ปรทัตตูปชีวีเปรต เขียนโดย สืบ ธรรมไทย

ย้อนหลังลงไปเป็นเวลา ๙๒ กัปนับจากสมัยปัจจุบัน สมัยนั้นสมเด็จพระศาสดาที่ทรงเผยแผ่หลักพระธรรมคำสอนในบวรพระพุทธศาสนาทรงพระนามว่า สมเด็จพระปุสสะบรมโลกนาถ ขณะที่พระองค์ยังทรงพระชนม์ชีพ พุทธศาสนาถือว่ามีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ ขุนนาง ตลอดจนไพร่ฟ้าทุกหมู่เหล่า พวกเขาต่างก็ตั้งตนอยู่ในศีลในธรรมกันเสียเป็นส่วนใหญ่ แลครั้งนั้นพระเจ้าพิมพิสารแห่งกรุงราชคฤห์ พระองค์ได้ทรงถือกำเนิดมาเป็นขุนคลัง ข้าราชบริพารภายใต้พระบารมีของพระโอรสสามพระองค์แห่งกษัตริย์สมัยนั้น

ขุนคลังผู้นี้ได้รับมอบหมายหน้าที่ให้ดูแลเรื่องการจัดเลี้ยงพระภิกษุสงฆ์ ที่พระโอรสทั้งสามทรงนิมนต์ให้มาฉันที่วังเป็นประจำแทบจักทุกวันมิได้ขาด เนื่องจากจำนวนภิกษุมีมาก เขาเพียงลำพังเกรงว่ามิอาจดูแลทั่วถึง ดังนั้นจึงไปเกณฑ์เอาญาติๆให้มาช่วยงานที่โรงครัวคอยดูแลแม่ครัวแทนตน ส่วนตนก็ทำหน้าที่คอยต้อนรับขับสู้พระคุณเจ้าแต่เพียงอย่างเดียว

แรกๆบรรดาญาติๆก็ขยันขันแข็งดี แต่พอนานไปก็เริ่มประมาท มีการแอบบริโภคอาหารก่อนพระภิกษุบ้าง หรือหากไม่แอบบริโภค ก็เอาของแห้งของสดที่ใช้ประกอบอาหารไปขายแลกเงินบ้าง พวกเขาเฝ้าทำอย่างนี้จนติดเป็นนิสัย ครั้นชีพวายตายไปบาปที่ทำไว้จึงนำให้ไปเกิดเป็นสัตว์นรก ทนรับทัณฑ์เพราะใจสกปรกอยู่สิ้นกาลช้านาน หลังจากพ้นผ่านนรกมาแล้วก็ยังไม่แคล้วต้องมาเกิดเป็นเปรตติดต่อกันอีกหลายชาติหลายภพ

จนสุดท้ายได้มาเกิดเป็นปรทัตตูปชีวีเปรตซึ่งถือเป็นเปรตชั้นดีหน่อย สามารถที่จักรับส่วนบุญจากญาติได้ แต่กระนั้นก็ยังไม่วายต้องทรมานเพราะความอดอยากอยู่เหมือนเดิม เนื่องจากไม่มีญาติคนใดแผ่ส่วนบุญมาให้ จักหวังพึ่งขุนคลังหรือก็ไปเกิดเป็นเทพยดาอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้าเสียแล้ว หาได้มีโอกาสเข้ามาสัมผัสสัมพันธ์กับพวกเปรตพวกผีอย่างตนไม่ ดังนั้นถึงจักได้เกิดเป็นปรทัตตูปชีวีเปรตก็จริง แต่พวกเขาก็ยังไม่สามารถที่จักล่วงไปจากความทุกข์ทรมานได้!

พวกเขาต้องซัดเซพเนจร เที่ยวเร่ร่อนไปตามที่ต่างๆเพื่อหวังจักพบจักเจอะจักเจอกับญาติหรือคนรู้จักสมัยเป็นมนุษย์ โดยคิดว่าหากคนเหล่านั้นทำบุญแล้วเกิดนึกถึงพวกเขา ก็คงจักแผ่ส่วนบุญมาให้พวกเขาบ้าง ครานั้นพวกเขาก็จักได้บริโภคข้าวปลาอาหารเสียที พอให้ความหิวที่มีมันบรรเทาเบาบางลงไป ถึงไม่มากมาย แม้เพียงเศษเสี้ยวก็ยังดี แต่หลายพันหลายหมื่นปีก็ยังไม่มีผู้ใดแผ่ส่วนบุญมาให้พวกเขาเลย!

โธ่ถัง! จักให้แผ่อย่างไร? ขนาดคนรู้จักชาตินี้เช่นเจอตามงานเลี้ยงหรืองานสังสรรค์ ยังมีบ่อยครั้งที่ไปเจอข้างนอกแล้วเราจำเขาไม่ได้ หรือเขาจำเราไม่ได้ เนื่องจากต่างเวลาต่างสถานที่ แล้วนับประสาอะไรกับเรื่องที่ผ่านมาเป็นชาติเป็นภพจะมาคิดเอาว่าเขาจักจำเราได้ มันเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้

แต่ก็นั่นแหละกับพวกเปรตพวกผีที่ทุกๆเวลานาทีมีแต่ความทุกข์ทรมาน ถึงจักรู้ว่าเป็นความหวังเลือนลางที่มิอาจเป็นไปได้ แต่ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็จักไม่ยอมปล่อยให้โอกาสอันน้อยนิดนี้หลุดลอยเป็นอันขาด เพราะมันคือความหวังเดียวของเขา! ดังนั้นพวกเขาจึงเฝ้าตะเกียกตะกาย เที่ยวตระเวนหาคนที่เคยรู้จักไปตามที่ต่างๆด้วยหวังสักวันจักต้องพบบ้าง จนกาลล่วงผ่านศาสนาของสมเด็จพระปุสสบรมโลกนาถเข้าสู่ยุคของ สมเด็จพระกกุสันโธพุทธเจ้า (พระพุทธเจ้าพระองค์แรกในยุคภัทรกัป)

ปรากฏระยะเวลาอันยาวนานถึงหนึ่งพุทธันดรที่ผ่านมา เปรตเหล่านี้ก็ยังไม่มีตนใดได้รับส่วนบุญจากญาติแผ่มาให้เลย แม้แต่เพียงตนเดียว! พวกเขายังทุกข์ทรมานเพราะความอดอยากเหมือนเดิม ยุคของพระกกุสันโทพุทธเจ้า ศาสนาพุทธหลังจากที่เสื่อมสลายไปนาน บัดนี้ก็พลันกลับฟื้นขึ้นมามีความเจริญรุ่งเรืองใหม่อีกครั้ง บรรดาผู้ที่เกิดยุคนี้ส่วนใหญ่ล้วนมีใจฝักใฝ่อยู่แต่ในบุญในกุศล

ทุกเช้ายังมิทันที่พระอาทิตย์จักพ้นขอบฟ้า เหล่าปวงประชาต่างก็พากันจูงลูกจูงหลานออกมารอตักบาตรถวายทานกันให้คึกคักไปหมด มีตั้งแต่ชรายันทารก แต่ละคนยิ้มแย้มเบิกบาน ทักทายกันอย่างสนิทสนม จักมีผู้ใดสีหน้าอมทุกข์ออกมาให้เห็นแม้เพียงสักคนก็หาไม่ ช่างเป็นภาพที่งดงามจับตาจับใจเสียยิ่งนัก

หลังจากตักบาตรใครที่มีญาติล่วงลับไป ไม่ว่าจักเป็นพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย หรือเพื่อนสนิทคนใดก็ตาม พวกเขาก็จักกรวดน้ำแผ่อุทิศส่วนบุญไปให้กับผู้ตายเหล่านั้น บรรดาเปรตเมื่อเห็นญาติแผ่บุญมาให้ต่างก็ดีอกดีใจ รีบยกมือพนมไหว้ร่วมอนุโมทนาด้วยทันที

บัดนั้นพื้นที่รอบๆอาณาบริเวณแทบนั้นก็ปรากฏเป็นภาพที่อัศจรรย์ขึ้นมา บรรดาผู้ล่วงลับที่เห็นเป็นเปรตเป็นผี ผอมแห้งอดโซ พอเขายกมืออนุโมทนาในบุญที่ญาติแผ่มาให้เท่านั้น ฉับพลันก็มลายหายวับไป พากันไปเกิดใหม่กันให้พรึบพรับ บ้างก็ไปเป็นเทวดา บ้างก็กลับมาเป็นมนุษย์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุญของเจ้าตัวว่าจะมีมาก มีน้อยแค่ไหน? เหลืออยู่ก็แต่เปรตญาติขุนคลังเท่านั้นที่ยังคงสภาพของความเปรตเหนียวแน่น เนื่องจากไม่มีใครแผ่บุญมาให้!

พวกเขาเมื่อเห็นเปรตตนอื่นพอรับส่วนบุญจากญาติก็พากันไปเกิดใหม่ก็ให้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในโชควาสนาของตนเสียเหลือเกิน จึงชวนเพื่อนเปรตไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระศาสดาเพื่อจักทูลถามว่าเมื่อใดพวกตนจึงจักพ้นไปจากสภาพของเปรตเสียที? สมเด็จพระชินสีห์ครั้นทรงสดับคำถาม จึงทรงมีพุทธบรรหารประทานต่อพวกเขาว่า

“ ดูก่อนเปรต! แม้ในศาสนาเราพวกท่านก็ยังมิอาจพ้นไปจากสภาพของเปรตได้ ต่อเมื่อตถาคตนิพพานจนแผ่นดินสูงขึ้น ๑ โยชน์ สมัยนั้นจักมีพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งพระนามว่า โกนาคมโน ลงมาตรัสรู้ที่ในโลก ขอพวกท่านจงคอยถามเอากับพระองค์เถิด ” เปรตทั้งหลายพอฟังก็ท้อแท้สิ้นหวังกันไปตามๆกัน ค่อยๆทูลลาองค์ท่านออกมาอย่างหมดอาลัยตายอยาก แล้วก็ทยอยจากไปหาอาหารกันต่อไป ตามยถากรรม

กาลเวลาไม่เคยหยุดนิ่ง ทุกสรรพสิ่งมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป จักหาอะไรเที่ยงแท้ไม่มี! ศาสนาพุทธยุคสมเด็จพระกกุสันโธพุทธเจ้าหลังจากเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด ในที่สุดก็เสื่อมสลายไปตามกาลเวลาเข้า สู่ยุคศาสดาพระองค์ใหม่พระนามว่า สมเด็จพระโกนาคมโนพุทธเจ้า

ตลอดระยะเวลาสองพุทธันดร บรรดาเปรตญาติขุนคลังพวกเขามิเคยว่างจากความทุกข์ทรมานเลย แม้แต่เพียงสักครู่สักยาม! พอทราบบัดนี้มีพระพุทธเจ้าพระองค์ใหม่อุบัติขึ้นจึงตื่นเต้นดีใจยกใหญ่ รีบชวนกันไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระศาสดาทันที เพื่อจักถามปัญหาที่อยากรู้มานานปีต่อพระองค์ สมเด็จพระผู้มีพระภาคครั้นทรงสดับก็ทรงมีพระพุทธฏีกาโปรดพวกเขาว่า

“ ดูก่อนเปรต! แม้ในศาสนาเราพวกท่านก็ยังมิอาจพ้นไปจากสภาพของเปรตได้ ต่อเมื่อตถาคตนิพพานไปจนแผ่นดินสูงขึ้น ๑ โยชน์ สมัยนั้นจักมีศาสดาพระองค์หนึ่งพระนามว่าสมเด็จพระกัสสปะพุทธเจ้า ลงมาตรัสรู้ที่ในโลก ขอพวกท่านจงคอยถามเอากับพระองค์เถิด ”

บรรดาเปรตพอฟังพระพุทธฎีกาก็ถึงกับแข้งขาอ่อน ทรุดลงไปนอนพะงาบๆหายใจ บ้างก็ครวญครางร้องห่มร้องไห้ แต่มิว่าอย่างไรต่างก็ค่อยๆทยอยทูลลาพระองค์ออกดั้นด้นเสาะหาอาหารกันต่อไป ถึงแม้จักรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ไม่รู้จักทำอะไรได้ดีกว่านี้! จนสิ้นศาสนาสมเด็จพระโกนาคมโนพุทธเจ้า เข้าสู่ยุคของ สมเด็จพระกัสสปะพุทธเจ้า

บรรดาเปรตญาติขุนคลังหลังจากผิดหวังมานานปี ครั้นทราบบัดนี้มีพระพุทธเจ้าอีกพระองค์อุบัติแล้ว ต่างก็พลันกลับฟื้นขึ้นมามีชีวิตชีวาใหม่อีกครั้งอย่างน่าอัศจรรย์ รีบชวนกันไปเข้าเฝ้าพระองค์ทันใด เพื่อจักถามปัญหาที่คับข้องใจเหมือนเดิม สมเด็จพระผู้มีพระภาคครั้นทรงสดับคำถามเปรต จึงทรงมีพระเมตตาประทานคำตอบแก่พวกเขาว่า

“ ดูก่อนเปรต! แม้ในศาสนาเราพวกท่านก็ยังมิอาจพ้นไปจากสภาพของเปรตได้ ต่อเมื่อตถาคตนิพพานไปจนแผ่นดินสูงขึ้น ๑ โยชน์ สมัยนั้นจักมีพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งพระนามว่าพระศรีศากยมุนีโคดมลงมาตรัสรู้ที่ในโลก ครั้งนั้นจักมีกษัตริย์พระองค์หนึ่งซึ่งเป็นพระญาติพวกท่าน พระนามว่า พระเจ้าพิมพิสาร ท้าวเธอจักทรงถวายทานแด่พระสมณโคดม หลังจากทรงถวายทานแล้วก็จักทรงอุทิศส่วนพระราชกุศลแผ่มาให้พวกท่าน ครั้งนั้นแลพวกท่านถึงจักได้บริโภคข้าวปลาอาหาร แลจักได้พ้นไปจากสภาพอันทุกข์ทรมานของเปรตได้! ”

บรรดาเปรตพอได้ฟังพระพุทธบรรหารต่างก็พากันตื่นเต้นดีใจ ราวกับจักได้พ้นไปจากสภาพของเปรตได้กันในวันนี้พรุ่งนี้ก็มิปาน ทว่าจริงๆยังต้องรอนานถึงอีกหนึ่งพุทธันดรโน่น!

จนสิ้นศาสนาของสมเด็จพระกัสสปะพุทธเจ้า เข้าสู่ยุคของ สมเด็จพระศรีศากยมุนีโคดม บรมครูของเราท่านทั้งหลาย มาถึงยุคนี้ขุนคลังผู้เสวยสุขอยู่บนสรวงสวรรค์เสียนานแสนนานบัดนี้ก็ถึงกาลจักต้องจุติแล้ว ดังนั้นเขาจึงมาเกิดเป็นกษัตริย์ในแค้วนมคธพระนามว่า พระเจ้าพิมพิสาร

ในครั้งพุทธกาลราชาพิมพิสารถือว่าทรงเป็นกษัตริย์ที่มีคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ทรงอุปถัมภ์พระศาสนาจนผู้คนขนานนามแคว้นของพระองค์ว่าเป็นดินแดนแห่งพระธรรม อย่างวัดเวฬุวันที่เรารู้จักดี และถือเป็นวัดแห่งแรกของศาสนาพุทธ ก็เป็นวัดที่พระองค์ทรงสร้างถวายแด่พระศาสดา นอกจาก นั้นหากจักพูดถึงด้านภูมิธรรม พระองค์ก็ทรงถือว่ามิได้ทรงน้อยหน้ากษัตริย์ใดในสมัยนั้นเช่นกัน เพราะทรงเป็นถึงพระอริยบุคคลขั้นพระโสดาบันแล้ว ทรงปิดประตูแห่งอบายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มีแต่เทวโลกกับมนุษย์โลกเท่านั้นที่จักทรงเวียนว่ายตายเกิด แหละช้าสุดก็ไม่เกิน ๗ ชาติเท่านั้น เรื่องของพระองค์หากจะ
นำ มาเล่าจริงๆ เห็นทีคงต้องเพิ่มหน้ากระดาษอีกมิใช่น้อยทีเดียว ดังนั้นจึงขอรวบรัดว่า

หลังจากที่ทรงประกาศตนเป็นพุทธมามกะยังเบื้องพระพักตร์แล้ว พระองค์ก็ทรงถวายภัตตาหารแด่สมเด็จพระผู้มีพระภาค แต่ขณะนั้นพระทัยทรงเปี่ยมไปด้วย อจลศรัทธา ( ศรัทธาที่หนักแน่น ไม่มีความสงสัยในพระรัตนตรัยแม้แต่น้อย) ทรงมีแต่ความอิ่มเอิบอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจักเป็นก่อนจักทรงถวาย ขณะทรงถวาย หรือหลังจากทรงถวายแล้ว พระองค์ก็ทรงคิดถึงแต่อานิสงส์แห่งผลทานเพียงอย่างเดียว มิได้มีพระทัยเฉลียวไปทรงนึกถึงเรื่องใด

ยิ่งกว่านั้นยังทรงคิดไปไกลว่าหากได้ทรงถวายเสนาสนะคันธกุฎีแด่องค์จอมปราชญ์อีก เห็นทีอานิสงส์ที่ได้คงต้องมากมายมหาศาลกว่านี้อีกเป็นแน่!จนทรงลืมแผ่ส่วนพระราชกุศลไปให้กับเปรตพระญาติที่เฝ้ารออย่างกระวนกระวายนั่งนอนมิเป็นสุข คอยแต่ผุดลุกดูว่าเมื่อใดจักทรงระลึกนึกถึงพวกเขาเสียที เพราะตั้งแต่ทราบข่าวสมเด็จพระชินสีห์จักเสด็จมายังแคว้นมคธ พวกเขาก็ชวนกันมาตั้งท่าคอยเพื่ออนุโมทนาในบุญครั้งนี้กันตั้งเนิ่นตั้งนานแล้ว พอเห็นพระองค์ทรงถวายทานเสร็จก็คอยจับจ้องมองว่าจักทรงแผ่ส่วนพระราชกุศลมาให้เมื่อไร?

เฝ้าแต่ชะแง้แลมอง ผุดยองผุดลุก ร้อนรุ่มอยู่มิเป็นสุขมาตั้งแต่ก่อนอรุณจักรุ่ง จนบัดนี้ดวงดาราต่างพากันทอแสง พระอาทิตย์ฤาก็อ่อนแรงลับขอบฟ้าไปตั้งเนิ่นตั้งนานแล้ว ไฉนจึงยังไม่มีวี่แววว่าพระองค์จักทรงระลึกนึกถึงพวกเขาเลย?

พระพุทธฎีกาแห่งพระศาสดากัสสปะที่ทรงบอกว่าพวกเขาจักได้บริโภคอาหาร แลจักได้พ้นไปจากสภาพอันทุกข์ทรมานของเปรต ก็ในสมัยของสมเด็จพระสมณโคดมยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทพวกเขาตลอดเวลา แม้กาลจักล่วงมาเป็นพุทธันดรก็ตาม แต่พวกเขายังจำได้ดี แล้วไฉนบัดนี้เมื่อทรงถวายทานเสร็จกลับทรงลืมแผ่ส่วนพระราชกุศลมาให้พวกเขาเสียเล่า?

ดังนั้นพอล่วงเข้ามัชฌิมยาม บรรดาเปรตที่ทุกข์ทรมานเพราะความอดอยาก ก็มิอาจที่จักทนต่อไปได้อีก จึงพากันกรีดเสียงร้องออกไป เป็นผลทำให้จอมราชาที่บรรทมหลับอยู่อย่างเป็นสุข ถึงกับทรงสะดุ้งตกพระทัยตื่น มิอาจทรงฝืนข่มพระเนตรให้หลับต่อไปได้ จนปัจจุสมัยจึงรีบเสด็จไปเข้าเฝ้าองค์ศาสดาทันที!

สมเด็จพระชินสีห์เมื่อทรงสดับเรื่องที่ราชาพิมพิสารเล่าถวายแล้วพระองค์จึงทรงมีพระพุทธบรรหารประทานต่อจอมกษัตริย์ว่า “ ดูก่อนมหาบพิตร! ขออย่าทรงวิตกเลย ความชั่วร้ายใดๆหาได้มีแก่พระองค์ไม่ เสียงที่ทรงได้ยิน ก็คือเสียงเปรตที่เป็นพระญาติของพระองค์นั้นแล เป็นผู้ร้องขึ้น! ด้วยพวกเขาต้องการจักสื่อให้ทรงทราบว่า พวกเขาได้รับความทุกข์ทรมานเพราะความอดอยากมาช้านาน หวังจักได้ส่วนพระราชกุศลแผ่มาให้ตั้งแต่เมื่อเช้าวานแล้ว แต่พอพระองค์ทรงถวายทานเสร็จกลับทรงลืมแผ่ส่วนพระราชกุศลไปให้พวกเขา พวกเขาเลยผิดหวังเสียใจ ดังนั้นคืนที่ผ่านมาจึงได้พากันมาส่งเสียงร้องเพื่อเตือนว่าอย่าทรงลืมกรวดน้ำแผ่อุทิศส่วนพระราชกุศลมาให้กับพวกเขาบ้าง ขอถวายพระพร ”

จอมราชาเมื่อทรงสดับจึงทรงกราบบังคมทูลขอถวายน้ำทักขิโณทกยังเบื้องพระพักตร์โดยพลัน ครั้งนั้นทรงกล่าวคำอุทิศส่วนพระราชกุศลว่า “ อทํโน ญาตีนํ โหตุ ” (ขอผลทานจงสำเร็จแก่ญาติของข้าพเจ้า)ทันทีที่ทรงกล่าวคำอุทิศจบ สระโบกขรณีอันดารดาษไปด้วยปทุมชาติหลากสีสันก็พลันอุบัติขึ้นแก่เหล่าเปรตทันทีทันใดเช่นกัน

พวกเขาต่างดีอกดีใจ รีบพากัน ไปอาบดื่มกินน้ำในสระกันเป็นการใหญ่ บัดนั้นรูปร่างจากที่เห็นแล้วให้อุจาดลูกนัยน์ตา ฉับพลันก็เปลี่ยนเป็นสุกใสเรืองรองราวทองทา ปรากฏขึ้นมาแทนที่ ความหิวกระหาย ตลอดจนความทุกข์ทั้งหลาย ก็ถึงกาลระงับดับคลายลงไปจนหมดจนสิ้น

หลังจากที่ทรงกล่าวคำอุทิศส่วนพระราชกุศลของเมื่อวันวานไปให้แล้ว จากนั้นจอมกษัตริย์ก็ทรงถวายภัตตาหารของเช้าวันใหม่ อันมีข้าวสวยข้าวยาคู แลอาหารนานาชนิดแด่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคอีกครั้ง ครั้งนี้เมื่อทรงถวายเสร็จก็ทรงรีบแผ่อุทิศส่วนพระราชกุศลไปให้กับเปรตพระญาติทันที บัดนั้นโภชนาทิพย์อันประกอบไปด้วยอาหารหวานคาวชนิดต่างๆ ก็พลันอุบัติขึ้นยังเบื้องหน้าพวกเขาทันทีทันใด

จากนั้นจอมราชันย์ยังได้ทรงถวายผ้าไตรจีวร เสนาสนะ คันธกุฎี แด่องค์พระศาสดาอีก พอทรงถวายเสร็จก็ทรงอุทิศส่วนพระราชกุศลไปให้เหล่าเปรต ทันใดผ้าทิพย์แลวิมานทิพย์ก็อุบัติแก่พวกเขาจนน่าอัศจรรย์ ทั้งนี้ก็เพราะพอพระองค์ทรงอุทิศส่วนพระราชกุศลไปให้ บรรดาเปรตต่างก็ยกมือพนมไหว้ร่วมอนุโมทนาในบุญนั้นทันทีทันใดเช่นกัน ดังนั้นบุญที่ได้จึงเกิดเป็น ปัตตานุโมทนามัยกุศล (บุญจากการยินดีเมื่อรู้หรือเห็นผู้อื่นทำความดี) ยังผลให้พวกเขาได้พ้นไปจากสภาพอันทุกข์ทรมานของเปรตได้ในที่สุด! ต่างพากันไปเกิดเป็นเทพบุตรเทพธิดากันโดยถ้วนหน้า ได้ครอบครองทิพย์สมบัติอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้า ต่อไปอีกนานแสนนาน.

สืบ ธรรมไทย


ที่มา : พุทธชาดก

DT013120

pt

 เปิดอ่านหน้านี้  1011 


  แสดงความคิดเห็น



จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย