจัด หรือสะสม
ใคร่จะจม หรือลอยไป ใช้ธรรมหนุน
ควรเลือกเฟ้น ธรรมให้ดี ที่มีคุณ
ที่ช่วยหนุน ให้พ้น วนวัฏฏา

     "ด้วยความเคารพ" คงเข้าใจ ในความแล้ว
นี่คือแก้ว สดใส ดั่งปรารถนา
อริยสัจ ควรเป็นธรรม น้อมนำมา
โยนิโสฯ ด้วยปัญญา "ธัมมวิจัย"


            เจริญในธรรมเจ้าค่ะ

     
หิ่งห้อยน้อย [58.137.48.4] [ 4 ม.ค. 2550 เวลา 13:24 น. ] [ 36 ]

อ้างอิง..เฟื่องฟ้าเจอข้อความที่น่าสนใจแล้ว...จากแห่งหนึ่ง

การเมืองไทย : ฤๅ...จะเป็นแค่ใบไม้ในกำมือ

ในสมัยพุทธกาล ช่วงเวลาที่พระพุทธองค์มหาศาสดาเจิดจรัส( Enlightentment )มากที่สุดคือ ช่วงตรัสรู้และเผยแพร่พระธรรม แม้กระทั่งพระสารีบุตร ที่ถือเป็นอรหันต์ในเรื่องสติปัญญาเป็นเลิศ ซึ่งจะตามพระพุทธองค์เพื่อรับฟังพระธรรมเหล่านั้นแล้วเอามาเทศนาต่อเพื่อเผยแพร่พระพุทธธรรม ยังอดทึ่งกับความอัจฉริยะรอบรู้ขององค์พระศาสดา จึงเรียนถามว่า พระพุทธองค์เข้าถึงและรู้ในศาสตร์( Science ) ที่มีอยู่ทั้งหมดใช่หรือไม่ ซึ่งพระพุทธองค์ก็ไม่ได้ตอบตรงๆ แต่กลับพาพระสารีบุตรเดินเข้าไปในป่า แล้วพระพุทธองค์ก็กำใบไม้ขึ้นมา 1 กำมือ และกล่าวกับพระสารีบุตรว่า “ หากเปรียบความรู้เหมือนดั่งใบไม้ สิ่งที่เรารู้มีเพียงในกำมือเราเท่านั้น
ส่วนที่เหลือท่านจะต้องค้นหาเอาเอง
”

หากเปรียบพุทธธรรมนี้กับการเมืองไทยในยุคปัจจุบัน ก็เหมือนกับว่าเรากำลังหลงวนอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า “ ใบไม้ในกำมือ ” อยู่หรือไม่ เพราะเหมือนกับว่าเรากำลังเอาการเมืองมาเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของบ้านเมือง ในขณะที่โครงสร้างของประเทศสลับซับซ้อนเรียงร้อยเชื่อมโยงกันมากกว่าที่เห็นอยู่ ..


ทำไมไม่เหมือนในพระไตรปิฎก หรือเฟื่องฟ้ายังดูไม่ทั่ว..

เฟื่องฟ้า [203.150.30.31] [ 4 ม.ค. 2550 เวลา 13:28 น. ] [ 37 ]

ใบไม้ในกำมือ เพียงแค่ อุปมา

"ด้วยความเคารพ" สาธุธรรม ปลดเปลื้องจิต
เพ่งพินิจในธรรมตามคำสอน
ค่อย ค่อย ปฏิบัติสำรวมจิต ละนิวรณ์
สโมสรวิจิกิจฉา ละเหี่ยใจ

อันบัญญัติแห่งธรรม ในปิฎก
นั้นสาทกจารธรรมมิมากหลาย
กโลบายตรัสไว้นั้นง่ายดาย
หยิบมือนั้น ไม่แยก ใน ตัวธรรม

พุทธองค์ทรงแจงโดยละเอียด
ให้สำเหนียกลักษณะอุปถัมภ์
ที่ค้ำจิตยกใจสู่สัมม์ธรรม
ใบไม้กำหนึ่ง เพียงแค่อุปมา

ด้วยมนุษย์เรามักติด ในโวหาร
ถือบัญญัติสารธรรม พิจารณา
เกิดโมหะปรุงแต่งโดยอวิชชา
ว่า สัมมา มิจฉา แบ่งแยกกัน

พระปิฎก ถือไว้(หนักน๊ะ) เป็นบัญญัติ
ให้แจ้งชัดพุทธพจน์ไม่เปลี่ยนผัน
เรียนรู้ (เป็นความรู้) ไว้แจ้งสัมมาิทิฎฐิพลัน
น้อมนำใจไปสู่ทางนิพพาน (น้อมใจก่อนนะขอรับ)

(ข้าพเจ้าสดับมาว่า เห็นสภาวะธรรม เกิดขึ้นที่กายและจิต นี่แหละ คือเห็นโลกทั้งมวล ไม่เคยได้ยิน ว่า นอกจากอริยสัจ แล้ว ธรรมะ อื่น ไม่มีประโยชน์ เ้จ้าค่ะ เพราะในเมื่อไม่มีสัตว์ บุคคล ใดโดยปรมัตถ์ ธรรมทั้งหลายย่อมไม่แบ่งแยก ดี ชั่ว ดำ ขาว เป็นต้น เจ้าค่ะ อย่าสงสัยในธรรม เพียงเพราะ พยายามคิด โดยบัญญัติ เจ้าค่ะ ค่อย ๆ ปฏิบัติธรรม นะเจ้าค่ะ "ด้วยความเคารพ")

เจริญในธรรม ขอรับ
คนเดินดิน [124.157.150.55] [ 4 ม.ค. 2550 เวลา 13:59 น. ] [ 38 ]

ขออ้างถึง

แต่ก็ยัง มีคน เข้าใจผิด
จึงทบทวน หวนคิด เปิดพลิกหมุน
อ่านกลับไป กลับมา หาสมดุลย์
นอกกำมือ ไม่มีคุณ แม้นิดเดียว
------------------------------------------------------
เพราะ รู้ว่า สิ่งนั้น ไม่มีุุคุณ สิ่งนี้จึงมีคุณ การที่สิ่งนี้มีคุณ เพราะการมีสิ่งที่ไม่มีคุณ ดังนั้น ธรรมะ ทุกประการ ล้วนมีคุณอันอิงอาศัย กันเจ้าค่ะ

พระพุทธองค์ ไม่แสดงธรรมทั้งหมด เพราะ มีมากมายเหลือคณานับ แต่ที่เห็นเป็นประโยชน์ ต่อการอบรมจิต เท่านั้นจึงนำมาแสดง มิใช่แสดงเพราะเห็นว่าสิ่งอื่นที่เหลือไม่เป็นประโยชน์ ขอรับ (ผิดพลาดประการใด ขออภัย มานะที่นี้ ขอรับ)

ธรรมสวัสดี
คนเดินดิน [124.157.150.55] [ 4 ม.ค. 2550 เวลา 14:11 น. ] [ 39 ]

ขออภัย ไม่ถือสากันนะ..ท่านต้องอธิบายประโยคนี้ให้เฟื่องฟ้า
พ. อย่างนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่เรารู้แล้วมิได้บอกเธอทั้งหลายมีมาก ก็เพราะเหตุไรเราจึงไม่บอก
เพราะสิ่งนั้นไม่ประกอบด้วยประโยชน์ มิใช่พรหมจรรย์เบื้องต้น ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับ ความสงบ ความรู้ยิ่ง ความตรัสรู้ นิพพาน เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่บอก.
..
เฟื่องฟ้า [203.150.30.31] [ 4 ม.ค. 2550 เวลา 14:19 น. ] [ 40 ]

ข้อความน่ารู้จากพระไตรปิฎก
๑. อะไรเป็นแก่นสารในพระพุทธศาสนา

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ใกล้กรุงสาวัตถี มีพราหมณ์ผู้หนึ่งชื่อ ปิงคลโกจฉะ เข้าไปเฝ้า เมื่อได้กล่าวทักทายปราศรัยพอสมควรแล้ว พราหมณ์นั้น จึงกราบทูลว่า

"พระโคดมผู้เจริญ สมณพราหมณ์ที่เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะเป็นคณาจารย์ มีคนรู้จักมาก มีเกียรติยศเป็นเจ้าลัทธิ อันชนหมู่มากเข้าใจกันว่าเป็นคนดี เช่น ปูรณะ กัสสป, มักขละ โคสาล, อชิตะ เกสกัมพล, ปกุธะ กัจจายนะ, สัญชัย เวลัฏฐบุตร, และ นิครนถนาฏบุตร๑ สมณพราหมณ์ทั้งหมดนั้น รู้แจ้งเห็นจริงตามปฏิญญาของตน หรือว่าไม่รู้แจ้งเห็นจริงเลย หรือบางพวกรู้ บางพวกไม่รู้"

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "อย่าเลย พราหมณ์ ข้อที่สมณพราหมณ์ทั้งหมดนั้น รู้แจ้งเห็นจริงตามปฏิญญาของตน หรือไม่รู้แจ้งเห็นจริงเลยเป็นต้นนั้น ขอจงยกไว้ เราจักแสดงธรรมแก่ท่าน ท่านจงตั้งใจฟังให้ดีเถิด"

เมื่อพราหมณ์ทูลรับคำแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า "ดูก่อนพราหมณ์ มีข้ออุปมาว่า บุรุษผู้ต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหากแก่นไม้อยู่ เมื่อมีต้นไม้ใหญ่มีแก่นยืนต้นอยู่ ละเลยแก่น, กะพี้, เปลือก, และสะเก็ดไม้เสีย ตัดเอากิ่งและใบไม้ไปด้วยสำคัญว่าเป็นแก่น คนที่รู้เรื่องดีเห็นเข้า ก็จะพึงกล่าวว่า บุรุษผู้เจริญนี้ ไม่รู้จักแก่น ไม่รู้จักกะพี้, เปลือก, สะเก็ด, กิ่งและใบไม้ เมื่อต้องการแก่นไม้ จึงละเลยแก่นเป็นต้น ตัดเอาแต่กิ่งและใบไม้ไปด้วยสำคัญว่าเป็นแก่น ทั้งจะไม่ได้รับประโยชน์จากกิ่งและใบไม้นั้นด้วย"

"มีอุปมาอื่นอีก บุรุษต้องการแก่นไม้ แต่ถากสะเก็ดไม้ไป ด้วยสำคัญว่าเป็นแก่น หรือถากเปลือกไปด้วยสำคัญว่าเป็นแก่น หรือถากกะพี้ไม้ไป ด้วยสำคัญว่าเป็นแก่น ก็จพึงถูกหาว่า ไม่รู้จักแก่นไม้เป็นต้น และไม่ได้รับประโยชน์จากสิ่งที่ถากไปนั้นเช่นเดียวกัน"

"อีกอุปมาหนึ่ง บุรุษต้องการแก่นไม้ ก็ตัดเอาแต่แก่นไป ด้วยรู้จักแก่นไม้ คนที่รู้เรื่องดีเห็นเข้าก็จะพึงกล่าวว่า บุรุษผู้เจริญนี้ รู้จักแก่น กะพี้ เปลือก สะเก็ด กิ่งและใบไม้ ต้องแก่นไม้ก็ตัดเอาแต่แก่นไป ด้วยรู้จักแก่นไม้ ทั้งจะได้รับประโยชน์จากแก่นไม้นั้นด้วย"

..
เฟื่องฟ้า [203.150.30.31] [ 4 ม.ค. 2550 เวลา 14:31 น. ] [ 41 ]






เป็นอุปมาก็ยังเป็นพุทธพจน์
ใช่ปุถุชนกำหนดก็หาไม่
คนเดินดินจะแย้งไปทำไม
หรือว่าใจท่านไม่เชื่อไตรปิฎกา

สาธุชนผู้อ่านต้องการคำตอบ
ที่ล้วนชอบแจ้งธรรมตามปรารถนา
เพราะต้องการแต่ธรรมองค์สัมมา
ใช่ยัดใส้พระวาจาพระชินวร

นางมารน้อย [ 203.153.21.85 ] [ 4 ม.ค. 2550 เวลา 14:56 น. ] [ 42 ]

เพราะ รู้ว่า สิ่งนั้น ไม่มีุุคุณ สิ่งนี้จึงมีคุณ การที่สิ่งนี้มีคุณ เพราะการมีสิ่งที่ไม่มีคุณ ดังนั้น ธรรมะ ทุกประการ ล้วนมีคุณอันอิงอาศัย กันเจ้าค่ะ

ชอบคำนี้มาก ใช่คำในพระไตรปิฏกหรือไม่ท่าน แต่ไม่ใช่ก็ชอบนะ

จริงๆแล้วพยายามมองหาคำตอบที่ถามไปอยู่ คงจะถามไม่ละเอียด หรือไม่เพราะไม่เข้าใจคำตอบ จึงขออนุญาติถามคำถามเดิมใหม่ แต่ขอแปลแบบที่รู้มาด้วยนะ

กุศลาธรรมมา อกุศลาธรรมา อัพยากตาธรรมมา
กุศลทั้งมวล อกุศลทั้งมวล สิ่งที่เป็นกลางๆระหว่ากุศลกับอกุศล
ทั้งสามอย่างนี้ใช่พระธรรมใช่ไหมท่าน คำว่าธรรมมาที่อยู่ท้ายคำ
กุศล อกุศล อัพยากตา แปลเหมือนกัน ใช่หรือไม่
ถ้าแปลผิด โปรดช่วยกรุณาแปลให้ใหม่ด้วย ขอบคุณ
ด้วยความเคารพ [124.157.133.193] [ 4 ม.ค. 2550 เวลา 15:25 น. ] [ 43 ]

            ท่านชี้ให้แล้ว

คนเดินดิน กล่าวมา เรื่องใบไม้
ที่นอกมือ มีอะไร อยากรู้ยิ่ง
เพราะเฟื่องฟ้า นั้นไม่ รู้จริงๆ
แค่ในมือ ก็แทบกลิ้ง ยังวิ่งวน

เฟื่องฟ้าคิดเอง..

เหมือนดั่งเรา ศึกษา วิธีป้อง
ยังไม่คล่อง เท่าไหร่ ไปดั้นด้น
เรียนวิธี เข้าบุก ตามอย่างโจร
ไปฝึกการ ห้อยโหน แบบโจรไพร

พุทธองค์ ตรัสมา ว่าไร้ค่า ( ใบไม้นอกกำมือ )
ท่านเรียนจบ ทุกวิชชา จึ่งรู้ได้
ของในมือ มีประโยชน์ โปรดเลือกไป
พุทธองค์ ทรงชี้ให้ ใยไม่เดิน..เฟื่องฟ้า

เฟื่องฟ้า [203.150.30.31] [ 4 ม.ค. 2550 เวลา 15:29 น. ] [ 44 ]

ธรรมสวัสดี คุณเฟื่องฟ้า, นางมารน้อย ขอรับ

เหล่าบันฑิตเต้นตามคิดเหตุผล พุทธองค์จึงทรง ให้ยกไว้
เพราะจิตคิดเนรมิตตกแต่งไป เป็นป่าใหญ่ทั้งผืนน่าเวทนา
พระตถาคตเจ้าทรงเมตตานัก ทรงชักธรรมน้อยนิดมาเทศนา
โปรดเวไนยสัตว์สังสารา พ้นเวียนตายเวียนเกิดจากวัฏฏา
คุณเฟื่องฟ้าลองตรองสะดุดคิด พินิจดูโพชฌงค์องค์ธรรมา
มีองค์ไหนไม่ครอบครุมสังสารา นั่นแหละหนาผืนป่าที่ส่องดู
นางมารน้อยกล่าวว่าเรายัดไส้ เราสงสัยยัดไส้ข้างไหนถู
ก็ใบไม้ เกิดอยู่ในป่า "กู" วิจะยะดูเห็นธรรมตามเป็นจริง
พุทธองค์ทรงชี้คือดูจิต มิใช่คิดปรุงแต่งตามสังขาร
เมื่อเห็นแจ้งในจิตแจ่มดวงมาลย์ เสร็จการงานเสร็จกิจที่ควรทำ
สิ่งไม่ทำกลับทำนั่นแหละ "คิด" ปรุงแต่งจิตไปตามสังขารขันธ์
พุทธองค์จึงยกไว้ไม่จำนรร กล่าว แก่นธรรม เป็นประโยชน์สำเร็จการ
รู้แก่นธรรมเห็นกระพี้รู้โลก พ้นทุกข์โศกโมกขธรรมประเสริฐหนา
ในกำมือนอกกำมือล้วนธรรมา พระวิสัชนาโปรดเราพ้นทุกข์จริง

เจริญในธรรมขอรับ
คนเดินดิน [124.157.150.55] [ 4 ม.ค. 2550 เวลา 17:12 น. ] [ 45 ]



ถ้าเช่นนั้นแสดงว่า อกุศลาธรรมา เป็นใบไม้นอกกำมือ ไม่ใช่พระธรรม
กุศลาธรรมมาเท่านั้นที่เป็นใบไม้ในกำมือ และเป็นพระธรรม
แล้วอัพยากตาธรรมมาจะอยู่ในกำมือหรือนอกกำมือ แล้วเป็นพระธรรมฤาไม่ท่าน
กรุณาโปรดให้ถึงที่สุดด้วย

ด้วยความเคารพ [124.157.133.193] [ 4 ม.ค. 2550 เวลา 13:12 น. ] [ 35 ]

......................................................................................................


เจริญในธรรมเจ้าค่ะ


ขอทำความเข้าใจดังนี้เจ้าค่ะ


" ใบไม้ในกำมือ "


จาก.....พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค





[๑๗๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งอะไรเราได้บอกแล้ว
เราได้บอกแล้วว่า
นี้ทุกข์
นี้ทุกขสมุทัย
นี้ทุกขนิโรธ
นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา


     อกุศลาธัมมา....เป็นใบไม้ในกำมือเพราะเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ได้แก่ อกุศลจิตทั้งหมด

     กุศลาธัมมา.....เป็นใบไม้ในกำมือเพราะเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ก็มีได้แก่ กามาวจรกุศลจิต
รูปาวจรกุศลจิต และอรูปางจรกุศลจิต

.....................เป็นทางเข้าถึงซึ่งความดับทุกข์ก็มี ได้แก่ มัคคจิต 4 คือ โสดาปัตติมัคค สกทาคามีมัคค อนาคามีมัคค และอรหัตตมัคค...เป็นกุสลาธัมมา

     อัพยากตาธรรมมา....เป็นทุกข์ก็มีได้แก่ อกุศลวิบากจิตทั้งหมด กามาวจรกุศลวิบากจิตทั้งหมด และอรูปาวจรกุศวิบากจิตทั้งหมด.......เป็นอัพพยากตาธัมมา

...............................เป็นความดับทุกข์ก็มี ได้แก่ผลจิต 4 คือ โสดาปัตติผล
สกทาคามีผล อนาคามีผล และอรหัตตผล.......เป็นอัพพยากตาธัมมา


เจริญในธรรมเจ้าค่ะ.
ธนปาลี [61.7.143.250] [ 4 ม.ค. 2550 เวลา 17:32 น. ] [ 46 ]

            เฟื่องฟ้ายังเตาะแตะ

บอกแล้วไง แค่หยิบมือ ยังหนักอึ้ง
ใยไปดึง นอกมา ให้ปวดหมอง
เดินบนดิน แล้วใย ให้ลงคลอง
เดินตรงๆ ยังไม่คล่อง ให้ลองคลาน

เฟื่องฟ้ายัง เตาะแตะ ไม่กล้าหรอก
จะให้ออก นอกไตรฯ ไม่อาจหาญ
เฟื่องฟ้ากลัว สำลัก กำดักมาร
ขอขอบคุณ น้ำใจท่าน ที่แนะนำ..เฟื่องฟ้า

๓๕ . จูฬสัจจกสูตร
สูตรว่าด้วยสัจจกนิครนถ์ สูตรเล็ก ..

๗. ตรัสเปรียบว่า คนที่ต้องการแก่นไม้ แต่ไปตัดต้นกล้วย จึงไม่ได้แม้แต้กระพี้ไม้ จึงไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงแก่น ตัวท่านที่อวดตนในเรื่องการโต้ตอบว่า ผู้ที่พูดกับท่านจะต้องหวั่นไหว เหงื่อแตก แม้แต่เสาก็หวั่นไหว บัดนี้เหงื่อของท่านไหลเอง ตถาคตไม่มีเหงื่อไหลเลย สัจจกนิครนถ์ก็นิ่งเก้อเขิน. บุตรเจ้าลิจฉวีชื่อทุมมุขะ ก็กราบทูลพระผู้มีพระภาคถึงสัจจกนิครนถ์ว่าเหมือนปูถูกหักก้าม สัจจกนิครนถ์ก็ว่าบุตรเจ้าลิจฉวีว่าเป็นเรื่องของการสนทนาระหว่างพระสนณโคดมกับตน ( คนอื่นไม่ควรเกี่ยว).
เฟื่องฟ้า [203.150.30.31] [ 4 ม.ค. 2550 เวลา 17:55 น. ] [ 47 ]



กุศลาธรรมมา อกุศลาธรรมา อัพยากตาธรรมมา
กุศลทั้งมวล อกุศลทั้งมวล สิ่งที่เป็นกลางๆระหว่ากุศลกับอกุศล
ทั้งสามอย่างนี้ใช่พระธรรมใช่ไหมท่าน คำว่าธรรมมาที่อยู่ท้ายคำ
กุศล อกุศล อัพยากตา แปลเหมือนกัน ใช่หรือไม่
ถ้าแปลผิด โปรดช่วยกรุณาแปลให้ใหม่ด้วย ขอบคุณ

ด้วยความเคารพ [124.157.133.193] [ 4 ม.ค. 2550 เวลา 15:25 น. ] [ 43 ]


.............................................................................................

อัพยากตา ธัมมา
     ไม่ได้แปลหรือหมายความว่าเป็นสิ่งที่เป็นกลางๆระหว่ากุศลกับอกุศลเจ้าค่ะ

แต่เป็นผลอันเกิดจากการทำกุศลหรืออกุศลทั้งหลายเหล่านั้นเจ้าค่ะ
เรียกง่าย ๆ ก็คือ ผลบุญ ( ดี ) ผลบาป ( ชั่ว )....เรียกว่า อัพยากตาธัมมา

กุสลา ธัมมา และ อกุสลา ธัมมา .....เป็นเหตุ ( มัคค )เจ้าค่ะ

อัพพยากตา ธัมมา ....เป็นผลเจ้าค่ะ



เจริญในธรรมเจ้าค่ะ.
ธนปาลี [61.7.143.250] [ 4 ม.ค. 2550 เวลา 17:58 น. ] [ 48 ]

            แค่ในมือ

ขอความรู้บ้าง..

ท่านธน ปาลี ผู้อยู่หลัง
เฟื่องฟ้ายัง อยากรู้ เพิ่มเติมหนอ
เรื่องพระธรรม ช่างละเมียด ละเอียดละออ
เรื่องใบไม้ ขอต่อ อีกหน่อยเทอญ

ที่ท่านกล่าว มานั้น คงหมายถึง
อันพระธรรม ลึกซึ้ง น่าสรรเสริญ
จะธรรมนอก ธรรมใน ไหนก็เชิญ
ไม่มีขาด มีเกิน หนึ่งกำมือ ( ใช่มั้ย )..เฟื่องฟ้า

ท่านธนปาลี กำลังบอกว่า ธรรมใดๆในโลก ที่อยู่
ในมือนั้น ครอบคลุมทั่วถึงแล้ว..ถ้าเฟื่องฟ้าเข้าใจผิด เชิญว่ากล่าว
เฟื่องฟ้า [203.150.30.31] [ 4 ม.ค. 2550 เวลา 18:14 น. ] [ 49 ]

อัพยากตา ธัมมา
ไม่ได้แปลหรือหมายความว่าเป็นสิ่งที่เป็นกลางๆระหว่ากุศลกับอกุศลเจ้าค่ะ

แต่เป็นผลอันเกิดจากการทำกุศลหรืออกุศลทั้งหลายเหล่านั้นเจ้าค่ะ
เรียกง่าย ๆ ก็คือ ผลบุญ ( ดี ) ผลบาป ( ชั่ว )....เรียกว่า อัพยากตาธัมมา

กุสลา ธัมมา และ อกุสลา ธัมมา .....เป็นเหตุ ( มัคค )เจ้าค่ะ

อัพพยากตา ธัมมา ....เป็นผลเจ้าค่ะ

ข้อความข้างบนนี้ถูกต้องดีแล้วใช่ไหมท่าน จะได้เปลี่ยนในสิ่งที่จำไว้ผิดๆออกจากสมองไป แล้วบันทึกของใหม่เข้าไปแทนที่

มีใครมีความเห็นเป็นอื่น กรุณาตอบด้วยนะท่าน จะรอคอยฟังก่อนบันทึกใหม่ในสมอง
ด้วยความเคารพ [124.157.133.193] [ 4 ม.ค. 2550 เวลา 19:28 น. ] [ 50 ]

ขออ้างถึง คุณเฟื่องฟ้า

ท่านธนปาลี กำลังบอกว่า ธรรมใดๆในโลก ที่อยู่
ในมือนั้น ครอบคลุมทั่วถึงแล้ว..ถ้าเฟื่องฟ้าเข้าใจผิด เชิญว่ากล่าว
--------------------------------------------------------
สาธุ เป็นเช่นนั้น ขอรับ

เจริญในธรรม ขอรับ
-----------------------------------------------------------
ขอพระคุณ ท่านธนปาลี มาสรุป เป็นอย่างสูง ขอรับ
คนเดินดิน [58.147.85.252] [ 4 ม.ค. 2550 เวลา 21:16 น. ] [ 51 ]



                  ตัวอย่างมัคค / ผล....อัพพยากตา ธัมมา

อ่านเพิ่มเติมได้ในพระไตรปิฎกออนไลน์เจ้าค่ะ


                 โลกุตตรวิบาก


                 วิบากแห่งมรรคจิตดวงที่ ๑

                       มหานัย ๒๐

                 สุทธิกปฏิปทา

     [๔๒๒] ธรรมเป็นอัพยากฤต เป็นไฉน?

     โยคาวจรบุคคล เจริญฌานเป็นโลกุตตระ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน
เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุ
ปฐมฌาน เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีใน
สมัยนั้น ฯลฯ สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล....ตรงนี้เป็นเหตุ(มัคค)

     โยคาวจรบุคคล สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน ชนิด
สุญญตะ เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯลฯ อันเป็นวิบาก เพราะกุศลฌานเป็นโลกุตตระอัน ได้ทำไว้แล้ว ได้เจริญไว้แล้วนั้นแล อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อัญญินทรีย์ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ

     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นอัพยากฤต.....ตรงนี้เป็นผล


ที่มา :--


http://www.tipitaka.com/tipitaka34.htm


เจริญในธรรมเจ้าค่ะ.
ธนปาลี [61.7.143.250] [ 4 ม.ค. 2550 เวลา 21:58 น. ] [ 52 ]

            เขาว่าเฟื่องฟ้าเข้าใจผิด

ขออ้างถึง คุณเฟื่องฟ้า

ท่านธนปาลี กำลังบอกว่า ธรรมใดๆในโลก ที่อยู่
ในมือนั้น ครอบคลุมทั่วถึงแล้ว..ถ้าเฟื่องฟ้าเข้าใจผิด เชิญว่ากล่าว
--------------------------------------------------------
สาธุ เป็นเช่นนั้น ขอรับ

เจริญในธรรม ขอรับ
-----------------------------------------------------------
ขอพระคุณ ท่านธนปาลี มาสรุป เป็นอย่างสูง ขอรับ


คนเดินดิน [58.147.85.252] [ 4 ม.ค. 2550 เวลา 21:16 น. ] [ 51 ] .


******************************

อันคำว่า สาธุ เป็นเช่นนั้น
เหมือนดั่งท่าน ตอบแทน คนถูกถาม
ขอขอบคุณ ที่ท่านหนุน ลุ้นพยายาม
แต่อยากฟัง คนถูกถาม มากกว่าใคร

ที่ตอบแทน ความหมาย คือผิดแล้ว
ไม่ตรงแนว พุทธองค์ ใช่หรือไม่
ท่านธน ปาลี จะว่าไง
มีอะไร นอกเหนือ ในกำมือ..เฟื่องฟ้า
เฟื่องฟ้า [125.27.4.206] [ 4 ม.ค. 2550 เวลา 22:20 น. ] [ 53 ]



ในกำมือนอกกำมือล้วนธรรมา พระวิสัชนาโปรดเราพ้นทุกข์จริง

เจริญในธรรมขอรับ

คนเดินดิน [124.157.150.55] [ 4 ม.ค. 2550 เวลา 17:12 น. ] [ 45 ]


..............................................................................................
ท่านธนปาลี กำลังบอกว่า ธรรมใดๆในโลก ที่อยู่
ในมือนั้น ครอบคลุมทั่วถึงแล้ว..ถ้าเฟื่องฟ้าเข้าใจผิด เชิญว่ากล่าว

เฟื่องฟ้า [203.150.30.31] [ 4 ม.ค. 2550 เวลา 18:14 น. ] [ 49 ]


สาธุ เป็นเช่นนั้น ขอรับ

เจริญในธรรม ขอรับ
-----------------------------------------------------------
ขอพระคุณ ท่านธนปาลี มาสรุป เป็นอย่างสูง ขอรับ


คนเดินดิน [58.147.85.252] [ 4 ม.ค. 2550 เวลา 21:16 น. ] [ 51 ]




.....................................................................................


เจริญในธรรมเจ้าค่ะ

ท่านทั้งสองกำลังเข้าใจผิดแล้วเจ้าค่ะ

ความรู้ในพระไตรปิฎกมีเรียนเพียง 4 เรื่องคือ

1.รูป
2.จิต
3.เจตสิก
4.นิพพาน

องค์ธรรมะ นั้นอยู่ที่จิตประการเดียวไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมภายนอกแต่อย่างใดเลยเจ้าค่ะ

            สรุป ธรรมะตามความหมายในพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท

ธรรมะ คือจิตและองค์ธรรมที่เกิดขึ้นในจิตเจ้าค่ะ

การปฏิบัติธรรม คือ การฝึกจิตเจ้าค่ะ


เอาเพียงกายและจิตของพี่เฟื่องฟ้าก็แย่แล้วเจ้าค่ะ

เป็นพระอรหันต์กันที่จิตพี่เฟื่องฟ้านี่แหละเจ้าค่ะ
ดับขันธ์ปรินิพพานก็ที่กายจิตพี่เฟื่องฟ้านี่แหละเจ้าค่ะ

ความรู้ตรงนี้แหละเป็นประโยชน์แก่พี่เฟื่องฟ้า เป็นพรหมจรรย์ของพี่เฟื่องฟ้าเจ้าค่ะ
อย่าไปคิดที่จะคลุมโลกอยู่เลยเจ้าค่ะ เหนื่อยเปล่า ๆ เจ้าค่ะ


เจริญในธรรมเจ้าค่ะ.
ธนปาลี [61.7.143.250] [ 4 ม.ค. 2550 เวลา 22:23 น. ] [ 54 ]

            สอนง่าย

ขอโทษที ที่คำถาม ย้อนคำตอบ
อันพระธรรม องค์ประกอบ มีมากหลาย
เข้าใจผิด กลับใจใหม่ ไม่อันตราย
ไม่ดื้อรั้น ไม่เสียหาย ไม่เป็นไร

ก็เฟื่องฟ้า บอกแล้ว ความรู้น้อย
ถ้าไม่ถาม ก็ยิ่งพลอย ไม่รู้ใหญ่
เราเป็นเด็ก ถ้าไม่ถาม ทำย่ามใจ
อวิชชา เข้ามาไกล้ ไม่รู้ตัว...เฟื่องฟ้า

ขอบพระคุณท่าน ธนปาลี..เฟื่องฟ้าความรู้น้อย..แต่สอนง่ายนะ
เฟื่องฟ้า [125.27.4.206] [ 4 ม.ค. 2550 เวลา 22:37 น. ] [ 55 ]

ธรรมะสวัสดีเจ้าค่ะ ทุกๆท่าน .....@^_^@.....

......ไม่เสียเวลานับใบไม้นอกกำมือแล้วเจ้าค่ะ......




สิ่งไม่ทำกลับทำนั่นแหละ "คิด"........ ปรุงแต่งจิตไปตามสังขารขันธ์
..........ฯลฯ........

เจริญในธรรมขอรับ

คนเดินดิน [124.157.150.55] [ 4 ม.ค. 2550 เวลา 17:12 น. ] [ 45 ]



"สิ่งไม่ทำกลับทำนั่นแหละ"คิด".....ปรุงแต่จิต ไปตามสังขารขันธ์"


ก็ในเมื่อ ยังต้องแบก สังขารมัน.....ใยไม่ทำ ให้"คิด"ปรุงแต่ง กุศลา ??

คิดแล้ว "ละ" ก็ดล พ้นในทุกข์.....ใยไปเพิ่ม ความทุกข์ แบกอีกหนา?
เพิ่มใบไม้ ใบเม้ย โดยจินตนา.....แบกภารา เวียนวน จมจ่อมไป

ให้ดู "จิต" ใครบ้าง ไม่ดูเล่า......ดูแล้วเอา อะไรไปได้ไหม
ดูแล้ว "ละ" นั่นสิ พาพ้นภัย........แล้วท่านใย แบกทำไม ทั้งป่าเลย(หละ?)

วนเวียนว่าย รู้ทำไม ป่าใบไม้.....รู้เท่าไหร่ กัปเท่าไหร่ มาแล้วหนา
ยังจะมา พาวนวก ในวนา..........เสียเวลา กี่กัลมา พาสิ้นลง ?

พระองค์ทรง ชี้มรรคให้ข้าฯเดิน......ยังจะมา เพลิดเพลิน นับป่าไฉน?
"อริยสัจ" ปุถุชนยังยาก จะผ่านไป....ไม่เชื่อใคร อีกแล้ว...ขอ เชื่อพระพุทธองค์

..............@!*๐*!@...........>


ภาราทานัง ทุกขัง โลเก ภาระนิกเขปะนัง สุขัง ฯลฯ
การแบกถือของหนักเป็นความทุกข์ในโลก การสลัดของหนักทิ้งลงเสีย เป็นความสุข ฯลฯ


เจริญในธรรมเจ้าค่ะ
หนูนิด [202.133.176.223] [ 4 ม.ค. 2550 เวลา 22:44 น. ] [ 56 ]

จากถามกลายเป็นแสดง

อ้างถึง...

ข้อความข้างบนนี้ถูกต้องดีแล้วใช่ไหมท่าน จะได้เปลี่ยนในสิ่งที่จำไว้ผิดๆออกจากสมองไป แล้วบันทึกของใหม่เข้าไปแทนที่

มีใครมีความเห็นเป็นอื่น กรุณาตอบด้วยนะท่าน จะรอคอยฟังก่อนบันทึกใหม่ในสมอง

ด้วยความเคารพ [124.157.133.193] [ 4 ม.ค. 2550 เวลา 19:28 น. ] [ 50 ]

************************

ท่านด้วยความ เคารพ แกล้งหยอกเย้า
แกล้งหลอกถาม แม่เรา ให้เวียนหัว
แม่ของเรา เขาไม่อยู่ ใช่ว่ากลัว
ค่ำสลัว แม่ของเรา ต้องเข้าฌาน

ทุกคำตอบ ดูเหมือนท่าน ไม่ยอมรับ
พยายาม เปลี่ยนปรับ รับรองท่าน
คำขอบคุณ แม้แต่นิด อิดออดนาน
อันธรรมทาน ที่มอบให้ ไม่เห็นคุณ

เฟื่องฟ้ารู้ จากท่านถาม เดี๋ยวกลายเป็นสอน
เตรียมบท เป็นตอนๆ ให้ร้อนวุ่น
ยิ่งยุ่งมาก เสียเวลา เสียงบดุล
ไว้พรุ่งนี้ ตื่นมาลุ้น ลุ้นดูอีกที..เฟื่องฟ้า

ขอพักผ่อนก่อนนะ ท่านคนเดินดิน ท่านด้วยความเคารพ..ขอบคุณที่มอบความรู้ให้


..
เฟื่องฟ้า [125.27.14.29] [ 5 ม.ค. 2550 เวลา 10:05 น. ] [ 62 ]


Warning: fopen(./data/1060.dat) [function.fopen]: failed to open stream: Permission denied in /home/dhammathai/domains/dhammathai.org/public_html/kaveedhamma/view.php on line 102

Warning: flock() expects parameter 1 to be resource, boolean given in /home/dhammathai/domains/dhammathai.org/public_html/kaveedhamma/view.php on line 103

Warning: fputs(): supplied argument is not a valid stream resource in /home/dhammathai/domains/dhammathai.org/public_html/kaveedhamma/view.php on line 104

Warning: flock() expects parameter 1 to be resource, boolean given in /home/dhammathai/domains/dhammathai.org/public_html/kaveedhamma/view.php on line 105

Warning: fclose(): supplied argument is not a valid stream resource in /home/dhammathai/domains/dhammathai.org/public_html/kaveedhamma/view.php on line 106
กลับหน้าหลักกวีธรรมะ
ปิดหน้าต่างนี้
จำนวนคนอ่าน 844 คน 



หน้าแรก
ทีมงานธรรมะไทย
แผนผังเว็บไซต์
ค้นหาข้อมูล
ติดต่อธรรมะไทย
สมุดเยี่ยม
ธรรมะในสวน
เครือข่ายธรรมะ
ศูนย์รวมภาพ
สัญลักษณ์ไทย
สมาชิกธรรมะไทย
กวีธรรมะ
บอร์ดบอกบุญ
สถานปฏิบัติธรรม
สนทนาธรรม
ข่าวธรรมะ
ธรรมะกับเยาวชน
ธรรมะจากหลวงพ่อ
บทความธรรมะ
กรรม
 ทาน
พระไตรปิฏก
เสียงธรรม
วีดีโอธรรมะ
เพลงธรรมะ
ธรรมปฏิบัติ
 คลังแสงแห่งธรรม
 คลังหนังสือธรรมะ
 หลักธรรมนำสุขในยุค๒๐๐๐
 กรรมฐานประจำวันเกิด
 ศีล
 สมาธิ
 วิปัสสนา
พระพุทธศาสนา
พจนานุกรมพุทธศาสน์
หัวข้อธรรม
บทสวดมนต์
มิลินทปัญหา
พระพุทธศาสนาในไทย
ทำเนียบวัดไทย
ศาสนพิธี
อุปสมบทพิธี
วันสำคัญทางศาสนา
การเผยแผ่ศาสนา
 งานปริวาสกรรมทั่วประเทศ
พระพุทธเจ้า
พระพุทธประวัติ
ประวัติพระพุทธสาวก
ทศชาติชาดก
นิทานชาดก
 พุทธวจนในธรรมบท
มงคล ๓๘ ประการ
พุทธศาสนสุภาษิต
นิทานธรรมะบันเทิง
สังเวชนียสถาน ๔ ตำบล
พระพุทธรูปปางต่างๆ
พระพุทธรูปสำคัญ
จีรัง กรุ๊ป
เพจธรรมะไทย
© ธรรมะไทย