ปรทัตตูปชีวีเปรต เขียนโดย สืบ ธรรมไทย

ย้อนหลังลงไปเป็นเวลา ๙๒ กัปนับจากสมัยปัจจุบัน สมัยนั้นสมเด็จพระศาสดาที่ทรงเผยแผ่หลักพระธรรมคำสอนในบวรพระพุทธศาสนาทรงพระนามว่า สมเด็จพระปุสสะบรมโลกนาถ ขณะที่พระองค์ยังทรงพระชนม์ชีพพุทธศาสนาถือว่ามีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ ขุนนาง ตลอดจนไพร่ฟ้าทุกหมู่เหล่า พวกเขาต่างก็ตั้งตนอยู่ในศีลในธรรมกันเสียเป็นส่วนใหญ่ แลครั้งนั้นพระเจ้าพิมพิสารแห่งกรุงราชคฤห์ พระองค์ได้ทรงถือกำเนิดมาเป็นขุนคลัง ข้าราชบริพารภายใต้พระบารมีของพระโอรสสามพระองค์แห่งกษัตริย์สมัยนั้น

ขุนคลังผู้นี้ได้รับมอบหมายหน้าที่ให้ดูแลเรื่องการจัดเลี้ยงภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์ที่พระโอรสทั้งสามทรงนิมนต์ให้มาฉันที่วังเป็นประจำทุกวันมิได้ขาด เนื่องจากจำนวนภิกษุมีมาก เขาเพียงลำพังเกรงว่ามิอาจที่จักดูแลได้ทั่วถึง ดังนั้นจึงไปเกณฑ์เอาญาติๆให้มาช่วยงานที่โรงครัวคอยดูแลแม่ครัวแทนตนส่วนตนก็ทำหน้าที่คอยต้อนรับขับสู้พระคุณเจ้าแต่เพียงอย่างเดียว

แรกๆบรรดาญาติก็ขยันขันแข็งดี แต่พอนานไปก็ชักจักเริ่มประมาท มีการแอบบริโภคอาหารก่อนพระภิกษุบ้าง หรือไม่ก็แอบนำเอาของแห้งของสดที่ใช้ประกอบอาหารไปขายแลกเงินบ้าง พวกเขาเฝ้าทำกรรมอย่างนี้อยู่เป็นอาจิณ ครั้นแดดิ้นสิ้นใจบาปที่ทำไว้จึงนำให้ไปเกิดเป็นสัตว์นรก ทนรับทัณฑ์เพราะใจสกปรกอยู่สิ้นกาลช้านาน หลังจากพ้นผ่านนรกมาแล้ว ก็ยังไม่แคล้วต้องมาเกิดเป็นเปรตติดต่อกันอีกหลายชาติหลายภพ จนสุดท้ายได้มาเกิดเป็นปรทัตตูปชีวีเปรตซึ่งถือเป็นเปรตชั้นดีหน่อย สามารถที่จักรับส่วนบุญจากญาติได้

แต่กระนั้นก็ยังไม่วายต้องทนทรมานเพราะความอดอยากอยู่เหมือนเดิม เนื่องจากไม่มีญาติคนใดแผ่ส่วนบุญส่วนกุศลมาให้ จักหวังพึ่งขุนคลังหรือก็ไปเกิดเป็นเทพยดาอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้าเสียแล้ว หาได้มีโอกาสเข้ามาสัมผัสสัมพันธ์กับพวกเปรตพวกผีอย่างตนไม่ ดังนั้นถึงจักได้เป็นปรทัตตูปชีวีเปรตก็จริง แต่พวกเขาก็ยังไม่อาจล่วงไปจากความทุกข์ทรมานได้!

พวกเขาต้องซัดเซพเนจร เที่ยวเร่ร่อนไปตามที่ต่างๆเพื่อหวังจักพบ จักเจอะ จักเจอกับญาติหรือคนรู้จักสมัยเป็นมนุษย์ เผื่อว่าหากคนเหล่านั้นทำบุญแล้วเกิดนึกถึงพวกเขาขึ้นมาก็คงจักแผ่ส่วนบุญส่วนกุศลมาให้กับพวกเขาบ้าง ครานั้นก็คงจักได้บริโภคข้าวปลาอาหารกับเขาเสียที พอให้ความหิวที่มีมันบรรเทาเบาบางลงไป แม้จักไม่มากมายแค่เพียงเศษเสี้ยวก็ยังดี แต่หลายพันหลายหมื่นปีมานี้ก็ยังไม่มีผู้ใดแผ่ส่วนบุญมาให้พวกเขาเลย!

โธ่ถัง! จักให้แผ่อย่างไร? ขนาดคนรู้จักชาตินี้เช่นเจอกันตามงานเลี้ยงหรืองานสังสรรค์ ยังมีบ่อยครั้งที่ไปเจอข้างนอกแล้วเราจำเขาไม่ได้ หรือเขาจำเราไม่ได้เนื่องจากต่างเวลาต่างสถานที่ แล้วนับประสาอะไรกับเรื่องที่ผ่านมาเป็นภพเป็นชาติจะมาคิดเอาว่าเขาจักต้องจำเราได้ มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

แต่ก็นั่นแหละกับพวกเปรตพวกผีที่ทุกๆเวลานาทีมีแต่ความทุกข์ทรมาน ถึงจักรู้ว่ามันเป็นเรื่องที่ยากจักเป็น ไปได้ แต่ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็จักไม่ยอมปล่อยให้โอกาสอันน้อยนิดนี้หลุดลอยเป็นอันขาด เพราะมันคือความหวังเดียวของพวกเขา! ดังนั้นพวกเขาจึงเฝ้าตะเกียกตะกาย เที่ยวตระเวนหาคนที่เคยรู้จักไปตามที่ต่างๆด้วยหวังว่าสักวันจักต้องพบบ้าง

จนกาลเวลาล่วงผ่านศาสนาของสมเด็จพระปุสสบรมโลกนาถเข้าสู่ยุคของ สมเด็จพระกกุสันโธพุทธเจ้า(พระพุทธเจ้าพระ องค์แรกในยุคภัทรกัป) ปรากฏระยะเวลาอันยาวนานถึงหนึ่งพุทธันดรที่ผ่านมาเปรตเหล่านี้ก็ยังไม่มีตนใดได้รับส่วนบุญจากญาติแผ่มาให้เลยแม้แต่เพียงตนเดียว! พวกเขายังทุกข์ทรมานเพราะความอดอยากหิวโหยอยู่เหมือนเดิม

ยุคของพระกกุสันโทพุทธเจ้าพุทธศาสนาจากที่เสื่อมสลายไปบัดนี้ก็พลันกลับฟื้นขึ้นมามีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นใหม่อีกครั้ง ผู้ที่เกิดยุคนี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้มีใจฝักใฝ่อยู่แต่ในบุญในกุศล ทุกเช้ายังมิทันที่พระอาทิตย์จักพ้นขอบฟ้า เหล่าปวงประชาต่างก็จักพากันจูงลูกจูงหลานออกมารอตักบาตรถวายทานกันให้คึกคักไปหมด มีตั้งแต่ชรายันทารก แต่ละคนยิ้มแย้มเบิกบาน ทักทายกันอย่างสนิทสนม จักมีผู้ใดสีหน้าอมทุกข์ออกมาให้เห็นแม้แต่เพียงสักคนก็หาไม่ ช่างเป็นภาพที่งดงามจับตาจับใจเสียยิ่งนัก

หลังจากตักบาตรแล้วใครที่มีญาติล่วงลับไม่ว่าจักเป็นพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย หรือเพื่อนสนิทคนใดก็ตาม เขาก็จักพากันกรวดน้ำแผ่อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้กับผู้ล่วงลับเหล่านั้น ฝ่ายผู้ตายที่เป็นปรทัตตูปชีวีเปรตเมื่อเห็นญาติแผ่บุญมาให้ต่างก็ดีอกดีใจ รีบยกมือพนมไหว้ร่วมอนุโมทนาบุญด้วยทันที


บัดนั้นเองพื้นที่รอบๆอาณาบริเวณนั้นก็ปรากฏเป็นภาพที่อัศจรรย์ขึ้นมา บรรดาเปรตทั้งหลายที่เดิมแต่ละตัวแต่ละตนล้วนผอมแห้งอดโซ ผิวเนื้อกะดำกะด่าง พอเขายกมืออนุโมทนาในบุญเท่านั้น ฉับพลันก็มลายหายวับไปทันที ต่างพากันไปเกิดใหม่กันให้พรึบพรับ บ้างก็ไปเป็นเทวดา บ้างก็กลับมาเป็นมนุษย์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุญของเจ้าตัวว่าจะมีมากมีน้อยแค่ไหน? เหลืออยู่ก็แต่เปรตญาติของขุนคลังเท่านั้นที่ยังคงสภาพของความเปรตไว้อย่างเหนียวแน่น เนื่องจากไม่มีใครแผ่บุญมาให้!

พวกเขาเมื่อเห็นเปรตตนอื่นพอรับส่วนบุญจากญาติก็พากันไปเกิดใหม่ ก็ให้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในโชควาสนาของตนเสียเหลือเกิน จึงชวนเพื่อนเปรตด้วยกันไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระกกุสันโธพุทธเจ้าเพื่อจักทูลถามว่าเมื่อใดพวกตนจึงจักพ้นไปจากสภาพของเปรตได้? สมเด็จพระชินสีห์ครั้นได้ทรงสดับคำถามพวกเขาจึงทรงมีพระพุทธบรรหารประทานต่อพวกเขาว่า

“ ดูก่อนเปรต! แม้ในศาสนาเราพวกท่านก็ยังมิอาจพ้นไปจากสภาพของเปรตได้ ต่อเมื่อตถาคตนิพพานแล้วจนแผ่นดินสูงขึ้น ๑ โยชน์ สมัยนั้นจักมีพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งพระนามว่า โกนาคมโน ลงมาตรัสรู้ที่ในโลก ขอพวกท่านจงคอยถามเอากับพระองค์เถิด ” เปรตทั้งหลายพอฟังดังนั้นก็ให้ท้อแท้สิ้นหวังกันไปตามๆกัน ค่อยๆทูลลาพระองค์ออกมาอย่างหมดอาลัยตายอยาก แล้วก็โซซัดโซเซจากไปหาอาหารกันต่อไปตามยถากรรม ถึงแม้จะรู้ว่ามันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่ก็ไม่รู้จะทำอะไรได้ดีไปกว่านี้

กาลเวลาไม่เคยหยุดนิ่ง ทุกสรรพสิ่งมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป จักหาอะไรเที่ยงแท้ถาวรไม่มี! ศาสนายุคสมเด็จพระกกุสันโธพุทธเจ้าหลังจากเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด ในที่สุดก็เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา เข้าสู่ยุคของศาสดาพระองค์ใหม่พระนามว่า สมเด็จพระโกนาคมโนพุทธเจ้า ตลอดระยะเวลาสองพุทธันดรที่ผ่านมา บรรดาเปรตญาติขุนคลังพวกเขามิเคยว่างเว้นไปจากความทุกข์ทรมานเลยแม้แต่เพียงสักครู่สักยาม! พอทราบบัดนี้มีพระพุทธเจ้าพระองค์ใหม่อุบัติขึ้นแล้วจึงให้รู้สึกตื่นเต้นดีใจเป็นล้นพ้น รีบชวนกันไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระศาสดาทันที

สมเด็จบรมครูครั้นได้ทรงสดับคำถามเดิมพวกเขาจึงทรงมีพระพุทธฏีกาโปรดว่า“ ดูก่อนเปรต! แม้ในศาสนาเราพวกท่านก็ยังมิอาจพ้นไปจากสภาพของเปรตได้ ต่อเมื่อตถาคตนิพพานไปแล้วจนแผ่นดินสูงขึ้น ๑ โยชน์ สมัยนั้นจักมีศาสดาพระองค์ใหม่พระนามว่าสมเด็จพระกัสสปะพุทธเจ้าลงมาตรัสรู้ที่ในโลกนี้ ขอพวกท่านจงคอยถามเอากับพระองค์เถิด ” บรรดาเปรตพอได้ฟังพระพุทธฎีกาดังนั้นก็ถึงกับแข้งขาอ่อน ทรุดลงไปกองอยู่บนพื้นทันที บ้างก็จิกทึ้งหนังหัว บ้างก็ตีอกชกตัวครวญครางร้องห่มร้องไห้ แต่มิว่าอย่างไรต่างก็ค่อยๆทยอยทูลลาองค์ท่าน ออกดั้นด้นเสาะหาอาหารกันต่อไป จนสิ้นศาสนาของสมเด็จพระโกนาคมโนพุทธเจ้า เข้าสู่ยุคของ สมเด็จพระกัสสปะพุทธเจ้า

มาถึงยุคนี้บรรดาเปรตญาติขุนคลังหลังจากผิดหวังมานานปี ครั้นทราบบัดนี้มีพระพุทธเจ้าพระองค์ใหม่อุบัติขึ้นแล้ว ต่างก็รีบชวนกันไปเข้าเฝ้าพระศาสดาทันใดเพื่อจักถามถึงปัญหาที่คับข้องใจเหมือนเดิม สมเด็จพระผู้มีพระภาคครั้นได้ทรงสดับคำถามพวกเขา ก็ทรงมีพระเมตตาประทานคำตอบแก่พวกเขาว่า

“ ดูก่อนเปรต! แม้ในศาสนาเราพวกท่านก็ยังมิอาจพ้นไปจากสภาพของเปรตได้ดอก ต่อเมื่อตถาคตนิพพานไปแล้วจนแผ่นดินสูงขึ้น ๑ โยชน์ สมัยนั้นจักมีพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งพระนามว่าพระศรีศากยมุนีโคดมลงมาตรัสรู้ที่ในโลกนี้ แลจักมีกษัตริย์พระองค์หนึ่งซึ่งเป็นพระญาติพวกท่านพระนามว่า พระเจ้าพิมพิสาร จักทรงถวายทานแด่พระสมณโคดม หลังจากที่กษัตริย์พระองค์นี้ทรงถวายทานแล้วท้าวเธอก็จักทรงอุทิศส่วนพระราชกุศลแผ่มาให้พวกท่าน ครั้งนั้นแลพวกท่านถึงจักได้บริโภคข้าวปลาอาหาร แลจักได้พ้นไปจากสภาพอันทุกข์ทรมานของเปรตได้!” บรรดาเปรตพอได้ฟังพระพุทธฎีกาดังนั้นต่างก็พากันตื่นเต้นดีใจยกใหญ่ ราวกับว่าตนจักได้พ้นไปจากสภาพของเปรตกันในวันนี้พรุ่งนี้ก็มิปาน ทว่าจริงๆแล้วยังต้องรอนานถึงอีกหนึ่งพุทธันดรโน่น!

จนสิ้นศาสนาของสมเด็จพระกัสสปะพุทธเจ้า เข้าสู่ยุคของ สมเด็จพระศรีศากยมุนีโคดม ผู้เป็นบรมครูของเราท่านทั้งหลาย ยุคนี้ขุนคลังผู้ซึ่งเสวยสุขอยู่บนสรวงสวรรค์เสียนานแสนนาน บัดนี้ก็ถึงกาลจักต้องจุติแล้ว ดังนั้นเขาจึงมาเกิดเป็นกษัตริย์ในแค้วนมคธพระนามว่า พระเจ้าพิมพิสาร

ในครั้งพุทธกาลราชาพิมพิสารถือว่าทรงเป็นกษัตริย์พระองค์หนึ่งที่มีคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ทรงอุปถัมภ์พระศาสนาจนผู้คนสมัยนั้นถึงกับขนานนามให้แคว้นของพระองค์เป็นดินแดนแห่งพระธรรม อย่างวัดเวฬุวันที่เรารู้จักดี และถือเป็นวัดแห่งแรกของศาสนาพุทธ ก็เป็นวัดที่พระองค์ทรงสร้างถวายแด่พระศาสดา

นอกจากจักเป็นผู้ที่มากไปด้วยอามิสบูชา ถึงจักเป็นด้านปฏิบัติบูชาพระองค์ก็ทรงถือว่ามิได้ทรงน้อยหน้ากษัตริย์ใดในสมัยนั้นเช่นกัน เพราะทรงเป็นถึงพระอริยบุคคลขั้นพระโสดาบันแล้ว ทรงปิดประตูแห่งอบายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มีแต่เทวโลกกับมนุษย์โลกเท่านั้นที่จักทรงเวียนว่ายตายเกิด แหละช้าสุดก็ไม่เกิน ๗ ชาติเท่านั้น เรื่องของพระองค์หากจะนำมาเล่าจริงๆ เห็นทีคงต้องแยกเล่มออกไปอีกต่างหาก ดังนั้นจักขอรวบรัดว่าหลังจากที่ทรงประกาศตนเป็นพุทธมามกะยังเบื้องพระพักตร์แล้ว พระองค์ก็ทรงถวายภัตตาหารแด่สมเด็จพระผู้มีพระภาค

แต่ขณะนั้นบังเอิญว่าพระทัยของพระองค์ทรงเปี่ยมไปด้วย อจลศรัทธา (ศรัทธาที่หนักแน่นมั่นคง ไม่มีความสงสัยเคลือบแคลงในพระรัตนตรัยแม้แต่น้อย ) ทรงมีแต่ความอิ่มเอิบอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจักเป็นก่อนจักทรงถวาย ขณะทรงถวาย หรือหลังจากทรงถวายแล้ว พระองค์ก็ทรงคิดถึงแต่อานิสงส์แห่งผลทานเพียงอย่างเดียว มิได้มีพระทัยเฉลียวไปทรงนึกถึงเรื่องใด ยิ่งกว่านั้นยังทรงคิดไปไกลว่าหากได้ทรงถวายเสนาสนะคันธกุฎีแด่องค์จอมปราชญ์อีก เห็นทีอานิสงส์ที่ได้คงจักต้องมากมายมหาศาลกว่านี้อีกเป็นแน่!

จนกระทั่งทรงลืมแผ่ส่วนพระราชกุศลไปให้กับเปรตพระญาติที่เฝ้ารออย่างกระวนกระวาย นั่งนอนมิเป็นสุข คอยแต่ผุดลุกดูว่าเมื่อใดจักทรงระลึกนึกถึงพวกเขาเสียที เพราะตั้งแต่ทราบว่าสมเด็จพระชินสีห์จักเสด็จมายังแคว้นมคธ พวกเขาก็ชวนกันมาตั้งท่าคอยเพื่ออนุโมทนาในบุญครั้งนี้กันตั้งเนิ่นตั้งนานแล้ว พอเห็นจอมกษัตริย์ทรงถวายทานเสร็จก็คอยจับจ้องมองว่าเมื่อใดจักทรงแผ่ส่วนพระราชกุศลมาให้กับพวกเขา? เฝ้าแต่ชะแง้แลมอง ผุดยองผุดลุก ร้อนรุ่มอยู่มิเป็นสุขมาตั้งแต่ก่อนอรุณจักรุ่ง จนบัดนี้ดวงดาราต่างพากันทอแสง พระอาทิตย์ฤาก็อ่อนแรงลาลับขอบฟ้าไปตั้งเนิ่นตั้งนานแล้ว ไฉนจึงยังไม่มีวี่แววว่าพระองค์จักทรงระลึกนึกถึงพวกเขาเสียที?

พระพุทธฎีกาแห่งพระศาสดากัสสปะที่ทรงบอกว่าพวกเขาจักได้บริโภคอาหาร แลจักได้พ้นไปจากสภาพอันทุกข์ทรมานของเปรต ก็ในสมัยของสมเด็จพระสมณโคดมยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทพวกเขาตลอดเวลา แม้กาลจักล่วงมาเป็นพุทธันดรก็ตาม แต่พวกเขาก็ยังคงจำได้ดี แล้วไฉนบัดนี้เมื่อทรงถวายทานเสร็จกลับทรงลืมแผ่ส่วนพระราชกุศลมาให้พวกเขาเสียเล่า?

ดังนั้นพอล่วงมัชฌิมยามบรรดาเปรตที่ทุกข์ทรมานเพราะความอดอยากก็มิอาจจักทนต่อไปได้อีก จึงพากันกรีดเสียงร้องออกไป เป็นผลให้จอมราชาที่บรรทมหลับอยู่อย่างเป็นสุข ถึงกับทรงสะดุ้งตกพระทัยตื่นจากนิทราหลับใหลทันที จากนั้นก็มิอาจที่จักทรงข่มพระเนตรให้หลับต่อไปได้อีก จนปัจจุสมัยจึงรีบเสด็จไปเข้าเฝ้าพระศาสดา! สมเด็จพระชินสีห์เมื่อทรงสดับเรื่องที่จอมกษัตริย์ทรงเล่าถวายจึงทรงมีพระพุทธบรรหารประทานว่า

“ ดูก่อนมหาบพิตร! ขออย่าทรงวิตกเลย ความชั่วร้ายใดๆหาได้บังเกิดกับพระองค์ไม่ เสียงที่ทรงได้ยินนั้นก็คือเสียงเปรตพระญาติของพระองค์เป็นผู้ร้องขึ้นมา ด้วยพวกเขาต้องการจักสื่อให้ทรงทราบว่า พวกเขาได้รับความทุกข์ทรมานเพราะความอดอยากมาช้านาน หวังจักได้รับพระราชทานส่วนพระราชกุศลแผ่มาให้ตั้งแต่เมื่อเช้าวาน แต่พอพระองค์ทรงถวายทานเสร็จกลับทรงลืมแผ่ส่วนพระราชกุศลไปให้พวกเขา พวกเขาเลยผิดหวังเสียใจ ดังนั้นคืนที่ผ่านมาจึงได้พากันมาส่งเสียงร้องเพื่อเตือนว่า อย่าทรงลืมกรวดน้ำแผ่อุทิศส่วนพระราชกุศลมาให้กับพวกเขาบ้าง ขอถวายพระพร ”

จอมราชาเมื่อทรงสดับพระพุทธฎีกาจึงทรงกราบบังคมทูลขอหลั่งน้ำทักขิโณทกยังเบื้องพระพักตร์ทันที โดยทรงกล่าวคำอุทิศส่วนพระราชกุศลว่า “ อทํโน ญาตีนํ โหตุ ” (ขอผลทานที่ทำจงสำเร็จแก่ญาติของข้าพเจ้า) ทันทีที่ทรงกล่าวคำอุทิศจบสระโบกขรณีอันดารดาษไปด้วยปทุมชาติหลากสีสันก็พลันอุบัติขึ้นยังเบื้องหน้าเปรตทันใด พวกเขาต่างดีอกดีใจ รีบพากันลงไปอาบดื่มกินกันเป็นการใหญ่ บัดนั้นเองรูปร่างจากที่เห็นแล้วให้อุจาดลูกนัยน์ตา ฉับพลันก็เปลี่ยนเป็นสุกใสเรืองรองราวกับทองทา ปรากฏขึ้นมาแทนที่ ความหิวกระหาย ตลอดจนความทุกข์ทั้งหลาย ก็ถึงกาลระงับดับคลาย เหือดหายลงไปจนหมดจนสิ้น

หลังจากที่ทรงกล่าวคำอุทิศส่วนพระราชกุศลของเมื่อวันวานไปให้แล้ว จากนั้นจอมกษัตริย์ก็ทรงถวายภัตตาหารของเช้าวันใหม่ อันมีข้าวสวยข้าวยาคู แลอาหารนานาชนิดแด่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคอีกครั้ง ครั้งนี้เมื่อทรงถวายเสร็จก็ทรงรีบแผ่อุทิศส่วนพระราชกุศลไปให้กับเปรตพระญาติทันที บัดนั้นโภชนาทิพย์อันประกอบไปด้วยอาหารหวานคาวชนิดต่างๆ ก็พลันอุบัติขึ้นยังเบื้องหน้าพวกเขาทันทีทันใดเช่นกัน

จากนั้นจอมราชันย์ยังได้ทรงถวายผ้าไตรจีวรเสนาสนะคันธกุฎีแด่องค์พระศาสดาอีก พอทรงถวายเสร็จก็ทรงอุทิศส่วนพระราชกุศลไปให้เหล่าเปรต ทันใดผ้าทิพย์แลวิมานทิพย์พลันก็อุบัติแก่พวกเขาอย่างทันทีทันใดจนน่าอัศจรรย์ ทั้งนี้เพราะพอพระองค์ทรงอุทิศส่วนพระราชกุศลไปให้ บรรดาเปรตต่างก็ยกมือพนมไหว้ร่วมอนุโมทนาในบุญนั้นทันทีทันใดเช่นกัน ดังนั้นบุญที่ได้จึงเกิดเป็น ปัตตานุโมทนามัยกุศล (บุญจากการยินดีเมื่อรู้หรือเห็นผู้อื่นทำความดี) ยังผลทำให้พวกเขาได้พ้นไปจากสภาพอันทุกข์ทรมานของเปรตได้ในที่สุด! ต่างพากันไปเกิดเป็นเทพบุตรเทพธิดากันโดยถ้วนหน้า ได้ครอบครองทิพย์สมบัติอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้า ต่อไปอีกนานแสนนาน .

จากเรื่องที่นำมาเล่าคงเห็นกันแล้ว สัตว์ที่เกิดในภูมิเปตติวิสยแม้จักไม่มีใครมาคอยลงโทษลงทัณฑ์เหมือนสัตว์ที่เกิดในภูมินรกก็จริง แต่พวกเขาก็ยังต้องทนรับกรรมจากผลบาปที่ตนสร้างมาอยู่ดี ฉะนั้นหากผู้ใดไม่ปรารถนาจักไปเกิดเป็นสัตว์ภูมินี้แล้วล่ะก็ ก็ขอจงหมั่นสร้างแต่คุณงาม หมั่นกระทำแต่ความดีให้มากเข้าไว้ ตายไปจักได้ไปเกิดในภพภูมิสูงๆ จักได้ไม่ต้องมาทนโศกาอาดูรเหมือนดังกับเปรตพระญาติของพระเจ้าพิมพิสารดังที่ยกมา

ด้วยความปรารถนาดี

สืบ ธรรมไทย


ที่มา : พุทธชาดก

DT013120

pt

 เปิดอ่านหน้านี้  96 


  แสดงความคิดเห็น


Go to top


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย