Dhammathai.org
มงคลที่ ๑๓.การสงเคราะห์ภรรยา
มีคู่ครอง ต้องไม่ทำ ให้ช้ำจิต
จะพาผิด ไปข้าง ทางผุยผง
ต้องสงเคราะห์ แก่กัน ให้มั่นคง
รักยืนยง ด้วยกัน ถึงวันตาย.
Home sitemap Dhamma World Wide Web
Contact Us
ภาษาไทย
English
หน้าแรก บทความธรรมะ เรื่องที่ 489
พระพุทธศาสนาเสื่อมจริงหรือ

ความนำ
เนื่องจากในปัจจุบันนี้ มีคำพูดที่ชาวบ้านพูดกันว่า พระพุทธศาสนาคงเสื่อมแล้ว เพราะพระสงฆ์ที่เป็นระดับผู้ปกครอง มีภาพพจน์ออกข่าวในทางลบตามหน้าหนังสือพิมพ์เป็นเวลาหลายอาทิตย์ หรือนักปราชญ์ทางศาสนาพูดว่า พระพุทธศาสนาไม่เสื่อมหรอก คนของศาสนาต่างหากที่เสื่อม คนในพระพุทธศาสนาต่างหากที่มีจิตใจเสื่อมจากคำสอนของพระพุทธเจ้า และอีกหลายๆ ประเด็นที่มีการสนทนากันในหมู่ประชาชนทั่วไป ความจริง คำที่คนมักพูดว่า เสื่อมนั้น หมายถึงอะไรเสื่อม ความเสื่อมนั้นทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า อันตรธาน มีทั้งหมด ๕ อย่าง ที่เรียกว่าเสื่อมนั้น หมายถึงเสื่อมในด้านไหน ด้าน ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เพศหรือว่าพระธาตุ คำพูดต่าง ๆ เหล่านี้ต้องชัดเจน ที่ว่าเสื่อมนั้น พระพุทธศาสนาเสื่อมจริงหรือไม่ ถ้าเสื่อมแล้ว จะเสื่อมในนประเด็นไหน และเสื่อมนั้น ทำให้บุญกุศลของคนลดไปไหม ธรรมเพื่อความดำรงมั่นไม่เสื่อมสูญหายไปแห่งพระศาสนาคืออะไร ธรรมเพื่อความเสื่อมสูญหายไปแห่งพระศาสนาคืออะไร เมื่อได้อ่านเล่มนี้จบลงแล้ว ก็พอจะเห็นว่า อะไรกันแน่ที่เสื่อมไป หรือไม่เสื่อมไป คนเสื่อมหรือศาสนา(คำสอน)เสื่อม หรือว่าศาสนาก็เสื่อม หรือทั้งสองอย่างเสื่อมไปพร้อมกัน จะได้นำเสนอให้ท่านได้ทราบเป็นลำดับไป ก่อนอื่น ควรทราบว่า ศาสนาคืออะไรก่อน
ศาสนา คืออะไร
ศาสนา คือ คำสอน คำสั่งสอน ปัจจุบันใช้ หมายถึงลัทธิความเชื่อถืออย่างหนึ่งๆ พร้อมด้วยหลักคำสอน ลัทธิพิธี องค์การ และกิจการทั่วไปของหมู่ชนผู้นับถือลัทธิความเชื่อถือย่างนั้น ๆ ทั้งหมด เฉพาะในที่นี้หมายถึง พระพุทธศาสนา
ประเภทแห่งศาสนา มีเท่าไร
เมื่อกล่าวถึงประเภทแห่งศาสนา ท่านกล่าวว่า ศาสนามี ๓ ประเภท คือ ปริยัตติศาสนา ปฏิปัตติศาสนา ปฏิเวธศาสนา ใน ๓ อย่างนั้น ปริยัติศาสนา เป็นมูลรากของปฏิปัตติศาสนาและปฏิเวธศาสนานั้น
พระปริยัตติศาสนายังดำรงอยู่ได้ตราบใด พระปฏิปัตติศาสนาแล ปฏิเวธศาสนาทั้งปวง ก็ได้ชื่อว่า ยังดำรงอยู่ในพระพุทธศาสนา ตราบนั้น ด้วยประการฉะนี้
ดังนั้น ท่านพระอรรถกถาจารย์ จึงกล่าวว่า ปริยัตติอันตรธาน ย่อมเป็นมูลเดิมของอันตรธาน ๕ อย่างนี้ เมื่อปริยัตติอันตรธานแล้ว ปฏิปัตติก็อันตรธาน เมื่อปริยัตติยังดำรงอยู่ ปฏิปัตติศาสนาก็ประดิษฐานอยู่นั่นเอง
เพราะฉะนั้น เมื่อมหาภัยได้เกิดขึ้นแก่จัณฑาลติสสราชในทวีปนี้ ท้าวสักกเทวราชได้เนรมิตแพใหญ่ให้ภิกษุทั้งหลายขึ้นแล้ว ตรัสบอกว่า ภัยใหญ่จักมี ฝนจักไม่ตกเลย เมื่อภิกษุทั้งหลายถูกลำบากด้วยจตุปัจจัย จักไม่สามารถทรงปริยัติไว้ได้ ขอพระคุณเจ้าจงข้ามฟากไปรักษาชีวิตตามควรจงขึ้นแพใหญ่นี้ไปเถิด เมื่อพระผู้เป็นเจ้าเหล่าใดลงในแพนี้ไม่พอ ก็ให้พระผู้เป็นเจ้าที่เหลืออยู่นั้น เอาอกเกาะท่อนไม้ไปเถิด ภัยจึงจักไม่มีแก่ผู้เป็นเจ้าทั้งปวง จากนั้น ภิกษุ ๖๐ รูปได้ไปถึงฝั่งทะเลแล้วทำกติกากันว่า กิจที่เราจะไปไม่มีแล้ว พวกเราจงพากันหยุดรักษาพระไตรปิฎกไว้ที่ริมฝั่งทะเลทั้งหมด ต่อมาก็ได้กลับไปยังมลัยชนบท ทิศทักษิณได้สำเร็จการเป็นอยู่ด้วยเง่า รากและใบใม้ทั้งหลาย ได้อุตส่าห์ ทรงกายนั่งสาธยายมนตร์ ได้กวาดทรายล้อมเข้าทำเป็นหมอนหนุน ร่วมกันคิดพิจารณาปริยัตติธรรมทำการท่องทรงจำพระไตรปิฎกทั้งอรรถกถามา โดยนิยมดังนี้ได้ ๑๒ ปี
เมื่อภัยสงบแล้ว ภิกษุ ๗๐๐ รูปได้รักษาอักขรแม้แต่ตัวหนึ่งในพระไตรปิฎกกับทั้งอรรถกถาในที่ที่ตนไปแล้วมิให้ฉิบหายเลย พากันมาสู่ลังกาทวีปแล้วเข้าไปสำนักอยู่ในวิหารชื่อมัณฑลาราม ในชนบทเรียกว่า กัลลคาม
ภิกษุ ๖๐ รูปนั้นเหลืออยู่ไม่ครบ พอได้ทราบข่าวพระเถระทั้งหลายมาแล้วด้วยความอยากเห็นพระเถระก็พากันไปชำระพระไตรปิฎกกับด้วยพระเถระทั้งหลาย ก็มิได้พบปะอักขรแม้แต่ตัวหนึ่ง ซึ่งจะไม่เหมือนกันเลย
ในที่นั้นมีกถาเกิดขึ้นแก่พระเถระทั้งหลายว่า ปริยัตติธรรมหรือหนอ จักเป็นมูลพระศาสนา หรือว่า ปฏิปัตติธรรมจักเป็นมูล” พระบังสุกุลิกเถระทั้งหลายก็กล่าวว่า ปฏิปัตติธรรมนั่นแลเป็นมูล
ทันใดนั้น พระเถระทั้งหลายนั้นก็กล่าวขึ้นว่า ท่านทั้ง ๒ ฝ่ายก็สักแต่ว่าพูด เราทั้งหลายยังทำตามไม่ได้ ขอให้ท่านทั้งหลายจงนำพระสุตตันตะที่พระชินเจ้าภาษิตแล้วมาเถิด คราวนั้น พระบังสุกุลิกเถระก็กล่าวว่า “การที่จะให้นำพระสุตตันตะที่พระชินเจ้ามาสำแดงนั้น หาเป็นภาระหนักไม่ แล้วกล่าวอ้างพระสูตรว่า “อิเม จ สุภทฺท ภิกฺขู สมฺมา วิหเรยฺยุ, อสุญฺโญ โลโก อรหนฺเตหิ อสฺสาติ ” แปลว่า สุภัทท ภิกษุเหล่านี้ ยังมีสัมมาปฏิบัติอยู่ สัตว์โลกจะไม่ว่าง (สูญ) จากพระอรหันต์ทั้งหลายแท้ และเชิญพระสูตรมาอีกว่า “ปฏิปตฺติมูลกํ มหาราช สตฺถุสาสนํ ปฏิปตฺติยํ สาริตํ ปฏิปตฺติยํ ธรนฺตํ ติฏฺฐตี ”ติ แปลว่า มหาราช พระปฏิบัติเป็นมูลพระศาสนาของพระศาสดา เมื่อพระปฏิบัติยังทรงอยู่ ศาสนาก็ชื่อว่ายังดำรงอยู่ ”
ทันใดนั้น ฝ่ายพระธรรมกถึกเถระ ได้นำพระสูตรมาเพื่อประกอบวาทะของตนให้มั่นคงว่า
ยาว ติฏฺฐนฺติ สุตฺตนฺตา วินโย ยาว ทิปฺปติ
ตาว ทกฺขนฺติ อาโลกํ สุริเย อพฺภุฏฺฐิเต ยถา.
สุตฺตนฺเตสุ อสนฺเตสุ ปมุฏฺเฐ วินเยปิ จ
ตโม ภวิสฺสติ โลเก สุริเย อฏฺฐงฺคเต ยถา.
สุตฺตนฺเต รกฺขิเต สนฺเต ปฏิปตฺติ โหติ รกฺขิตา
ปฏิปตฺติยํ ฐิโต ธีโร โยคกฺเขมา น ธํสตีติ.
แปลว่า พระสุตตันตะททั้งหลาย ยังดำรงอยู่ตราบใด พระวินัยยังสว่างอยู่ตราบใด ภิกษุทั้งหลาย ก็จะยังเห็นแสงสว่างอยู่ตราบนั้น คล้ายกับพระอาทิตย์ได้ขึ้นมาแล้ว ในอากาศฉะนั้น ต่อเมื่อพากันหลงลืมพระสูตรเสียแล้ว พระวินัยก็จักมืดมนทันที เหมือนกับพระอาทิตย์อัสดงคตไปแล้วฉะนั้น เมื่อพระสูตรทั้งหลาย ยังรักษาไว้ได้ดีมีอยู่ พระปฏิบัติก็ชื่อว่ารักษาอยู่มีอยู่ เมื่อนักปราชญ์ดำรงอยู่ในปฏิบัติแล้ว ก็ได้ชื่อว่าไม่กำจัดเสียจากพระนิพพานอันเกษมจากโยคะแล
เมื่อพระธรรมกถึกนำพระสูตรนี้มาแล้ว พระบังสุกุลิกเถระก็นิ่งทันที ถ้อยคำของพระธรรมกถึกทั้งหลายก็ได้ออกหน้าแท้ แม่โคนมที่รักษาประเพณีในระหว่างโคทั้งหลาย ๑๐๐ ก็ดี ๑๐๐๐ ก็ดี ไม่มีแล้ว ประเพณีก็ไม่สืบต่อได้ฉันใด เมื่อภิกษุนับร้อยนับพัน ปรารภจะเรียนวิปัสสนามีอยู่สักเท่าใด แต่ไม่ได้เล่าเรียนปริยัตติธรรม ความตรัสรู้อริยมรรคก็ไม่มีฉันนั้นแล
อีกประการหนึ่ง อักขรทั้งหลายที่จารึกไว้ในแผ่นศิลาเพื่อให้รู้ขุมทรัพย์ที่ฝั่ง อักขรทั้งหลายยังทรงอยู่ตราบใด สถานที่ขุมฝั่งทรัพย์ก็ได้ชื่อว่ายังไม่ฉิบหายอยู่ตราบนั้น ฉันใด ปริยัตติธรรม เมื่อยังทรงอยู่ตราบใด ศาสนาก็ได้ชื่อว่ายังไม่สูญไปตราบนั้น ฉันนั้น
อันตรธานแห่งศาสนา มี ๕ อย่าง
พระธาตุอันตรธานแล้ว ศาสนาก็ชื่อว่าอันตรธานแล้ว พระธาตุยังไม่อันตรธานตราบใด ความอัศจรรย์ก็ยังมีอยู่ตราบนั้น อันนี้ ว่าตามนัยที่อาจารย์ได้กล่าวแล้วอย่างนี้ เหตุนั้น พระโบราณาจารย์จึงกล่าวไว้ว่า อันตรธานมี ๕ อย่าง คือ
๑. ปริยัตติอันตรธาน ๒. ปฏิปัตติอันตรธาน
๓. ปฏิเวธ(อธิคม) อันตรธาน ๔. ลิงคอันตรธาน
๕. ธาตุอันตรธาน
ในอันตรธานทั้ง ๕ มีคำอธิบายดังนี้
๑. ปริยัตติอันตรธาน คือความเสื่อมสูญแห่งปริยัติ อันได้แก่การศึกษาเล่าเรียน
๒. ปฏิปัตติอันตรธาน คือความเสื่อมแห่งการปฏิบัติ
๓. ปฏิเวธอันตรธาน คือความเสื่อมสูญแห่งปฏิเวธ อันได้แก่การบรรลุมรรคผล
๔. ลิงคอันตรธาน คือความเสื่อมสูญแห่งเพศสมณะ
๕. ธาตุอันตรธาน คือความเสื่อมสูญแห่งพระบรมสารีริกธาตุ
ส่วนในมิลินทปกรณ์ ท่านกล่าวอันตรธานแห่งศาสนาไว้อย่าง ๓ คือ (๑) อธิคม(ปฏิเวธ) อันตรธาน (๒) ปฏิปัตติอันตรธาน (๓) ลิงคอันตรธาน โดยอธิบายว่า เมื่ออธิคมไม่มี แม้ภิกษุผู้ปฏิบัติดีก็จะไม่มีการบรรลุธรรม เมื่อการปฏิบัติไม่มี การบัญญัติสิกขาบทก็อันตรธาน เพียงลิงค์(เพศ)เท่านั้น ยังดำรงอยู่ เมื่อลิงค์อันตรธานไป การขาดสูญแห่งศาสนาจึงปรากฏ
อธิบายความในเรื่องกาลเวลา มีดังนี้ว่า เมื่อศาสนาเสื่อมนั้น ปริยัติคือการศึกษาพระพุทธวจนะเสื่อมก่อน ต่อมาการปฏิบัติก็เสื่อมโดยลำดับ จนกระทั่งถึงพระบรมสารีริกธาตุปรินิพพานสูญไปจากโลก คือ เมื่อพระพุทธเจ้าผู้เป็นที่พึ่งชองชาวโลกและเป็นอัคคบุคคลปรินิพพานแล้ว
สิ่งที่แทนองค์พระพุทธเจ้านั้น ท่านพระโบราณาจารย์ระบุไว้มี ๔ ประการ ได้แก่ (๑) พระปฏิมากร (๒) พระสถูปเจดีย์ (๓) พระธาตุทั้งหลาย (๔) พระธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ทั้ง ๔ ประการนี้ ย่อมประดิษฐานอยู่ในฐานะเป็นที่เคารพอันเลิศของปวงชนทั้งหลาย
อนึ่ง ในอันตรธาน ๕ อย่างนั้น ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ปริยัตติ คือ พระไตรปิฎก ปฏิปัตติ คือ ปฏิปทา ปฏิเวธ คืออธิคม ลิงค คือ สภาวะเป็นสมณะ ธาตุ คือสรีรธาตุ
ในอันตรธานทั้ง ๕ อย่างนั้น ปฏิปัตติก็ดี ปฏิเวธก็ดี มีบ้าง
ไม่มีบ้าง แท้จริง ในกาลคราวหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายผู้ตรัสรู้มรรคผลมีอยู่ ก็จะไม่มีผู้เหยียดนิ้วชี้ได้ว่า จะมีภิกษุปุถุชนแต่สักว่าองค์เดียวดังนี้ ก็ว่าได้ แท้จริงในทวีปนี้ คราวหนึ่ง ภิกษุปุถุชนไม่มีเลย ภิกษุผู้เต็มด้วยความปฏิบัติ มีมากบางครั้ง น้อยบางครั้ง ด้วยเหตุนี้ ปฏิปัตติก็ดี ปฏิเวธก็ดี จึงว่ามีบ้าง ไม่มีบ้าง
แท้จริง บัณฑิตได้ทราบพระไตรปิฎกมีปริยัตติเป็นเครื่องกำหนดก่อน จึงจะยังธรรม ๒ ประการ คือ ปฏิปัตติและปฏิเวธให้บริบูรณ์ได้
พระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลาย เมื่อครั้งอยู่ในสำนักอาฬารดาบส ได้ทำอภิญญา ๕ และสมาบัติทั้ง ๗ ให้เกิดแล้ว ครั้นถามถึงบริกรรมเรื่องเนวสัญญานาสัญญายตนะ เธอบอกว่า ข้าพเจ้าไม่รู้ ลำดับนั้น พระองค์จึงเสด็จไปยังสำนักอุททกดาบสได้สนทนากันถึงอธิคตธรรมที่ตรัสรู้แล้ว และได้ถามถึงบริกรรมเรื่องเนวสัญญานาสัญญายตนะ อุททกดาบสก็บอกได้ พระมหาสัตว์ก็ได้บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะ ในลำดับคำพูดนั้นแล ฉันใด ภิกษุผู้กอบด้วยปัญญาได้ฟังปริยัตติแล้ว ก็ให้ธรรม ๒ ประการ คือปฏิปัตติและปฏิเวธเต็มได้ ดังนั้น เมื่อปริยัตติยังดำรงอยู่แลด้วย ศาสนาก็ยังดำรงอยู่เหมือนกัน ฉันนั้น ต่อไปนี้จะได้นำเสนออันตรธานทั้ง ๕ มีรายละเอียดดังนี้
๑. ปริยัตติอันตรธาน
พระพุทธพจน์ คือ บาลี พร้อมทั้งอรรถกถา ชื่อว่าพระไตรปิฎก (คือพระวินัยปิฎก เล่มที่ ๑-๘, พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙-๓๓, พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๓๔-๔๕) พระบาลีพร้อมทั้งอรรถกถานั้น ยังดำรงอยู่ตราบใด ปริยัตติธรรมก็ชื่อว่ายังบริบูรณ์อยู่ตราบนั้น เมื่อกาลดำเนินไป ๆ จะมีกลียุค ราชผู้อธรรมทั้งหลายเกิดขึ้น เมื่อพระราชาเป็นอธรรมแล้ว ประชาชนมีอำมาตย์เป็นต้น ก็พลอยเป็นอธรรมเหมือนกัน จำเดิมแต่นั้นมา ก็เป็นอธรรมตลอดทั่วแว่นแคว้นชนบททั้งหลาย เพราะความที่ชนทั้งหลายเป็นอธรรมแล้ว ฝนก็ไม่ตกต้องโดยชอบธรรม ลำดับนั้น ข้าวกล้าทั้งหลายก็ไม่งาม เมื่อข้าวกล้าไม่ไพบูลย์แล้ว ทายกผู้ให้ปัจจัยทั้งหลาย ก็ไม่สามารถจะถวายปัจจัยทั้งหลายแก่ภิกษุสงฆ์ ภิกษุทั้งหลายลำบากอยู่ด้วยปัจจัยทั้งหลาย ก็ไม่สามารถสงเคราะห์อันเตวาสิกทั้งหลาย เมื่อกาลดำเนินไป ปริยัตติก็เสื่อม ภิกษุทั้งหลายก็ไม่สามารถทรงไว้ซึ่งอรรถ(อรรถกถา) ได้ จะทรงไว้ได้แต่บาลีเท่านั้น
จำเดิมแต่กาลนั้น ครั้นกาลดำเนินไปอีก ภิกษุทั้งหลายก็ไม่อาจทรงบาลีทั้งสิ้นได้ อภิธรรมปิฎกจะเสื่อมก่อน เมื่อจะเสื่อมนั้น ย่อมเสื่อมจากยอดมาหาข้างต้น คือ ปัฏฐานมหาปกรณ์จะเสื่อม ก่อน เป็นอันดับแรก(เล่มที่ ๔๐-๔๕) เมื่อปัฏฐานมหาปกรณ์เสื่อมแล้ว ต่อจากนั้น ยมก(เล่มที่ ๓๘-๓๙) กถาวัตถุ(เล่มที่ ๓๗) ปุคคลบัญญัติ ธาตุกถา (เล่มที่ ๓๖) วิภังค์(เล่มที่ ๓๕) ธรรมสังคณี (เล่มที่ ๓๔) ก็เสื่อมตามลำดับไป อภิธรรมปิฎกเสื่อมแล้ว ด้วยประการฉะนี้
ปิฎกทั้ง ๒ ยังเหลืออยู่และดำรงอยู่ ศาสนาก็ยังดำรงอยู่แท้ บรรดาปิฎกทั้ง ๒ นั้น เมื่อสุตตันตปิฎกจะเสื่อมไปจากยอดมาหาข้างต้น คือ อังคุตตรนิกาย จะเสื่อมก่อน ในอังคุตตรนิกายนั้น (มี ๑๑ นิบาต รวม ๕ เล่ม กล่าวคือ เอกกนิบาต ทุกนิบาต ติกนิบาต (เล่มที่ ๒๐) จตุกกนิบาต(เล่มที่ ๒๑) ปัญจกนิบาต ฉักกนิบาต (เล่มที่ ๒๒) สัตตกนิบาต อัฏฐกนิบาต นวกนิบาต (เล่มที่ ๒๓) ทสกนิบาต และเอกาทสกนิบาต (เล่มที่ ๒๔)) จำเดิมแต่เอกาทสนิบาต เสื่อมก่อน ถัดจากนั้น ทสกนิบาตก็เสื่อ ถัดต่อมานวกนิบาตก็เสื่อม จนถึงเอกกนิบาต เสื่อมเป็นอับดับสุดท้าย อังคุตตรนิกาย เสื่อมไป ด้วยประการฉะนี้
จากนั้น สังยุตตนิกาย (มี ๖ วรรค รวม ๕ เล่ม คือ สคาถวรรค (เล่มที่ ๑๕) นิทานวรรค (เล่มที่ ๑๖) ขันธวารวรรค (เล่มที่ ๑๗) สฬายตนวรรค (เล่มที่ ๑๘) มหาวารวรรค (เล่มที่ ๑๙))จะเสื่อมจากยอดมาหาข้างต้น คือ มหาวารวรรคจะเสื่อมก่อน ถัดจากนั้น สฬายตนวรรค ขันธกวรรค นิทานวรรค และสคาถวรรค ก็จะเสื่อมตามลำดับ หรือจะกล่าวว่า สังยัตตนิกายจะเสื่อมจำเดิมแต่จักกเปยยาลสูตร จนถึงโอฆตรณสูตร ก็ใช้ได้ สังยุตตนิกายเสื่อมไปด้วยประการฉะนี้
จากนั้น มัชฌิมนิกาย (มี ๓ ปัณณาสก์ รวม ๓ เล่ม กล่าวคือ มูลปัณณาสก์ (เล่มที่ ๑๒) มัชฌิมปัณณาสก์ (เล่มที่ ๑๓) และอุปริปัณณาสก์ (เล่มที่ ๑๔)) ก็เสื่อมจากยอดมาหาข้างต้น คืออุปริปัณณาสก์ จะเสื่อมก่อน ถัดจากนั้น มัชฌิมปัณณาสก์ก็เสื่อม ถัดต่อมา มูลปัณณาสก์ก็เสื่อม หรือจะกล่าวว่า มัชฌิมนิกายเสื่อมจำเดิมแต่อินทรียสูตร เสื่อมจนถึงมูลปริยายสูตร ก็ใช้ได้ มัชฌิมนิกายเสื่อมไป ด้วยประการฉะนี้
จากนั้น ทีฆนิกาย (มี ๓ วรรค รวม ๓ เล่ม กล่าวคือ สีลักขันธวรรค (เล่มที่ ๙) มหาวรรค (เล่มที่ ๑๐) ปาฏิกวรรค (เล่มที่ ๑๑)) จะเสื่อมจากยอดมาหาข้างต้น คือ ปาฏิกวรรค จะเสื่อมก่อน ถัดจากนั้น มหาวรรค จะเสื่อม ถัดต่อมา สีลักขันธวรรคจะเสื่อม หรือจะกล่าวว่า ทีฆนิกาย จำเดิมแต่ทสุตตรสูตร จนถึงพรหมชาลสูตร ก็ใช้ได้ การไต่ถามแห่งคาถาทั้ง ๒ แม้แต่คาถาเดียวก็อันตรธาน การถามกันเกี่ยวกับเรื่องสังคายนาดังอาฬวกปุจฉา ก็ไม่อาจทรงศาสนาไว้ได้ ดังได้สดับมา ปุจฉาอันหนึ่ง ครั้งพระกัสสปพุทธเจ้าได้อันตรธานไปแล้ว ก็มิอาจจะรักษาพระศาสนาไว้ได้ เมื่อทีฆนิกายเสื่อมไปเสีย สุตตันตปิฎกก็ได้ชื่อว่าเสื่อมแล้วแล
ภิกษุทั้งหลาย ยังทรงไว้ได้แต่ชาดกกับวินัยปิฎกเท่านั้น ฝ่ายวินัยปิฎกก็เฉพาะแต่ภิกษุลัชชีทั้งหลายจึงจะทรงไว้ได้ ฝ่ายจำพวกที่หวังต่อลาภผล ก็พากันคิดว่า เมื่อกล่าวถ้อยคำในสุตตันตะ ผู้ที่จะพินิจพิจารณากำหนดไม่มีเลย จึงทรงไว้เฉพาะชาดกอย่างเดียว
เมื่อกาลดำเนินไป ไม่อาจทรงจำแม้ซึ่งชาดกไว้ได้ ในลำดับนั้น บรรดาชาดกทั้งหลาย พระมหาเวสสันดร(ชาดกที่ ๕๔๗ )ก็เสื่อมก่อน ถัดจากนั้น วิธุรชาดก(ชาดกที่ ๕๔๖) ก็จะเสื่อมสิ้นโดยลำดับทยอยกันไป ถัดต่อมา มหานารทกัสสปชาดก(ชาดกที่ ๕๔๕) ก็จะเสื่อม ในกาลเป็นที่สุด อปัณณกชาดก(ชาดกที่ ๑) ก็จะเสื่อม เมื่อชาดกเสื่อมไปแล้ว ภิกษุทั้งหลายยังคงทรงไว้ได้แต่วินัยปิฎก (มี ๘ เล่ม กล่าวคือ มหาวิภังค์ (เล่มที่ ๑-๒) ภิกขุนีวิภังค์ (เล่มที่ ๓) มหาวรรค (เล่มที่ ๔-๕) จุลวรรค (เล่มที่ ๖-๗) ปริวาร (เล่มที่ ๘)) เท่านั้น
เมื่อกาลดำเนินไป ภิกษุทั้งหลาย ไม่สามารถจะทรงพระวินัยปิฎกไว้ได้ จากนั้น วินัยปิฎกก็จะเสื่อมจากยอดมาหาข้างต้น คือ ปริวารจะเสื่อมก่อน ถัดต่อมา จุลวรรคที่กล่าวเกี่ยวกับเรื่องขันธกะ
ก็จะเสื่อม ถัดต่อมา ภิกขุนีวิภังค์ ก็จะเสื่อม ถัดต่อมา มหาวิภังค์ก็เสื่อมตามลำดับกันไป ภิกษุทั้งหลายคงทรงไว้ได้เฉพาะเพียงอุโบสถขันธกะเท่านั้น (ครั้นแล้ว) วินัยปิฎกนั้น ก็ถึงที่สุดความเสื่อมสิ้นไป แม้ในกาลครั้งนั้น ปริยัตติธรรม ก็หาชื่อว่าอันตรธานไปแล้วไม่
ในบรรดามนุษย์ทั้งหลาย เพียงคาถา ๔ บาทยังเป็นไปอยู่เพียงใด ปริยัตติธรรมก็ยังไม่อันตรธานเพียงนั้น ครั้งใด มีพระราชาทรงพระศรัทธาเลื่อมใส ใส่ทรัพย์แสนตำลึง ไว้ในถุงทองคำตั้งไว้เหนือคอช้าง ให้ราชบุรุษตีกลองร้องประกาศชาวพระนครว่า “ชนทั้งหลายเหล่าใดที่รู้คาถา ๔ บาทที่พระพุทธเจ้าตรัสแล้ว ชนทั้งหลายเหล่านั้นจงมารับเอาทรัพย์แสนตำลึงนี้ไปเถิด” เมื่อไม่ได้ผู้รับแล้วในครั้งแรก แม้ให้เที่ยวป่าวร้องไปตราบเท่าถึง ๓ ครั้ง ก็ยังไม่ได้ตัวผู้รับทรัพย์ ราชบุรุษก็นำถุงทรัพย์แสนตำลึงกลับเข้าไปสู่พระราชตระกูลอีกแล ถ้าเหตุการณ์เป็นดังนี้ ก็ได้ชื่อว่า ปริยัตติธรรมอันตรธานแล้ว อันนี้เรียกว่าปริยัตติอันตรธาน
๒. ปฏิปัตติอันตรธาน
เมื่อกาลดำเนินไป ภิกษุทั้งหลายไม่สามารถจะยังฌานและวิปัสสนาและมรรคผลทั้งหลายให้บังเกิดได้ คงรักษาไว้ได้ เพียงจตุปาริสุทธิศีลเท่านั้น เมื่อกาลดำเนินไป ภิกษุทั้งหลายพากันกล่าวว่า เราทั้งหลาย จักทำศีลให้บริบูรณ์และรักษาไว้ เราทั้งหลายจักประกอบความเพียร แต่ไม่สามารถทำให้แจ้งซึ่งมรรคและผลได้ เพราะเดี๋ยวนี้ การตรัสรู้อริยธรรมก็ไม่มีแล้ว ภิกษุเหล่านั้นก็คลายความเพียรเสีย มากไปด้วยความเกียจคร้าน ไม่ยังกันและกันให้ตรัสรู้ได้ ไม่โจทกันและกัน ไม่ยังกันและกันให้ระลึก และไม่มีความรังเกียจกันและกัน จำเดิมแต่นั้น ก็พากันย่ำยีสิกขาบทน้อย-ใหญ่ทั้งหลาย
เมื่อกาลดำเนินไป พวกภิกษุก็พากันต้องอาบัติปาจิตตีย์ และอาบัติถุลลัจจัย ต่อแต่นั้นไป ก็คงดำรงไว้แต่เพียงครุกาบัติ และปาราชิกเท่านั้น ครั้นเมื่อจำนวนร้อยและพันแห่งภิกษุทั้งหลาย ที่รักษาอยู่แต่ปาราชิก ๔ เท่านั้น ก็ยังไม่ชื่อว่าปฏิปัตติอันตรธานแล้ว ต่อเมื่อความปฏิบัติของภิกษุผู้เกิดในภายหลังย่อมอันตรธานไป เพราะทำลายศีลเสียก็ดี เพราะสิ้นชีวิตไปก็ดี อันนี้เรียกว่า ปฏิปัตติอันตรธานแล
๓. ปฏิเวธอันตรธาน
อธิคม คือมรรค ๔ ผล ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ วิชชา ๓ อภิญญา ๖ อธิคมนั้น เมื่อจะเสื่อม ก็เสื่อมตั้งแต่ปฏิสัมภิทาไป ความจริง เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว เมื่อกาลล่วงไปได้ ๑,๐๐๐ ปี ภิกษุทั้งหลาย ย่อมไม่สามารถให้ปฏิสัมภิทา ๔ บังเกิดขึ้นได้ ถัดจากกาลนั้นไป ย่อมไม่สามารถให้อภิญญา ๖ บังเกิดขึ้นได้ ถัดจากกาลนั้นไป เมื่อภิกษุไม่สามารถให้ปฏิสัมภิทาและอภิญญาเหล่านั้นบังเกิดขึ้น (แต่) ย่อมให้วิชชา ๓ บังเกิดขึ้นได้ เมื่อกาลดำเนินไป เมื่อภิกษุทั้งหลายไม่สามารถให้วิชชา ๓ แม้เหล่านั้นบังเกิดขึ้นได้ ย่อมเป็นพระอรหันต์ประเภทสุกขวิปัสสกะ เมื่อกาลดำเนินไป ๆ ด้วยอุบายนี้ เมื่อไม่สามารถให้วิชชา๓แม้เหล่านั้นบังเกิดขึ้นได้ เป็นพระอนาคามี พระสกทาคามี และโสดาบัน เมื่อพระอริยบุคคลมีพระโสดาบันเป็นต้น ยังเป็นไปอยู่ อธิคมก็ชื่อว่ายังไม่อันตรธานไป แต่เมื่อพระโสดาบันองค์สุดท้ายหมดไปแล้ว อธิคมก็ชื่อว่าอันตรธานแล้ว คือเมื่อภิกษุผู้เป็นปัจฉิมชนสิ้นชีวิตแล้ว อธิคมก็ชื่อว่าอันตรธานแล้ว นี้ ชื่อว่าปฏิเวธอันตรธานแล
๔. ลิงคอันตรธาน
ฝ่ายลิงคอันตรธานนั้น เมื่อกาลดำเนินไป การนุ่งสบงทรงจีวรและถือบาตร ทั้งมารยาทคู้แขนเข้าและเหยียดแขนออก การแลดูและการเหลียวดูของภิกษุทั้งหลาย ประชาชนพบเห็นแล้ว มองดูแล้วไม่น่าเลื่อมใสเลย ภิกษุทั้งหลายต่างพากันหิ้วบาตรไว้ในปลายแขนเที่ยวถือไป เหมือนอย่างนิครนถ์เดียรถีย์ที่หิ้วบาตรน้ำเต้าเที่ยวถือไป ฉะนั้น ด้วยกิริยาประมาณเท่านี้ ยังไม่ชื่อว่าลิงคอันตรธานก่อน
เมื่อกาลดำเนินไป ได้วางบาตรเสียจากปลายแขนแล้ว ใช้มือหรือสาแหรกห้อยหิ้วเที่ยวไป จีวรก็เลิกการย้อม ทำให้มีสีจอมปลอมดังกระดูกอุฐเที่ยวไป (เป็นสีอะไรช่วยตอบให้ด้วย) ต่อเมื่อกาลดำเนินไป การย้อมจีวรก็ไม่มี การตัดชายจีวรก็ดี การเจาะรังดุมก็ดี ก็ทำเพียงกัปปะ(ควร, ทำให้สมควร)แล้วใช้สอย ต่อมาอีก ก็เว้นการเจาะรังดุมเสีย ทั้งกับปะก็มิได้ทำ ถัดต่อมา กิจทั้ง ๒ ประการนั้นก็ละเลยไม่ทำ ทรงผ้ามิได้ตัด ถือปฏิบัติดังปริพาชกทั้งหลายเที่ยวไป
เมื่อกาลดำเนินไป ก็พากันกล่าวว่า “เราทั้งหลายจะต้องการอะไรด้วยผ้าจีวรเช่นนี้” แล้วคงเอาแต่กาสาวะท่อนน้อยผูกห้อยไว้ที่ข้อมือบ้าง ที่คอบ้าง ติดแปะไว้ในผมทั้งหลายบ้าง ถัดจากนั้นมาก็ได้ทำการเลี้ยงภรรยา ทำไร่ไถนา สำเร็จกิจเลี้ยงชีวิตเที่ยวไปด้วยอาการอย่างนี้ ครั้งนั้น ชนเมื่อจะให้ทักขิณา ได้อุทิศสงฆ์แล้วให้ทานแก่ท่านจำพวกเหล่านี้ อาศัยเหตุจะเป็นเช่นนี้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วว่า อานนท์ ในอนาคตกาล จักมีโคตรภูสงฆ์แท้แล คือผู้ทุศีลทั้งหลาย สมาทานบาปธรรม มีผ้ากาสายะห้อยคอ มหาชนทายกทั้งหลายจักอุทิศต่อพระสงฆ์แล้วให้ทานในจำพวกผู้ทุศีล สมาทานบาปธรรมเหล่านั้น อานนท์ แม้ในกาลครั้งนั้น ทักขิณาทานที่ตั้งอยู่ในสงฆ์ครั้งนั้น ตถาคตยังกล่าวว่ามีผลนับไม่ได้ ประมาณมิได้
จำเดิมแต่กาลนั้นไป เมื่อกาลดำเนินไป จำพวกผู้ทุศีลนั้นทำการงานต่าง ๆ นานาชนิดอยู่ ยังดำริว่า การทำเช่นนั้นยังเป็นการเนินช้าของเราทั้งหลาย ประโยชน์อะไรด้วยท่อนกาสายะเช่นนี้ แก่เราทั้งหลาย จึงพากันฉีกท่อนผ้ากาสาวะนั้นโยนเสียในป่า ในการทิ้งท่อนผ้ากาสาวะเสียนั้น ชื่อว่าลิงคอันตรธานแล
ดังได้ยินว่า ในกาลของพระกัสสปพุทธเจ้า ใช้การนุ่งห่มผ้าขาวทั้งหลาย (อย่างชาวโยนก) ของผู้ทุศีลเหล่านั้น ๆ แล้วเที่ยวไป (หรือห้ามสมณจีวรเสีย) เกิดมีกันขึ้น เพศสมณะนุ่งห่มผ้าขาวครั้งพุทธกาลของพระกัสสปพุทธเจ้า ก็ไม่สามารถจะทรงศาสนาไว้ได้ อันนี้ก็ชื่อว่าลิงคอันตรธานแล
๕. ธาตุอันตรธาน
พระธาตุอันตรธาน ขอให้ทราบ(ก่อน)อย่างนี้ว่า พระนิพพานมี ๓ ประเภท คือ กิเลสปรินิพพาน ขันธปรินิพพาน และธาตุปรินิพพาน ในนิพพานทั้ง ๓ อย่างนั้น กิเลสปรินิพพาน ได้มี ณ ที่โพธิบัลลังก์ ขันธปรินิพพาน ได้มีณ เมื่อกุสินารา พระธาตุปรินิพพาน จักมีในอนาคต
มีคำถามว่า พระธาตุปรินิพพานเป็นอย่างไร คือพระธาตุทั้งหลาย เมื่อไม่ได้รับเครื่องสักการะและเครื่องนับถือในที่นั้นๆ ก็เสด็จไปยังที่ที่มีเครื่องสักการะและเครื่องนับถือ ด้วยกำลังแห่งการอธิฏฐานของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เมื่อกาลดำเนินไป ในที่ทุกแห่ง ไม่มีการจัดเครื่องสักการะและเครื่องนับถือเลย เมื่อถึงกาลที่ศาสนาเสื่อมถอยลง ด้วยกำลังแห่งการอธิฏฐานของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ในเกาะตามพปัณณิ พระธาตุทั้งหลายจะประชุมกันไปสู่พระมหาเจดีย์ แล้วเสด็จแต่มหาเจดีย์ไปนาคทวีปเจดีย์ จากนั้น เสด็จไปสู่พระโพธิบัลลังก์ พระธาตุทั้งหลาย เสด็จแต่นาคพิภพก็ดี แต่เทวโลกก็ดี แต่พรหมโลกก็ดี ไปประชุมกันยังโพธิบัลลังก์
พระธาตุทั้งหลายนั้น มาตรว่ามีประมาณเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาด ย่อมมิได้ฉิบหายไปในระหว่างเลย พระธาตุทั้งปวงดังกล่าวมานี้ ได้ประชุมกันในพระมหาโพธิมณฑล เมื่อถือเอาองค์เป็นรูปพระพุทธเจ้าแล้ว ทรงนั่งโดยบัลลังก์ในโพธิมณฑล สำแดงพระพุทธสรีระ คือ พระมหาบุรุษลักษณะ ๓๒ และอนุพยัญชนะ ๘๐ มีพระรัศมีสว่างโดยประมาณวา บริบูรณ์เต็มที่แล
ลำดับนั้น องค์พระพุทธรูปจักทำปาฏิหาริย์ เหมือนในวันครั้งทำยมกปาฏิหาริย์ เปล่งฉัพพรรณรังษี (สว่างแล) พระฉัพพรรณรังษีนั้น จักแผ่ไปในหมื่นโลกธาตุ ในกาลนั้น ชื่อว่าสัตว์โลกผู้เป็นมนุษย์จะไปในที่นั้นได้ ไม่มีเลย (เพราะ) ฝ่ายเทวดาในหมื่นจักรวาฬทั้งหมดเทียว จักได้ประชุมกันแล้ว จักได้ทำการุญภาพมากกว่าวันที่พระทศพลเสด็จดับขันธปรินิพพาน โดยปริเทวนาการดังนี้ว่า “วันนี้ พระทศพลญาณจักเสด็จเข้าสู่ปรินิพพาน ศาสนาก็จักบันดาลพลันทรุดไปวันนี้ไซร้ นี้เป็นปัจฉิมทัสสนะของเราทั้งหลายจำเดิมตั้งแต่วันนี้ไป ความมืดมนอนธการก็จักมีแก่เราทั้งหลายแล” เทวดาที่เหลือนอกจากเทวดาผู้เป็นอนาคามีและอรหันต์แล้ว จักไม่อาจดำรงตนอยู่โดยสภาพของตนได้เลย
ลำดับนั้น เตโชธาตุเกิดแต่พระธาตุสรีระเผาพระสรีระให้ลุกโพลงเป็นเถ้า จนถึงซึ่งภาวะหาบัญญัติมิได้ เปลวไฟที่โพลงขึ้นแต่พระธาตุสรีระ ก็จักส่องแสงสว่างจับถึงชั้นพรหมโลก ครั้นเมื่อพระธาตุมีมาตรว่าเมล็ดพันธุ์ผักกาด ก็ยังมีแสงสว่างโอภาสเป็นเปลวเดียวกัน พระธาตุทั้งหลาย ก็ถึงซึ่งความไหม้มอดแล เมื่อพระธาตุทั้งหลายได้สำแดงอานุภาพใหญ่หลวงอย่างนี้ แล้วก็อันตรธานหายไป ครั้งนั้น หมู่เทวดาทั้งหลายที่ประชุมกันแล้ว ก็พากันทำสักการะด้วยดอกไม้ ของหอมและดุริยดนตรีอันเป็นทิพย์เป็นต้น เหมือนกับวันที่พระพุทธองค์เสด็จปรินิพพานฉะนั้น กระทำประทักษิณสิ้นวาระ ๓ รอบ แล้วก็ถวายอภิวาทแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายมุ่งหมายจักได้พบเห็นพระพุทธเจ้าซึ่งจะทรงอุบัติขึ้นในอนาคตเถิด” แล้วต่างก็พากันเหาะไปสู่สถานวิมานของตน ๆ อันนี้เรียกว่า ธาตุอันตรธานแล
อีกนัยหนึ่ง มีคำนมัสการว่า พระโคดมพุทธเจ้า เสด็จเข้าสู่พระปรินิพพานแล้ว ณ เมืองกุสินารา ได้กระทำพระธาตุทั้งหลายให้แผ่ไปโดยวิเศษแล้ว ในที่ทั้งหลาย คือเมาฬี ๑ เขียวแก้ว ๔ รากขวัญทั้ง ๒ รวม ๗ ประเภทนี้ มิได้แตกทำลาย พระธาตุทั้งหลายอันเหลือจาก ๗ พระองค์นี้ทำลายหมด
ที่กำหนดขนาดใหญ่ได้ ๕ ทนาน ที่เป็นปานกลางได้ ๖ ทะนาน เล็กลงมาอีก ๕ ทะนาน ทั้ง ๓ อย่างนี้ พระอาจารย์ว่าแตกทำลายยังบรรยายขนาดใหญ่ไว้ว่าเท่าเมล็ดถั่วแตก ขนาดกลางเท่าเม็ดข้าวสารหัก ขนาดเล็กนักเพียงเมล็ดพันธุ์ผักกาดเป็นประมาณ ยังบรรยายถึงสีพระธาตุขนาดใหญ่ว่างามสีทอง ขนาดกลางสว่างส่องสีมุกดา ขนาดเล็กลงมาสีดอกพิกุล ข้าพเจ้าทั้งหลาย ถวายอภิวาทธาตุดังกล่าวมา
พระสถูปองค์ ๑ อยู่ในเมืองราชคฤห์ องค์ ๑ อยู่เมืองไพศาล องค์หนึ่ง อยู่ในเมืองกบิลพัสดุ์ องค์หนึ่งอยู่ในเมืองอัลลกัปปนคร องค์หนึ่งอยู่ในรามคาม องค์หนึ่งอยู่ในเมืองเวฏฐทีปกนคร องค์หนึ่งอยู่ในเมืองปาเวยยกมัลลรัฐ องค์หนึ่งอยู่ในเมืองกุสินารา
พระสถูปบรรจุพระสรีรธาตุทั้งหลายเหล่านั้น ได้ประดิษฐานอยู่ในชมพูทวีป เป็นที่เทวดาและมนุษย์สักการบูชาแล้ว ข้าพเจ้าขอถวายอภิวาทพระธาตุทั้งหลายเหล่านั้น
ครั้งใดเมื่อพระธาตุทั้งหลายได้ประชุมกันในลังกาทวีปแล้ว และพระธาตุทั้งปวงเสด็จไปประทับอยู่ ณ ประเทศโพธิพฤกษ์ ครั้นประทับพระโพธิพฤกษ์ ทรงเพศเป็นพระพุทธเจ้า ผู้อุดมแล้ว ทรงกระทำพระปาฏิหาริย์อันประเสริฐมีประการต่าง ๆ อยู่ ๗ วัน ในชาติเขตที่พระธาตุทั้งหลายมาประชุมกันแล้ว เทวดาทั้งหลายลงมา เตโชธาตุโพลงแล้ว ก็ไปเสียจากคลองพระเนตรแล พระธาตุทั้งหลายยังคงประดิษฐานอยู่ตราบใด พระพุทธเจ้าก็ชื่อว่ายังปรากฏอยู่ตราบนั้น อันนี้เป็นธรรมดาของพระพุทธเจ้าแท้
บรรดาอันตธานทั้ง ๕ นี้ ปริยัตติอันตรธาน เป็นมูลแห่งอันตรธานทั้ง ๕ นี้ เพราะเมื่อปริยัติอันตรธานแล้ว ปฏิบัติก็ย่อมอันตรธาน เมื่อปริยัติยังดำรงอยู่ ปฏิบัติก็ชื่อว่ายังดำรงอยู่
ประเด็นในเล่มนี้
๑. เสื่อมด้านปริยัติ นั้น ใครเสื่อม นักบวชในศาสนา หยุดการท่องสนธยาคำสอนไม่ใช่หรือ ที่ว่าเสื่อมนั้น นักบวชเสื่อมจากการทรงจำคำสอนไว้ได้ คนในพระพุทธศาสนา หยุดการทรงจำต่างหากที่เป็นสาเหตุให้เกิดความเสื่อม ถ้าห้นมาสนใจกันในเรื่องพระไตรปิฎกและอรรถกถา ก็จะไม่มีความเสื่อมในด้านนี้
๒. เสื่อมด้านการปฏิบัติ คือ ทุกวันนี้ นักบวชทางศาสนา ยังได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้ากันดีอยู่หรือ หรือว่ามุ่งทำลายประพฤติย่ำยีสิกขาบทน้อย-ใหญ่ ของพระพุทธองค์อยู่หรือเปล่า หมั่นตรวจสอบตนเอง ถ้าผู้ใดไม่ปฏิบัติย่ำยีสิกขาบทน้อย-ใหญ่แล้ว ก็จะทำให้ศาสนาไม่เสื่อมด้านปฏิบัติเป็นแน่ ถ้าทำตรงข้ามกัน ก็เสื่อมแล
๓. เสื่อมด้านปฏิเวธ คือ เมื่อปฏิบัติตนอยู่ในคำสอนทางศาสนาอย่างเคร่งครัด และมีแนวทางแห่งการปฏิบัติตามมหาสติปัฏฐานสูตร ก็จะทำให้การรู้แจ้งคำสอนทางศาสนาเกิดขึ้นได้ ถ้าประพฤติตนตรงข้ามกัน ศาสนาด้านปฏิเวธก็เสื่อมแล
๔. เสื่อมด้านเพศสมณะ คือ ถ้านักบวชทางศาสนาพยายามที่จะประพฤติตน ทำกิจการงานต่าง ๆ คล้ายกับชาวบ้านมากขึ้นทุกที เอากิจกรรมของชาวบ้านทำเป็นเสียเอง ไม่พยายามประพฤติตนให้แตกต่างจากชาวบ้าน หากประพฤติตนเช่นนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งทำให้ศาสนาเสื่อม ถ้าประพฤติตนตรงข้ามกัน ก็จะทำให้ศานาไม่เสื่อม หรือเสื่อมช้าลง ไม่เสื่อมเลย
๕. เสื่อมด้านธาตุ คือ นักบวชทางศาสนายุคนี้ ได้บูชาและสักการะสิ่งที่ควรบูชา มีพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ กันดีหรือเปล่า มีการทำวัตรเป็นกิจวัตรหรือไม่ เคารพสักการะบูชาด้วยความบริสุทธิ์ใจจริง ๆ อยู่จริงเปล่า ถ้าทำได้เช่นนี้ สิ่งที่ควรบูชาก็จะอยู่ให้เราได้กราบไหว้บูชา แต่ถ้าประพฤติตนตรงข้ามจากนี้ ทำให้จะศาสนาเสื่อมด้านพระธาตุแล.
เสื่อม หรือไม่เสื่อมแห่งศาสนา แก้ไขได้หรือไม่
ธรรมเพื่อความเสื่อมสูญหายไปแห่งพระศาสนาคืออะไร เมื่อท่านได้ทราบว่า ศาสนาเสื่อมเพราะเหตุอะไรแล้ว ก็ควรที่จะลดละเลิกในสิ่งที่เรียกว่าอกุศลธรรมให้หมดไปจากตนเอง สิ่งที่เป็นอกุศลธรรม มีความเกียจคร้านไม่หมั่นศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้าในพระไตรปิฎกก็ดี การไม่ยึดมั่นปฏิบัติตามคำสั่งสอนพระพุทธเจ้าตรัวไว้ก็ดี การไม่แนะนำกันในเรื่องแนวทางที่จะทำให้บรรลุมรรคก็ดี การดำรงชีพเลี้ยงชีวิตคล้ายกับชาวบ้านขึ้นทุกที หรือการไม่เคารพบูชาพระธาตุทั้งหลายก็ดี สิ่งที่ดังกล่าวมานั้น ถ้าผู้ใดมีแล้ว รู้ตนเอง แล้วพยายามกำจัดให้ให้หมดไปจากตัวเอง ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมช้าลง หรือไม่เสื่อมเลย ส่วนธรรมเพื่อความดำรงมั่นไม่เสื่อมสูญหายไปแห่งพระศาสนาคืออะไร ก็คือกุศลธรรม ดังมีนัยตรงข้ามกัน สิ่งที่เรียกว่ากุศลธรรมนี้ ถ้าผู้ใดยังไม่มีก็พยายามทำให้เกิดมี หรือถ้ามีอยู่แล้ว ก็จงรักษาไว้และพยายามทำให้เจริญมากขึ้น ถ้าทำได้เช่นนี้ ศาสนาที่พูดกันว่า เสื่อมแล้ว ก็จะหยุดการเสื่อม หรือไม่เสื่อมเลย ในขณะเดียวกันนั้น ก็จะเจริญแพร่หลายในที่ต่าง ๆ อีกด้วย
สุดท้ายนี้ ขอเดชานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และบุญกุศลที่ท่านได้กระทำมามี ทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น จงมารวมกันเป็นตบะ เป็นเดชะพลวปัจจัยอำนวยพร ให้ท่านประสบความสุขความเจริญ และจงเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ ธรรมสารสมบัติ ตลอดกาลเป็นนิตย์เทอญ

ที่มา : คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา
suchaya ส่งเมล์ถึง suchaya [DT06925] [ วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม 2551 เวลา 09:06 น. ]
บทความธรรมะ
เงิน สำคัญไฉน
ขาดเธอ (ไม่) ขาดใจ
"บุญเราไม่เคยสร้าง ใครที่ไหนจะมาช่วยเจ้า"
เหนือสิ่งอื่นใดคือ... (การทดแทนคุณ)
เหนือสิ่งอื่นใดคือ... (การทดแทนคุณ)
ธรรมะคืออะไร
พระมาลัยท่องนรก สวรรค์
เจตนารักษาศีล
สนทนากันนะ
ความสืบเนื่อง
จุดประสงค์
เมื่อมีการระลึก
รอยจารึก.....จากดวงใจ..
เรื่องการให้ทาน
อินทรีย์ 5
ในแต่ละวินาที
ความทรงจำ...............ที่ระลึกถึง......................
มานะมีหลาย
ถ้าความเห็นนั้นไม่ตรง
ถ้าความเห็น
กิจกรรมธรรมะในสวน
[ จำนวนคนอ่าน 1488 คน ]

ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็น
ข้อความ * :
โดย * :
E-mail :
จังหวัด * :
 
Security Code
ใส่ตัวอักษรด้านซ้าย
ลงช่องล่างด้วยครับ
 
   

หน้าหลัก
ปิดหน้านี้
หน้าแรก พระพุทธศาสนา ประวัติพระพุทธสาวก หัวข้อธรรม ธรรมปฏิบัติ ศาสนพิธี วันสำคัญทางศาสนา ทศชาติชาดก วิทยุธรรมะไทย
พุทธศาสนสุภาษิต พจนานุกรมพุทธศาสน์ ทำเนียบวัดไทย คลังแสงแห่งธรรม พระพุทธศาสนาในเมืองไทย ข่าวธรรมะ กิจกรรมธรรมะ สมุดเยี่ยม
ธรรมะไทย - dhammathai.org