กลอนธรรมะอ่านง่าย ๆ เรื่องลีลาวดี ตอนที่ 5

ความเดิมตอนที่แล้ว พระเรวตะมุ่งหน้าเข้าป่า ไปหาที่หลบเลียแผลใจ เพราะเข้าใจผิดว่านางลีลาวดีเขียนจดหมายมาบอกเลิกตน ความสงบทำให้มีสมาธิไม่ฟุ้งซ่าน ใช้ปัญญาวิเคราะห์ทบทวนหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์
กลอนธรรมะอ่านง่าย ๆ เรื่อง ลีลาวดี ตอนที่ 5
• พระเรวตะ หนีความรัก ไปพักผ่อน
ไม่อยากย้อน มาพบเจอ เพ้อสับสน
จิตแห่งรัก มันว้าวุ่น มันดิ้นรน
แทบจะทน ไม่ไหว ใจต้องการ
• สองเท้าก้าว พาตน ให้พ้นรัก
มุ่งมั่นหัก ห้ามใจ ไม่โหยหา
ไม่หันหลัง ไม่หันมอง ไม่ย้อนมา
ใจบอกลา แล้วเออ เธอคนลวง
• เดินสู่ป่า พนาไพร ไม่รู้ทิศ
ปรับปรุงจิต ให้ผ่องใส ไม่ขุ่นหมอง
ชมทิวทัศน์ ป่าเขา แม่น้ำคลอง
ใจเริ่มผ่อง เพราะสงบ พบร่มเย็น
• เดินมาพบ หมู่บ้าน ชานเมืองใหญ่
จึงตั้งใจ จำพรรษา ยามหน้าฝน
มีเถียงนา เล็กเล็ก ปลอดผู้คน
หลังคาทน แดดฝนได้ ไม่รั่วพัง
• ในตอนเช้า ก็เดินไป ในหมู่บ้าน
เขาทำทาน ด้วยข้าว และกล้วยหวี
ก็พออยู่ พอประทัง ยังชีวี
ไม่ชิงดี ชิงเด่น เช่นใครใคร
• บางวันมี คนมา สนทนาด้วย
เหมือนมาช่วย ปลอบใจ ไม่ให้เหงา
ทุกข์จากรัก ค่อยค่อยปลง ลงบางเบา
สติเข้า มาทดแทน แล่นปัญญา
• พราหมณ์คนหนึ่ง มีวิชา บูชาอาทิตย์
ใช้พิชิต เทวดา ทุกแห่งหน
เพียงกระซิบ คาถา ว่าด้วยมนต์
เทพทุกตน ต้องสยบ หลบหนีไป
• เขาคุยข่ม ความเป็นเลิศ ในคาถา
เป็นวิชา สูงสุด ในสวรรค์
พระเรวตะ ใช้สติ ปัญญาพลัน
คาถานั้น มันเป็นจริง ได้อย่างไร
• ไม่หลงเชื่อ เพียงเพราะเรื่อง น่าตื่นเต้น
ความจริงเร้น หลบซ่อน ไม่มองหา
งมงายเชื่อ ก็เป็นเหยื่อ อวิชชา
เสียเวลา เสียรู้เขา โง่เง่าจริง
• เขาย้อนถาม มีคาถา มาอวดไหม
คาถาใด ที่พวกพระ นั้นยึดถือ
พระเรวตะ ก็ตอบ คาถาคือ
ให้ยึดถือ ในพระธรรม นำความเจริญ
• คาถานั้น ใจความ ว่าอย่างนี้
ทำความดี ละความชั่ว ไม่มัวหมอง
ชำระใจ ให้ผุดผ่อง ส่องแสงทอง
สติครอง ไว้ให้มั่น อย่าพรั่นพรึง
• ไม่ทำร้าย ให้ผู้ใด ได้เจ็บช้ำ
ไม่สร้างกรรม ด้วยวาจา นินทาเขา
ไม่หมกมุ่น ในกามคุณ หลงมัวเมา
ไม่ดื่มเหล้า ไม่เสพยา ฆ่าตัวเอง
• ในวันหนึ่ง ท่านบิณฑบาต ผ่านป่าช้า
หญิงชรา นั่งร้องไห้ หน้าไฟเผา
มีซากศพ ลุกไหม้ อยู่ในเตา
นางนั้นเอา แต่ร้องไห้ ไม่อายใคร
• นางร้องหา ลูกชาย ตายวานนี้
สิ้นชีวี ก่อนมารดา น่าสงสาร
ต้องมาเผา ศพลูก ลอยอังคาร
เป็นสายธาร น้ำตา พาไหลนอง
• นางมาถาม พระเรวตะ ให้มาช่วย
จะใช้ด้วย คาถา หรือยาไหน
จะต้องใช้ เงินทอง สักเท่าไร
นางจะให้ ไม่ต่อรอง ของนอกกาย
• พระเรวตะ ก็บอก นางไปว่า
นั่งก่อนหนา อาตมา มีเรื่องเล่า
จะช่วยให้ ความทุกข์ ลงบางเบา
นางจงเอา ใจใส่ ฟังให้ดี
• ริมแม่น้ำ มีสาวน้อย คอยยืนอยู่
นางมองดู แม่น้ำ ไหลแรงไหม
นางนั้นต้อง เดินทาง อีกแสนไกล
ข้ามน้ำได้ เป็นทางลัด เหมือนตัดตอน
• นางจึงร้อง สั่งห้าม น้ำให้หยุด
ให้สะดุด หยุดไหล ให้ข้าข้าม
นางร้องสั่ง ให้แม่น้ำ นั้นทำตาม
แต่แม่น้ำ ก็ยังไหล ไม่ปราณี
• นางจึงนั่ง สวดอ้อนวอน ขอแม่น้ำ
ช่วยทำตาม ฉันหน่อย ค่อยค่อยไหล
ฉันจะได้ เดินหน้า ฝ่าข้ามไป
โปรดเห็นใจ ฉันเถิดหนา ช่วยปราณี
• แต่แม่น้ำ มันก็ไหล ไปเรื่อยเรื่อย
ไม่มีเอื่อย ไม่มีนิ่ง ยิ่งหลั่งไหล
นางนั้นสุด ปัญญา สุดจนใจ
นั่งร้องไห้ ริมแม่น้ำ ไม่งามเลย
• พระเรวตะ ย้อนถาม นางหญิงแก่
ผู้เป็นแม่ ลูกชายตาย กำลังเผา
ฟังเรื่องจบ เห็นอย่างไร ให้คิดเอา
ช่วยบอกเรา ว่าหญิงสาว เป็นอย่างไร
• หญิงชรา ก็บอก หญิงสาวบ้า
เติบโตมา ไม่เคยเห็น ใครห้ามได้
จะแม่น้ำ จะลำธาร ก็ไม่วาย
ห้ามไม่ได้ เพราะมันเป็น อย่างนั้นเอง
• พระเรวตะ ก็ชี้บอก ว่าอย่างนั้น
ทำไมกัน เธอร้องไห้ ไม่ยอมถอย
ความตายนั้น เหมือนแม่น้ำ ไม่เคยคอย
ถึงไหลน้อย มันก็ไหล ไม่หยุดลง
• บ้างตายแต่ วัยเด็ก วัยทารก
บ้างตายตก วัยหนุ่มสาว คราวลูกหลาน
บ้างที่ตาย ในวัย คนทำงาน
ช่างป่วยการ จะห้ามได้ ความตายคน
• มีอย่างเดียว ที่ทำได้ ในตอนนี้
ทำความดี มีเมตตา คนยากไร้
บริจาค ข้าวปลา อาหารไป
อุทิศให้ ลูกที่ตาย ได้ผลบุญ
• มีวันหนึ่ง ในหมู่บ้าน เกิดไฟไหม้
บ้านวอดวาย เสียหาย ไปหลายหลัง
ทุกคนช่วย กันดับ เต็มกำลัง
บ้านหนึ่งหลัง เป็นของ พราหมณ์ร่ำรวย
• พราหมณ์ร้องไห้ แทบไหล เป็นสายเลือด
สลบเหมือด เพราะว่าใจ รับไม่ได้
เพราะทรัพย์สิน สูญสิ้น ไปมากมาย
อยากจะตาย ตามทรัพย์สิน ที่สิ้นไป
• เดินร้องไห้ ฟูมฟาย มาหาพระ
ช่วยหน่อยนะ ท่านผู้เจริญ เชิญช่วยฉัน
มีคนบอก เขาลือ เขาเล่ากัน
ว่าท่านนั้น ช่วยคนได้ หายโศกา
• พระเรวตะ ก็รับปาก ว่าจะช่วย
เธอก็ด้วย ต้องใจเย็น นั่งฟังฉัน
ฉันจะเล่า เรื่องหนึ่ง ให้ฟังกัน
แล้วเธอนั้น จงตั้งใจ ฟังให้ดี
• กาลครั้งหนึ่ง มีชาย ได้เดินเที่ยว
เดินเดี่ยว ๆ ลัดเลาะ อยู่ในป่า
พอใกล้ค่ำ ใกล้มืด ถึงเวลา
เขาก็หา ที่พัก สำหรับนอน
เห็นว่ามี หมู่บ้าน อยู่ใกล้ ๆ
เขาดีใจ รีบจ้ำ เดินไปหา
เดินถึงบ้าน หลังหนึ่ง จึงเจรจา
เอ่ยปากว่า อยากจะพัก สักหนึ่งคืน
เจ้าของบ้าน ผู้นี้ ก็ใจดี
บอกว่ามี ที่ว่าง ช่างเหมาะสม
เธอคงเหนื่อย และหิว แทบเป็นลม
เดินซานซม หิวโซ โถพ่อคุณ
ว่าแล้วรีบ จัดน้ำข้าว ทั้งคาวหวาน
เธอจงทาน อย่าเกรงใจ ให้อิ่มหนอ
พอกินเสร็จ เท่านั้น ยังไม่พอ
ดนตรีคลอ ร้องรำอยู่ ดูให้เพลิน
เห็นว่าง่วง อย่าห่วง ฉันเตรียมให้
ที่นอนไว้ กับหมอน นอนหนุนหัว
หากหนาวก็ มีผ้าห่ม ไม่ต้องกลัว
หากร้อนตัว ฉันก็มี นี่พัดลม
โอ้ความสุข อย่างนี้ มีที่ไหน
ทำยังไง ถึงจะได้ เป็นเจ้าของ
วิธีใด จึงจะได้ ไว้ครอบครอง
นอนนึกตรอง สักพัก ก็หลับไป
รุ่งอรุณ เบิกฟ้า อาทิตย์ส่อง
เห็นแสงทอง ทาบขอบฟ้า ว่าสดใส
เจ้าไก่แจ้ โก่งคอขัน กังวานไป
ปลุกเตือนให้ ถึงเวลา ว่าตื่นนอน
ชายคนนี้ ตื่นมา ก็ล้างหน้า
เขาก็หา ข้าวปลา เตรียมไว้ให้
โอ้สวรรค์ จริง จริง ช่างรู้ใจ
ถึงคราวไป ใจหาย ไม่อยากลา
จึงออกปาก ไม่อยากไป จากที่นี่
ความสุขดี อย่างนี้ ที่ไหนเหมือน
ถึงเวลา ต้องไป ทำแชเชือน
เขาก็เตือน ถึงเวลา ท่านต้องไป
ชายคนนี้ ก็ไม่ฟัง ดั่งเขาว่า
นี่เรือนข้า บ้านข้า ไม่ไปไหน
ถึงจะไล่ ก็อย่าหวัง ข้าจะไป
ของทั้งหลาย เป็นอันว่า ข้าจะครอง
เจ้าของบ้าน ก็ฉุด ดึงกระชาก
ทั้งถูลาก ให้ออก จากในเรือน
เจ้านี้ มันบ้า อย่าแชเชือน
ทำเลอะเลือน ถึงเวลา ไม่ยอมไป
ชายคนนี้ ก็ร้อง ว่าของกู
กูมาอยู่ กูพอใจ กูจะเอา
กูมาอยู่ กูพอใจ มิใช่เบา
กูจะเอา เรือนนี้ เป็นของกู
พระเรวตะ เล่ามา ถึงตรงนี้
ยกนิ้วชี้ ถามว่า เป็นไฉน
เธอคิดว่า คนผิด นั้นเป็นใคร
สมควรไหม จะตู่เอา เรือนเขามา
แล้วก็เอ่ย เฉลยให้ หายฉงน
เราทุกคน ก็อาศัย อยู่เรือนเขา
จะอยู่นาน อยู่น้อย ก็กรรมเรา
กำหนดเอา มาแล้ว ด้วยตนเอง
อยู่หนึ่งคืน สิบปี หรือร้อยปี
เวลาที่ ต้องไป ไร้ทางฝืน
อาศัยเขา ถึงเวลา ก็ต้องคืน
หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่ทัน
ทุกสรรพสิ่ง มีเวลา มากำหนด
ว่าจะหมด อายุ อยู่ตอนไหน
บางอย่างอยู่ พันปี ค่อยพังไป
บางอย่างไซร้ แค่หนึ่งวัน ก็พังครืน
แม้กายเรา ก็หาใช่ ของเราไม่
จิตอาศัย กายเนื้อ เพื่อเหมาะสม
กลัวจะจาก กายนี้ไป ร้องระงม
ทุกข์ระทม กลัวพลัดพราก จากของตัว
ทั้งแก้วแหวน เงินทอง บ้านช่องเรา
ตายแล้วเอา ไปได้ มีที่ไหน
ยืมโลกมา ก็ต้องคืน ให้โลกไป
เรายืมใช้ เท่านั้น อย่ายึดครอง
เธอสร้างบ้าน เอาของ ที่ไหนมา
ทั้งข้าวปลา เธอเอามา จากที่ไหน
มาจากดิน จากน้ำ อากาศไง
ทั้งต้นไม้ อิฐหิน ดินปูนทราย
มาจากโลก ทั้งนั้น นั่นของเขา
แม้ตัวเรา ก็ตายดับ ลงทับถม
คืนสู่ดิน หมดสิ้น ถูกฝังจม
แม้แต่ลม ยังเอาไป ไม่ได้เลย
ทั้งพ่อแม่ ปู่ย่า ตายายเล่า
เธอจะเอา สิทธิ์ใด ไปห้ามเขา
ใครคิดว่า ห้ามได้ ปัญญาเบา
ช่างโง่เขลา ยืดเวลา เท่านั้นเอง
บ้านไฟไหม้ ใจเรา อย่าให้ไหม้
ทำของหาย ใจเรา อย่าหายหนอ
ให้มันหาย แต่ของ เท่านั้นพอ
จงสู้ต่อ รักษาใจ ไว้ให้ดี
ในสุดท้าย ขอเตือน โยมทั้งหลาย
ผู้ขวนขวาย อยากได้ ใคร่อยากมี
คอยแต่คิด สรรหา ทุกวิธี
ให้ได้มี อย่างที่ ใจต้องการ
แม้นได้มา ได้จอง ครอบครองแล้ว
เหมือนดั่งแก้ว ใบใส ที่ไร้ก้น
คอยเทน้ำ ใส่แก้ว ในมือตน
เทใส่จน ตัวตาย ไม่ใกล้เต็ม
มันจะเต็ม ปากแก้ว ได้ยังไง
ในเมื่อใจ ของตน ก้นมันรั่ว
หามาได้ เท่าไร ไม่พอตัว
แถมยังกลัว จะมลาย หายจากไป
มองไม่เห็น สัจจะธรรม นำความจริง
ว่าทุกสิ่ง เมื่อถึงกาล พาลเสื่อมหาย
เกิดเป็นสัตว์ เป็นมนุษย์ ถึงยังไง
ล้วนมีภัย คอยท่า มารุกราน
เมื่อมีภัย ร้ายมา ก็เกิดทุกข์
หมดสนุก เพราะเก็บทุกข์ ขังไว้นาน
ควรฝึกปลง ฝึกใจ ให้เบิกบาน
ทุกข์ไม่นาน เรื่องดี จะมีมา
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
พระท่านว่า มันเป็น อย่างนั้นเอง
มีทุกข์ มีโรค อย่าไปเกรง
อย่างนั้นเอง ทุกคนมี นี่แหละธรรม
พราหมณ์ทั้งหลาย ได้ฟัง ก็นั่งคิด
ไม่มีผิด ที่ได้ฟัง ดังนั้นหนอ
เลิกโวยวาย เลิกร้องไห้ น้ำตาคลอ
ตั้งหน้าก่อ สร้างบ้านใหม่ ไม่ท้อกัน

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ชาวบ้านก็พากันมาทำบุญบ้าง สนทนาธรรมบ้าง ปรึกษาบ้าง ไม่ได้ขาด ทำให้เกิดความวุ่นวาย พระเรวตะจึงคิดว่าถึงเวลาที่จะต้องไปแล้ว จึงได้เอ่ยปากบอกลาหัวหน้าหมู่บ้านแล้วเดินทางต่อไปท่ามกลางความอาลัยของชาวบ้านทั้งหลาย
ฉบับหน้ามาติดตามดูว่าพระเรวตะจะเดินทางไปที่ไหน และได้พบอะไรบ้าง



DT014301  pradin 
 DT014301 
 18 ก.ย. 2556 เวลา 10:59 น.
 
 เปิดอ่านหน้านี้  3754 
 ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็น

Member Detail  Guest


กรุณาล๊อกอินสมาชิกเว็บธรรมะไทยก่อนครับ... Login

  ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านทาง Facebook

สมาชิกธรรมะไทย








จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย